Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีเขียน Prompt แบบ Goal Context Source Expectations สำหรับ Microsoft Copilot คือการจัดคำสั่งให้มีองค์ประกอบสำคัญครบมากขึ้น เพื่อให้ Copilot เข้าใจว่า ต้องการให้ทำอะไร งานนี้มีบริบทอย่างไร ต้องใช้ข้อมูลจากไหน และคาดหวังผลลัพธ์แบบใด
Microsoft อธิบาย Framework สำหรับ Prompt ไว้ 4 ส่วน ได้แก่ Goal, Context, Expectations และ Source โดยไม่ได้บังคับว่าจะต้องใส่ครบทุกส่วนในทุก Prompt แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือควรมี Goal ที่ชัดเจนก่อน แล้วจึงเพิ่มองค์ประกอบอื่นตามความซับซ้อนของงาน
แม้ชื่อหัวข้อบทความนี้จะเรียงเป็น Goal, Context, Source, Expectations ตามคำค้น แต่เมื่อนำไปใช้งานจริงสามารถจัดลำดับให้เหมาะกับงานได้ สิ่งสำคัญคือองค์ประกอบทั้ง 4 ต้องไม่ขัดแย้งกันเอง
Goal คือสิ่งที่ต้องการให้ Microsoft Copilot ทำ
เป็นคำตอบของคำถามว่า
“เราต้องการผลลัพธ์อะไร?”
ตัวอย่าง Goal ได้แก่
ตัวอย่าง:
“สรุปรายงานนี้”
Goal คือ สรุปรายงาน
หรือ
“สร้าง Outline บทความเกี่ยวกับ Microsoft Copilot”
Goal คือ สร้าง Outline
Microsoft ระบุว่าคุณสามารถเขียน Prompt สั้นหรือยาวก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องมีอย่างน้อยคือเป้าหมายที่ชัดเจน
ควรเริ่มด้วยคำกริยาที่ชัดเจน
เช่น
“เขียน…”
“สรุป…”
“วิเคราะห์…”
“เปรียบเทียบ…”
“สร้าง…”
“แก้ไข…”
“อธิบาย…”
“จัดหมวดหมู่…”
“เสนอ…”
ตัวอย่างที่ยังไม่ชัด:
“เรื่อง Microsoft Copilot”
ตัวอย่างที่ดีขึ้น:
“อธิบายว่า Microsoft Copilot คืออะไรสำหรับผู้เริ่มต้น”
หรือ
“สร้างคู่มือเริ่มต้นใช้งาน Microsoft Copilot สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ AI มาก่อน”
เมื่อ Goal ชัด Copilot จะมีทิศทางในการทำงานมากขึ้น
Context คือบริบทหรือข้อมูลพื้นหลังที่ช่วยให้ Copilot เข้าใจสถานการณ์
ตัวอย่าง:
“เขียนบทความเกี่ยวกับ SEO”
เป็น Goal ที่ชัดพอระดับหนึ่ง
แต่ถ้าเพิ่ม Context:
“เขียนบทความเกี่ยวกับ SEO สำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งสร้างเว็บไซต์ใหม่”
Copilot จะรู้ทันทีว่าเนื้อหาควรเหมาะกับ
Microsoft แนะนำให้ใช้ภาษาธรรมชาติและให้บริบทเหมือนกำลังอธิบายงานให้ผู้ช่วยคนหนึ่งฟัง
ขึ้นอยู่กับงาน แต่สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ได้
เช่น
“สำหรับผู้บริหาร”
“สำหรับนักเรียน”
“สำหรับเจ้าของธุรกิจ”
เช่น
“บริษัทกำลังจะเปิดตัวสินค้าใหม่”
เช่น
“ยอดขายลดลงต่อเนื่อง 3 เดือน”
เช่น
“ต้องการให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าได้ง่ายขึ้น”
Context ไม่จำเป็นต้องยาว แต่ควรเป็นข้อมูลที่มีผลต่อคำตอบจริง
Source คือแหล่งข้อมูลที่ต้องการให้ Copilot ใช้ในการสร้างคำตอบ
เช่น
ตัวอย่าง:
“สรุปรายงานนี้เป็น 10 ข้อ”
Source คือ รายงานนี้
หรือ
“สร้างอีเมลสรุปโครงการโดยใช้ข้อมูลจากเอกสารที่แนบ”
Source คือ เอกสารที่แนบ
Microsoft 365 Copilot สามารถใช้บริบทจากไฟล์ อีเมล การประชุม และข้อมูลการทำงานที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงในสถานการณ์ที่รองรับ
หากไม่มี Source Copilot อาจตอบจากความรู้ทั่วไปหรือจากบริบทของการสนทนา
แต่ถ้างานต้องการข้อมูลเฉพาะ เช่น
ควรระบุ Source ให้ชัด
ตัวอย่าง:
“วิเคราะห์ยอดขายเดือนนี้”
กับ
“วิเคราะห์ยอดขายจากตารางที่แนบ โดยใช้เฉพาะข้อมูลในตาราง”
คำสั่งที่สองกำหนดขอบเขตข้อมูลชัดกว่า
Expectations คือรายละเอียดว่าต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร
สามารถกำหนดได้หลายอย่าง เช่น
ตัวอย่าง:
“สรุปรายงานนี้เป็น 10 Bullet Point แต่ละข้อไม่เกิน 2 ประโยค ใช้ภาษาสำหรับผู้บริหาร”
ส่วนนี้ทั้งหมดคือ Expectations
Microsoft แนะนำให้ระบุ Audience, Purpose, Source Material, Format, Tone, Length และ Constraints เมื่อต้องการผลลัพธ์เฉพาะเจาะจง
สองอย่างนี้มักสับสนกัน
Context คือ
“งานนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์อะไร”
Expectations คือ
“ต้องการให้คำตอบออกมาแบบไหน”
ตัวอย่าง Prompt:
“เขียนอีเมลถึงลูกค้าที่ได้รับสินค้าช้ากว่ากำหนด 2 วัน ใช้น้ำเสียงสุภาพ ไม่เกิน 150 คำ”
Context:
ลูกค้าได้รับสินค้าช้า 2 วัน
Expectations:
เมื่อแยกแบบนี้จะเขียน Prompt ได้ง่ายขึ้นมาก
สามารถใช้ Template นี้ได้เลย:
Goal: ต้องการให้ทำอะไร
Context: งานนี้มีบริบทอย่างไร
Source: ใช้ข้อมูลจากไหน
Expectations: ต้องการผลลัพธ์แบบใด
ตัวอย่าง:
“ช่วยสรุปรายงานยอดขายประจำเดือนสำหรับผู้บริหาร โดยใช้ข้อมูลจากไฟล์ที่แนบ สรุปเป็น 10 Bullet Point เน้นแนวโน้ม ปัญหา และสิ่งที่ควรติดตามต่อ”
แยกได้เป็น
สรุปรายงานยอดขาย
สำหรับผู้บริหาร
ไฟล์ที่แนบ
นี่เป็น Prompt ที่มีกรอบชัดกว่าการสั่งว่า
“สรุปยอดขายให้หน่อย”
Prompt:
“เขียนบทความภาษาไทยเกี่ยวกับ Microsoft Copilot สำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่เคยใช้ AI โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารที่แนบเป็นข้อมูลหลัก ความยาวประมาณ 1,500 คำ แบ่งเป็น H2 และ H3 ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และมีสรุปท้ายบทความ”
เขียนบทความ
สำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่เคยใช้ AI
เอกสารที่แนบ
Prompt:
“เขียนอีเมลภาษาไทยถึงลูกค้าเพื่อแจ้งว่าสินค้าจะจัดส่งช้ากว่ากำหนด 2 วัน โดยใช้ข้อมูลจากคำสั่งซื้อด้านล่าง ใช้น้ำเสียงสุภาพและเป็นมืออาชีพ ไม่เกิน 150 คำ และกล่าวขอโทษลูกค้า”
แยกได้เป็น
Goal: เขียนอีเมล
Context: สินค้าส่งช้า 2 วัน
Source: ข้อมูลคำสั่งซื้อ
Expectations:
Prompt:
“วิเคราะห์ยอดขายจากตารางนี้สำหรับผู้จัดการฝ่ายขาย เปรียบเทียบยอดขายรายเดือน หา 3 เดือนที่เติบโตสูงสุด และสรุปผลเป็นตาราง พร้อมข้อสังเกตไม่เกิน 5 ข้อ โดยห้ามใช้ข้อมูลนอกตาราง”
Goal:
วิเคราะห์ยอดขาย
Context:
สำหรับผู้จัดการฝ่ายขาย
Source:
ตารางที่ให้มา
Expectations:
Prompt:
“สรุปการประชุมโครงการจาก Transcript ที่แนบ สำหรับสมาชิกทีมที่ไม่ได้เข้าประชุม แบ่งเป็นประเด็นที่พูดถึง การตัดสินใจ และ Action Item พร้อมระบุผู้รับผิดชอบเฉพาะเมื่อข้อมูลมีระบุไว้”
Prompt นี้ชัด เพราะกำหนดทั้ง Source และข้อจำกัดว่าไม่ให้เดาผู้รับผิดชอบเอง
Prompt:
“วิเคราะห์ Search Intent ของ Keyword ‘Microsoft Copilot คืออะไร’ สำหรับเว็บไซต์ให้ความรู้ โดยใช้ข้อมูล SERP ที่ฉันให้ด้านล่าง สรุป Intent หลัก คำถามที่ผู้อ่านต้องการคำตอบ และเสนอ Outline H2/H3 โดยไม่เพิ่มข้อมูลจาก Search Result ที่ไม่ได้ให้มา”
นี่เหมาะสำหรับงาน SEO เพราะระบุ Source และขอบเขตชัดเจน
Prompt:
“เขียนโพสต์ Facebook สำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการเริ่มใช้ Microsoft Copilot โดยอ้างอิงข้อมูลจากบทความที่แนบ ใช้น้ำเสียงเป็นกันเอง ความยาวประมาณ 120 คำ เปิดด้วย Hook และจบด้วยคำถามเพื่อกระตุ้น Engagement”
มีทั้ง Goal, Context, Source และ Expectations ครบ
ไม่จำเป็น
Microsoft ระบุชัดว่า Prompt ต้องมี Goal ที่ชัดเจนเป็นพื้นฐาน ส่วน Context, Expectations และ Source สามารถเพิ่มเมื่อต้องการความเจาะจงมากขึ้น
ตัวอย่างงานง่าย:
“สรุปข้อความนี้เป็น 5 ข้อ”
อาจเพียงพอแล้ว
แต่ถ้าเป็นงานซับซ้อน เช่น รายงานสำหรับผู้บริหารหรือบทความสำคัญ ควรเพิ่มรายละเอียดมากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องใช้ลำดับเดียวทุกครั้ง
สิ่งสำคัญกว่าคือต้องเขียนให้แต่ละส่วนสัมพันธ์กันและอ่านแล้วเข้าใจง่าย
Microsoft เองอธิบาย Framework โดยใช้ Goal, Context, Expectations และ Source แต่ตัวอย่าง Prompt จริงสามารถจัดลำดับตามธรรมชาติของภาษาได้
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องพิมพ์ว่า
“Goal: …
Context: …
Source: …
Expectations: …”
ทุกครั้ง
สามารถเขียนเป็นประโยคธรรมชาติได้เลย
ใช้ได้ทั้งสองแบบ
Goal: สรุปรายงาน
Context: สำหรับผู้บริหาร
Source: รายงานเดือนกันยายน
Expectations: 10 Bullet Point
เหมาะกับงานที่มีเงื่อนไขเยอะ
“สรุปรายงานเดือนกันยายนสำหรับผู้บริหารเป็น 10 Bullet Point โดยเน้นยอดขาย ปัญหา และสิ่งที่ควรติดตาม”
เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
Microsoft แนะนำให้ Prompt เป็นภาษาที่ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องทำให้ซับซ้อน
Tone เป็นส่วนหนึ่งของ Expectations
เช่น
“ใช้น้ำเสียงมืออาชีพ”
“เขียนเป็นกันเอง”
“อธิบายแบบมือใหม่”
“ใช้ภาษากระชับ”
ตัวอย่าง:
“เขียนอีเมลตอบลูกค้าเกี่ยวกับการจัดส่งล่าช้า ใช้น้ำเสียงสุภาพ เป็นมืออาชีพ และไม่เกิน 120 คำ”
Length ก็อยู่ใน Expectations เช่นกัน
ตัวอย่าง:
“ไม่เกิน 200 คำ”
“ประมาณ 1,500 คำ”
“5 Bullet Point”
“10 สไลด์”
“แต่ละข้อไม่เกิน 2 ประโยค”
การกำหนดความยาวช่วยให้ผลลัพธ์เหมาะกับสิ่งที่จะนำไปใช้ต่อมากขึ้น
Constraints คือข้อจำกัดของผลลัพธ์
เช่น
“ห้ามสร้างตัวเลขขึ้นเอง”
“ใช้เฉพาะข้อมูลจากไฟล์”
“ห้ามเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์”
“ห้ามเปลี่ยนความหมายต้นฉบับ”
“อย่าใช้ศัพท์เทคนิคโดยไม่อธิบาย”
Constraints สามารถรวมอยู่ใน Expectations ได้เช่นกัน
ก็ไม่จำเป็นต้องใส่
ตัวอย่าง:
“เสนอไอเดียกิจกรรม Team Building 20 แบบสำหรับทีมที่ทำงานแบบ Hybrid”
Prompt นี้มี Goal + Context + Expectations ก็เพียงพอ
Microsoft ระบุว่าทั้ง 4 ส่วนเป็นองค์ประกอบที่ “สามารถ” อยู่ใน Prompt ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องมีพร้อมกันทุกครั้ง
ควรบอกให้ชัดว่าแต่ละ Source ใช้ทำอะไร
ตัวอย่าง:
“ใช้รายงานยอดขายเป็นข้อมูลตัวเลข และใช้อีเมลลูกค้าเป็นข้อมูล Feedback จากนั้นสรุปแนวโน้มยอดขายและปัญหาที่ลูกค้าพบ”
จะชัดกว่าบอกเพียงว่า
“ดูไฟล์ทั้งหมดแล้วสรุป”
ใช้ Follow-up Prompt ต่อ
ตัวอย่าง:
“รักษาโครงสร้างเดิม แต่ลดความยาวลงครึ่งหนึ่ง”
“เพิ่มรายละเอียดส่วนวิเคราะห์ยอดขาย”
“ใช้เฉพาะข้อมูลจาก Source ที่แนบ”
“เปลี่ยนคำตอบเป็นตาราง”
“เขียนใหม่สำหรับผู้บริหาร”
Microsoft แนะนำให้ใช้การสนทนาต่อเนื่องและปรับคำตอบด้วย Prompt เพิ่มเติม แทนที่จะคาดหวังว่าคำสั่งแรกจะสมบูรณ์ทุกครั้ง
สามารถคัดลอกโครงสร้างนี้ได้:
“ช่วย [Goal] สำหรับ [Context] โดยใช้ข้อมูลจาก [Source] และให้ผลลัพธ์เป็น [Expectations]”
ตัวอย่าง:
“ช่วยสร้างสรุปโครงการสำหรับผู้บริหาร โดยใช้ข้อมูลจากรายงานที่แนบ และให้ผลลัพธ์เป็น Bullet Point ไม่เกิน 10 ข้อ เน้นความคืบหน้า ปัญหา ความเสี่ยง และขั้นตอนถัดไป”
นี่คือ Template ที่เหมาะกับงานทั่วไปมากที่สุด
“เขียน [ประเภทเนื้อหา] เรื่อง [หัวข้อ] สำหรับ [Audience/Context] โดยใช้ข้อมูลจาก [Source] ความยาว [Length] ใช้น้ำเสียง [Tone] และตอบในรูปแบบ [Format]”
สามารถเปลี่ยนเฉพาะข้อมูลในวงเล็บได้เลย
สำหรับผู้ที่สร้าง Content จำนวนมาก comsiam แนะนำให้เก็บ Template นี้ไว้ใช้ซ้ำ เพราะช่วยกำหนดคุณภาพและโครงสร้างงานให้สม่ำเสมอขึ้น
“ช่วยดูเรื่องนี้หน่อย”
ไม่บอกว่าคำตอบทำให้ใครหรือใช้เพื่ออะไร
บอกให้วิเคราะห์ข้อมูลแต่ไม่ระบุข้อมูลที่ต้องใช้
เช่น
“อธิบายละเอียดมาก แต่ไม่เกิน 50 คำ”
ควรตรวจ Prompt ว่ามีเงื่อนไขที่ขัดกันหรือไม่ก่อนส่ง
ต้องตรวจอยู่ดี
Framework ช่วยให้ Prompt ชัดขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าคำตอบของ AI จะถูกต้อง 100%
Microsoft เตือนว่าคำตอบจาก Copilot อาจมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง และแนะนำให้ตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เมื่อจำเป็น
โดยเฉพาะข้อมูลประเภท
ก่อนกดส่ง ลองตรวจ 4 ข้อนี้
Goal: Copilot รู้หรือยังว่าต้องทำอะไร
Context: Copilot รู้หรือยังว่างานนี้มีบริบทอย่างไร
Source: ถ้าต้องใช้ข้อมูลเฉพาะ ระบุแหล่งข้อมูลแล้วหรือยัง
Expectations: บอกหรือยังว่าต้องการคำตอบแบบไหน
ถ้าตอบ “ใช่” ได้ครบ Prompt ก็มีโครงสร้างที่ค่อนข้างชัดแล้ว
วิธีที่จำง่ายที่สุดคือ
Goal = ให้ทำอะไร
Context = ทำในสถานการณ์ไหนหรือเพื่อใคร
Source = ใช้ข้อมูลอะไร
Expectations = ต้องการผลลัพธ์แบบไหน
Microsoft ใช้ Framework หลัก 4 ส่วนคือ Goal, Context, Expectations และ Source และแนะนำให้เริ่มจาก Goal ที่ชัด ก่อนเพิ่มองค์ประกอบอื่นตามความจำเป็น
สำหรับผู้อ่าน comsiam ไม่จำเป็นต้องท่องศัพท์ทั้ง 4 คำก็ได้ เพียงจำว่า “บอกงาน บอกบริบท บอกข้อมูล และบอกหน้าตาคำตอบ” ก็สามารถนำหลักเดียวกันไปใช้กับบทความ อีเมล SEO Excel PowerPoint รายงาน การตลาด และงานประเภทอื่นได้แล้ว
เมื่อใช้ Framework นี้จนคุ้น การเขียน Prompt จะไม่ใช่การลองผิดลองถูกแบบสุ่ม แต่กลายเป็นกระบวนการที่สามารถสร้างซ้ำและปรับใช้กับงานใหม่ได้อย่างเป็นระบบ