Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หาก มือถือ Android หาย แต่ค้นหาไม่เจอด้วย Find My Device หรือ Find Hub อย่าเพิ่งสรุปว่าโทรศัพท์ถูกปิดเครื่อง ถูกล้างข้อมูล หรือไม่สามารถตามหาได้อีก เพราะ Find Hub อาจแสดงสถานะอย่าง Can’t reach device, Can’t access location, Offline หรือไม่แสดงอุปกรณ์เลย ได้จากหลายสาเหตุ เช่น ใช้ Google Account ผิด, Find Hub ไม่ได้เปิดไว้, เครื่องไม่มีอินเทอร์เน็ต, Offline Finding ไม่ได้เปิด หรือโทรศัพท์ไม่ได้ส่งตำแหน่งล่าสุดไว้
ปัจจุบัน Google ใช้ชื่อ Find Hub สำหรับบริการค้นหาอุปกรณ์ Android โดยสามารถใช้ค้นหา เล่นเสียง ล็อก หรือสั่งลบอุปกรณ์ที่สูญหายได้.
ดังนั้นควรตรวจทีละจุดก่อนตัดสินว่า “ตามเครื่องไม่ได้แล้ว”
หากเคยรู้จักชื่อ Find My Device ปัจจุบัน Google ใช้ชื่อ Find Hub สำหรับระบบค้นหาอุปกรณ์และสิ่งของที่เชื่อมกับ Android
Find Hub สามารถช่วย:
ตามความสามารถและสถานะของเครื่อง.
ดังนั้นผู้ใช้ที่ค้นหาคำว่า “Find My Device” แล้วพบชื่อ Find Hub ไม่ต้องตกใจว่าเป็นคนละระบบ
สาเหตุที่พบบ่อยมากคือ เข้า Google Account คนละบัญชีกับที่อยู่ในมือถือที่หาย
ตัวอย่าง:
มือถือที่หายใช้:
abc123@gmail.com
แต่ Find Hub กำลัง Login:
abc456@gmail.com
โทรศัพท์ก็อาจไม่ปรากฏในรายการ
Google ระบุว่าต้อง Sign in บัญชี Google ที่เกี่ยวข้องก่อนเลือกอุปกรณ์ใน Find Hub.
ดังนั้นหากมี Gmail หลายบัญชี ให้ทดลองตรวจทุก Account ที่เคยใช้ในโทรศัพท์เครื่องนั้น
หากมี Android อีกเครื่อง:
Google ระบุว่า Find Hub App รองรับ Guest Sign-in สำหรับช่วยผู้อื่นค้นหาอุปกรณ์ได้.
หลังใช้งานบนเครื่องคนอื่นเสร็จ ควร Sign out เพื่อป้องกัน Account ของคุณ
ได้
Google ระบุว่าหากไม่มี Android อีกเครื่อง สามารถเปิด Browser และเข้า Find Hub จากเว็บเพื่อเลือกอุปกรณ์ที่สูญหายได้.
การใช้คอมพิวเตอร์มีประโยชน์เมื่อ:
หากใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะ ควรใช้ Private/Incognito Mode และ Sign out หลังใช้งาน
ข้อความ Can’t reach device โดยทั่วไปหมายความว่า Find Hub ไม่สามารถติดต่อโทรศัพท์เพื่อรับข้อมูลปัจจุบันได้
สาเหตุอาจเป็น:
แต่ไม่ได้แปลว่าโทรศัพท์ถูกล้างข้อมูลแล้วเสมอไป
หากเคยเปิด Offline Finding ไว้ Find Hub อาจยังแสดงตำแหน่งล่าสุดที่บันทึกแบบเข้ารหัสได้.
อาจหาได้
Google ระบุว่า หากเปิด Find your offline devices ไว้ Find Hub สามารถแสดงตำแหน่งของอุปกรณ์ตอนที่ออนไลน์ครั้งล่าสุด โดยใช้ตำแหน่งล่าสุดที่จัดเก็บแบบเข้ารหัส.
ดังนั้นแม้โทรศัพท์ตอนนี้:
ก็ยังควรเปิด Find Hub ดูว่ามี Last known location หรือไม่
จุดนี้สำคัญมาก
การตั้งค่า Offline Finding ต้องเตรียมไว้ในโทรศัพท์ก่อนสูญหายจึงจะช่วยได้เต็มประสิทธิภาพ
Google ระบุเส้นทางโดยทั่วไป:
Settings > Google > All services > Find Hub > Find your offline devices
จากนั้นเลือกตัวเลือกการค้นหา Offline ตามที่อุปกรณ์รองรับ
หากเครื่องหายไปแล้ว คุณไม่สามารถถือเครื่องไปเปิด Setting นี้ย้อนหลังได้
ฟังก์ชันนี้ช่วยให้ Find Hub ใช้ข้อมูลตำแหน่งล่าสุดแบบเข้ารหัส และในบางการตั้งค่าสามารถใช้เครือข่าย Find Hub ช่วยค้นหาอุปกรณ์ Offline ได้.
ประโยชน์คือ แม้เครื่องไม่มีการเชื่อมต่อ Internet ในขณะที่ค้นหา คุณอาจยังเห็นข้อมูลตำแหน่งล่าสุดที่มีอยู่
จึงควรเปิดไว้ก่อนมือถือหาย
ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และการตั้งค่า
Google ระบุว่า Find Hub สามารถใช้ Encrypted Recent Location สำหรับอุปกรณ์ Offline และอุปกรณ์บางรุ่นมีความสามารถในการค้นหาแม้หลังปิดเครื่องในช่วงเวลาหนึ่งตาม Hardware และการตั้งค่าที่รองรับ.
ดังนั้นคำตอบไม่ใช่:
“ปิดเครื่องแล้วหาไม่ได้ 100%”
แต่ต้องดูว่าเครื่องนั้นรองรับ Offline Finding ระดับใด
ถ้า Find Hub เคยได้รับและเก็บตำแหน่งล่าสุดไว้ คุณอาจยังเห็น ตำแหน่งล่าสุดก่อนเครื่อง Offline หรือแบตหมด
Google ระบุว่า Encrypted Recent Location สามารถช่วยค้นหาอุปกรณ์ที่ Offline ในเวลาที่ผู้ใช้ค้นหาได้.
อย่างไรก็ตามตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ตำแหน่ง Real-time
ต้องดูเวลาที่ระบบระบุด้วย
ถ้า Find Hub แสดงว่า:
Last seen 6 hours ago
แปลว่าหมุดอาจเป็นตำแหน่งเมื่อ 6 ชั่วโมงก่อน ไม่ใช่ตำแหน่งปัจจุบัน
ดังนั้นทุกครั้งที่ดูแผนที่ ให้ตรวจ:
ก่อนเดินทางไปยังตำแหน่งนั้น
Google มีหน้าแก้ปัญหา Find Hub สำหรับสถานะ Can’t access location และแนะนำให้ตรวจการตั้งค่า Find Hub และ Offline Finding บนอุปกรณ์.
หากโทรศัพท์ยังอยู่กับตัว ให้ตรวจ:
Settings > Google > Find Hub > Find your offline devices
รวมถึง Location และการตั้งค่าที่เกี่ยวข้อง
แต่หากเครื่องหายไปแล้ว สิ่งที่ทำได้คือใช้ข้อมูลล่าสุดที่ Find Hub มีและ Secure Account/Device ต่อ
การค้นหาตำแหน่งปัจจุบันจะได้รับผลกระทบอย่างมากหาก Location ของอุปกรณ์ไม่ได้เปิดหรือระบบไม่สามารถเข้าถึง Location ได้
Google ระบุในการเตรียมอุปกรณ์สำหรับ Find Hub ว่าควรตรวจให้ Allow device to be located เปิดอยู่.
ดังนั้นควรเตรียม Setting นี้ไว้ล่วงหน้า
หากเครื่องสูญหายแล้วและ Location ไม่เคยเปิด ความสามารถในการค้นหาจะจำกัดลง
หาก Find Hub ไม่ได้เปิดไว้ก่อนสูญหาย ความสามารถในการ:
อาจไม่พร้อมใช้งานตามที่ต้องการ
Google ระบุว่าต้องเปิด Find Hub เพื่อใช้ฟังก์ชันค้นหา ล็อก และ Erase อุปกรณ์ที่สูญหาย.
หลังเครื่องหายแล้วจึงไม่ควรคาดหวังว่าจะสามารถเปิด Find Hub บนเครื่องนั้นจากระยะไกลทุกกรณี
สาเหตุที่ควรตรวจ:
Google ระบุว่าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจะแสดงในรายการหลัง Sign in Find Hub และให้เลือก Device ที่ต้องการค้นหา.
ดังนั้นเริ่มจากตรวจ Google Account ก่อนเสมอ
คนจำนวนมากมี:
และจำไม่ได้ว่า Account ใดเป็น Account หลักในมือถือ
วิธีที่ดีที่สุดคือ Sign in Find Hub ด้วยบัญชีที่เป็นไปได้ทีละตัว แล้วดู Device List
อย่าสร้าง Google Account ใหม่ เพราะบัญชีใหม่จะไม่ทำให้โทรศัพท์เก่าปรากฏขึ้น
ถ้ามีการ Factory Reset อุปกรณ์ ข้อมูลและ Account บนเครื่องจะถูกล้างตามขั้นตอนของระบบ และความสามารถในการติดตามอุปกรณ์ผ่าน Session เดิมอาจสิ้นสุดลง
Google ระบุว่า Find Hub มีคำสั่ง Factory Reset สำหรับอุปกรณ์ที่สูญหาย และเมื่อสั่งลบข้อมูลจะเป็นการลบข้อมูลจากอุปกรณ์.
ดังนั้นไม่ควรสั่ง Factory Reset เป็นขั้นแรกหากยังต้องการลองค้นหาเครื่อง
หาก Find Hub ยังแสดงตำแหน่งหรือคิดว่าโทรศัพท์เพียงทำหล่น ให้ใช้ก่อน:
แล้วค่อยตัดสินใจเรื่อง Erase
Google รองรับทั้งการ Locate, Lock และ Factory Reset แยกกันใน Find Hub.
การลบข้อมูลควรเป็นทางเลือกท้าย ๆ เมื่อความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญกว่าการติดตามเครื่องต่อ
หากคิดว่าโทรศัพท์อยู่ใกล้ เช่น:
สามารถใช้ Play Sound ผ่าน Find Hub เพื่อช่วยค้นหา
Google ระบุว่า Find Hub มีฟังก์ชันเล่นเสียงสำหรับอุปกรณ์ที่สูญหาย.
ถ้าระบบติดต่อเครื่องไม่ได้ในขณะนั้น ฟังก์ชันอาจไม่ทำงานทันที
หาก Find Hub ยังสามารถติดต่อหรือจัดการอุปกรณ์ได้ คุณควรใช้ Mark as Lost เพื่อป้องกันเครื่อง
Google ระบุว่า Find Hub สามารถล็อก Android ที่สูญหายเพื่อป้องกันการเข้าถึงจนกว่าเจ้าของจะได้เครื่องคืน.
อย่ารอให้เห็น Location ที่แม่นยำก่อนค่อยล็อกเครื่อง หากมีความเสี่ยงว่าคนอื่นถือโทรศัพท์อยู่
Google ระบุว่าเมื่อเลือกอุปกรณ์ Android 9 ขึ้นไปใน Find Hub ระบบอาจขอ Lock Screen PIN ของอุปกรณ์ที่กำลังค้นหา และใน Android 8 หรือต่ำกว่าหรืออุปกรณ์ที่ไม่มี PIN อาจขอ Google Password แทน.
ดังนั้นหาก Find Hub ถาม PIN อย่าตกใจว่าเป็นหน้า Phishing ทันที
แต่ควรแน่ใจว่าคุณอยู่ใน Find Hub ของ Google จริง
หากระบบกำลังขอ PIN ของอุปกรณ์ที่หายเพื่อยืนยันตัวตน คุณต้องใช้ Credential ที่ถูกต้องตามที่ Find Hub ขอ
อย่าใส่:
แทน Device PIN หากหน้าจอขอ Lock Screen PIN โดยเฉพาะ
Google แยก Device PIN และ Google Password ในขั้นตอน Find Hub ตามเวอร์ชัน Android และการตั้งค่าของอุปกรณ์.
หาก App แสดงข้อมูลไม่ครบ ให้ลอง Browser
และถ้า Browser มีปัญหา ให้ลอง Find Hub App
Google รองรับทั้ง Find Hub App และ Web สำหรับค้นหาอุปกรณ์ที่สูญหาย.
บางครั้งการ Sign in ใหม่ด้วย Account ที่ถูกต้องก็ช่วยให้เห็น Device List ชัดขึ้น
ถ้าโทรศัพท์ไม่สามารถเชื่อมต่อ Internet ตำแหน่ง Real-time และคำสั่งจากระยะไกลอาจไม่อัปเดตทันที
อย่างไรก็ตามหาก Offline Finding เปิดไว้ คุณอาจยังเห็น Last Known Location จากข้อมูลล่าสุดแบบเข้ารหัส.
ดังนั้นอย่าใช้ข้อความ Offline เพียงอย่างเดียวสรุปว่าเครื่องถูกขโมยหรือถูก Reset
ถ้าโทรศัพท์ยังเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ หรือ Offline Finding/Find Hub Network มีข้อมูลที่ใช้ได้ ก็ยังอาจมีข้อมูลตำแหน่ง
Find Hub ไม่ได้พึ่ง SIM เพียงอย่างเดียว เพราะการค้นหาสามารถอาศัย Internet และระบบ Offline Finding ตามการตั้งค่าของอุปกรณ์.
ดังนั้นการถอด SIM ไม่ได้เท่ากับ “หายจากแผนที่ทันที” ทุกกรณี
อาจยังมี ตำแหน่งล่าสุด หากเปิด Offline Finding ไว้
Google ระบุว่าการจัดเก็บ Encrypted Recent Location ช่วยให้ Find Hub ค้นหาอุปกรณ์ที่ Offline ในขณะที่ผู้ใช้ค้นหาได้.
แต่การได้รับตำแหน่งใหม่จะขึ้นอยู่กับความสามารถของอุปกรณ์และ Find Hub Network ที่ตั้งค่าไว้
เครือข่าย Find Hub ใช้ความสามารถของอุปกรณ์และอุปกรณ์ Android ใกล้เคียงเพื่อช่วยค้นหาสิ่งของและอุปกรณ์ Offline ตามการตั้งค่าเครือข่าย.
ดังนั้น Bluetooth และการตั้งค่า Offline Finding มีบทบาทต่อการทำงานของระบบในสถานการณ์บางประเภท
แต่ไม่ควรเข้าใจว่า “เปิด Bluetooth แล้วจะหาโทรศัพท์ได้ทุกกรณี”
ยังขึ้นกับ Device Support และ Settings ก่อนเครื่องหาย
Location ใน Find Hub เป็นการประมาณจากข้อมูลที่อุปกรณ์และเครือข่ายสามารถให้ได้
จึงอาจคลาดเคลื่อนได้ตาม:
ก่อนเดินทางไปหาเครื่อง ให้ดูทั้งตำแหน่งและเวลา Last seen
หากตำแหน่งเป็นสถานที่ที่ไม่รู้จักหรือเสี่ยง ไม่ควรไปเผชิญหน้าด้วยตัวเอง
เป็นไปได้
Location ของอุปกรณ์ไม่ได้มีความแม่นยำระดับจุดเดียวกันทุกสถานการณ์
โดยเฉพาะ:
ควรใช้ข้อมูลเป็นแนวทาง ไม่ใช่รับประกันว่าโทรศัพท์อยู่ตรงหมุดแบบเซนติเมตรต่อเซนติเมตร
ลอง:
ถ้าโทรศัพท์ Offline ให้ดู Last seen เพื่อดูว่าตำแหน่งนั้นเก่าแค่ไหน
Play Sound เป็นหนึ่งในเครื่องมือ Find Hub สำหรับช่วยค้นหาอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้.
หากมีเหตุผลเชื่อว่าเครื่องถูกขโมย:
อย่าเดินทางไปเผชิญหน้ากับผู้ที่อาจถือเครื่องอยู่โดยลำพัง
ความปลอดภัยของตัวเองสำคัญกว่ามูลค่าโทรศัพท์
Google ระบุว่าสามารถดู IMEI ของอุปกรณ์ที่รองรับผ่าน Find Hub โดยเลือก Device แล้วเข้า Settings และบน Web สามารถเลือก Settings ข้างอุปกรณ์เพื่อดูข้อมูลดังกล่าวได้.
IMEI มีประโยชน์เมื่อติดต่อ:
อย่างไรก็ตามอุปกรณ์บางประเภท เช่น Pixel Tablet บางรุ่น ไม่มี IMEI.
ถ้ายังเห็นชื่อโทรศัพท์ แต่ Location ไม่ขึ้น:
การที่ยังเห็น Device อยู่หมายความว่าอย่างน้อย Find Hub ยังรู้จักอุปกรณ์นั้นภายใต้ Account
หากกำลังตามหาโทรศัพท์ อย่าจัดการ Device ออกจาก Account แบบสุ่มก่อนใช้ Find Hub ให้ครบ
เพราะจุดประสงค์หลักตอนนี้คือ:
ก่อน
หลังจากประเมินแล้วว่าเครื่องไม่สามารถกลับมาได้ จึงค่อยวางแผนด้าน Account และ Device Lifecycle ต่อ
ถ้าตัวเครื่องมี Screen Lock แข็งแรงและไม่มีหลักฐานว่า Account ถูกเข้าถึง อาจเริ่มจาก Mark as Lost และตรวจ Security Activity
แต่หาก:
ควรเปลี่ยน Google Password และตรวจ Account Security เพิ่ม
การเปลี่ยน Password ช่วยปกป้อง Account แต่ไม่ใช่ตัวแทนของ Find Hub ในการค้นหาตำแหน่ง
หากโทรศัพท์หาย ให้ตรวจ:
Google Account > Security > Your devices
ดูว่ามี Device แปลกเพิ่มเข้ามาหรือไม่
หากพบ Security Activity ที่ไม่ใช่ของคุณ ให้ Secure Account ทันที
จุดนี้สำคัญโดยเฉพาะหาก Find Hub หาเครื่องไม่เจอและคุณไม่แน่ใจว่า Account ยังปลอดภัยหรือไม่
ควรติดต่อ Carrier เมื่อ:
อย่ารอให้มี OTP หรือธุรกรรมผิดปกติก่อนจึงค่อยปิด SIM
พิจารณา Factory Reset จากระยะไกลเมื่อ:
Google มีตัวเลือก Factory Reset อุปกรณ์ผ่าน Find Hub.
แต่ควรจำว่า Erase เป็นขั้นตอนที่รุนแรงและควรใช้หลังประเมินโอกาสได้เครื่องคืน
การ Factory Reset คือการลบข้อมูลในอุปกรณ์ จึงไม่ควรกดเล่นหรือใช้เป็นการทดลอง
ก่อน Erase ให้แน่ใจว่า:
ดังนั้น Mark as Lost ก่อน Erase เป็นลำดับที่ปลอดภัยกว่าสำหรับกรณีที่ยังไม่แน่ใจ
หากลองทุกอย่างแล้วยังไม่มี Location:
อย่ารอ Find Hub อย่างเดียวจนละเลย Security ของบัญชี
เมื่อยังมีโทรศัพท์อยู่ ควรตรวจตอนนี้เลย:
Settings > Google > All services > Find Hub
ตรวจว่า:
Google มีคำแนะนำให้เตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้าและเปิด Offline Finding เพื่อเพิ่มโอกาสค้นหาอุปกรณ์เมื่อสูญหาย.
นอกจากช่วยกันคนอื่นเปิดโทรศัพท์แล้ว Screen Lock ยังเกี่ยวข้องกับ Security ของ Find Hub บางส่วน
Google ระบุว่า Find Hub อาจขอ Lock Screen PIN ของอุปกรณ์ Android 9 ขึ้นไปเมื่อผู้ใช้จัดการอุปกรณ์จาก Find Hub.
ดังนั้นควรใช้:
ที่เดายาก
ไม่ควรใช้ 1234, 0000 หรือวันเกิด
ถ้าโทรศัพท์หลักเป็นเครื่องรับ Google Prompt หรือ OTP เพียงเครื่องเดียว แล้วเครื่องหาย คุณอาจเข้า Google Account ได้ยากขึ้น
Google แนะนำในการเตรียม Find Hub ให้มี 2-Step Verification Backup Code หรือวิธีสำรองเพื่อให้ยังสามารถเข้าบัญชีได้เมื่อโทรศัพท์หาย.
จึงควรเตรียม Recovery Method ไว้ล่วงหน้า
Google ระบุว่าหาก Account ถูกดูแลด้วย Family Link อุปกรณ์ของเด็กที่อยู่ภายใต้การดูแลสามารถปรากฏในส่วน Family Devices ของ Find Hub ได้.
ดังนั้นผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องใช้ Account ของเด็กแบบสุ่มหาก Family Link ถูกตั้งค่าไว้ถูกต้อง
หาก Find Hub หาเครื่องไม่เจอ อย่ารีบกรอก:
ลงเว็บไซต์ที่อ้างว่า:
ตามมือถือได้จากเบอร์ทันที
GPS Phone Tracker ไม่ต้องใช้ Account
เพราะ Find Hub ของ Google คือช่องทางทางการสำหรับการค้นหา Android ที่เชื่อมบัญชีของคุณ
เว็บไซต์ที่ขอ Password หรือเงินเพื่อ “เปิดตำแหน่งลับ” ควรระวังอย่างมาก
IMEI เป็นหมายเลขระบุอุปกรณ์ แต่ Find Hub ใช้ระบบ Google Account และความสามารถของอุปกรณ์ในการค้นหา
Google ระบุว่าสามารถดู IMEI ผ่าน Find Hub สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับได้.
แต่การมี IMEI อย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถเปิดเว็บไซต์ใดก็ได้แล้วดูตำแหน่ง GPS ของโทรศัพท์แบบ Real-time
หาก Find My Device หรือ Find Hub หา Android ไม่เจอ ให้ทำตามนี้:
ตรวจว่า Sign in Google Account ถูกบัญชี
ลอง Find Hub App และ Web
ตรวจ Device List
ดูว่าเป็น Offline, Can’t reach device หรือ Can’t access location
ตรวจ Last seen / Last known location
ถ้าเคยเปิด Offline Finding ให้ดูข้อมูลตำแหน่งล่าสุด.
ถ้ายังจัดการเครื่องได้ ให้ Mark as Lost
อย่า Erase ทันทีหากยังมีโอกาสได้เครื่องคืน
ติดต่อ Carrier หากเครื่องหายจริง
ตรวจ Google Account Security และ Banking
หากเครื่องไม่สามารถกลับคืนและข้อมูลเสี่ยง ค่อยพิจารณา Factory Reset
เมื่อได้เครื่องกลับมา:
และลองทดสอบ Find Hub ตอนเครื่องยังอยู่กับตัว เพื่อให้แน่ใจว่า Find Hub แสดงอุปกรณ์ได้จริง
ปัจจุบัน Google ใช้ชื่อ Find Hub สำหรับบริการค้นหา ล็อก และจัดการอุปกรณ์ Android ที่สูญหาย.
ถ้าเปิด Find your offline devices ไว้ Find Hub สามารถแสดงตำแหน่งล่าสุดที่อุปกรณ์ออนไลน์จากข้อมูลที่จัดเก็บแบบเข้ารหัสได้.
ขึ้นอยู่กับรุ่นและ Offline Finding ที่รองรับ อุปกรณ์บางรุ่นสามารถถูกค้นหาได้อีกระยะหนึ่งหลังปิดเครื่องตามความสามารถของระบบ.
ตรวจ Google Account ก่อน เพราะต้อง Sign in Account ที่เชื่อมกับอุปกรณ์ จากนั้นตรวจว่า Device ปรากฏในรายการหรือไม่.
หากยังมีเครื่องอยู่ ให้ตรวจ Find Hub และ Find your offline devices ใน Settings ตามคำแนะนำ Google. หากเครื่องสูญหายแล้ว ให้ใช้ Last Known Location และ Secure Device ตามสิ่งที่ยังทำได้
ปกติได้ Google ระบุว่า Android 9 ขึ้นไปอาจถูกขอ Lock Screen PIN ของ Device ที่กำลังค้นหา.
อุปกรณ์ที่รองรับสามารถดู IMEI ผ่าน Settings ของ Device ใน Find Hub ได้.
ไม่ควรหากยังมีโอกาสได้เครื่องคืน ควร Locate และ Mark as Lost ก่อน แล้วพิจารณา Factory Reset เมื่อความปลอดภัยข้อมูลสำคัญกว่าการติดตามเครื่องต่อ.
หาก Find Hub หาโทรศัพท์ Android ที่หายไม่เจอ ให้ตรวจตามลำดับนี้:
สำหรับผู้อ่าน comsiam จุดที่ควรตรวจเป็นอันดับแรกเมื่อ Find Hub “ไม่เห็นเครื่อง” คือ Google Account ถูกบัญชีหรือไม่ + โทรศัพท์อยู่ใน Device List หรือไม่ + มี Last Known Location หรือไม่ เพราะการ Offline ไม่ได้หมายความว่าหมดโอกาสตามหาเสมอไป หากก่อนหน้านี้เปิด Find your offline devices ไว้.
comsiam แนะนำให้ทุกคนเปิด Find Hub และ Find your offline devices ตั้งแต่ตอนที่มือถือยังอยู่กับตัว พร้อมตั้ง Screen Lock และเตรียมวิธีสำรองสำหรับ 2-Step Verification เพราะเมื่อโทรศัพท์หายแล้ว การตั้งค่าที่ไม่ได้เปิดไว้ล่วงหน้าอาจไม่สามารถย้อนกลับไปเปิดจากระยะไกลได้ และทำให้โอกาสค้นหาเครื่องลดลงอย่างมาก.