Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หาก Find My iPhone หาเครื่องไม่เจอ, ขึ้น No Location Found, Offline หรือ iPhone ไม่อยู่ในรายการ Devices อย่าเพิ่งสรุปว่าเครื่องถูกล้างข้อมูลหรือไม่มีทางตามหาอีก เพราะสาเหตุอาจมาจาก iPhone ปิดเครื่อง แบตหมด ไม่มีอินเทอร์เน็ต Find My ไม่ได้เปิดไว้ก่อนหาย หรือข้อมูลตำแหน่งล่าสุดหมดอายุแล้ว
Apple ระบุว่า Find My สามารถแสดง ตำแหน่งปัจจุบันหรือตำแหน่งล่าสุด ของอุปกรณ์ได้ และถ้าไม่สามารถหาตำแหน่งได้ ระบบจะแสดง No location found พร้อมตัวเลือก Notify When Found.
ดังนั้นควรแยกก่อนว่า iPhone ไม่อยู่ในรายการเลย หรือ อยู่ในรายการแต่ไม่มีตำแหน่ง เพราะวิธีแก้ต่างกัน
โดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น:
ระบบยังรู้จักอุปกรณ์ แต่ไม่สามารถติดต่อเครื่องแบบปัจจุบันได้
Find My ไม่สามารถแสดงตำแหน่งปัจจุบันหรือตำแหน่งล่าสุดที่ยังใช้งานได้
กรณีนี้ควรตรวจ Apple Account และว่าก่อนเครื่องหายได้เปิด Find My ไว้หรือไม่
Apple ระบุว่าต้องเปิด Find My [device] ก่อนอุปกรณ์สูญหาย จึงจะสามารถใช้ Find My ค้นหาอุปกรณ์นั้นได้.
คำว่า Offline อาจเกิดเพราะ:
Apple ระบุว่า Find My network สามารถช่วยค้นหาอุปกรณ์ที่ Offline ได้หากเปิดฟังก์ชันดังกล่าวไว้ก่อน.
ดังนั้น Offline ไม่ใช่หลักฐานว่าเครื่องถูก Factory Reset
ถ้าใต้ชื่ออุปกรณ์ขึ้น:
No Location Found
หมายความว่า Find My ไม่มีตำแหน่งที่สามารถแสดงได้ในขณะนั้น
Apple ระบุว่าเมื่ออุปกรณ์ไม่สามารถถูก Locate ได้ Find My จะแสดง No location found และสามารถเปิด Notify When Found เพื่อรับ Notification เมื่อระบบค้นพบเครื่องอีกครั้ง.
ดังนั้นหากเห็นข้อความนี้ ให้เปิด Notify When Found ทันที
เข้า:
Find My > Devices > เลือก iPhone ที่หาย
จากนั้นเปิด:
Notify When Found
Apple ระบุว่าเมื่ออุปกรณ์กลับมาถูก Locate ได้ ระบบจะส่ง Notification ให้ผู้ใช้.
วิธีนี้มีประโยชน์เมื่อ:
เพราะไม่จำเป็นต้องนั่งเปิด Find My ดูตลอดเวลา
Apple ระบุว่าหาก Find My ไม่สามารถแสดงตำแหน่งปัจจุบันได้ เช่น เครื่องแบตหมด ผู้ใช้อาจเห็น ตำแหน่งล่าสุดได้สูงสุดประมาณ 7 วันใน Find My app หากข้อมูลถูกส่งผ่าน Find My network และเมื่อเกินช่วงดังกล่าวอาจแสดง No location found.
ดังนั้นต้องดู Timestamp ควบคู่กับตำแหน่งเสมอ
ตำแหน่งที่เห็นอาจไม่ใช่ตำแหน่งปัจจุบันของเครื่อง
Apple ระบุว่า Find Devices บน iCloud.com สามารถแสดงตำแหน่งโดยประมาณของอุปกรณ์ และเมื่ออุปกรณ์ Offline อาจแสดง Last Known Location ตามข้อมูลที่ระบบมี.
ดังนั้นถ้า Find My app แสดงข้อมูลไม่ชัด ลองตรวจจาก Find Devices บน iCloud ด้วย
ใช้ Apple Account เดียวกับที่อยู่ใน iPhone เครื่องที่หาย
iPhone รุ่นที่รองรับสามารถหาได้ในบางช่วงแม้ปิดเครื่อง
Apple ระบุว่า หากเปิด Find My network บน iPhone ที่รองรับ สามารถ Locate เครื่องได้สูงสุดประมาณ:
ตามความสามารถของอุปกรณ์.
ดังนั้นอย่าหยุดค้นหาเพียงเพราะคิดว่าขโมยปิดเครื่องไปแล้ว
อาจได้จากข้อมูลล่าสุดหรือ Find My network ตามรุ่นและการตั้งค่าที่เปิดไว้ก่อนเครื่องหาย
Apple มีตัวเลือก Send Last Location ซึ่งจะส่งตำแหน่งของอุปกรณ์ไปยัง Apple โดยอัตโนมัติเมื่อระดับแบตเตอรี่ต่ำมาก.
ดังนั้นการเปิด Send Last Location ไว้ล่วงหน้ามีประโยชน์มากในกรณีเครื่องแบตหมดหลังสูญหาย
Find My network ช่วยให้อุปกรณ์ Apple ที่ Offline สามารถถูก Locate ผ่านเครือข่าย Find My ได้
Apple ระบุว่าเมื่อเปิด Find My network อุปกรณ์สามารถถูกค้นหาได้แม้ไม่ได้เชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Cellular ตามความสามารถของรุ่น.
ดังนั้น Find My ไม่ได้พึ่ง Mobile Data เพียงอย่างเดียว
ใช่
ให้เปิดขณะยังมี iPhone อยู่กับตัวที่:
Settings > [ชื่อของคุณ] > Find My > Find My iPhone
แล้วเปิด:
Apple ระบุเส้นทางและตัวเลือกเหล่านี้โดยตรง.
หาก iPhone หายไปแล้ว คุณไม่สามารถถือเครื่องไปเปิด Setting เหล่านี้ย้อนหลังได้
กรณีนี้สำคัญมาก
Apple ระบุว่า หาก Find My ไม่ได้เปิดไว้ก่อนอุปกรณ์สูญหายหรือถูกขโมย เครื่องจะไม่ปรากฏใน Find My/iCloud Find และไม่สามารถ:
ผ่าน Find My ได้.
ถ้าเป็นกรณีนี้ ให้เปลี่ยน Apple Account Password และป้องกันบัญชีทันที.
หลายคนมี Apple Account มากกว่าหนึ่งบัญชี หรือเคยใช้ Email เก่า
ให้ตรวจว่ากำลัง Sign in Find My ด้วย Apple Account เดียวกับที่อยู่ใน iPhone ที่หายจริงหรือไม่
เพราะ Find My แสดงอุปกรณ์ที่เชื่อมกับ Apple Account ที่กำลังใช้อยู่.
อย่าสร้าง Apple Account ใหม่เพื่อหาเครื่อง เพราะบัญชีใหม่จะไม่ทำให้ iPhone เดิมปรากฏขึ้น
Apple ปัจจุบันใช้ชื่อ Apple Account แทนคำว่า Apple ID ในเอกสารและระบบหลายจุด
ดังนั้นหากคุณจำ Email ที่เคยเรียกว่า Apple ID ได้ ให้ใช้ Account เดิมนั้นในการ Sign in Find My
ไม่ต้องสร้าง Account ใหม่เพียงเพราะชื่อในเมนูเปลี่ยน
หาก iPhone ที่หายเป็น Trusted Device ที่ใช้รับ Verification Code อย่าคิดว่าจะเข้า Find My ไม่ได้
Apple ระบุว่าเมื่อเข้า iCloud.com/find ผู้ใช้สามารถเข้าสู่ Find Devices เพื่อ Mark อุปกรณ์เป็น Lost โดย ไม่จำเป็นต้องใช้ Verification Code ตามขั้นตอน Find Devices แม้ Trusted Device จะเป็นเครื่องที่ถูกขโมย.
จึงยังควรพยายามเข้า Find Devices ทันที
ตัวอย่าง:
iPhone อยู่ที่ห้าง
Last seen yesterday 8:30 PM
ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้ iPhone ยังอยู่ที่ห้าง
ตำแหน่งนั้นคือข้อมูลล่าสุดที่ Find My มี
Apple ระบุว่า Find My สามารถแสดง Current หรือ Last Known Location ได้.
จึงต้องตรวจ Timestamp ทุกครั้งก่อนเดินทางไปยังพิกัด
อาจเกิดจาก:
ดังนั้นหมุดที่ค้างอยู่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าโทรศัพท์ยังอยู่ตรงนั้น
เปิด Notify When Found ไว้เพื่อรอข้อมูลใหม่.
ได้
Apple ระบุว่า Find My สามารถแสดงตำแหน่งล่าสุดหรือใช้ Find My network เพื่อ Locate อุปกรณ์ Offline หากตั้งค่าไว้.
ดังนั้นสถานะ:
Offline + มีหมุด
ไม่ได้ขัดแย้งกัน
หมุดอาจเป็น Last Known Location หรือข้อมูลจาก Find My network
หาก iPhone Offline การสั่ง Play Sound อาจยังไม่สามารถเล่นทันที
Apple ระบุว่าเมื่ออุปกรณ์ Online การสั่ง Play Sound จะทำให้เครื่องเล่นเสียงหลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ แต่หากไม่สามารถติดต่อเครื่องได้ การตอบสนองจะขึ้นกับสถานะของอุปกรณ์.
ดังนั้น Play Sound ไม่ดัง ไม่ได้พิสูจน์ว่าเครื่องถูกปิดถาวรหรือถูกล้างข้อมูล
Find My รองรับ Play Sound บน iPhone เพื่อช่วยค้นหาอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้.
เหมาะเมื่อ:
ถ้าเครื่อง Online เสียงสามารถเล่นได้แม้ก่อนหน้านั้นตั้ง Silent อยู่ตามฟังก์ชัน Find My
หาก iPhone สูญหายและยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ควรเปิด Lost Mode / Mark as Lost
เข้า:
Find My > Devices > [iPhone] > Lost Mode / Mark as Lost
Apple ระบุว่า Lost Mode ใช้สำหรับ Lock และ Track iPhone, iPad, Mac หรือ Apple Watch ที่สูญหาย.
อย่ารอให้เห็น Location ก่อนค่อยล็อกเครื่องถ้าสงสัยว่ามีคนอื่นถืออยู่
สามารถส่งคำสั่งไว้ได้
Apple ระบุว่าหากอุปกรณ์ Offline การเปลี่ยนแปลงหรือข้อความ Lost Mode จะมีผลเมื่ออุปกรณ์กลับมา Online ตามความสามารถของระบบ.
ดังนั้นควรสั่ง Mark as Lost ไว้ก่อน ไม่ต้องรอให้เครื่อง Online
สถานะ Pending มักหมายความว่าคำสั่งยังรอให้อุปกรณ์ติดต่อระบบ
อย่ายกเลิก Lost Mode เพราะยังไม่เห็นผลทันที
เมื่ออุปกรณ์กลับมา Online ระบบสามารถดำเนินการตามคำสั่งที่รออยู่ได้.
ไม่ควรเสี่ยง
Apple แนะนำว่า หากอุปกรณ์ที่ถูกขโมยปรากฏในตำแหน่งที่ไม่รู้จัก ไม่ควรพยายามไปเอาเครื่องคืนด้วยตัวเอง และควรติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแทน.
สามารถเก็บ:
ไว้ประกอบการแจ้งเหตุ
ตำแหน่งใน Find My เป็นตำแหน่งโดยประมาณตามข้อมูลที่ระบบสามารถได้รับ
ความแม่นยำอาจเปลี่ยนตาม:
จึงควรดูวงกลมความแม่นยำและ Timestamp มากกว่ามองหมุดเพียงอย่างเดียว
Apple ระบุว่าหากต้องการดูระยะห่างของอุปกรณ์ให้แม่นยำขึ้นใน Find My ควรเปิด Precise Location สำหรับ Find My ตามฟังก์ชันที่รองรับ.
แต่หากเครื่องหายไปแล้ว การตั้งค่าในเครื่องที่หายอาจไม่สามารถแก้ย้อนหลังได้
จึงควรเตรียม Privacy/Location Settings ให้เรียบร้อยก่อนเกิดเหตุ
Find My ไม่ได้อาศัย SIM เพียงอย่างเดียว
หาก iPhone สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือถูกตรวจพบผ่าน Find My network ตามการตั้งค่าที่รองรับ ก็ยังอาจมีข้อมูลตำแหน่งได้.
ดังนั้นการถอด SIM ไม่ได้ทำให้ Find My หยุดทำงานทันทีทุกกรณี
อาจได้จาก:
หากฟังก์ชันเหล่านี้ถูกเปิดไว้ล่วงหน้า.
ดังนั้นอย่ามอง Mobile Data เป็นเงื่อนไขเดียวของ Find My
ความสามารถในการรายงานตำแหน่งใหม่จะขึ้นกับการเชื่อมต่อและ Find My network ที่ยังใช้งานได้ในสถานการณ์นั้น
หากเครื่องไม่สามารถส่งตำแหน่งใหม่ Find My อาจแสดงเพียง Last Known Location หรือ No Location Found
จึงควรเปิด Notify When Found ไว้รอการเชื่อมต่อใหม่.
ยังมีโอกาสใน iPhone รุ่นที่รองรับและเปิด Find My network ไว้
Apple ระบุว่า iPhone ที่รองรับสามารถถูก Locate ผ่าน Find My network ได้สูงสุดประมาณ 24 ชั่วโมงหลังปิดเครื่อง หรือ 5 ชั่วโมงใน Power Reserve.
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมควรเปิด Find My network ตั้งแต่ก่อนเครื่องหาย
เข้า:
Settings > [ชื่อ] > Find My > Find My iPhone
แล้วเปิด:
Send Last Location
Apple ระบุว่าฟังก์ชันนี้ส่งตำแหน่งของ iPhone ไปยัง Apple เมื่อ Battery อยู่ในระดับต่ำมาก.
ถ้าเครื่องหายในวันที่แบตเหลือน้อย ฟังก์ชันนี้อาจช่วยให้มีข้อมูลตำแหน่งสุดท้ายก่อนเครื่องดับ
นี่เป็นข้อผิดพลาดที่อันตรายมาก
หาก iPhone ยังสูญหาย อย่า Remove Device ออกจาก Find My
Apple ระบุว่าการ Remove Device จาก Find My สามารถทำให้ Activation Lock ถูกถอดออก ซึ่งทำให้ผู้ที่ถือเครื่องสามารถนำไปปลดล็อกหรือขายต่อได้ง่ายขึ้น.
ดังนั้น:
Find My หาไม่เจอ ≠ ควร Remove Device
ไม่ควร
Apple ระบุว่าแม้ Remote Erase iPhone แล้ว ก็ควร เก็บอุปกรณ์ไว้ใน Find My เพื่อให้ Activation Lock ยังคงทำงาน.
การ Erase กับการ Remove Device เป็นคนละเรื่อง
อย่าทำขั้นตอนหลังเพียงเพราะต้องการ “เคลียร์รายการ”
ควรพิจารณาเมื่อ:
Apple แนะนำให้ลองทุกวิธีในการค้นหาอุปกรณ์ก่อน Remote Erase เพราะการ Erase ไม่สามารถ Undo ได้.
หากเครื่อง Offline คำสั่ง Erase จะเริ่มเมื่ออุปกรณ์กลับมา Online.
Apple ระบุว่าสำหรับ iPhone/iPad ที่ใช้ระบบรุ่นที่รองรับ หลัง Remote Erase แล้วยังสามารถมีความสามารถ Find My ต่อได้ และไม่ควร Remove Device ออกจาก Find My.
ดังนั้นหากต้อง Erase เพื่อรักษาข้อมูล อย่าถอด Activation Lock ตามไปด้วย
ต้องระวังมาก
ผู้ขโมยอาจพยายามส่ง:
Find My found your iPhone
Click here to view location
แล้วสร้างหน้า Login Apple ปลอมเพื่อขโมย Password
ให้เข้า Find My หรือ iCloud Find ด้วยตัวเองแทนการกดลิงก์จากข้อความ
ห้ามให้:
แก่คนที่ติดต่อมาเกี่ยวกับเครื่องที่หาย
หากผู้ที่ถือโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า:
เอาเครื่องออกจาก Find My ก่อน แล้วจะคืนให้
อย่าทำ
Apple ระบุว่าการ Remove อุปกรณ์จาก Find My จะ Remove Activation Lock และทำให้เครื่องนำไปใช้งานหรือขายต่อได้ง่ายขึ้น.
เก็บ Activation Lock ไว้ตราบใดที่เครื่องยังสูญหาย
ควร โดยเฉพาะกรณีเครื่องถูกขโมย
Apple ระบุว่าหาก Find My ไม่ได้เปิดไว้ก่อนเครื่องถูกขโมย จะไม่สามารถ Locate, Mark as Lost หรือ Remote Erase ได้ และแนะนำให้เปลี่ยน Apple Account Password เพื่อช่วยป้องกันข้อมูล.
จากนั้นตรวจ:
เพิ่มเติม
หาก iPhone หายจริง โดยเฉพาะถูกขโมย ควรติดต่อ Carrier เพื่อ:
การตามหาด้วย Find My กับการป้องกันหมายเลขโทรศัพท์เป็นคนละเรื่อง จึงควรทำทั้งสองด้าน
ถ้าคนที่ได้เครื่องไปอาจรู้ Passcode หรือ iPhone ไม่มีการล็อกหน้าจอที่เหมาะสม ควรตรวจ:
หากพบ Transaction หรือ Login ที่ไม่ใช่ของคุณ ให้ติดต่อผู้ให้บริการนั้นผ่านช่องทางทางการทันที
อย่ารอให้ Find My พบ Location ก่อนค่อยจัดการบัญชี
Apple มี Stolen Device Protection เพื่อเพิ่มชั้นความปลอดภัยเมื่อ iPhone อยู่นอก Familiar Locations เช่น บ้านหรือที่ทำงาน.
ควรเปิดไว้ก่อนเครื่องหาย
ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์โดยเฉพาะในกรณีที่คนร้ายรู้ Device Passcode ของผู้ใช้
Apple ระบุว่า Find My สำหรับ iPhone/iPad รองรับฟังก์ชันสำคัญ เช่น:
ดังนั้นหาก Location ยังไม่ขึ้น อย่าลืมใช้ฟังก์ชันอื่นเพื่อป้องกันเครื่องและข้อมูลก่อน
ควรทำพร้อมกันดังนี้:
การรอ Location เพียงอย่างเดียวอาจเสียเวลาสำคัญในการป้องกัน Account
เมื่อได้เครื่องกลับ:
จากนั้นลองใช้ Find My ทดสอบขณะที่เครื่องยังอยู่กับตัว เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ปรากฏใน Devices และระบบทำงาน
เข้า:
Settings > [ชื่อของคุณ] > Find My > Find My iPhone
เปิดทั้ง:
ทำให้เครื่องถูกเพิ่มเข้า Find My
ช่วยค้นหาเครื่องแม้ Offline ตามรุ่นที่รองรับ
ส่งตำแหน่งสุดท้ายเมื่อแบตเตอรี่ต่ำมาก
Apple แนะนำการตั้งค่าทั้งสามนี้สำหรับการค้นหาอุปกรณ์.
หาก Find My iPhone หาไม่เจอ ให้ทำตามนี้:
ตรวจ Apple Account ว่าถูกบัญชี
เปิด Find My > Devices
ถ้าเห็นเครื่อง ให้ดูว่าเป็น Offline หรือ No Location Found
ตรวจ Last Known Location และเวลา
เปิด Notify When Found.
ใช้ Play Sound หากคิดว่าเครื่องอยู่ใกล้
เปิด Mark as Lost / Lost Mode.
ลอง Find Devices บน iCloud ด้วย
ถ้าเครื่องไม่อยู่ในรายการเลย ให้ตรวจว่า Find My เคยเปิดไว้หรือไม่
หาก Find My ไม่ได้เปิดไว้ ให้ Secure Apple Account
ติดต่อ Carrier
อย่า Remove Device จาก Find My ขณะเครื่องยังหาย.
Remote Erase เฉพาะเมื่อประเมินแล้วว่าข้อมูลมีความเสี่ยงและเอาเครื่องคืนได้ยาก
หมายถึง Find My ไม่สามารถติดต่ออุปกรณ์แบบ Online ได้ในขณะนั้น แต่อาจยังมี Last Known Location หรือข้อมูลผ่าน Find My network หากเปิดไว้.
หมายถึง Find My ไม่มีตำแหน่งที่สามารถแสดงได้ในขณะนั้น สามารถเปิด Notify When Found เพื่อให้ระบบแจ้งเมื่อ Locate เครื่องได้อีกครั้ง.
บน iPhone รุ่นที่รองรับและเปิด Find My network ไว้ Apple ระบุว่าสามารถ Locate ได้สูงสุดประมาณ 24 ชั่วโมงหลังปิดเครื่อง หรือ 5 ชั่วโมงใน Power Reserve.
อาจเห็นตำแหน่งล่าสุด หากระบบมีข้อมูลอยู่ และ Send Last Location สามารถส่งตำแหน่งไปยัง Apple เมื่อแบตเตอรี่ต่ำมาก.
จะไม่สามารถ Locate, Mark as Lost หรือ Remote Erase ผ่าน Find My ได้ Apple แนะนำให้เปลี่ยน Apple Account Password เพื่อป้องกันข้อมูล.
Apple ระบุว่าสามารถเข้า iCloud Find และใช้ Find Devices โดยไม่ต้องใช้ Verification Code ในขั้นตอนค้นหาเครื่องที่สูญหาย.
ไม่ควรขณะเครื่องยังสูญหาย เพราะการ Remove จาก Find My จะ Remove Activation Lock.
ไม่ต้องและไม่ควร หากเครื่องยังสูญหาย ควรเก็บ Device ไว้ใน Find My เพื่อรักษา Activation Lock.
หาก Find My iPhone หาเครื่องไม่เจอ สาเหตุหลักอาจมาจาก:
สิ่งที่ควรทำคือ:
Apple ระบุว่า Find My สามารถแสดง Current หรือ Last Known Location และหากหาไม่ได้สามารถใช้ Notify When Found ได้ ส่วน iPhone ที่เปิด Find My network และรองรับสามารถถูกค้นหาได้แม้อยู่ Offline หรือช่วงหนึ่งหลังปิดเครื่อง.
สำหรับผู้อ่าน comsiam หาก Find My ขึ้น No Location Found อย่าเพิ่ง Erase หรือ Remove iPhone ออกจากบัญชี ให้เปิด Notify When Found + Mark as Lost ก่อน เพราะเครื่องอาจเพียง Offline หรือแบตหมด และ Find My อาจได้รับตำแหน่งใหม่เมื่ออุปกรณ์กลับเข้าสู่เครือข่าย.
comsiam แนะนำให้เปิด Find My iPhone, Find My network และ Send Last Location ตั้งแต่ตอนที่เครื่องยังอยู่กับตัว เพราะการตั้งค่าเหล่านี้ต้องเตรียมไว้ก่อนอุปกรณ์สูญหาย และหาก Find My ไม่เคยเปิดไว้ก่อน เครื่องจะไม่สามารถถูก Locate, Mark as Lost หรือ Remote Erase ผ่าน Find My ได้.