Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Smart TV ไม่มี Bluetooth ยังสามารถต่อหูฟังไร้สายได้ โดยใช้ Bluetooth Transmitter เชื่อมกับช่องเสียงออกของทีวี เช่น Optical, ช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร หรือ RCA จากนั้นจับคู่หูฟังกับ Transmitter แทนการเชื่อมต่อกับทีวีโดยตรง
หากทีวีไม่มีช่องเสียงออกดังกล่าว อาจใช้ HDMI ARC Audio Extractor, กล่องสตรีมมิงที่รองรับ Bluetooth หรือหูฟังไร้สายแบบ RF ที่มาพร้อมฐานส่งสัญญาณ โดยต้องเลือกวิธีให้ตรงกับช่องเชื่อมต่อของทีวี
Smart TV บางรุ่นมี Bluetooth แต่ซ่อนเมนูไว้ในส่วนเสียงหรืออุปกรณ์เสริม จึงควรตรวจสอบก่อนซื้อ Transmitter
เข้าไปที่:
การตั้งค่า > เสียง > เสียงออก
ค้นหาตัวเลือก เช่น
หากมีเฉพาะ Bluetooth Remote หรือ Remote & Accessories ยังไม่ยืนยันว่าจะรองรับหูฟัง เพราะ Bluetooth ของทีวีบางรุ่นใช้กับรีโมต คีย์บอร์ด หรือจอยเกมเท่านั้น
ให้ตรวจสอบรหัสรุ่นของทีวีและค้นหาคุณสมบัติ Bluetooth Audio หรือ A2DP เพิ่มเติม หากไม่มีจึงเลือกใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณภายนอก
Bluetooth Transmitter หรืออุปกรณ์ส่งสัญญาณ Bluetooth ทำหน้าที่รับเสียงจากทีวีผ่านสาย แล้วแปลงเป็นสัญญาณ Bluetooth ส่งไปยังหูฟังไร้สาย
ระบบทำงานดังนี้:
ทีวี > สายเสียง > Bluetooth Transmitter > หูฟัง Bluetooth
Transmitter ไม่ได้เพิ่ม Bluetooth เข้าไปในระบบปฏิบัติการของทีวี แต่ทำงานเป็นอุปกรณ์ส่งเสียงแยกต่างหาก จึงใช้ได้กับทีวีรุ่นเก่าหรือทีวีที่ไม่มีเมนู Bluetooth Audio
ก่อนซื้อ Transmitter ให้ดูด้านหลังหรือด้านข้างทีวีว่ามีช่องใดบ้าง
ช่องที่ใช้ได้ ได้แก่
ควรอ่านป้ายกำกับให้ชัดเจน เพราะช่อง Audio In เป็นช่องรับเสียงเข้า ไม่สามารถใช้ส่งเสียงออกไปยังหูฟังได้
ช่อง AV IN หรือ Composite IN มีไว้รับภาพและเสียงจากอุปกรณ์ภายนอก ไม่ใช่ช่อง Audio Out แม้จะมีหัวสีแดงและสีขาวเหมือนกันก็ตาม
ช่องหูฟังเป็นวิธีที่ตั้งค่าง่ายที่สุด และมักสามารถปรับระดับเสียงจากรีโมตทีวีได้
อุปกรณ์ที่ต้องใช้:
ขั้นตอน:
ทีวีบางรุ่นจะปิดลำโพงภายในทันทีเมื่อเสียบช่องหูฟัง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติ
Optical เป็นช่องเสียงดิจิทัลที่พบใน Smart TV จำนวนมาก เหมาะกับทีวีที่ไม่มีช่องหูฟัง
อุปกรณ์ที่ต้องใช้:
วิธีเชื่อมต่อ:
หาก Transmitter เชื่อมต่อกับหูฟังสำเร็จแต่ไม่มีเสียง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือทีวียังไม่ได้เลือก Optical หรือรูปแบบเสียงยังเป็น Dolby Digital หรือ Bitstream
Bluetooth Transmitter หลายรุ่นรองรับเสียงสเตอริโอ PCM แต่ไม่สามารถถอดรหัส Dolby Digital, Dolby Digital Plus หรือ DTS ได้
ให้เข้าไปที่:
การตั้งค่า > เสียง > การตั้งค่าขั้นสูง > Digital Audio Output > PCM
หากไม่เปลี่ยนเป็น PCM อาจเกิดอาการ:
หาก Transmitter ระบุว่ารองรับ Dolby โดยตรง อาจเลือกใช้รูปแบบอื่นได้ แต่ PCM เป็นค่าที่เหมาะสำหรับเริ่มทดสอบมากที่สุด
ทีวีรุ่นเก่าบางเครื่องมีช่องเสียงออก RCA สีแดงและสีขาว
อุปกรณ์ที่ใช้:
วิธีต่อ:
ต้องตรวจสอบว่าช่อง RCA เขียนว่า Audio Out ไม่ใช่ AV In หรือ Component In
ระดับเสียงจาก RCA บางรุ่นอาจเป็น Fixed Output ทำให้รีโมตทีวีปรับเสียงหูฟังไม่ได้ ต้องปรับจากปุ่มบนหูฟังแทน
ถ้าทีวีไม่มี Optical ช่องหูฟัง หรือ RCA Audio Out แต่มี HDMI ARC สามารถใช้ HDMI ARC Audio Extractor แยกเสียงออกมาเป็น Optical หรือ 3.5 มิลลิเมตร แล้วต่อเข้ากับ Bluetooth Transmitter
รูปแบบการต่อ:
ทีวี HDMI ARC > Audio Extractor > Bluetooth Transmitter > หูฟัง
ขั้นตอนทั่วไป:
ควรเลือก Audio Extractor ที่รองรับ ARC โดยตรง เพราะตัวแยกสัญญาณ HDMI ทั่วไปอาจไม่สามารถรับเสียงย้อนกลับจากทีวีได้
กล่องสตรีมมิงบางรุ่นสามารถเชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth ได้โดยตรง วิธีนี้ไม่ต้องเพิ่ม Bluetooth ให้ทีวี เพราะหูฟังรับเสียงจากกล่องแทน
ขั้นตอนทั่วไป:
ข้อจำกัดคือหูฟังจะได้รับเฉพาะเสียงจากแอปหรือเนื้อหาที่เล่นผ่านกล่อง ไม่ได้รับเสียงจากช่องทีวี แอปภายใน Smart TV หรืออุปกรณ์ HDMI เครื่องอื่น เว้นแต่อุปกรณ์นั้นมีระบบรับเสียงจากทีวีเพิ่มเติม
ถ้าต้องการใช้หูฟังเฉพาะเวลาเล่นเกม สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเกม จอยเกม หรืออุปกรณ์รับสัญญาณของหูฟังโดยตรงตามที่รุ่นนั้นรองรับ
วิธีที่อาจใช้ได้:
เครื่องเล่นเกมไม่ได้รองรับหูฟัง Bluetooth ทั่วไปทุกรุ่น จึงควรตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อน
หูฟังไร้สายสำหรับทีวีบางรุ่นใช้คลื่น RF และมาพร้อมฐานส่งสัญญาณ ไม่ต้องใช้ Bluetooth
ข้อดี:
วิธีเชื่อมต่อคล้าย Bluetooth Transmitter โดยต่อฐานเข้ากับ Optical, RCA หรือช่องหูฟังของทีวีตามที่อุปกรณ์รองรับ
ข้อจำกัดคือหูฟังต้องใช้งานร่วมกับฐานของรุ่นนั้น ไม่สามารถนำหูฟัง Bluetooth ทั่วไปมาจับคู่กับฐาน RF ได้
ก่อนซื้อควรตรวจสอบคุณสมบัติต่อไปนี้
ต้องตรงกับช่อง Audio Out ของทีวี เช่น Optical, AUX หรือ RCA
ต้องมีโหมด Transmitter หรือ TX ไม่ใช่อุปกรณ์ Receiver อย่างเดียว
หากต้องการใช้หูฟังสองตัวพร้อมกัน ต้องระบุว่ารองรับ Dual Link หรือ Two Headphones
หากต้องการใช้หูฟังพร้อม Soundbar ให้เลือกอุปกรณ์ที่มี Optical Pass-through หรือ Bypass
Transmitter และหูฟังต้องรองรับ Codec เดียวกันจึงจะใช้คุณสมบัตินั้นได้ การรองรับเฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่เพียงพอ
ตรวจสอบว่าใช้ USB จากทีวี อะแดปเตอร์ไฟ หรือแบตเตอรี่ภายใน และสามารถทำงานต่อเนื่องได้นานตามต้องการ
พอร์ต USB บนทีวีมักใช้จ่ายไฟให้ Bluetooth Transmitter แต่ไม่ได้ส่งเสียงจากทีวีไปยัง Transmitter
ดังนั้นอาจต้องต่อสองสาย:
การเสียบเฉพาะ USB อาจทำให้ Transmitter เปิดติดและจับคู่กับหูฟังได้ แต่ไม่มีเสียง เพราะยังไม่ได้รับสัญญาณ Audio Out จากทีวี
ถ้าพอร์ต USB ปิดไฟตามทีวี Transmitter อาจต้องจับคู่ใหม่ทุกครั้งในบางรุ่น
ขั้นตอนทั่วไปมีดังนี้
การจับคู่ครั้งแรกอาจใช้เวลาหลายวินาที ไม่ควรกดปุ่มสลับไปมาระหว่างที่อุปกรณ์กำลังค้นหากัน
หากหูฟังกับ Transmitter เชื่อมต่อแล้วแต่ไม่มีเสียง ให้ตรวจสอบตามลำดับนี้
หากใช้ Optical ให้ตรวจสอบว่าปลายสายไม่มีฝาครอบพลาสติกและเสียบแน่นทั้งสองด้าน
หูฟัง Bluetooth อาจมีความหน่วงเมื่อดูหนังหรือเล่นเกม วิธีลดอาการ ได้แก่
สำหรับเล่นเกมที่ต้องตอบสนองรวดเร็ว หูฟังแบบมีสายหรือระบบไร้สาย 2.4GHz อาจเหมาะกว่า Bluetooth ทั่วไป
ขึ้นอยู่กับช่องเชื่อมต่อและการตั้งค่าของทีวี
ทีวีหลายรุ่นจะปิดลำโพงภายในทันที แต่บางรุ่นมี Headphone and Speaker ให้เปิดพร้อมกัน
ทีวีบางรุ่นยังเปิดลำโพงภายในได้พร้อม Optical แต่บางรุ่นต้องเลือกเสียงออกเพียงช่องเดียว
หากต้องการใช้หูฟังพร้อม Soundbar ควรใช้ Transmitter ที่มี Optical Pass-through หรือ Audio Bypass
| ช่องที่ทีวีมี | อุปกรณ์ที่เหมาะสม |
|---|---|
| Headphone Out 3.5 มม. | AUX Bluetooth Transmitter |
| Optical Audio Out | Optical Bluetooth Transmitter |
| RCA Audio Out | RCA to AUX Transmitter |
| HDMI ARC เท่านั้น | ARC Audio Extractor และ Transmitter |
| กล่องสตรีมมิงมี Bluetooth | เชื่อมต่อหูฟังกับกล่องโดยตรง |
| ต้องการใช้หูฟังสองตัว | Dual Link Transmitter |
| ต้องการใช้พร้อม Soundbar | Transmitter ที่มี Pass-through |
| ต้องการสัญญาณเสถียรสำหรับทีวี | หูฟัง RF พร้อมฐานส่งสัญญาณ |
โดยทั่วไปเสียบ USB Bluetooth Adapter แบบคอมพิวเตอร์เข้าทีวีแล้วใช้งานไม่ได้ เพราะระบบทีวีอาจไม่มีไดรเวอร์รองรับ ควรใช้ Bluetooth Transmitter ที่รับเสียงจาก Optical หรือช่องหูฟังแทน
ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะ USB ใช้จ่ายไฟเท่านั้น ต้องต่อสายเสียงจาก Optical, AUX หรือ RCA เพิ่มอีกเส้นหนึ่ง
ไม่ได้ Receiver หรือ RX ใช้รับเสียงจากโทรศัพท์เข้าลำโพง ส่วนการส่งเสียงจากทีวีไปหูฟังต้องใช้ Transmitter หรือโหมด TX
ทีวีหลายรุ่นส่ง Optical แบบระดับเสียงคงที่ จึงอาจต้องปรับเสียงจากหูฟังแทน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและการตั้งค่าของทีวี
ขึ้นอยู่กับช่องที่ใช้และทีวี ช่องหูฟังมักปิดลำโพงภายใน ส่วน Optical อาจเปิดพร้อมกันได้ในบางรุ่น
โดยทั่วไปใช้ได้กับหูฟัง Bluetooth มาตรฐาน แต่คุณสมบัติบางอย่าง เช่น Codec ความหน่วงต่ำ ต้องรองรับตรงกันทั้ง Transmitter และหูฟัง
Smart TV ไม่มี Bluetooth สามารถต่อหูฟังไร้สายได้ด้วย Bluetooth Transmitter โดยเลือกการเชื่อมต่อให้ตรงกับช่อง Audio Out ของทีวี ช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรตั้งค่าง่าย ส่วน Optical ให้สัญญาณดิจิทัลและควรตั้งเสียงเป็น PCM
หากทีวีมีเพียง HDMI ARC ให้ใช้ ARC Audio Extractor ก่อนต่อ Transmitter ส่วนผู้ที่ดูเนื้อหาผ่านกล่องสตรีมมิงอาจจับคู่หูฟังกับกล่องโดยตรงได้ แต่จะได้ยินเฉพาะเสียงจากกล่องนั้น
comsiam แนะนำให้ตรวจสอบสามเรื่องก่อนซื้อ ได้แก่ ช่องเสียงออกของทีวี โหมด TX ของ Transmitter และคุณสมบัติที่ต้องการ เช่น Dual Link หรือ Pass-through การเลือกให้ตรงตั้งแต่ต้นจะช่วยลดปัญหาเชื่อมต่อแล้วไม่มีเสียงและไม่ต้องซื้ออะแดปเตอร์หลายชิ้นโดยไม่จำเป็น