Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

มือถือ Android แอปเด้ง แอปเปิดแล้วปิดเอง แอปหยุดทำงาน หรือขึ้นข้อความ “App Keeps Stopping” เป็นปัญหาที่เกิดได้ทั้งกับ LINE, Facebook, TikTok, YouTube, Chrome, เกม แอปธนาคาร และแอปอื่น ๆ
สาเหตุอาจมาจากแอปค้าง เวอร์ชันแอปไม่เข้ากับ Android, Cache หรือข้อมูลแอปผิดปกติ ระบบ Android ยังไม่ได้อัปเดต หรือมีแอปอื่นรบกวนการทำงานของเครื่อง
Google แนะนำให้แก้ปัญหาแอป Android ที่ Crash, เปิดไม่ได้ หรือไม่ตอบสนองตามลำดับ เช่น Restart เครื่อง → อัปเดต Android → อัปเดตแอป → Force Stop → Clear Cache/Data → ถอนและติดตั้งแอปใหม่ โดยควรทดสอบหลังแต่ละขั้นตอนก่อนทำขั้นต่อไป
ดังนั้นอย่าเพิ่ง Factory Reset มือถือเมื่อแอปเด้ง เพราะส่วนใหญ่ยังมีวิธีที่ง่ายและกระทบข้อมูลน้อยกว่ามาก
ข้อความอย่าง
หมายความว่าแอปไม่สามารถทำงานต่อได้ตามปกติและ Process ของแอปถูกหยุด
Google จัดอาการ Crashing, Won’t open, Won’t respond และ Isn’t working properly ไว้ในกลุ่มปัญหาแอป Android ที่สามารถแก้ตามแนวทาง Troubleshooting เดียวกันได้
จุดนี้ช่วยหาสาเหตุได้เร็วมาก
ตัวอย่างเช่น
กรณีนี้ให้เน้นตรวจ แอปนั้นโดยตรง
ถ้า LINE, Facebook, Chrome, YouTube และแอปอื่นเริ่มเด้งในช่วงเดียวกัน ควรสงสัยปัญหาระดับระบบมากขึ้น เช่น
ถ้ามีเพียงแอปเดียวที่มีปัญหา แต่แอปอื่นทำงานได้ Google แนะนำว่าหลังลองวิธีแก้พื้นฐานแล้วสามารถติดต่อผู้พัฒนาแอปนั้นโดยตรงได้
วิธีแรกและง่ายที่สุดคือ
Restart โทรศัพท์
Google แนะนำให้เริ่มแก้ปัญหาแอป Android ด้วยการรีสตาร์ท และในโทรศัพท์ส่วนใหญ่สามารถกด Power ค้างประมาณ 30 วินาทีหรือจนเครื่องรีสตาร์ทได้ แต่รูปแบบอาจแตกต่างตามผู้ผลิต
หลัง Restart แล้วลองเปิดแอปเดิมอีกครั้ง
ถ้าไม่เด้งแล้ว อาจเป็นเพียง Process หรือระบบค้างชั่วคราว
ถ้า Restart ไม่หาย ให้ตรวจ Android Update
โดยทั่วไปเข้าได้ที่
Settings → System → System Update
หรือบางเครื่องเป็น
Settings → About phone → Software Update
Google แนะนำให้ตรวจ Android Update เป็นหนึ่งในขั้นตอนแรกเมื่อแอปเปิดไม่ได้หรือ Crash และระบุว่าชื่อเมนูอาจแตกต่างกันตามโทรศัพท์
ถ้ามี Update ให้สำรองข้อมูลสำคัญและติดตั้งให้เรียบร้อย จากนั้น Restart เครื่อง
แอปเวอร์ชันเก่าอาจมีปัญหากับ Android เวอร์ชันปัจจุบัน
เปิด
Google Play Store → รูปโปรไฟล์ → Manage apps & devices
จากนั้นตรวจ
Updates available
แล้วอัปเดตแอปที่มีปัญหา
Google แนะนำให้อัปเดตแอปผ่าน Play Store เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนแก้แอป Android ที่ทำงานผิดปกติ
ถ้าแอปเพิ่งออก Update แก้ Bug การอัปเดตอาจช่วยได้ทันที
ถ้าแอปยังเด้ง ให้ลองบังคับหยุดแอปแล้วเปิดใหม่
โดยทั่วไปเข้า
Settings → Apps → เลือกแอป → Force stop
จากนั้นเปิดแอปใหม่
Google ระบุว่าแอป Android สามารถ Force Stop ผ่าน Settings ได้ และแนะนำขั้นตอนนี้เมื่อแอปมีปัญหา
Force Stop ไม่ใช่การถอนแอป และไม่ได้หมายถึง Factory Reset โทรศัพท์
นี่เป็นอีกวิธีที่ควรลองก่อนลบข้อมูลแอป
เข้า
Settings → Apps → เลือกแอป → Storage & cache → Clear cache
Google ระบุว่าสามารถล้าง Cache ของแอปผ่าน Settings ได้ และการล้าง Cached Data เป็นการเพิ่มพื้นที่ชั่วคราว เพราะ Cache จะถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อใช้งานต่อ
หลัง Clear Cache ให้เปิดแอปใหม่
ถ้ายังเด้งจึงค่อยพิจารณาขั้นตอนถัดไป
ต้องแยกสองคำนี้ให้ชัด
ล้างไฟล์ชั่วคราวของแอป
เหมาะสำหรับลองเป็นขั้นแรก
รีเซ็ตข้อมูลที่แอปเก็บไว้ในเครื่อง
ผลกระทบอาจแตกต่างตามแอป เช่น
ดังนั้น ควร Clear Cache ก่อน Clear Data
หาก Restart, Update, Force Stop และ Clear Cache แล้วยังเด้ง สามารถพิจารณา Clear Data ของแอปได้
โดยทั่วไปไปที่
Settings → Apps → แอปที่มีปัญหา → Storage & cache → Clear storage / Clear data
Google รวมการล้าง Cache และ Data ไว้ในขั้นตอนแก้แอปที่ไม่ทำงาน แต่เมนูอาจแตกต่างตามโทรศัพท์
ก่อน Clear Data ควรตรวจว่าแอปมีข้อมูลสำคัญในเครื่องหรือไม่
โดยเฉพาะ
ไม่ควรเริ่มจาก Clear Data
ให้ลองตามลำดับ
ก่อน
เพราะแอปสนทนาอาจมีข้อมูลสำคัญ และการจัดการ Data แบบไม่ระวังอาจสร้างปัญหาเรื่องข้อมูลหรือการ Login ตามมา
หลักเดียวกันนี้ใช้กับ WhatsApp, Messenger และแอปที่มีข้อมูลสำคัญในเครื่อง
ถ้าแอปธนาคารเปิดแล้วเด้ง ให้เริ่มจาก
อย่ารีบ Clear Data หรือถอนแอป หากไม่แน่ใจเรื่องการลงทะเบียนอุปกรณ์และการยืนยันตัวตนใหม่
ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะแอปธนาคารเพียงตัวเดียว และวิธีพื้นฐานไม่ช่วย ควรติดต่อธนาคารหรือผู้พัฒนาแอปนั้นโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำของ Google สำหรับกรณีที่มีปัญหาเพียงแอปเดียว
เกมมักใช้ RAM, Storage และกราฟิกมากกว่าแอปทั่วไป
ให้ลอง
ถ้าเด้งหลัง Update เกมทันที อาจเป็น Bug ของแอปเวอร์ชันนั้น และถ้าแอปอื่นปกติควรตรวจข้อมูลจากผู้พัฒนาเกม
หากก่อนอัปเดตทุกอย่างปกติ แต่หลัง System Update แอปเริ่มเด้ง ให้ทำตามลำดับ
Google แนะนำทั้ง Android Update และ App Update ในขั้นตอนแก้แอปที่ Crash จึงควรตรวจทั้งสองส่วน ไม่ใช่เฉพาะระบบอย่างเดียว
ถ้าอาการเริ่มหลัง Update แอปหนึ่งโดยตรง ให้ตรวจว่า
ถ้ามีปัญหาเฉพาะแอปเดียวหลังทำตามขั้นตอนของ Google แล้ว ผู้ใช้ควรติดต่อผู้พัฒนาแอปเพื่อรายงานปัญหา
ถ้าขั้นตอนก่อนหน้ายังไม่ได้ผล วิธีต่อมาคือถอนแอปแล้วติดตั้งใหม่
แต่ต้องระวังเรื่องข้อมูล
Google เตือนว่าการถอนแอปจะลบข้อมูลที่บันทึกอยู่ในแอปนั้น และหากต้องการใช้อีกสามารถติดตั้งใหม่ภายหลังได้
ดังนั้นก่อนถอน ให้ตรวจว่า
จากนั้นค่อยถอนและติดตั้งจาก Google Play Store ใหม่
ถ้าติดตั้งใหม่แล้วยังเด้ง ให้พิจารณาว่า
Android Version หรือ Hardware อาจไม่ตรงกับข้อกำหนด
ถ้าผู้ใช้หลายรายมีอาการพร้อมกัน อาจต้องรอ Update จาก Developer
หากหลายแอปเด้ง ไม่ควรโฟกัสที่แอปเดียวอีกต่อไป
ใช้ Safe Mode ช่วยแยกสาเหตุได้
Safe Mode มีประโยชน์เมื่อไม่แน่ใจว่าแอปที่ติดตั้งเพิ่มเป็นต้นเหตุหรือไม่
Google ระบุว่า Safe Mode จะปิดแอปที่ดาวน์โหลดไว้ชั่วคราว หากปัญหาหายไปใน Safe Mode มีแนวโน้มว่าแอปที่ดาวน์โหลดเป็นสาเหตุ
วิธีเข้า Safe Mode แตกต่างตามผู้ผลิต จึงควรใช้ขั้นตอนของมือถือรุ่นที่ใช้งานโดยตรง
ถ้าโทรศัพท์
เมื่ออยู่ Safe Mode มีโอกาสว่าแอปที่ดาวน์โหลดเป็นต้นเหตุ
Google แนะนำให้ถอน แอปที่เพิ่งดาวน์โหลดทีละตัว แล้ว Restart เครื่องหลังถอนแต่ละครั้ง เพื่อตรวจว่าแอปใดเป็นต้นเหตุ
เริ่มจากแอปที่เพิ่งติดตั้งก่อนเกิดปัญหา
หากหลายแอปเริ่มเด้งหลังติดตั้งแอปใหม่ ให้เริ่มตรวจแอปล่าสุดก่อน โดยเฉพาะแอปที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบจำนวนมาก เช่น
อย่าถอนทุกอย่างพร้อมกัน เพราะจะทำให้ระบุแอปต้นเหตุได้ยาก
Google แนะนำวิธีถอนแอปล่าสุด ทีละแอป และตรวจผลหลัง Restart แต่ละครั้ง
หากปัญหายังคงเกิดใน Safe Mode Google ระบุว่าแอปที่ดาวน์โหลดอาจไม่ได้เป็นต้นเหตุ และควรตรวจแนวทาง Troubleshooting อื่นต่อ
ในกรณีนี้ควรตรวจ
โดยเฉพาะถ้าทั้งเครื่องค้างหรือหลาย System App เด้งพร้อมกัน
บางแอปพึ่งพาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างมาก
Google ยกตัวอย่างแอปที่ใช้ข้อมูลจากเว็บ เช่น Google Maps ว่าควรตรวจว่าโทรศัพท์มีอินเทอร์เน็ตที่เสถียรเมื่อแอปทำงานผิดปกติ
ดังนั้นถ้าเป็นแอปออนไลน์ ให้ลอง
ถ้าเปลี่ยนเครือข่ายแล้วใช้งานได้ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แอปโดยตรง
ควรตรวจ โดยเฉพาะแอปที่ต้องเชื่อม Server
Google มีขั้นตอน Sync อุปกรณ์กับ Google Servers โดยตรวจ Date & Time และกลับมาเปิด Automatic Time Zone กับ Automatic Date & Time อีกครั้งในแนวทางแก้แอปที่ไม่ทำงาน
ดังนั้นควรตั้ง
Date & Time → Automatic
หากเวลาของเครื่องผิด
พื้นที่ใกล้เต็มสามารถทำให้ Android โดยรวมทำงานลำบาก และควรตรวจเมื่อมีอาการหลายแอปค้างหรือ Crash
ให้เข้า
Settings → Storage
แล้วเคลียร์
จากนั้น Restart เครื่องก่อนทดสอบใหม่
เมื่อแอปเด้ง หลายคนติดตั้ง Cleaner หรือ RAM Booster เพิ่มทันที
แต่ถ้าแอปที่เพิ่งติดตั้งเป็นตัวก่อปัญหา การเพิ่มแอปจัดการระบบเข้ามาอีกอาจทำให้วิเคราะห์ยากขึ้น
วิธีที่เป็นระบบกว่าคือ
Restart → Update → Force Stop → Cache → Data → Safe Mode
ซึ่งตรงกับแนวทาง Troubleshooting หลักของ Google มากกว่า
ถ้าแอปที่เด้งเป็น
ไม่ควรกด Disable หรือถอนส่วนประกอบของระบบแบบสุ่ม
เพราะกรณีนี้ต่างจากแอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง และอาจต้องตรวจ Android Update หรือ Component ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ
หากหลาย System App มีปัญหาพร้อมกัน ควรสำรองข้อมูลสำคัญก่อนดำเนินการขั้นสูง
สำหรับอาการ App Keeps Stopping ไม่ควรเริ่มด้วย Factory Reset
Google แนะนำขั้นตอนที่กระทบน้อยกว่าก่อน ได้แก่ Restart, Update, Force Stop, Clear Cache/Data และถอนแอป
ควรพิจารณา Factory Reset เฉพาะเมื่อ
ถ้ามีเพียงแอปเดียวเด้ง Factory Reset ทั้งเครื่องมักเป็นขั้นตอนที่ใหญ่เกินไปก่อนจะตรวจแอปนั้นให้ครบ
หากต้องการลองแก้ทันที ให้ทำตามลำดับนี้
ลำดับนี้สอดคล้องกับแนวทางของ Google สำหรับแอป Android ที่ Crash, เปิดไม่ได้ หรือไม่ตอบสนอง
หากมือถือ Android แอปเด้ง แอปหยุดทำงาน หรือขึ้น App Keeps Stopping อย่าเพิ่งล้างเครื่อง
เริ่มจาก
Restart → Update Android → Update App → Force Stop → Clear Cache → Clear Data → ติดตั้งแอปใหม่
Google แนะนำให้ Restart และทดสอบหลังแต่ละขั้นตอนเพื่อดูว่าปัญหาหายหรือไม่ และหากปัญหาเกิดเฉพาะแอปเดียวหลังลองวิธีแก้แล้ว ให้ติดต่อผู้พัฒนาแอปนั้น
ถ้า หลายแอปหรือทั้งเครื่องมีอาการ Crash ให้ใช้ Safe Mode ช่วยแยกสาเหตุ หากอาการหายใน Safe Mode Google ระบุว่ามีแนวโน้มว่าแอปที่ดาวน์โหลดเป็นต้นเหตุ และควรถอนแอปล่าสุดทีละตัวเพื่อตรวจหาแอปที่มีปัญหา
หลักสำคัญคือเริ่มจากวิธีที่ ไม่ลบข้อมูลก่อน และอย่า Factory Reset ทั้งเครื่องเพียงเพราะมีแอปเดียวเด้ง
หมายถึงแอป Crash หรือไม่สามารถทำงานต่อได้ Google รวมอาการ Crashing, Won’t open และ Won’t respond ไว้ในกลุ่มปัญหาแอป Android ที่ต้อง Troubleshoot
Clear Cache เน้นล้างไฟล์ชั่วคราว Google ระบุว่า Cached Data จะสร้างขึ้นใหม่เมื่อใช้งานต่อ
ไม่เหมือนกัน Clear Data มีผลต่อข้อมูลที่แอปเก็บไว้มากกว่า จึงควรตรวจข้อมูลสำคัญและข้อมูล Login ก่อนดำเนินการ
Google เตือนว่าข้อมูลที่บันทึกอยู่ในแอปสามารถถูกลบเมื่อถอนแอป จึงควรสำรองข้อมูลหรือผูกบัญชีก่อน
ควรตรวจปัญหาระดับระบบหรือแอปอื่นที่รบกวนเครื่องมากขึ้น Safe Mode สามารถช่วยแยกได้ว่าแอปที่ดาวน์โหลดเป็นต้นเหตุหรือไม่
Google ระบุว่าหากปัญหาหายขณะอยู่ Safe Mode มีแนวโน้มว่าแอปที่ดาวน์โหลดเป็นต้นเหตุ ควรถอนแอปล่าสุดทีละตัวเพื่อหาแอปที่มีปัญหา
หลัง Restart, Update, Force Stop และ Clear Cache/Data แล้วยังไม่หาย Google แนะนำให้ติดต่อผู้พัฒนาแอปนั้น
ไม่ควรเป็นวิธีแรก ให้ใช้ขั้นตอนแก้ปัญหาเฉพาะแอปให้ครบก่อน โดยเฉพาะถ้าเกิดปัญหาเพียงแอปเดียว