Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หาก ไมโครโฟน iPhone ใช้ไม่ได้ โทรแล้วปลายสายไม่ได้ยินเสียง เสียงเบา เสียงขาด ๆ หาย ๆ อัดเสียงไม่มีเสียง LINE โทรแล้วอีกฝ่ายไม่ได้ยิน หรือถ่ายวิดีโอแล้วเสียงหาย อย่าเพิ่งสรุปว่าไมโครโฟนเสีย เพราะ iPhone ใช้เส้นทางรับเสียงต่างกันตามการโทร การใช้ Speakerphone การบันทึกวิดีโอ และแอปต่าง ๆ
Apple แนะนำให้เริ่มจาก ถอดเคสหรือฟิล์มที่อาจบังช่องไมโครโฟน → กำจัดสิ่งสกปรกบริเวณช่องเปิด → ทดสอบด้วย Voice Memos → ทดสอบวิดีโอด้วยกล้องหน้าและหลัง → ตรวจสิทธิ์ Microphone ของแอป หากยังได้ยินเสียงไม่ชัดทั้งการโทร การบันทึก และแอปต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องรับบริการ.
ให้ทดสอบอย่างน้อย 4 อย่าง
ถ้าเสียเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ส่วนอื่นใช้งานได้ ผลนี้ช่วยบอกว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ระบบเสียงทั้งหมด
Apple เองแยกวิธีทดสอบไมโครโฟนสำหรับ Phone/FaceTime Call กับ Speakerphone/Video ออกจากกัน.
Apple แนะนำว่า หากอีกฝ่ายไม่ได้ยินคุณขณะโทรศัพท์หรือ FaceTime ให้
เสียงของคุณควรชัดเจน.
ถ้า Voice Memo เองก็ไม่มีเสียงหรือเสียงเบามาก ปัญหามีน้ำหนักไปที่ไมโครโฟนหรือช่องรับเสียงมากขึ้น
ถ้า Voice Memos บันทึกเสียงชัด แต่เฉพาะการโทรผ่านเครือข่ายมีปัญหา ไม่ควรรีบสรุปว่าไมโครโฟน Hardware เสีย
ให้ตรวจเพิ่ม
เพราะการทดสอบ Voice Memos แสดงว่าอย่างน้อยเส้นทางรับเสียงที่ใช้ในการทดสอบนั้นสามารถบันทึกเสียงได้.
Apple แนะนำว่า ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ยินเมื่อใช้ Speakerphone ให้เปิด Camera แล้ว
เสียงควรชัดในทั้งสองวิดีโอ.
กรณีนี้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก เพราะ Apple แนะนำให้บันทึกด้วยทั้งสอง Camera เพื่อทดสอบเสียงในสถานการณ์ต่างกัน.
ถ้าคลิปจากกล้องหนึ่งมีเสียงปกติ แต่อีกกล้องมีเสียงผิดปกติซ้ำ ๆ หลังถอดเคสและทำความสะอาดแล้ว ควรเพิ่มความสงสัยไปยังเส้นทางรับเสียงที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกแบบนั้น
ให้ทดสอบ
หาก Voice Memos ชัดและ Speakerphone ปกติ แสดงว่าควรตรวจเส้นทางการโทรหรือการตั้งค่าระหว่างสายเพิ่ม มากกว่าฟันธงว่าไมค์ทุกตัวเสีย
Apple อนุญาตให้เปลี่ยน Audio Destination ระหว่างสายระหว่าง iPhone Speaker และ Bluetooth Device ได้.
Apple ระบุให้ถอด
ออกเมื่อ Troubleshoot ไมโครโฟน.
โดยเฉพาะเคสที่ไม่ตรงรุ่นหรือมีขอบหนา อาจบังช่องรับเสียงบางตำแหน่งได้
ถอดเคสแล้วทดลอง Voice Memos ใหม่ทันที
Apple รวม Screen Protector และ Film ไว้ในสิ่งที่ควรถอดออกเมื่อตรวจไมโครโฟน.
ถ้าอาการเริ่มหลัง
ควรทดสอบโดยถอดอุปกรณ์ดังกล่าวก่อน
Apple แนะนำให้กำจัด Debris จากช่องเปิดของ iPhone เมื่อไมโครโฟนทำงานผิดปกติ.
สิ่งที่พบได้ เช่น
หากสะสมบริเวณช่องรับเสียง สามารถทำให้เสียงอู้อี้หรือเบาลงได้
ไม่ควรใช้
แทงเข้าไปในช่องเปิด
Apple ระบุว่าการทำความสะอาด iPhone ควรหลีกเลี่ยงความชื้นในช่องเปิด และไม่ใช้วิธีที่อาจทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหาย.
Apple ระบุชัดว่า ไม่ควรใช้ Compressed Air ทำความสะอาด iPhone.
ดังนั้นไม่ควรใช้ปืนลมแรง ๆ เป่าเข้า
เพราะไม่ใช่วิธีที่ Apple แนะนำ
ไม่ควรหยอด Cleaning Liquid เข้าไปในช่องรับเสียง
Apple แนะนำให้หลีกเลี่ยง Moisture ใน Opening ของ iPhone และไม่ใช้ Household Cleaner, Aerosol Spray, Solvent หรือสารทำความสะอาดหลายชนิดกับตัวเครื่อง.
การมีคราบไม่ได้หมายความว่าควรใช้น้ำยาหยอดเข้าไปในรูไมโครโฟน
หากปัญหาเกิด เฉพาะแอปเดียว ให้ตรวจ Permission ก่อน
เข้า
Settings → Privacy & Security → Microphone
แล้วดูว่า LINE หรือแอปนั้นเปิดสิทธิ์อยู่หรือไม่
Apple ระบุว่าผู้ใช้สามารถเปิดหรือปิดการเข้าถึง Microphone ของแต่ละแอปจากเมนูนี้ได้.
เข้า
Settings → Privacy & Security → Microphone
จากนั้นเปิด Switch ของแอปที่ต้องการ
Apple ระบุว่า Apps ต้องขออนุญาตก่อนใช้ Microphone และรายการในหน้านี้จะแสดงแอปที่เคย Request Access.
Apple ระบุว่า หากไมโครโฟนไม่ทำงานเฉพาะแอปหนึ่ง และแอปนั้น
ให้ติดต่อผู้พัฒนาแอป.
ก่อนถึงจุดนั้นควร Update App และเปิดฟังก์ชันที่ต้องใช้ไมค์อีกครั้งเพื่อดูว่าแอปขอ Permission หรือไม่
Apple ระบุว่าเมื่อ App กำลังใช้ Microphone โดยไม่ใช้ Camera จะมี Orange Indicator ที่ด้านบนของหน้าจอ.
หาก App ใช้ Camera ด้วย จะเห็น Green Indicator
สิ่งนี้ช่วยตรวจได้ว่าแอปกำลังเข้าถึง Hardware จริงหรือไม่
Apple ระบุว่า Control Center สามารถแสดงข้อมูลว่า App ใดเพิ่งเข้าถึง Camera หรือ Microphone.
หากสงสัยว่าไมค์ไม่ทำงานในแอป ให้เปิดฟังก์ชันอัดเสียงแล้วดู Indicator ประกอบ
ใช้หลักเดียวกัน
เข้า
Settings → Privacy & Security → Microphone
แล้วตรวจแอปนั้น
ถ้า Permission เปิดแล้วแต่ App เดียวมีปัญหา Apple แนะนำให้ติดต่อ App Developer เมื่อสิทธิ์ถูกต้องหรือ App ไม่อยู่ในรายการ.
ก่อนติดต่อควร Update App และ Restart iPhone
ให้ทดสอบตามวิธี Apple
หากเสียงหายเพียงบางการบันทึก จะช่วยจำกัดขอบเขตได้มากกว่าใช้ Voice Memos อย่างเดียว.
กรณีนี้ก็มีประโยชน์ในการวิเคราะห์เช่นกัน
Apple ใช้ Voice Memos เป็นการทดสอบหลักสำหรับกรณี Phone/FaceTime Call และ Camera Video สำหรับกรณี Speakerphone.
หากผลต่างกันอย่างชัดเจนและทำซ้ำได้ ควรแจ้งผลทั้งสองแบบแก่ช่างหรือ Apple Support
ระหว่าง Phone Call iPhone สามารถ Route Audio ไปยัง Bluetooth Device ได้.
ดังนั้นถ้าเชื่อม
อยู่ อีกฝ่ายอาจกำลังได้ยินเสียงจาก Microphone ของอุปกรณ์เสริมแทน Built-in Microphone ของ iPhone
เพื่อทดสอบไมค์เครื่อง ควรถอด Bluetooth Accessory ออกก่อน
ขณะอยู่ในสาย ให้แตะ
Audio
แล้วดูว่าเลือก
อะไรอยู่
Apple ระบุว่าสามารถเปลี่ยน Audio Destination ระหว่างสายได้โดยตรง.
หากต้องการทดสอบตัว iPhone ให้ตัดอุปกรณ์ Bluetooth ออกจากสมการก่อน
เข้า
Settings → Accessibility → Touch → Call Audio Routing
Apple ระบุว่าสามารถกำหนดให้เสียงของ Phone/FaceTime Call ถูกส่งอัตโนมัติไปยัง
ตามการตั้งค่าได้.
หาก Routing ผิดจากที่คาด ให้กลับมาตรวจตรงนี้
Apple แยกการทดสอบ Speakerphone ออกจากการโทรแบบปกติ โดยให้ทดสอบผ่าน Camera Video.
ดังนั้นอาการ
โทรปกติดี → Speakerphone อีกฝ่ายไม่ได้ยิน
หรือ
Speakerphone ดี → โทรปกติไม่ชัด
มีประโยชน์ในการหาสาเหตุมาก
iPhone รุ่นและ iOS ที่รองรับมี Mic Mode สำหรับปรับวิธีประมวลผลเสียง
ตัวเลือกอาจมี
Apple ระบุว่า Automatic จะเลือก Mode ให้เหมาะกับการโทรหรือการบันทึก ส่วน Voice Isolation เน้นเสียงพูดและลดเสียงรอบข้าง.
ระหว่างสาย
Apple ระบุว่า Voice Isolation สำหรับ Phone Call รองรับตั้งแต่ iOS 16.4 บนอุปกรณ์ที่รองรับ.
ฟังก์ชันนี้ช่วยเรื่องเสียงรบกวน ไม่ใช่ซ่อมไมโครโฟนที่เสียทาง Hardware
ถ้าปัญหาเกิดจาก เสียงรอบข้างรบกวน Voice Isolation สามารถช่วยให้เสียงพูดโดดเด่นขึ้น เพราะ Apple ระบุว่าโหมดนี้ให้ความสำคัญกับเสียงของผู้พูดและลดเสียง Ambient.
แต่ถ้า Voice Memos เองแทบไม่มีเสียง Voice Isolation ไม่ใช่ตัวแก้ Hardware
Apple ระบุว่า Automatic Mic Mode ซึ่งต้องใช้ iOS 18 หรือใหม่กว่า จะเลือก Processing ให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น ใช้ Voice Isolation ในบางรูปแบบของการโทรและ Standard ในบางรูปแบบของ Speakerphone.
ดังนั้นถ้าเคยเปลี่ยน Mic Mode เองและเสียงฟังแปลก สามารถกลับไปลอง Automatic หรือ Standard เพื่อเปรียบเทียบ
Apple ระบุว่า Wide Spectrum จะปล่อยเสียงรอบข้างผ่านเข้ามามากกว่า ไม่กรองเหมือน Voice Isolation.
จึงไม่เหมาะหากเป้าหมายคือให้ปลายสายได้ยินเสียงพูดชัดในพื้นที่เสียงดัง
และ Wide Spectrum ไม่รองรับ Phone Call ปกติตามข้อกำหนดปัจจุบันของ Apple.
Apple ระบุว่าใน iOS 26 หรือใหม่กว่า Voice Isolation สามารถใช้กับ Recording App เช่น Voice Memos และ Third-party Apps บางตัวได้.
หากกำลังทดสอบคุณภาพเสียง ควรจำว่า Mic Mode สามารถเปลี่ยนลักษณะเสียงที่บันทึกได้
ใน iOS 26.1 หรือใหม่กว่า Apple รองรับการปรับ Input Gain สำหรับ Wired Microphones และอุปกรณ์บางชนิด เช่น EarPods USB-C ที่รองรับ.
ระหว่าง Call หรือ Recording เข้า Control Center → App Controls → Audio Input แล้วปรับ Gain หากตัวเลือกปรากฏ
จุดนี้เกี่ยวกับ ไมค์ภายนอกที่รองรับ ไม่ใช่การปรับความแรงของ Built-in Microphone ทุกตัว
บนระบบปัจจุบัน หากมีหลาย Audio Devices เชื่อมต่อ Apple รองรับการเปลี่ยน Audio Input จาก App Controls ใน Control Center.
ดังนั้นหากใช้
แล้วเสียงไม่ตรงไมค์ที่ต้องการ ให้ตรวจ Audio Input ก่อนคิดว่าไมค์เสีย
ถอดอุปกรณ์เสริมและตรวจช่องรับเสียงแล้ว หากอาการยังอยู่ สามารถ Restart iPhone แล้วทดสอบใหม่
หลังเปิดเครื่องให้ทดสอบตามลำดับ
ถ้ายังไม่ชัดทุกกรณี Apple ระบุว่าอุปกรณ์อาจต้องรับบริการ.
ถ้าปัญหาเกิดหลาย App หรือเริ่มหลัง Software Update ควรตรวจ
Settings → General → Software Update
แล้วใช้ iOS เวอร์ชันปัจจุบันที่เครื่องรองรับ
แต่ถ้า Voice Memos และ Camera Recording เสียงหายเหมือนกันหลังเครื่องตกหรือโดนน้ำ ไม่ควรคาดหวังว่า Software Update จะแก้ Hardware เสีย
หากอาการเริ่มทันทีหลัง
และ Voice Memos/Camera ยังผิดปกติหลังถอดเคสและทำความสะอาด ควรเพิ่มความเป็นไปได้ด้าน Hardware
Apple ระบุว่าหากยังได้ยินเสียงไม่ชัดทั้ง Calls, Recordings หรือ Apps หลัง Troubleshooting อาจต้องรับบริการ.
เป็นไปได้
Apple ระบุว่า น้ำในช่อง Microphone หรือ Speaker สามารถลดประสิทธิภาพของเสียงจนกว่าน้ำจะระเหยออกหมด.
ดังนั้นถ้าอาการเกิดทันทีหลังเปียก ไม่ควรรีบแทงช่องไมค์หรือใช้ความร้อน
Apple แนะนำให้
Apple ระบุว่าไม่ควรใช้ External Heat Source.
ไม่ควร
Apple ระบุว่าไม่ควรใช้แหล่งความร้อนภายนอกเพื่อเร่งให้ iPhone แห้ง.
ดังนั้นหลีกเลี่ยง
หากไมโครโฟนเสียงอู้อี้หลังเปียก ให้ปล่อยให้น้ำระเหยอย่างเหมาะสม
ไม่ควร
Apple ระบุทั้งในคำแนะนำทำความสะอาดและการดูแล iPhone ว่าไม่ควรใช้ Compressed Air.
ไม่ควร
Apple ระบุว่าหลัง iPhone สัมผัสของเหลว ให้ถอดสายและอย่าชาร์จจนเครื่องแห้ง โดยให้รออย่างน้อย 5 ชั่วโมง ก่อนเสียบ Lightning/USB-C Cable หรือ Accessory.
นี่เป็นเรื่องความปลอดภัยของ Connector แม้ปัญหาหลักของคุณจะเป็นไมโครโฟน
Apple ระบุว่า Splash/Water/Dust Resistance ไม่ใช่คุณสมบัติถาวร และสามารถลดลงจากการใช้งานปกติได้.
นอกจากนี้น้ำที่ค้างบริเวณช่อง Microphone/Speaker สามารถทำให้ประสิทธิภาพลดลงชั่วคราวจนกว่าจะระเหย.
หาก
ควรตรวจเครือข่ายโทรศัพท์เพิ่มเติม
เพราะการทดสอบหลักของ Appleสามารถยืนยันได้ว่าไมโครโฟนยังบันทึกเสียงชัดในสถานการณ์อื่น.
อย่าเปลี่ยนไมค์ก่อนแยก Network ออก
ถ้าเสียเฉพาะ FaceTime ให้ตรวจ
Apple ใช้ Voice Memos เป็นหนึ่งในวิธีตรวจปัญหาเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ยินระหว่าง Phone หรือ FaceTime Call.
ถ้าปัญหาเกิดพร้อมกันหลายระบบ เช่น
ความเป็นไปได้ด้านช่องรับเสียงหรือ Hardware จะเพิ่มขึ้น
แต่ควรยึด Voice Memos และ Camera Tests ตามแนวทาง Appleเป็นการทดสอบหลักก่อนส่งซ่อม.
หาก Voice Memos ชัดมาก แสดงว่าอย่างน้อยการบันทึกเสียงพื้นฐานสามารถทำงานได้
กรณี Dictation หรือฟังก์ชันเดียวมีปัญหา ควรตรวจ Software/Settings ของฟังก์ชันนั้นเพิ่ม แทนการสรุปว่า Built-in Microphone เสีย
Apple แนะนำให้พิจารณา Service เมื่อเสียงยังไม่ชัดใน Calls, Recordings หรือ Apps อย่างต่อเนื่อง.
หากอาการเริ่ม ทันทีหลังซ่อม
ควรนำกลับให้ผู้ซ่อมตรวจ
โดยเฉพาะถ้าก่อนซ่อม
แต่หลังซ่อมส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติอย่างชัดเจน
ไม่ควร Factory Reset ก่อนตรวจความสัมพันธ์กับงานซ่อมที่เพิ่งเกิด
หากปัญหาเกิดทันทีหลังงานซ่อมบริเวณด้านล่างของเครื่อง ควรแจ้งผู้ซ่อมและทดสอบ Voice Memos ตามวิธีของ Apple โดยพูดบริเวณด้านล่างของ iPhone.
ผลการทดสอบนี้จะช่วยให้ช่างเห็นอาการซ้ำได้ชัดเจน
ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะ App ให้ตรวจ
Settings → Privacy & Security → Microphone
ก่อน
Appleเปิดให้เปลี่ยน Permission เป็นรายแอปโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้อง Reset Settings ทั้งเครื่องเป็นขั้นตอนแรก.
โดยทั่วไป ไม่ตรงกับปัญหา Hardware Microphone
ถ้า Voice Memos และ Camera ไม่มีเสียง การ Reset Network Settings ไม่ได้แก้ช่องไมค์ที่อุดตันหรือ Hardware
แต่หากเสียงผิดปกติเฉพาะ Cellular Call ขณะที่การบันทึกทุกอย่างชัด อาจค่อยตรวจเครือข่ายในขั้นต่อไป
ไม่ควรเป็นขั้นตอนแรก
ก่อน Reset ให้ทำครบก่อน
แนวทาง Apple มุ่งตรวจ Microphone และ Permission โดยตรงก่อน.
ไม่ควร
Factory Reset ไม่สามารถ
ได้
ถ้าเสียงยังไม่ชัดทั้ง Calls, Recordings และ Apps หลัง Troubleshooting Apple ระบุว่าเครื่องอาจต้องรับบริการ.
ควรพิจารณารับบริการเมื่อ
Apple ระบุว่าหากยังฟังเสียงของคุณไม่ชัดระหว่าง Calls, Recordings หรือ Apps อาจจำเป็นต้องรับบริการ.
ทำตามลำดับนี้
Apple แนะนำให้เปิด Voice Memos → Record → พูดบริเวณด้านล่างของ iPhone → เปิดฟัง หากระบบปกติควรได้ยินเสียงของคุณชัดเจน.
Apple แนะนำให้เปิด Camera แล้วอัดวิดีโอพร้อมพูดบริเวณด้านบนของ iPhone จากนั้นสลับกล้องและอัดอีกคลิป แล้วฟังเสียงทั้งสองคลิป.
เข้า Settings → Privacy & Security → Microphone แล้วเปิด Permission ของ LINE หากสิทธิ์เปิดอยู่แล้วแต่แอปยังมีปัญหา Apple แนะนำให้ติดต่อผู้พัฒนาแอป.
Apple ระบุว่า Orange Indicator หมายถึง App กำลังใช้ Microphone โดยไม่ใช้ Camera ส่วน Green Indicator แสดงเมื่อ Camera ถูกใช้งาน.
ได้ ระหว่าง Call เสียงสามารถ Route ไปยัง Bluetooth Device ได้ ดังนั้นหากต้องการทดสอบ Built-in Microphone ควรถอด AirPods/Headset ออกก่อน.
Voice Isolation ช่วยให้เสียงพูดเด่นและลดเสียงรอบข้าง แต่ไม่ได้ซ่อม Microphone Hardware ที่เสีย หาก Voice Memos และ Camera Recording ไม่มีเสียง ควรตรวจ Hardware มากกว่า.
Apple ระบุว่าน้ำในช่อง Microphone หรือ Speaker สามารถลดประสิทธิภาพได้จนกว่าน้ำจะระเหยออกหมด.
ไม่ควร Apple ระบุว่าอย่าใช้ External Heat Source เพื่อทำให้ iPhone แห้ง.
ไม่ควร Apple ระบุว่าไม่ควรใช้ Compressed Air ทำความสะอาด iPhone.
Apple ระบุให้รออย่างน้อย 5 ชั่วโมง หลังสัมผัสของเหลวก่อนเชื่อมต่อ Lightning/USB-C Cable หรือ Accessory และเครื่องต้องแห้งก่อน.
ผล Voice Memos บอกได้ว่าเส้นทางรับเสียงที่ใช้ในการทดสอบสามารถบันทึกเสียงได้ แต่ยังไม่สามารถยืนยัน Hardware ทุกส่วนของระบบเสียงได้ ควรทดสอบ Speakerphone และ Camera Video เพิ่มตามขั้นตอน Apple.
ไม่ควรเป็นขั้นแรก หาก Voice Memos และ Camera เองไม่มีเสียง ให้แก้เรื่องช่องไมค์/Hardware/Permission ก่อน Network Reset
ไม่ควร Apple ให้เริ่มจากถอด Case/Film, ทำความสะอาดช่องเปิด, Voice Memos Test, Camera Test และตรวจ Microphone Permission ก่อน หากยังไม่ชัดใน Calls, Recordings และ Apps จึงพิจารณารับบริการ.
หาก ไมโครโฟน iPhone ใช้ไม่ได้ โทรแล้วปลายสายไม่ได้ยินเสียง ให้เริ่มจาก ถอด Case/Film → ตรวจและทำความสะอาดช่องเปิด → Voice Memos Test → Camera Video Test ทั้งกล้องหน้าและหลัง เพราะ Apple ใช้การทดสอบเหล่านี้เพื่อแยกปัญหาการโทรและ Speakerphone โดยตรง.
ถ้าปัญหาเกิด เฉพาะ LINE, Messenger, Instagram หรือแอปหนึ่ง ให้เข้า Settings → Privacy & Security → Microphone และตรวจ Permission ของแอป Apple ระบุว่า Apps ต้องได้รับอนุญาตก่อนใช้ Microphone และ Orange Indicator จะแสดงเมื่อ App กำลังใช้ไมค์โดยไม่มี Camera.
หากเชื่อม AirPods, Bluetooth Headset หรืออุปกรณ์เสียงภายนอก อยู่ ให้ถอดออกเพื่อทดสอบ Built-in Microphone เพราะ Audio สามารถถูก Route ไปยัง Bluetooth Device และใน iOS ปัจจุบันยังสามารถเลือก Mic Mode และ Audio Input ได้จาก App Controls ใน Control Center.
สำหรับ iPhone ที่ โดนน้ำแล้วไมค์อู้อี้ Apple ระบุว่าน้ำในช่อง Microphone/Speaker สามารถลดประสิทธิภาพเสียงชั่วคราวได้จนกว่าจะระเหย ให้เครื่องแห้งในบริเวณอากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยง External Heat และ Compressed Air และรออย่างน้อย 5 ชั่วโมงก่อนเสียบสายหลังสัมผัสของเหลว.
สุดท้าย หาก Voice Memos, Camera Videos, Phone Call และ Apps ล้วนมีเสียงเบา แตก หรือไม่มีเสียง แม้ถอดอุปกรณ์เสริม ทำความสะอาด ตรวจ Permission และ Restart/Update แล้ว Apple ระบุว่าอุปกรณ์อาจจำเป็นต้องรับบริการ จึงไม่ควร Factory Reset ซ้ำ ๆ ก่อนตรวจ Hardware.