Disney+ เปิดไม่ได้บน Smart TV แก้อย่างไร ค้าง จอดำ เด้งออก หรือโหลดไม่หยุด

หาก Disney+ เปิดไม่ได้บน Smart TV ให้ถอดปลั๊กทีวีประมาณ 1 นาที รีสตาร์ตเราเตอร์ ปิดและเปิดแอปใหม่ จากนั้นอัปเดต Disney+ และซอฟต์แวร์ทีวี หากยังไม่หายให้ล้างแคช ล้างข้อมูล หรือติดตั้งแอปใหม่ตามระบบของทีวี

ปัญหานี้อาจเกิดจากอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร แอปค้าง พื้นที่จัดเก็บเต็ม ระบบทีวีล้าสมัย หรือทีวีรุ่นนั้นไม่รองรับแอปเวอร์ชันปัจจุบัน บทความจาก comsiam จะเรียงวิธีแก้จากขั้นตอนง่ายและไม่ทำให้ข้อมูลหาย ไปจนถึงการรีเซ็ตระบบแอปและทีวี

สารบัญ

  • อาการของ Disney+ ที่เปิดไม่ได้
  • สาเหตุที่แอปใช้งานไม่ได้
  • วิธีแก้พื้นฐาน
  • วิธีแก้บน Samsung และ LG Smart TV
  • วิธีแก้บน Android TV และ Google TV
  • วิธีแก้เมื่อขึ้นรหัสข้อผิดพลาด
  • กรณีทีวีไม่รองรับ Disney+
  • คำถามที่พบบ่อย
  • สรุปวิธีแก้

1. ตรวจสอบอาการที่เกิดขึ้น

Disney+ บน Smart TV อาจมีอาการผิดปกติหลายรูปแบบ ได้แก่

  • กดไอคอนแล้วแอปไม่เปิด
  • เปิดแล้วเด้งกลับหน้าหลัก
  • ค้างอยู่ที่โลโก้ Disney+
  • วงกลมโหลดหมุนไม่หยุด
  • หน้าจอดำแต่ทีวียังตอบสนอง
  • แอปค้างจนใช้รีโมตไม่ได้
  • เข้าสู่ระบบไม่ได้
  • ใส่รหัสยืนยันแล้วไม่ผ่าน
  • เปิดแอปได้แต่เล่นวิดีโอไม่ได้
  • เลือกเรื่องแล้วเด้งออก
  • ภาพค้างแต่เสียงยังเล่น
  • แอปหายจากหน้า Home
  • ค้นหาแอปในร้านค้าไม่พบ
  • ขึ้นข้อความว่าอุปกรณ์ไม่รองรับ
  • แสดงรหัสข้อผิดพลาด
  • แจ้งว่าไม่สามารถเชื่อมต่อบริการได้

ถ้าแอปออนไลน์อื่นเปิดไม่ได้พร้อมกัน ปัญหามักอยู่ที่อินเทอร์เน็ตหรือระบบทีวี แต่ถ้าเสียเฉพาะ Disney+ ให้เน้นตรวจสอบตัวแอปและบัญชีก่อน

2. สาเหตุที่ Disney+ เปิดไม่ได้บน Smart TV

สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • แอปค้างอยู่ในหน่วยความจำ
  • ทีวีอยู่ในโหมดสแตนด์บายเป็นเวลานาน
  • Wi-Fi เชื่อมต่อแต่ไม่มีอินเทอร์เน็ต
  • สัญญาณ Wi-Fi อ่อนหรือหลุดบ่อย
  • เราเตอร์หรือ DNS ทำงานผิดปกติ
  • Disney+ กำลังขัดข้องชั่วคราว
  • แอปไม่ได้อัปเดต
  • ซอฟต์แวร์ Smart TV ล้าสมัย
  • วันที่และเวลาของทีวีผิด
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลไม่เพียงพอ
  • แคชหรือข้อมูลแอปเสียหาย
  • บัญชีหรือการชำระเงินมีปัญหา
  • มีอุปกรณ์รับชมพร้อมกันครบสิทธิ์
  • ประเทศหรือภูมิภาคของทีวีตั้งค่าไม่ถูกต้อง
  • ทีวีรุ่นเก่าไม่รองรับแอปแล้ว

ไม่ควรเริ่มด้วยการรีเซ็ตทีวีเป็นค่าโรงงาน เพราะวิธีพื้นฐานมักแก้ได้โดยไม่ทำให้บัญชี Wi-Fi และการตั้งค่าหาย

3. ปิด Disney+ แล้วเปิดใหม่

  1. กดปุ่มย้อนกลับบนรีโมต
  2. กลับไปยังหน้า Home ของ Smart TV
  3. เปิดแอปอื่นประมาณ 10–20 วินาที
  4. กลับมาเปิด Disney+ ใหม่
  5. ทดลองเลือกหนังหรือซีรีส์

หากแอปค้างจนกลับหน้า Home ไม่ได้ ให้ถอดปลั๊กทีวีตามขั้นตอนถัดไป

4. ถอดปลั๊กเพื่อรีสตาร์ต Smart TV

การกดปุ่ม Power หนึ่งครั้งอาจทำให้ทีวีเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย โดยแอปที่ค้างยังอยู่ในหน่วยความจำ

วิธีรีสตาร์ตอย่างสมบูรณ์คือ

  1. ปิด Smart TV
  2. ถอดปลั๊กออกจากเต้าเสียบ
  3. รออย่างน้อย 1 นาที
  4. หากมีปุ่ม Power ที่ตัวทีวี ให้กดค้างประมาณ 10–15 วินาทีขณะถอดปลั๊ก
  5. เสียบปลั๊กกลับ
  6. เปิดทีวี
  7. รอให้ระบบทำงานสมบูรณ์
  8. เปิด Disney+ อีกครั้ง

วิธีนี้เหมาะกับอาการค้างที่โลโก้ จอดำ แอปไม่ตอบสนอง และเปิดแล้วเด้งออก

5. ทดสอบอินเทอร์เน็ตด้วยแอปอื่น

ลองเปิด YouTube หรือแอปสตรีมมิงอื่นแล้วเปรียบเทียบ

  • ถ้าทุกแอปเปิดไม่ได้ ให้ตรวจสอบอินเทอร์เน็ต
  • ถ้าแอปอื่นเปิดได้ ปัญหาน่าจะอยู่ที่ Disney+
  • ถ้าทุกแอปเล่นได้แต่กระตุก สัญญาณหรือความเร็วอาจไม่พอ
  • ถ้าโทรศัพท์ใช้ Wi-Fi ได้แต่ทีวีไม่ได้ ให้ตรวจสอบการเชื่อมต่อของทีวี

การที่ Smart TV แสดงสัญลักษณ์ Wi-Fi ไม่ได้หมายความว่าจะออกอินเทอร์เน็ตได้เสมอไป

6. รีสตาร์ตเราเตอร์และโมเด็ม

  1. ปิด Smart TV
  2. ถอดปลั๊กเราเตอร์และโมเด็ม
  3. รอประมาณ 30–60 วินาที
  4. เสียบปลั๊กโมเด็มกลับก่อน
  5. รอจนไฟอินเทอร์เน็ตทำงานตามปกติ
  6. เสียบปลั๊กเราเตอร์
  7. รอให้ Wi-Fi พร้อมใช้งาน
  8. เปิดทีวี
  9. เชื่อมต่อเครือข่าย
  10. เปิด Disney+

หากทีวีอยู่ไกลเราเตอร์ ให้ทดลอง Wi-Fi 2.4 GHz แต่ถ้าอยู่ใกล้และต้องการความเร็วสูง ให้ใช้ 5 GHz หรือสาย LAN

7. ลืม Wi-Fi แล้วเชื่อมต่อใหม่

  1. เปิดการตั้งค่าเครือข่ายของทีวี
  2. เลือกชื่อ Wi-Fi ที่ใช้งาน
  3. เลือกลืมเครือข่ายหรือยกเลิกการเชื่อมต่อ
  4. รีสตาร์ตทีวี
  5. เลือกชื่อ Wi-Fi อีกครั้ง
  6. ป้อนรหัสผ่าน
  7. ทดสอบอินเทอร์เน็ต
  8. เปิด Disney+

ควรเตรียมชื่อและรหัสผ่าน Wi-Fi ก่อนลบการเชื่อมต่อเดิม

8. ทดลองใช้สาย LAN

ถ้า Disney+ เปิดได้บ้างไม่ได้บ้าง ภาพค้าง หรือโหลดไม่หยุด ปัญหาอาจเกิดจาก Wi-Fi

วิธีทดสอบคือ

  1. ต่อสาย LAN จากเราเตอร์เข้าทีวี
  2. เปิดการตั้งค่าเครือข่าย
  3. เลือกการเชื่อมต่อแบบใช้สาย
  4. ตรวจสอบว่าได้รับอินเทอร์เน็ต
  5. เปิด Disney+
  6. ทดลองรับชมอย่างน้อย 10–15 นาที

หากสาย LAN ใช้งานได้ปกติ แสดงว่าควรปรับตำแหน่งเราเตอร์ เปลี่ยนย่าน Wi-Fi หรือเพิ่มจุดกระจายสัญญาณ

9. ตรวจสอบว่า Disney+ ขัดข้องหรือไม่

หากแอปเปิดไม่ได้บนทีวี โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์พร้อมกัน อาจเป็นปัญหาจากระบบบริการ

ให้ลองดังนี้

  • เปิด Disney+ บนโทรศัพท์ผ่าน Wi-Fi
  • เปลี่ยนโทรศัพท์ไปใช้เครือข่ายมือถือ
  • ทดลองผ่านคอมพิวเตอร์
  • ถามสมาชิกในบ้านว่าใช้ได้หรือไม่
  • รอประมาณ 15–30 นาทีแล้วลองใหม่

ถ้าใช้ได้ผ่านเครือข่ายมือถือแต่ใช้ผ่าน Wi-Fi บ้านไม่ได้ ปัญหาน่าจะอยู่ที่อินเทอร์เน็ตบ้านหรือเราเตอร์

10. ตรวจสอบวันที่และเวลาของทีวี

วันที่และเวลาที่ผิดอาจทำให้แอปเชื่อมต่อระบบบัญชีหรือบริการวิดีโอไม่ได้

  1. เปิดการตั้งค่า
  2. เลือกระบบหรือทั่วไป
  3. เปิดวันที่และเวลา
  4. เลือกตั้งค่าอัตโนมัติ
  5. ตรวจสอบเขตเวลาให้ตรงกับประเทศไทย
  6. รีสตาร์ตทีวี
  7. เปิด Disney+ ใหม่

หากเวลาผิดทุกครั้งหลังปิดทีวี ควรตรวจสอบการอัปเดตซอฟต์แวร์ของเครื่อง

11. ออกจากระบบแล้วเข้าสู่ระบบใหม่

หากเปิดแอปได้แต่กดเล่นไม่ได้ หรือข้อมูลโปรไฟล์ไม่แสดง ให้รีเฟรชข้อมูลบัญชี

  1. เปิด Disney+
  2. เลือกไอคอนโปรไฟล์
  3. เปิดการตั้งค่า
  4. เลือกออกจากระบบ
  5. ปิดแอป
  6. รีสตาร์ตทีวี
  7. เปิด Disney+ ใหม่
  8. เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดิม
  9. เลือกโปรไฟล์
  10. ทดลองรับชม

ควรตรวจสอบว่าใช้อีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ของบัญชีที่ถูกต้อง

12. ตรวจสอบบัญชีและสถานะสมาชิก

หากบัญชีมีปัญหา การแก้ที่ทีวีอาจไม่ช่วย

ให้ทดลองเข้าสู่ระบบบนโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ แล้วตรวจสอบ

  • บัญชียังใช้งานอยู่หรือไม่
  • การชำระเงินสำเร็จหรือไม่
  • รหัสผ่านถูกต้องหรือไม่
  • มีการเปลี่ยนอีเมลหรือไม่
  • โปรไฟล์ยังอยู่หรือไม่
  • แพ็กเกจยังไม่หมดอายุหรือไม่
  • จำนวนอุปกรณ์รับชมพร้อมกันเต็มหรือไม่

ถ้าใช้ไม่ได้บนทุกอุปกรณ์ ให้แก้ปัญหาบัญชีก่อนกลับมาทดสอบ Smart TV

13. ตรวจสอบจำนวนอุปกรณ์ที่กำลังรับชม

หากมีสมาชิกเปิด Disney+ บนทีวี โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมกัน ระบบอาจไม่อนุญาตให้อุปกรณ์ใหม่เล่นวิดีโอ

วิธีแก้คือ

  1. สอบถามสมาชิกในบ้าน
  2. ให้หยุดวิดีโอบนอุปกรณ์ที่ไม่ใช้
  3. ปิดแอปอย่างสมบูรณ์
  4. รอประมาณ 2–5 นาที
  5. เปิด Disney+ บนทีวีใหม่
  6. ทดลองกดเล่น

จำนวนโปรไฟล์ไม่เท่ากับจำนวนจอพร้อมกัน สิทธิ์จริงขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่ใช้งาน

14. อัปเดตแอป Disney+

แอปรุ่นเก่าอาจเปิดไม่ได้หรือไม่เข้ากับระบบทีวี

ขั้นตอนทั่วไปคือ

  1. เปิดร้านแอปของ Smart TV
  2. ค้นหา Disney+
  3. เลือกหน้ารายละเอียดแอป
  4. กดอัปเดตหากมี
  5. รอจนติดตั้งเสร็จ
  6. รีสตาร์ตทีวี
  7. เปิดแอปใหม่

Smart TV บางรุ่นอัปเดตแอปโดยอัตโนมัติ จึงอาจไม่มีปุ่มอัปเดตให้กด

15. อัปเดตซอฟต์แวร์ Smart TV

  1. เชื่อมต่อทีวีกับอินเทอร์เน็ต
  2. เปิดการตั้งค่า
  3. เลือกระบบ การสนับสนุน หรือเกี่ยวกับอุปกรณ์
  4. เลือกการอัปเดตซอฟต์แวร์
  5. เลือกตรวจสอบการอัปเดต
  6. ดาวน์โหลดและติดตั้งหากมี
  7. ห้ามถอดปลั๊กระหว่างติดตั้ง
  8. รอให้ทีวีรีสตาร์ต
  9. เปิด Disney+

ตำแหน่งเมนูแตกต่างกันตามยี่ห้อ รุ่น และปีที่ผลิต

16. วิธีแก้ Disney+ เปิดไม่ได้บน Samsung Smart TV

  1. กดปุ่ม Home
  2. ปิด Disney+
  3. กดปุ่ม Power บนรีโมตค้างจนทีวีปิดและเปิดใหม่
  4. ตรวจสอบอินเทอร์เน็ต
  5. เปิดเมนู Apps
  6. เลือกการตั้งค่าแอป
  7. เลือก Disney+
  8. เลือกติดตั้งใหม่หากมีคำสั่ง
  9. อัปเดตซอฟต์แวร์ทีวี
  10. เปิดแอปและเข้าสู่ระบบใหม่

ถ้าหลายแอปมีปัญหาพร้อมกัน อาจต้องรีเซ็ต Smart Hub แต่ควรจดบัญชีและรหัสผ่านของแอปไว้ก่อน

17. รีเซ็ต Smart Hub บน Samsung เมื่อจำเป็น

การรีเซ็ต Smart Hub อาจลบบัญชี การตั้งค่า และข้อมูลของแอป จึงควรใช้หลังวิธีพื้นฐานไม่ได้ผล

เส้นทางเมนูอาจอยู่ที่

การตั้งค่า > การสนับสนุน > การดูแลอุปกรณ์ > การวินิจฉัยตนเอง > รีเซ็ต Smart Hub

หลังจากนั้น

  1. ป้อน PIN ของทีวี
  2. รอให้ระบบรีเซ็ต
  3. ตั้งค่า Smart Hub ใหม่
  4. เปิด Apps
  5. ติดตั้งหรือเปิด Disney+
  6. เข้าสู่ระบบ
  7. ทดลองรับชม

หากไม่เคยเปลี่ยน PIN ค่าเริ่มต้นในหลายรุ่นอาจเป็น 0000 แต่ควรตรวจสอบจากการตั้งค่าของทีวีเครื่องนั้น

18. วิธีแก้ Disney+ เปิดไม่ได้บน LG Smart TV

  1. ปิดแอป Disney+
  2. ปิด Quick Start+ หากมี
  3. ถอดปลั๊กทีวีประมาณ 1 นาที
  4. เสียบปลั๊กและเปิดทีวี
  5. ตรวจสอบอินเทอร์เน็ต
  6. เปิด LG Content Store
  7. อัปเดตหรือติดตั้ง Disney+ ใหม่
  8. อัปเดต webOS
  9. ตรวจสอบข้อตกลงผู้ใช้ของ LG
  10. เปิดแอปและเข้าสู่ระบบใหม่

ถ้า LG Content Store เปิดไม่ได้ ให้ตรวจสอบวันที่ เวลา ประเทศที่ให้บริการ และข้อตกลงผู้ใช้ก่อน

19. วิธีปิด Quick Start+ บน LG Smart TV

Quick Start+ ทำให้ทีวีเปิดเร็ว แต่บางครั้งเก็บสถานะของแอปที่ค้างไว้

เส้นทางที่พบบ่อยคือ

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > ทั่วไป > ระบบ > การตั้งค่าเพิ่มเติม > Quick Start+

จากนั้น

  1. ปิด Quick Start+
  2. ปิดทีวี
  3. ถอดปลั๊กประมาณ 1 นาที
  4. เปิดทีวี
  5. เปิด Disney+ ใหม่

ชื่อเมนูอาจแตกต่างตามรุ่นและเวอร์ชัน webOS

20. วิธีแก้บน Android TV และ Google TV

ระบบเหล่านี้สามารถบังคับหยุดและล้างแคชแอปได้

  1. เปิดการตั้งค่า
  2. เลือก Apps
  3. เลือกดูแอปทั้งหมด
  4. เลือก Disney+
  5. เลือก Force stop หรือบังคับหยุด
  6. กดยืนยัน
  7. เลือก Storage & cache
  8. เลือก Clear cache
  9. กลับไปหน้าหลัก
  10. เปิด Disney+ ใหม่

ควรล้างแคชก่อนล้างข้อมูล เพราะการล้างแคชมักไม่ทำให้บัญชีออกจากระบบ

21. ล้างข้อมูล Disney+ เมื่อการล้างแคชไม่ได้ผล

  1. เปิดการตั้งค่า
  2. เลือกแอป
  3. เลือก Disney+
  4. เปิดพื้นที่จัดเก็บและแคช
  5. เลือกล้างข้อมูลหรือล้างพื้นที่จัดเก็บ
  6. ยืนยัน
  7. เปิดแอปใหม่
  8. เข้าสู่ระบบ
  9. เลือกโปรไฟล์
  10. ทดลองรับชม

ขั้นตอนนี้จะลบข้อมูลบัญชีออกจากทีวี แต่ไม่ได้ยกเลิกสมาชิกหรือลบโปรไฟล์ออกจากบัญชี

22. ถอนและติดตั้ง Disney+ ใหม่

  1. ตรวจสอบว่าจำข้อมูลเข้าสู่ระบบได้
  2. เปิดการตั้งค่าแอป
  3. เลือก Disney+
  4. เลือกถอนการติดตั้ง
  5. รีสตาร์ตทีวี
  6. เปิดร้านแอป
  7. ค้นหา Disney+
  8. เลือกติดตั้ง
  9. เปิดแอป
  10. เข้าสู่ระบบใหม่

ทีวีบางรุ่นติดตั้งแอปมาให้และไม่สามารถถอนออกได้ ให้ใช้คำสั่งติดตั้งใหม่ ล้างข้อมูล หรือรีเซ็ตระบบแอปแทน

23. ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บของทีวี

พื้นที่เต็มอาจทำให้ Disney+ เด้ง เปิดช้า หรืออัปเดตไม่ได้

ให้ลบเฉพาะสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น

  • แอปที่ไม่ใช้งาน
  • เกมที่ไม่ได้เล่น
  • แคชของแอปขนาดใหญ่
  • ไฟล์ดาวน์โหลดที่ไม่ต้องการ
  • ข้อมูลชั่วคราว

หลังเพิ่มพื้นที่ให้ถอดปลั๊กทีวีประมาณ 1 นาที แล้วอัปเดต Disney+ อีกครั้ง

24. ตรวจสอบประเทศหรือภูมิภาคของ Smart TV

หากประเทศที่ให้บริการของทีวีตั้งค่าไม่ตรงกับสถานที่ใช้งาน อาจค้นหาแอปไม่พบหรือเปิดบริการไม่ได้

ให้ตรวจสอบดังนี้

  1. เปิดการตั้งค่า
  2. เลือกทั่วไป ระบบ หรือตำแหน่ง
  3. ตรวจสอบประเทศที่ให้บริการ
  4. เลือกประเทศที่ใช้งานจริง
  5. ยอมรับข้อตกลงของระบบ
  6. รีสตาร์ตทีวี
  7. เปิดร้านแอป
  8. ค้นหา Disney+ ใหม่

การเปลี่ยนประเทศอาจทำให้รายการแอปบางส่วนเปลี่ยน จึงควรตั้งให้ตรงกับพื้นที่จริง

25. Disney+ ขึ้นจอดำต้องทำอย่างไร

  1. กดกลับหน้า Home
  2. เปิดแอปใหม่
  3. ถอดปลั๊กทีวี
  4. ตรวจสอบว่าแอปอื่นมีภาพหรือไม่
  5. อัปเดต Disney+
  6. อัปเดตระบบทีวี
  7. ล้างแคช
  8. ล้างข้อมูล
  9. ปิด VPN หากมี
  10. ติดตั้งแอปใหม่

ถ้าใช้กล่องสตรีมมิง ให้ตรวจสอบสาย HDMI พอร์ต HDMI และการตั้งค่าความละเอียดของกล่องด้วย

26. Disney+ ค้างที่โลโก้ต้องทำอย่างไร

อาการค้างที่โลโก้มักเกิดจากแอปเริ่มทำงานไม่สมบูรณ์หรือเชื่อมต่อระบบไม่ได้

ให้ทำตามลำดับนี้

  1. รอประมาณ 1 นาที
  2. หากยังค้างให้กลับหน้า Home
  3. ถอดปลั๊กทีวี
  4. รีสตาร์ตเราเตอร์
  5. เปิด Disney+ ใหม่
  6. ล้างแคช
  7. อัปเดตแอป
  8. ตั้งวันที่และเวลาอัตโนมัติ
  9. ล้างข้อมูล
  10. ติดตั้งแอปใหม่

ไม่ควรปล่อยให้หน้าจอโหลดค้างเป็นเวลานาน เพราะมักไม่กลับมาทำงานเองหากแอปเริ่มต้นผิดพลาดแล้ว

27. เปิดแอปแล้วเด้งกลับหน้าหลัก

สาเหตุอาจมาจากพื้นที่ไม่พอ แคชเสีย หรือแอปไม่เข้ากับระบบ

วิธีแก้คือ

  1. ปิดแอปอื่น
  2. รีสตาร์ตทีวี
  3. เพิ่มพื้นที่ว่าง
  4. อัปเดต Disney+
  5. อัปเดตซอฟต์แวร์ทีวี
  6. ล้างแคช
  7. ล้างข้อมูล
  8. ติดตั้งแอปใหม่

หากแอปหลายตัวเด้งพร้อมกัน ให้เน้นตรวจสอบระบบและพื้นที่จัดเก็บของทีวี

28. Disney+ ขึ้นรหัสข้อผิดพลาดต้องทำอย่างไร

ให้ถ่ายรูปหรือจดรหัสทั้งหมด รวมถึงข้อความและตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บ

จากนั้นทำขั้นตอนพื้นฐานดังนี้

  1. รีสตาร์ตทีวี
  2. รีสตาร์ตเราเตอร์
  3. ตรวจสอบแอปอื่น
  4. ออกจากระบบ Disney+
  5. ตั้งวันที่และเวลาอัตโนมัติ
  6. อัปเดตแอป
  7. อัปเดตระบบทีวี
  8. ล้างแคชและข้อมูล
  9. ติดตั้งแอปใหม่
  10. ทดลองเครือข่ายอื่น

รหัสบางประเภทเกี่ยวข้องกับบัญชี บางประเภทเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต และบางประเภทเกี่ยวกับการรองรับวิดีโอ จึงไม่ควรจดเพียงข้อความบางส่วน

29. ใช้ VPN แล้ว Disney+ เปิดไม่ได้

VPN อาจทำให้ตำแหน่งเครือข่ายไม่ตรงกับประเทศที่บัญชีและบริการรองรับ

วิธีแก้คือ

  1. ปิด VPN บนอุปกรณ์
  2. ตรวจสอบ VPN ที่เราเตอร์
  3. ปิด Disney+
  4. รีสตาร์ตทีวี
  5. เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตปกติ
  6. เปิดแอปใหม่

หากไม่เคยตั้ง VPN แต่ยังพบตำแหน่งผิด ควรรีสตาร์ตเราเตอร์และตรวจสอบประเทศของ Smart TV

30. Smart TV รุ่นเก่าไม่รองรับ Disney+ ต้องทำอย่างไร

สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าทีวีไม่รองรับ ได้แก่

  • ค้นหา Disney+ ในร้านแอปไม่พบ
  • ติดตั้งแอปไม่ได้
  • แอปแจ้งว่าอุปกรณ์ไม่รองรับ
  • ไม่มีซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ให้ติดตั้ง
  • แอปเคยใช้ได้แต่หยุดรองรับ
  • รีเซ็ตทีวีแล้วแอปยังไม่ปรากฏ

ทางเลือกคือใช้อุปกรณ์สตรีมมิงที่รองรับ Disney+ เชื่อมต่อกับพอร์ต HDMI โดยควรตรวจสอบความละเอียดและระบบเสียงที่อุปกรณ์รองรับก่อนเลือกใช้

31. เมื่อใดควรรีเซ็ต Smart TV เป็นค่าโรงงาน

ควรรีเซ็ตเมื่อทำครบทุกวิธีแล้ว ได้แก่

  • ถอดปลั๊กทีวี
  • รีสตาร์ตเราเตอร์
  • เชื่อมต่อ Wi-Fi ใหม่
  • ออกจากระบบแล้วเข้าสู่ระบบใหม่
  • อัปเดตแอป
  • อัปเดตซอฟต์แวร์ทีวี
  • ล้างแคชและข้อมูล
  • ติดตั้ง Disney+ ใหม่
  • ตรวจสอบว่าบัญชีใช้งานได้

การรีเซ็ตจะลบบัญชี Wi-Fi แอปที่ติดตั้ง และการตั้งค่าภาพหรือเสียง ควรจดข้อมูลสำคัญไว้ก่อน

คำถามที่พบบ่อย

Disney+ ค้างที่โลโก้แก้อย่างไร?

ถอดปลั๊กทีวีประมาณ 1 นาที รีสตาร์ตเราเตอร์ แล้วเปิดแอปใหม่ หากยังค้างให้ล้างแคชและอัปเดตแอป

ทำไม Disney+ เปิดแล้วเด้งออก?

อาจเกิดจากแอปเสียหาย พื้นที่ไม่พอ หรือซอฟต์แวร์ทีวีเก่า ให้เพิ่มพื้นที่ อัปเดตระบบ และติดตั้งแอปใหม่

เปิด Disney+ บนโทรศัพท์ได้แต่ทีวีเปิดไม่ได้เกิดจากอะไร?

ปัญหาน่าจะอยู่ที่แอป ระบบปฏิบัติการ หรือการเชื่อมต่อของ Smart TV ไม่ใช่บัญชีโดยตรง

ล้างแคชแล้วบัญชีจะออกจากระบบหรือไม่?

โดยทั่วไปการล้างแคชไม่ทำให้บัญชีออก แต่การล้างข้อมูลจะทำให้ต้องเข้าสู่ระบบใหม่

Disney+ ดาวน์โหลดลง Smart TV ได้หรือไม่?

Smart TV โดยทั่วไปใช้สำหรับสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ตและไม่รองรับการดาวน์โหลดวิดีโอไว้ดูออฟไลน์

ทำไมค้นหา Disney+ ในร้านแอปไม่พบ?

อาจเกิดจากรุ่นทีวีไม่รองรับ ประเทศของทีวีตั้งค่าไม่ถูกต้อง หรือซอฟต์แวร์เก่าเกินไป

รีเซ็ตทีวีช่วยได้แน่นอนหรือไม่?

ไม่แน่นอน หากบัญชี บริการ หรือรุ่นทีวีไม่รองรับ การรีเซ็ตเครื่องอาจไม่ช่วย จึงควรใช้เป็นขั้นตอนสุดท้าย

สรุป

หาก Disney+ เปิดไม่ได้บน Smart TV ให้ทำตามลำดับดังนี้

  1. ปิดและเปิดแอปใหม่
  2. ถอดปลั๊กทีวีประมาณ 1 นาที
  3. ทดสอบอินเทอร์เน็ตด้วยแอปอื่น
  4. รีสตาร์ตเราเตอร์
  5. ลืม Wi-Fi แล้วเชื่อมต่อใหม่
  6. ตั้งวันที่และเวลาอัตโนมัติ
  7. ตรวจสอบสถานะบัญชี
  8. หยุดการรับชมบนอุปกรณ์อื่น
  9. ออกจากระบบแล้วเข้าสู่ระบบใหม่
  10. อัปเดต Disney+
  11. อัปเดตซอฟต์แวร์ทีวี
  12. ล้างแคชและข้อมูล
  13. เพิ่มพื้นที่ว่าง
  14. ติดตั้งแอปใหม่
  15. ตรวจสอบว่ารุ่นทีวีรองรับหรือไม่
  16. รีเซ็ตระบบแอปหรือทีวีเป็นขั้นตอนสุดท้าย

วิธีที่ได้ผลบ่อยคือถอดปลั๊กทีวี รีสตาร์ตเราเตอร์ และอัปเดตแอป หาก Disney+ เปิดได้บนโทรศัพท์แต่เปิดไม่ได้บนทีวี comsiam แนะนำให้เน้นตรวจสอบเวอร์ชันระบบ พื้นที่ว่าง และการรองรับของ Smart TV ก่อนแก้ไขบัญชี