Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

เครื่องเสียง 5.1 เสียงออกไม่ครบทุกลำโพง ไม่ได้หมายความว่าลำโพงเสียเสมอไป เพราะเสียงจะออกครบหรือไม่ขึ้นอยู่กับจำนวน Channel ของคอนเทนต์ Sound Mode การตั้งค่า Speaker Configuration และรูปแบบสัญญาณที่ทีวีหรือเครื่องเล่นส่งมา
หากเปิดเพลง Stereo หรือเลือกโหมด 2 Channel เสียงอาจออกเฉพาะลำโพงหน้าซ้าย–ขวาและ Subwoofer เป็นพฤติกรรมปกติ วิธีตรวจระบบที่แม่นยำที่สุดคือใช้ Test Tone ของ AV Receiver เพราะเสียงทดสอบไม่ขึ้นอยู่กับภาพยนตร์ แอป หรือสัญญาณจากทีวี
ระบบ 5.1 ประกอบด้วยเสียงหลัก 5 Channel และ Subwoofer 1 Channel
| Channel | ตำแหน่ง | หน้าที่โดยทั่วไป |
|---|---|---|
| Front Left | ด้านหน้าซ้าย | เพลง เสียงบรรยากาศ และเสียงด้านซ้าย |
| Center | ตรงกลางด้านหน้า | เสียงพูดและเสียงกลางภาพ |
| Front Right | ด้านหน้าขวา | เพลง เสียงบรรยากาศ และเสียงด้านขวา |
| Surround Left | ด้านข้างหรือหลังซ้าย | เสียงบรรยากาศและเอฟเฟกต์รอบทิศทาง |
| Surround Right | ด้านข้างหรือหลังขวา | เสียงบรรยากาศและเอฟเฟกต์รอบทิศทาง |
| Subwoofer หรือ .1 | ตำแหน่งที่เหมาะสมในห้อง | เสียงความถี่ต่ำและ LFE |
เสียงไม่ได้ออกจากทุกลำโพงดังเท่ากันตลอดเวลา ลำโพง Center มักเน้นเสียงพูด ส่วน Surround จะดังเฉพาะเมื่อเนื้อหามีเสียงด้านข้างหรือด้านหลัง
| อาการที่พบ | สาเหตุที่ควรตรวจสอบ |
|---|---|
| Test Tone ออกครบ แต่ดูหนังออกไม่ครบ | คอนเทนต์หรือ Sound Mode |
| Test Tone ไม่ออกบางลำโพง | สาย Speaker Configuration หรือ Channel Level |
| เสียงออกเฉพาะคู่หน้า | เลือก Stereo, Direct หรือได้รับสัญญาณ 2.0 |
| Center ไม่มีเสียง | Center ถูกตั้งเป็น None หรือสายผิดช่อง |
| Surround ไม่มีเสียง | คอนเทนต์เป็น Stereo หรือ Surround ถูกปิด |
| Subwoofer ไม่มีเสียง | Subwoofer ปิด ตั้งเป็น No หรือไม่มีสัญญาณ LFE |
| ลำโพงซ้าย–ขวาสลับกัน | ต่อสายผิด Channel |
| ทุกลำโพงมีเสียงแต่บางตัวเบามาก | Channel Level, Distance หรือการปรับเทียบ |
เปิดเมนู Setup ของ AV Receiver หรือ Home Theater แล้วมองหาหัวข้อ
เปิด Test Tone แล้วฟังว่าเสียงออกตามลำดับครบหรือไม่ เช่น Front Left, Center, Front Right, Surround Right, Surround Left และ Subwoofer
แสดงว่าตัวลำโพง สาย และภาคขยายแต่ละ Channel ทำงาน ปัญหาน่าจะอยู่ที่คอนเทนต์ รูปแบบเสียง หรือ Sound Mode
ให้ตรวจสาย การตั้งค่า Speaker Configuration, Amp Assign และระดับเสียงของ Channel นั้นก่อนทดสอบกับภาพยนตร์
ควรตั้งระดับเสียงรวมให้ต่ำก่อนเปิด Test Tone แล้วค่อยเพิ่มจนได้ยินชัด เพื่อป้องกันเสียงดังขึ้นกะทันหัน
ปิด AV Receiver และถอดปลั๊กก่อนตรวจสายลำโพง จากนั้นดูว่าสายแต่ละคู่ต่อเข้าขั้วตรงกับตำแหน่งหรือไม่
ระบบ 7.1 บางรุ่นมีทั้ง SURROUND และ SURROUND BACK หากใช้ระบบ 5.1 ลำโพงหลังควรต่อช่อง SURROUND L/R ตามคู่มือ ไม่ใช่ SURROUND BACK L/R
ต่อขั้วบวกของ Receiver ไปยังขั้วบวกของลำโพง และขั้วลบไปยังขั้วลบ โดยทั่วไปจะใช้สีแดงสำหรับบวกและสีดำสำหรับลบ
หากต่อกลับขั้ว ลำโพงอาจยังมีเสียงแต่เฟสไม่ตรงกับตัวอื่น ทำให้เสียงกลางบาง เสียงเบสลดลง หรือเวทีเสียงไม่สมดุล
ตรวจไม่ให้เส้นทองแดงของขั้วบวกและลบสัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เครื่องเข้าโหมด Protect ไม่ควรแตะหรือเปลี่ยนสายขณะ Receiver เปิดอยู่
หากพบสายไฟหรือขั้วต่อเสียหาย ควรหยุดใช้งานและให้ผู้ใหญ่หรือช่างตรวจสอบ ไม่ควรเปิดฝาเครื่องเสียงเพื่อซ่อมวงจรภายในเอง
เปิดเมนู Speaker Configuration หรือ Speaker Layout แล้วตั้งค่าตามลำโพงที่เชื่อมต่อจริง
ค่าที่ควรตรวจ ได้แก่
ถ้า Center หรือ Surround ถูกตั้งเป็น None, No หรือ Not Present Receiver จะไม่ส่งเสียงไปยัง Channel นั้น แม้ต่อสายถูกต้องแล้ว
สำหรับชุดลำโพงขนาดเล็ก การตั้งเป็น Small มักช่วยส่งความถี่ต่ำไปยัง Subwoofer ตามค่า Crossover แต่ควรยึดคู่มือของลำโพงและ Receiver เป็นหลัก
AV Receiver หลายรุ่นสามารถกำหนดภาคขยายให้กับ Surround Back, Height, Zone 2 หรือ Bi-Amp ได้ หาก Amp Assign ผิด ลำโพงบาง Channel อาจไม่มีเสียง
เข้าเมนู Amp Assign หรือ Power Amp Assignment แล้วเลือก Layout ให้ตรงกับระบบ เช่น
หลังเปลี่ยน Amp Assign ควรเปิด Test Tone ใหม่เพื่อยืนยันว่า Receiver ส่งเสียงไปยังขั้วที่ถูกต้อง
ลำโพงอาจถูกตั้งระดับไว้ต่ำมากจนเหมือนไม่มีเสียง ให้เปิด Speaker > Level หรือ Channel Level แล้วตรวจค่าของทุก Channel
เริ่มจากตั้งค่าใกล้ 0 dB แล้วใช้ Test Tone ปรับให้ระดับเสียงจากแต่ละลำโพงใกล้เคียงกันที่ตำแหน่งนั่งฟัง
ไม่ควรเร่งลำโพงที่เบาไปจนสุดทันที เพราะสาเหตุอาจมาจากสาย การตั้งค่า หรือความไวของลำโพง ควรแก้ต้นเหตุก่อนชดเชยด้วย Channel Level
หากเลือก Stereo, 2ch Stereo, Direct หรือ Pure Direct เสียงอาจออกเฉพาะลำโพงหน้าซ้าย–ขวา และบางระบบอาจมี Subwoofer เพิ่มตามการตั้งค่า
หากต้องการให้คอนเทนต์ Stereo กระจายไปยังระบบ 5.1 ให้เลือกโหมดที่รองรับการ Upmix เช่น
ชื่อโหมดแตกต่างกันตามยี่ห้อ การ Upmix ไม่ได้เปลี่ยนไฟล์ Stereo ให้เป็น 5.1 แท้ แต่ Receiver จะวิเคราะห์และกระจายเสียงไปยังลำโพงเพิ่มเติม
เพลงทั่วไป คลิปออนไลน์ และรายการบางประเภทบันทึกมาเป็น 2.0 Channel จึงไม่มีเสียง Center และ Surround แบบแยก Channel
เปิดหน้า Information, Audio Signal หรือ Status ของ Receiver แล้วตรวจข้อมูล Input เช่น
ถ้า Receiver แสดง PCM 2.0 แสดงว่าได้รับเสียงสอง Channel แม้ภาพยนตร์ต้นฉบับอาจมีแทร็ก 5.1 ปัญหาอาจอยู่ที่การเลือก Audio Track หรือการตั้งค่าของทีวีและเครื่องเล่น
ภาพยนตร์บางเรื่องมีหลายแทร็กเสียง เช่น Stereo, 5.1 และเสียงบรรยาย หากเลือก Stereo ระบบจะไม่ได้รับเสียงรอบทิศทางแยก Channel
เปิดเมนู Audio, Language หรือ Audio and Subtitles แล้วมองหาตัวเลือกที่ระบุ
คอนเทนต์ แอป อุปกรณ์ และแพ็กเกจบริการต้องรองรับรูปแบบเสียงนั้นด้วย หากไม่มีตัวเลือก 5.1 การเปิดโหมด Upmix ที่ Receiver เป็นอีกทางเลือกสำหรับกระจายเสียง Stereo
หากทีวีส่งเสียงเป็น PCM Stereo เครื่องเสียงจะรับเพียงสอง Channel ให้ตรวจ Settings > Sound > Digital Audio Output แล้วทดลอง
ให้ดูหน้าจอ Receiver ว่าสัญญาณเปลี่ยนจาก PCM 2.0 เป็น Dolby Digital 5.1 หรือไม่
ถ้าเปลี่ยนเป็น Bitstream แล้วไม่มีเสียง ให้กลับไปใช้ PCM และตรวจว่า Receiver รองรับ Codec ดังกล่าวหรือไม่ ไม่ควรเลือก Pass Through หากอุปกรณ์ปลายทางไม่รองรับ
รูปแบบเสียงที่ส่งได้ขึ้นอยู่กับช่องเชื่อมต่อและอุปกรณ์ทั้งระบบ
รองรับรูปแบบเสียงและแบนด์วิดท์ได้มากกว่า ARC เมื่อทีวี Receiver และสายรองรับทั้งหมด
รองรับเสียงหลาย Channel แบบบีบอัดบางรูปแบบ เช่น Dolby Digital ส่วนความสามารถจริงขึ้นอยู่กับรุ่นอุปกรณ์
รองรับ PCM Stereo และเสียง 5.1 แบบบีบอัดบางรูปแบบ แต่ไม่รองรับเสียงความละเอียดสูงทุกชนิด
ส่งเสียง Analog Stereo จึงไม่ใช่ 5.1 แบบแยก Channel
หากต่อผ่าน AUX แล้วเสียงออกเฉพาะคู่หน้า ถือเป็นข้อจำกัดของสัญญาณต้นทาง ไม่ใช่ลำโพงเสีย
หากทีวีลดเสียงจาก 5.1 เหลือ Stereo สามารถทดลองต่อเครื่องเล่นเกม กล่องสตรีมมิง หรือเครื่องเล่นแผ่นเข้าช่อง HDMI IN ของ AV Receiver แล้วต่อ HDMI OUT จาก Receiver ไปยังทีวี
จากนั้นตั้งอุปกรณ์ต้นทางเป็น Bitstream, Dolby Digital หรือรูปแบบที่ Receiver รองรับ
อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจว่า Receiver รองรับความละเอียดภาพ HDR, 4K, Refresh Rate และมาตรฐาน HDMI ที่ใช้งาน หาก Receiver รุ่นเก่าไม่รองรับภาพที่ต้องการ การต่อผ่านทีวีอาจยังเหมาะกว่า
หากใช้คอมพิวเตอร์ต่อกับ Receiver แต่เสียงออกเพียงสองลำโพง ให้ตรวจ Output Device และรูปแบบลำโพง
บน Windows สามารถเปิด More sound settings > Playback แล้วเลือก HDMI Output จากนั้นเปิด Configure และเลือก 5.1 Surround หากอุปกรณ์และไดรเวอร์รองรับ
สิ่งที่ต้องตรวจ ได้แก่
หากตัวเลือกมีเพียง Stereo อาจเกิดจากการเชื่อมต่อผ่านทีวี ข้อมูล EDID หรืออุปกรณ์ในเส้นทางไม่รายงานความสามารถ 5.1 ให้ทดลองต่อคอมพิวเตอร์เข้า Receiver โดยตรง
AV Receiver บางรุ่นมีไมโครโฟนปรับเทียบอัตโนมัติ เช่น YPAO, Audyssey หรือระบบ Calibration ของผู้ผลิต
วางไมโครโฟนที่ตำแหน่งนั่งฟังตามคู่มือ แล้วทำการวัดใหม่ ระบบจะตรวจ
หลังวัดเสร็จควรตรวจผลอีกครั้ง เพราะระบบอาจตั้งลำโพงที่เสียงเบาหรือเชื่อมต่อผิดเป็น None หรือแจ้ง Error
ไม่ควรถือไมโครโฟนด้วยมือหรือวางใกล้พนักพิงขณะวัด เพราะอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อน
หาก Test Tone ไม่ออกเฉพาะ Channel เดียว และตรวจสายแล้วไม่พบความผิดปกติ สามารถใช้ลำโพงที่ทราบว่าใช้งานได้ทดสอบกับ Channel นั้น
ต้องปิด Receiver และถอดปลั๊กก่อนเปลี่ยนสายทุกครั้ง
ไม่ควรต่อหรือลัดวงจรขั้วลำโพงเพื่อทดสอบ เพราะอาจทำให้ Receiver เสียหาย
ภาพยนตร์ระบบ 5.1 มักวางบทสนทนาหลักไว้ที่ Center จึงเป็นเรื่องปกติที่ลำโพง Center จะมีเสียงพูดเด่นกว่าลำโพงอื่น
ลำโพงหน้าซ้าย–ขวาจะรับดนตรีและเสียงรอบด้าน ส่วน Surround รับเอฟเฟกต์ที่เกิดด้านข้างหรือด้านหลัง จึงไม่จำเป็นต้องมีเสียงพูดเท่ากันทุกตัว
Surround มีหน้าที่สร้างบรรยากาศและทิศทาง ไม่ได้ส่งเสียงดังตลอดเวลา ให้ใช้ Test Tone ตรวจว่าลำโพงทำงานก่อน หาก Test Tone ดังแต่ดูหนังเบา อาจเป็นการออกแบบของเสียงในฉากนั้น
สามารถเพิ่ม Channel Level เล็กน้อยได้ แต่ควรปรับตามตำแหน่งนั่งฟัง ไม่ควรเร่งสูงจนเสียงด้านหลังเด่นกว่าด้านหน้า
เพลงบางไฟล์ไม่มี LFE Channel และ Receiver อาจตั้งลำโพงหน้าเป็น Large ทำให้ความถี่ต่ำส่งไปยังลำโพงหน้าแทน
ควรตรวจ Subwoofer เป็น Yes, Crossover และโหมด LFE หรือ LFE+Main ตามคู่มือของระบบ แต่ไม่จำเป็นต้องมีเสียงจาก Subwoofer ตลอดเวลาเมื่อสัญญาณไม่มีความถี่ต่ำที่ถูกส่งมายัง Channel นี้
ควรหยุดใช้งานและให้ช่างตรวจสอบเมื่อ
ไม่ควรเปิดฝา Receiver เพราะภายในมีวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่อาจเก็บประจุแม้ถอดปลั๊กแล้ว
เริ่มจากเปิด Test Tone หากเสียงออกครบ แสดงว่าลำโพงและสายทำงาน ให้ตรวจคอนเทนต์ Sound Mode และข้อมูล Input Signal ต่อ หาก Receiver แสดง PCM 2.0 ให้เลือกแทร็ก 5.1 และตั้ง Digital Audio Output เป็น Auto, Bitstream หรือ Pass Through ตามความสามารถของอุปกรณ์
หาก Test Tone ไม่ออกบางลำโพง ให้ปิดและถอดปลั๊ก Receiver ก่อนตรวจสาย จากนั้นตั้ง Speaker Configuration ให้ Center และ Surround ไม่เป็น None ตรวจ Amp Assign และปรับ Channel Level
แนวทางของ comsiam คือใช้ Test Tone แยกปัญหาฮาร์ดแวร์ออกจากปัญหาคอนเทนต์ก่อน เพราะการเปิดภาพยนตร์หรือเพลงทั่วไปไม่สามารถยืนยันได้ว่าทุก Channel ต้องมีเสียงตลอดเวลา
ไม่จำเป็น เสียงแต่ละ Channel จะทำงานตามการมิกซ์ของคอนเทนต์ โดย Surround และ Subwoofer อาจเงียบในบางฉาก
ไม่ผิดปกติหากเพลงเป็น Stereo และ Receiver อยู่ในโหมด Stereo หากต้องการให้ทุกลำโพงทำงาน ให้เลือก Surround Upmix หรือ Multi Channel Stereo
Receiver อาจได้รับ PCM 2.0 แอปเลือกแทร็ก Stereo หรือทีวีแปลงเสียงเป็นสอง Channel ให้ตรวจ Audio Track และ Input Signal ที่ Receiver
สำหรับระบบ 5.1 ทั่วไปควรต่อช่อง Surround L/R ส่วน Surround Back ใช้กับระบบที่มี Channel ด้านหลังเพิ่มเติมตามคู่มือ Receiver
Small จะส่งความถี่ต่ำกว่าจุด Crossover ไปยัง Subwoofer ส่วน Large จะให้ลำโพงนั้นรับช่วงความถี่กว้างกว่า ควรตั้งตามความสามารถของลำโพง
โดยทั่วไปไม่ได้ เพราะ AUX แบบ Stereo ส่งเพียงสอง Channel ต้องใช้ HDMI, Optical หรือการเชื่อมต่อ Multichannel ที่อุปกรณ์รองรับ