Smart TV ไม่มี Bluetooth จะต่อหูฟังไร้สายอย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง

Smart TV ไม่มี Bluetooth ยังสามารถต่อหูฟังไร้สายได้ โดยใช้ Bluetooth Transmitter เชื่อมกับช่องเสียงออกของทีวี เช่น Optical, ช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร หรือ RCA จากนั้นจับคู่หูฟังกับ Transmitter แทนการเชื่อมต่อกับทีวีโดยตรง

หากทีวีไม่มีช่องเสียงออกดังกล่าว อาจใช้ HDMI ARC Audio Extractor, กล่องสตรีมมิงที่รองรับ Bluetooth หรือหูฟังไร้สายแบบ RF ที่มาพร้อมฐานส่งสัญญาณ โดยต้องเลือกวิธีให้ตรงกับช่องเชื่อมต่อของทีวี

สารบัญ

  • ตรวจสอบว่าทีวีไม่มี Bluetooth Audio จริงหรือไม่
  • Bluetooth Transmitter คืออะไร
  • วิธีต่อผ่านช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • วิธีต่อผ่าน Optical
  • วิธีต่อผ่าน RCA
  • วิธีใช้ HDMI ARC Audio Extractor
  • วิธีใช้กล่องสตรีมมิง
  • วิธีเลือก Transmitter
  • วิธีแก้เมื่อเชื่อมต่อแล้วไม่มีเสียง
  • คำถามที่พบบ่อย
  • สรุป

ตรวจสอบก่อนว่าทีวีไม่มี Bluetooth Audio จริงหรือไม่

Smart TV บางรุ่นมี Bluetooth แต่ซ่อนเมนูไว้ในส่วนเสียงหรืออุปกรณ์เสริม จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อ Transmitter

เข้าไปที่:

การตั้งค่า > เสียง > เสียงออก

ค้นหาตัวเลือก เช่น

  • Bluetooth Speaker
  • Bluetooth Audio
  • Wireless Speaker
  • Speaker List
  • Bluetooth Device
  • Headphones
  • Remote & Accessories

หากมีเฉพาะ Bluetooth Remote หรือ Remote & Accessories ยังไม่ยืนยันว่าจะรองรับหูฟัง เพราะ Bluetooth ของทีวีบางรุ่นใช้กับรีโมต คีย์บอร์ด หรือจอยเกมเท่านั้น

ให้ตรวจสอบรหัสรุ่นของทีวีและค้นหาคุณสมบัติ Bluetooth Audio หรือ A2DP เพิ่มเติม หากไม่มีจึงเลือกใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณภายนอก

Bluetooth Transmitter คืออะไร

Bluetooth Transmitter หรืออุปกรณ์ส่งสัญญาณ Bluetooth ทำหน้าที่รับเสียงจากทีวีผ่านสาย แล้วแปลงเป็นสัญญาณ Bluetooth ส่งไปยังหูฟังไร้สาย

ระบบทำงานดังนี้:

ทีวี > สายเสียง > Bluetooth Transmitter > หูฟัง Bluetooth

Transmitter ไม่ได้เพิ่ม Bluetooth เข้าไปในระบบปฏิบัติการของทีวี แต่ทำงานเป็นอุปกรณ์ส่งเสียงแยกต่างหาก จึงใช้ได้กับทีวีรุ่นเก่าหรือทีวีที่ไม่มีเมนู Bluetooth Audio

❶ ตรวจสอบช่องเสียงออกของทีวี

ก่อนซื้อ Transmitter ให้ดูด้านหลังหรือด้านข้างทีวีว่ามีช่องใดบ้าง

ช่องที่ใช้ได้ ได้แก่

  • Headphone Out 3.5 มิลลิเมตร
  • Audio Out 3.5 มิลลิเมตร
  • Optical Digital Audio Out
  • RCA Audio Out สีแดงและสีขาว
  • HDMI ARC หรือ eARC

ควรอ่านป้ายกำกับให้ชัดเจน เพราะช่อง Audio In เป็นช่องรับเสียงเข้า ไม่สามารถใช้ส่งเสียงออกไปยังหูฟังได้

ระวังช่อง AV IN

ช่อง AV IN หรือ Composite IN มีไว้รับภาพและเสียงจากอุปกรณ์ภายนอก ไม่ใช่ช่อง Audio Out แม้จะมีหัวสีแดงและสีขาวเหมือนกันก็ตาม

❷ ต่อผ่านช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ช่องหูฟังเป็นวิธีที่ตั้งค่าง่ายที่สุด และมักสามารถปรับระดับเสียงจากรีโมตทีวีได้

อุปกรณ์ที่ต้องใช้:

  • Bluetooth Transmitter ที่มี AUX Input
  • สายเสียง 3.5 มิลลิเมตร
  • แหล่งจ่ายไฟ USB หาก Transmitter ต้องใช้ไฟ

ขั้นตอน:

  1. ลดระดับเสียงทีวี
  2. เสียบสายเข้าช่อง Headphone Out
  3. ต่อปลายอีกด้านเข้าช่อง AUX In ของ Transmitter
  4. เลือกโหมด TX
  5. เปิด Pairing Mode ของ Transmitter
  6. เปิด Pairing Mode ของหูฟัง
  7. รอจนเชื่อมต่อสำเร็จ
  8. เปิดวิดีโอและเพิ่มเสียงทีละน้อย

ทีวีบางรุ่นจะปิดลำโพงภายในทันทีเมื่อเสียบช่องหูฟัง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติ

❸ ต่อผ่านช่อง Optical

Optical เป็นช่องเสียงดิจิทัลที่พบใน Smart TV จำนวนมาก เหมาะกับทีวีที่ไม่มีช่องหูฟัง

อุปกรณ์ที่ต้องใช้:

  • Bluetooth Transmitter ที่มี Optical Input
  • สาย Optical
  • สายหรืออะแดปเตอร์จ่ายไฟตามรุ่น

วิธีเชื่อมต่อ:

  1. ถอดฝาครอบปลายสาย Optical ถ้ามี
  2. เสียบสายเข้าช่อง Optical Digital Audio Out ของทีวี
  3. ต่อปลายอีกด้านเข้าช่อง Optical In ของ Transmitter
  4. เลือกโหมด TX
  5. เปิดการตั้งค่าเสียงของทีวี
  6. ตั้ง Sound Output เป็น Optical
  7. ตั้ง Digital Audio Output เป็น PCM
  8. จับคู่ Transmitter กับหูฟัง
  9. เปิดวิดีโอทดสอบ

หาก Transmitter เชื่อมต่อกับหูฟังสำเร็จแต่ไม่มีเสียง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือทีวียังไม่ได้เลือก Optical หรือรูปแบบเสียงยังเป็น Dolby Digital หรือ Bitstream

❹ ทำไมต้องตั้งเสียงเป็น PCM

Bluetooth Transmitter หลายรุ่นรองรับเสียงสเตอริโอ PCM แต่ไม่สามารถถอดรหัส Dolby Digital, Dolby Digital Plus หรือ DTS ได้

ให้เข้าไปที่:

การตั้งค่า > เสียง > การตั้งค่าขั้นสูง > Digital Audio Output > PCM

หากไม่เปลี่ยนเป็น PCM อาจเกิดอาการ:

  • เชื่อมต่อแล้วไม่มีเสียง
  • มีเสียงแตกหรือเสียงรบกวน
  • เสียงออกเฉพาะบางช่อง
  • YouTube มีเสียงแต่ Netflix ไม่มีเสียง
  • เสียงหายเมื่อเปลี่ยนเนื้อหา

หาก Transmitter ระบุว่ารองรับ Dolby โดยตรง อาจเลือกใช้รูปแบบอื่นได้ แต่ PCM เป็นค่าที่เหมาะสำหรับเริ่มทดสอบมากที่สุด

❺ ต่อผ่านช่อง RCA Audio Out

ทีวีรุ่นเก่าบางเครื่องมีช่องเสียงออก RCA สีแดงและสีขาว

อุปกรณ์ที่ใช้:

  • สาย RCA ไป 3.5 มิลลิเมตร
  • Bluetooth Transmitter ที่มี AUX Input

วิธีต่อ:

  1. เสียบหัวสีแดงเข้าช่อง Audio Out สีแดง
  2. เสียบหัวสีขาวเข้าช่อง Audio Out สีขาว
  3. ต่อปลาย 3.5 มิลลิเมตรเข้ากับ Transmitter
  4. เลือกโหมด TX
  5. จับคู่กับหูฟัง
  6. ทดสอบเสียง

ต้องตรวจสอบว่าช่อง RCA เขียนว่า Audio Out ไม่ใช่ AV In หรือ Component In

ระดับเสียงจาก RCA บางรุ่นอาจเป็น Fixed Output ทำให้รีโมตทีวีปรับเสียงหูฟังไม่ได้ ต้องปรับจากปุ่มบนหูฟังแทน

❻ ใช้ HDMI ARC Audio Extractor

ถ้าทีวีไม่มี Optical ช่องหูฟัง หรือ RCA Audio Out แต่มี HDMI ARC สามารถใช้ HDMI ARC Audio Extractor แยกเสียงออกมาเป็น Optical หรือ 3.5 มิลลิเมตร แล้วต่อเข้ากับ Bluetooth Transmitter

รูปแบบการต่อ:

ทีวี HDMI ARC > Audio Extractor > Bluetooth Transmitter > หูฟัง

ขั้นตอนทั่วไป:

  1. ตรวจสอบช่อง HDMI ที่เขียนว่า ARC หรือ eARC
  2. ต่อสาย HDMI จากทีวีไปยัง Audio Extractor
  3. เปิด HDMI-CEC และ ARC บนทีวี
  4. เลือก Receiver หรือ HDMI ARC เป็นเสียงออก
  5. ต่อ Optical หรือ AUX จาก Extractor ไปยัง Transmitter
  6. ตั้งรูปแบบเสียงเป็น PCM
  7. จับคู่หูฟัง
  8. ทดสอบเสียง

ควรเลือก Audio Extractor ที่รองรับ ARC โดยตรง เพราะตัวแยกสัญญาณ HDMI ทั่วไปอาจไม่สามารถรับเสียงย้อนกลับจากทีวีได้

❼ ใช้กล่องสตรีมมิงที่รองรับ Bluetooth

กล่องสตรีมมิงบางรุ่นสามารถเชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง วิธีนี้ไม่ต้องเพิ่ม Bluetooth ให้ทีวี เพราะหูฟังรับเสียงจากกล่องแทน

ขั้นตอนทั่วไป:

  1. เชื่อมต่อกล่องสตรีมมิงกับทีวีผ่าน HDMI
  2. เปิดการตั้งค่า Bluetooth บนกล่อง
  3. เปิด Pairing Mode ที่หูฟัง
  4. เลือกชื่อหูฟัง
  5. เปิดแอปดูหนังจากกล่องเพื่อทดสอบ

ข้อจำกัดคือหูฟังจะได้รับเฉพาะเสียงจากแอปหรือเนื้อหาที่เล่นผ่านกล่อง ไม่ได้รับเสียงจากช่องทีวี แอปภายใน Smart TV หรืออุปกรณ์ HDMI เครื่องอื่น เว้นแต่อุปกรณ์นั้นมีระบบรับเสียงจากทีวีเพิ่มเติม

❽ ต่อหูฟังกับเครื่องเล่นเกมโดยตรง

ถ้าต้องการใช้หูฟังเฉพาะเวลาเล่นเกม สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเกม จอยเกม หรืออุปกรณ์รับสัญญาณของหูฟังโดยตรงตามที่รุ่นนั้นรองรับ

วิธีที่อาจใช้ได้:

  • เสียบหูฟังแบบมีสายเข้าจอย
  • ใช้ USB Wireless Dongle ของหูฟัง
  • ใช้ฐานรับส่งสัญญาณของหูฟังเกมมิง
  • เชื่อมต่อ Bluetooth หากเครื่องเล่นเกมรองรับอุปกรณ์นั้น

เครื่องเล่นเกมไม่ได้รองรับหูฟัง Bluetooth ทั่วไปทุกรุ่น จึงควรตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อน

❾ ใช้หูฟังไร้สายแบบ RF

หูฟังไร้สายสำหรับทีวีบางรุ่นใช้คลื่น RF และมาพร้อมฐานส่งสัญญาณ ไม่ต้องใช้ Bluetooth

ข้อดี:

  • ระยะใช้งานอาจไกลกว่า Bluetooth
  • การเชื่อมต่อค่อนข้างเสถียร
  • ฐานบางรุ่นทำหน้าที่ชาร์จหูฟัง
  • ออกแบบมาสำหรับดูทีวีโดยเฉพาะ
  • อาจมีความหน่วงต่ำกว่า Bluetooth ทั่วไป

วิธีเชื่อมต่อคล้าย Bluetooth Transmitter โดยต่อฐานเข้ากับ Optical, RCA หรือช่องหูฟังของทีวีตามที่อุปกรณ์รองรับ

ข้อจำกัดคือหูฟังต้องใช้งานร่วมกับฐานของรุ่นนั้น ไม่สามารถนำหูฟัง Bluetooth ทั่วไปมาจับคู่กับฐาน RF ได้

❿ เลือก Bluetooth Transmitter อย่างไร

ก่อนซื้อควรตรวจสอบคุณสมบัติต่อไปนี้

ช่องสัญญาณเข้า

ต้องตรงกับช่อง Audio Out ของทีวี เช่น Optical, AUX หรือ RCA

โหมด TX

ต้องมีโหมด Transmitter หรือ TX ไม่ใช่อุปกรณ์ Receiver อย่างเดียว

Dual Link

หากต้องการใช้หูฟังสองตัวพร้อมกัน ต้องระบุว่ารองรับ Dual Link หรือ Two Headphones

Audio Pass-through

หากต้องการใช้หูฟังพร้อม Soundbar ให้เลือกอุปกรณ์ที่มี Optical Pass-through หรือ Bypass

Codec

Transmitter และหูฟังต้องรองรับ Codec เดียวกันจึงจะใช้คุณสมบัตินั้นได้ การรองรับเฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่เพียงพอ

แหล่งจ่ายไฟ

ตรวจสอบว่าใช้ USB จากทีวี อะแดปเตอร์ไฟ หรือแบตเตอรี่ภายใน และสามารถทำงานต่อเนื่องได้นานตามต้องการ

⓫ จ่ายไฟผ่าน USB อย่างถูกต้อง

พอร์ต USB บนทีวีมักใช้จ่ายไฟให้ Bluetooth Transmitter แต่ไม่ได้ส่งเสียงจากทีวีไปยัง Transmitter

ดังนั้นอาจต้องต่อสองสาย:

  • USB สำหรับจ่ายไฟ
  • Optical หรือ 3.5 มิลลิเมตรสำหรับส่งเสียง

การเสียบเฉพาะ USB อาจทำให้ Transmitter เปิดติดและจับคู่กับหูฟังได้ แต่ไม่มีเสียง เพราะยังไม่ได้รับสัญญาณ Audio Out จากทีวี

ถ้าพอร์ต USB ปิดไฟตามทีวี Transmitter อาจต้องจับคู่ใหม่ทุกครั้งในบางรุ่น

⓬ วิธีจับคู่ Transmitter กับหูฟัง

ขั้นตอนทั่วไปมีดังนี้

  1. ปิด Bluetooth ของโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์
  2. ตั้ง Transmitter เป็นโหมด TX
  3. วางหูฟังใกล้ Transmitter
  4. เปิด Pairing Mode ที่ Transmitter
  5. เปิด Pairing Mode ที่หูฟัง
  6. รอจนไฟสถานะแสดงว่าเชื่อมต่อแล้ว
  7. เปิดวิดีโอ
  8. เลือกเสียงออกของทีวีให้ตรงกับช่องที่ใช้
  9. เพิ่มเสียงทีละน้อย

การจับคู่ครั้งแรกอาจใช้เวลาหลายวินาที ไม่ควรกดปุ่มสลับไปมาระหว่างที่อุปกรณ์กำลังค้นหากัน

วิธีแก้เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแต่ไม่มีเสียง

หากหูฟังกับ Transmitter เชื่อมต่อแล้วแต่ไม่มีเสียง ให้ตรวจสอบตามลำดับนี้

  1. ตั้ง Transmitter เป็น TX
  2. ตรวจสอบว่าสายต่ออยู่ที่ Audio Out
  3. เลือก Sound Output ของทีวีให้ถูกต้อง
  4. ตั้ง Digital Audio Output เป็น PCM
  5. เพิ่มเสียงบนทีวีและหูฟัง
  6. ตรวจสอบว่าไม่ได้เปิด Mute
  7. ทดลอง YouTube และช่องทีวี
  8. ถอดและเสียบสายใหม่
  9. รีสตาร์ตทีวีและ Transmitter
  10. ลบการจับคู่แล้วเชื่อมต่อใหม่

หากใช้ Optical ให้ตรวจสอบว่าปลายสายไม่มีฝาครอบพลาสติกและเสียบแน่นทั้งสองด้าน

วิธีแก้เสียงดีเลย์ไม่ตรงภาพ

หูฟัง Bluetooth อาจมีความหน่วงเมื่อดูหนังหรือเล่นเกม วิธีลดอาการ ได้แก่

  • เปิด A/V Sync หรือ Lip Sync
  • ตั้งเสียงเป็น PCM
  • ปิด Virtual Surround
  • ใช้ Sound Mode แบบ Standard
  • วาง Transmitter ใกล้หูฟัง
  • ลดสัญญาณ Wi‑Fi 2.4GHz รบกวน
  • ใช้ Transmitter กับหูฟังที่รองรับเทคโนโลยีความหน่วงต่ำร่วมกัน
  • อัปเดตเฟิร์มแวร์ถ้าอุปกรณ์รองรับ

สำหรับเล่นเกมที่ต้องตอบสนองรวดเร็ว หูฟังแบบมีสายหรือระบบไร้สาย 2.4GHz อาจเหมาะกว่า Bluetooth ทั่วไป

ทำให้ลำโพงทีวีและหูฟังมีเสียงพร้อมกันได้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับช่องเชื่อมต่อและการตั้งค่าของทีวี

ต่อผ่านช่องหูฟัง

ทีวีหลายรุ่นจะปิดลำโพงภายในทันที แต่บางรุ่นมี Headphone and Speaker ให้เปิดพร้อมกัน

ต่อผ่าน Optical

ทีวีบางรุ่นยังเปิดลำโพงภายในได้พร้อม Optical แต่บางรุ่นต้องเลือกเสียงออกเพียงช่องเดียว

ใช้ Pass-through

หากต้องการใช้หูฟังพร้อม Soundbar ควรใช้ Transmitter ที่มี Optical Pass-through หรือ Audio Bypass

ตารางเลือกอุปกรณ์ตามช่องของทีวี

ช่องที่ทีวีมีอุปกรณ์ที่เหมาะสม
Headphone Out 3.5 มม.AUX Bluetooth Transmitter
Optical Audio OutOptical Bluetooth Transmitter
RCA Audio OutRCA to AUX Transmitter
HDMI ARC เท่านั้นARC Audio Extractor และ Transmitter
กล่องสตรีมมิงมี Bluetoothเชื่อมต่อหูฟังกับกล่องโดยตรง
ต้องการใช้หูฟังสองตัวDual Link Transmitter
ต้องการใช้พร้อม SoundbarTransmitter ที่มี Pass-through
ต้องการสัญญาณเสถียรสำหรับทีวีหูฟัง RF พร้อมฐานส่งสัญญาณ

คำถามที่พบบ่อย

ทีวีไม่มี Bluetooth ใช้อะแดปเตอร์ USB Bluetooth ได้หรือไม่

โดยทั่วไปเสียบ USB Bluetooth Adapter แบบคอมพิวเตอร์เข้าทีวีแล้วใช้งานไม่ได้ เพราะระบบทีวีอาจไม่มีไดรเวอร์รองรับ ควรใช้ Bluetooth Transmitter ที่รับเสียงจาก Optical หรือช่องหูฟังแทน

เสียบ Transmitter ที่ USB อย่างเดียวมีเสียงหรือไม่

ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะ USB ใช้จ่ายไฟเท่านั้น ต้องต่อสายเสียงจาก Optical, AUX หรือ RCA เพิ่มอีกเส้นหนึ่ง

ใช้ Bluetooth Receiver แทน Transmitter ได้หรือไม่

ไม่ได้ Receiver หรือ RX ใช้รับเสียงจากโทรศัพท์เข้าลำโพง ส่วนการส่งเสียงจากทีวีไปหูฟังต้องใช้ Transmitter หรือโหมด TX

ช่อง Optical ปรับเสียงจากรีโมตได้หรือไม่

ทีวีหลายรุ่นส่ง Optical แบบระดับเสียงคงที่ จึงอาจต้องปรับเสียงจากหูฟังแทน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการตั้งค่าของทีวี

ต่อ Transmitter แล้วเสียงจากลำโพงทีวีจะหายหรือไม่

ขึ้นอยู่กับช่องที่ใช้และทีวี ช่องหูฟังมักปิดลำโพงภายใน ส่วน Optical อาจเปิดพร้อมกันได้ในบางรุ่น

Bluetooth Transmitter ใช้กับหูฟังทุกยี่ห้อได้หรือไม่

โดยทั่วไปใช้ได้กับหูฟัง Bluetooth มาตรฐาน แต่คุณสมบัติบางอย่าง เช่น Codec ความหน่วงต่ำ ต้องรองรับตรงกันทั้ง Transmitter และหูฟัง

สรุป

Smart TV ไม่มี Bluetooth สามารถต่อหูฟังไร้สายได้ด้วย Bluetooth Transmitter โดยเลือกการเชื่อมต่อให้ตรงกับช่อง Audio Out ของทีวี ช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรตั้งค่าง่าย ส่วน Optical ให้สัญญาณดิจิทัลและควรตั้งเสียงเป็น PCM

หากทีวีมีเพียง HDMI ARC ให้ใช้ ARC Audio Extractor ก่อนต่อ Transmitter ส่วนผู้ที่ดูเนื้อหาผ่านกล่องสตรีมมิงอาจจับคู่หูฟังกับกล่องโดยตรงได้ แต่จะได้ยินเฉพาะเสียงจากกล่องนั้น

comsiam แนะนำให้ตรวจสอบสามเรื่องก่อนซื้อ ได้แก่ ช่องเสียงออกของทีวี โหมด TX ของ Transmitter และคุณสมบัติที่ต้องการ เช่น Dual Link หรือ Pass-through การเลือกให้ตรงตั้งแต่ต้นจะช่วยลดปัญหาเชื่อมต่อแล้วไม่มีเสียงและไม่ต้องซื้ออะแดปเตอร์หลายชิ้นโดยไม่จำเป็น