Home Theater ต่อทีวีแล้วไม่มีเสียง แก้อย่างไร? HDMI ARC และ Optical เสียงไม่ออก

Home Theater ต่อทีวีแล้วไม่มีเสียง มักเกิดจากเสียบสาย HDMI ผิดช่อง ทีวียังเลือก TV Speaker เครื่องเสียงเลือก Input ผิด หรือรูปแบบเสียงดิจิทัลที่ทีวีส่งออกมาไม่รองรับกับชุดเครื่องเสียง โดยเฉพาะระบบเก่าที่รับ PCM หรือ Dolby Digital ได้ แต่ไม่รองรับ Dolby Digital Plus หรือรูปแบบเสียงรุ่นใหม่

วิธีแก้ควรเริ่มจากลดระดับเสียง ปิดอุปกรณ์ ตรวจพอร์ตและสายให้ถูกต้อง จากนั้นตั้ง Audio Output และ Input ก่อนเปลี่ยนรูปแบบเสียงเป็น PCM เพื่อทดสอบ หาก PCM มีเสียงจึงค่อยตั้ง Bitstream, Auto หรือ Pass Through เพื่อใช้งานเสียงรอบทิศทาง

🔍 แยกอาการก่อนว่าเสียงหายตรงจุดไหน

อาการที่พบจุดที่ควรตรวจสอบก่อน
ไม่มีเสียงจากทุกแหล่งInput, Mute, Volume, สาย และลำโพง
Home Theater ทดสอบลำโพงได้ แต่เสียงทีวีไม่ออกการเชื่อมต่อจากทีวีหรือ Audio Output
เสียงออกจากลำโพงทีวีเท่านั้นยังไม่ได้เลือก Receiver หรือ External Speaker
HDMI ARC ไม่มีเสียง แต่ Optical ใช้ได้พอร์ต ARC, HDMI-CEC หรือสาย HDMI
YouTube มีเสียง แต่ Netflix ไม่มีรูปแบบเสียงของแอปไม่รองรับ
ช่องทีวีมีเสียง แต่อุปกรณ์ HDMI ไม่มีDigital Audio Output หรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต้นทาง
มีเสียงเฉพาะเมื่อเลือก PCMเครื่องเสียงไม่รองรับรูปแบบ Bitstream ที่ส่งมา
เสียงติดๆ ดับๆสาย HDMI, eARC, CEC หรือเฟิร์มแวร์

① ตรวจ Mute และระดับเสียงก่อน

ตรวจจุดพื้นฐานของทั้งทีวีและ Home Theater ดังนี้

  • ปิด Mute ของทีวี
  • ปิด Mute ของเครื่องเสียง
  • เพิ่มระดับเสียง Home Theater ทีละน้อย
  • ตรวจว่าไม่ได้เลือก Night Mode หรือโหมดลดเสียงจนต่ำเกินไป
  • ตรวจว่าหูฟังไม่ได้เสียบอยู่กับทีวีหรือเครื่องเสียง
  • ถอดอุปกรณ์ Bluetooth ที่อาจรับเสียงแทน
  • เลือก Input ของ Home Theater ให้ตรงกับสายที่ใช้

ไม่ควรเร่งระดับเสียงสูงสุดเพื่อทดสอบ เพราะเมื่อระบบกลับมาทำงานเสียงอาจดังขึ้นทันที ให้เริ่มจากระดับต่ำแล้วค่อยเพิ่ม

② ทดสอบลำโพงจาก Home Theater โดยตรง

เปิดเมนู Speaker Test, Test Tone หรือ Level Calibration ของ Home Theater แล้วตรวจว่าเสียงออกจากลำโพงหรือไม่

หาก Test Tone มีเสียง

แสดงว่าแอมป์ สายลำโพง และลำโพงยังทำงาน ปัญหาน่าจะอยู่ระหว่างทีวีกับ Home Theater เช่น สาย ARC, Optical, Audio Output หรือรูปแบบเสียง

หาก Test Tone ไม่มีเสียง

ให้ตรวจว่า

  • เลือก Speaker Output ถูกโซน
  • ลำโพงถูกตั้งเป็น Present หรือใช้งานอยู่
  • สายลำโพงเชื่อมต่อตามคู่มือ
  • เครื่องไม่ได้อยู่ในโหมด Headphone
  • ระดับเสียงของแต่ละ Channel ไม่ได้ถูกลดจนสุด
  • ระบบป้องกันของเครื่องไม่ได้ทำงาน

หากเครื่องขึ้นคำว่า Protect หรือปิดตัวเอง ไม่ควรฝืนเปิดซ้ำหรือแกะเครื่อง ควรถอดปลั๊กและนำไปตรวจโดยช่าง

③ ตรวจรูปแบบการเชื่อมต่อที่ใช้อยู่

ทีวีสามารถส่งเสียงไปยัง Home Theater ได้หลายวิธี

การเชื่อมต่อจุดต่อบนทีวีจุดต่อบน Home Theater
HDMI ARC/eARCHDMI IN ที่เขียนว่า ARC/eARCHDMI OUT ที่เขียนว่า ARC/eARC
OpticalDigital Audio Out (Optical)Optical In หรือ Digital Audio In
AUX/RCAHeadphone Out หรือ Audio OutAUX In, Audio In หรือ RCA In
BluetoothBluetooth Audio OutputBluetooth Receiver
อุปกรณ์ต่อเข้า AVR โดยตรงไม่ใช้เป็นทางเสียงหลักHDMI IN ของ AVR

อย่าเสียบสายจากช่อง HDMI ทั่วไปของทีวีแล้วคาดหวังให้เสียงย้อนกลับได้ พอร์ตทีวีต้องระบุ ARC หรือ eARC เว้นแต่จะใช้วิธีต่ออุปกรณ์ต้นทางเข้าเครื่องเสียงโดยตรง

④ วิธีต่อ Home Theater ผ่าน HDMI ARC/eARC ให้ถูกต้อง

การเชื่อมต่อที่ถูกต้องคือ

  1. ปิดทีวีและ Home Theater
  2. ต่อสายจากช่อง HDMI IN (ARC/eARC) ของทีวี
  3. ต่อปลายอีกด้านเข้าช่อง HDMI OUT (ARC/eARC) ของ Home Theater หรือ AV Receiver
  4. เปิดทีวีก่อน
  5. เปิด Home Theater
  6. เลือก Input เป็น TV Audio, ARC หรือ eARC
  7. ตั้ง Sound Output ของทีวีเป็น Receiver, Audio System หรือ HDMI ARC
  8. เปิด HDMI-CEC ของทั้งสองเครื่อง
  9. เปิด eARC Mode เป็น Auto หากอุปกรณ์ทั้งสองรองรับ

คำว่า HDMI IN บนทีวีและ HDMI OUT บน AVR อาจดูเหมือนต่อกลับด้าน แต่สำหรับ ARC สัญญาณเสียงสามารถส่งย้อนจากทีวีไปยังเครื่องเสียงผ่านสายเส้นเดียวกันได้

⑤ เสียบ HDMI ให้ถูกช่อง ARC

ทีวีมักมีพอร์ต HDMI หลายช่อง แต่มีเพียงหนึ่งช่องที่รองรับ ARC หรือ eARC ให้ดูข้อความที่พิมพ์อยู่ข้างพอร์ต เช่น

  • HDMI 2 (ARC)
  • HDMI 3 (eARC/ARC)
  • HDMI IN (ARC)
  • eARC

ด้าน Home Theater หรือ AV Receiver ต้องใช้ช่อง HDMI OUT ที่ระบุ TV-ARC, Monitor ARC หรือ eARC ไม่ใช่ช่อง HDMI IN สำหรับเครื่องเล่นเกมหรือกล่องรับสัญญาณ

หากเสียบผิดช่อง ทีวีอาจแสดงภาพได้ตามปกติแต่ไม่สามารถส่งเสียงกลับไปยังเครื่องเสียง

⑥ เปิด HDMI-CEC ของทีวีและ Home Theater

ARC มักต้องทำงานร่วมกับ HDMI-CEC เพื่อให้ทีวีตรวจพบและควบคุมระบบเสียง ชื่อของ CEC แตกต่างกันตามยี่ห้อ เช่น

  • Samsung: Anynet+
  • Sony: BRAVIA Sync
  • LG: SIMPLINK
  • Panasonic: VIERA Link
  • Philips: EasyLink
  • TCL และ Android TV บางรุ่น: HDMI Control หรือ T-Link

ให้เปิด CEC บนทีวีและเปิด Control for HDMI, HDMI Control หรือ CEC บน Home Theater จากนั้นปิดและเปิดอุปกรณ์ใหม่

หาก CEC ถูกปิด ทีวีอาจไม่แสดงตัวเลือก Receiver หรือ Audio System แม้ต่อสาย ARC ถูกช่องแล้ว

⑦ เลือก Sound Output บนทีวีให้ถูกต้อง

เปิด Settings > Sound หรือ Audio แล้วเปลี่ยนจาก TV Speaker เป็นตัวเลือกที่ตรงกับการเชื่อมต่อ เช่น

  • Receiver (HDMI)
  • Audio System
  • HDMI ARC
  • HDMI eARC
  • External Speaker
  • Optical
  • Digital Audio Out
  • Audio Out

หลังเลือกแล้ว ลำโพงทีวีอาจหยุดส่งเสียงทันที ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติ เพราะเสียงถูกส่งไปยัง Home Theater แทน

ถ้าทีวีสลับกลับไปเป็น TV Speaker เอง ให้ตรวจ CEC, สาย HDMI และสถานะการเปิดเครื่องของ Home Theater

⑧ เลือก Input บน Home Theater ให้ตรง

แม้ทีวีส่งเสียงออกถูกช่องแล้ว แต่ Home Theater จะไม่มีเสียงหากเลือก Input ผิด

ให้เลือกตามสายที่ใช้

  • HDMI ARC/eARC: TV Audio, ARC, eARC หรือ TV
  • Optical: Optical, Digital In, D.IN หรือ TV Optical
  • AUX: AUX, Audio In หรือ Analog
  • อุปกรณ์ต่อเข้า AVR: เลือกชื่อช่อง HDMI ที่เสียบอุปกรณ์

คำว่า TV บน Home Theater บางรุ่นอาจหมายถึงช่อง Optical ไม่ใช่ ARC จึงควรตรวจผัง Input ในคู่มือของรุ่นนั้น

⑨ เปลี่ยน Digital Audio Output เป็น PCM เพื่อทดสอบ

หากตั้งสายและ Input ถูกต้องแต่ยังไม่มีเสียง ให้เปิดเมนู Sound > Expert Settings หรือ Digital Audio Output บนทีวี แล้วเปลี่ยนเป็น PCM

PCM Stereo เป็นรูปแบบพื้นฐานที่อุปกรณ์ส่วนใหญ่รองรับ เหมาะสำหรับใช้ทดสอบเส้นทางเสียง

ผลการทดสอบ

  • PCM มีเสียง: สายและการเชื่อมต่อทำงาน แต่รูปแบบเสียงเดิมอาจไม่รองรับ
  • PCM ไม่มีเสียง: ตรวจพอร์ต สาย Output และ Input ต่อ
  • PCM มีเสียงเฉพาะลำโพงหน้า: เป็นเรื่องปกติของ PCM 2 Channel ในหลายระบบ
  • Auto หรือ Bitstream ไม่มีเสียง: เครื่องเสียงอาจไม่รองรับ Codec ที่ทีวีส่งมา

เมื่อทดสอบสำเร็จแล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็น Auto, Bitstream หรือ Pass Through เพื่อใช้ Dolby Digital และเสียงหลาย Channel ตามความสามารถของอุปกรณ์

⑩ เลือก PCM, Bitstream, Auto หรือ Pass Through แบบไหนดี

รูปแบบเหมาะกับกรณีใด
PCMทดสอบเสียงหรือใช้กับเครื่องเสียงรุ่นเก่า
Autoให้ทีวีเลือกรูปแบบที่เหมาะสม
Bitstreamส่งข้อมูลเสียงบีบอัดให้เครื่องเสียงถอดรหัส
Pass Throughส่งรูปแบบเสียงจากต้นทางไปยังเครื่องเสียงโดยลดการแปลง
Dolby Digitalใช้ 5.1 กับอุปกรณ์ที่รองรับ
Dolby Digital Plusใช้กับสตรีมมิงและระบบที่รองรับผ่าน ARC/eARC

ชื่อเมนูและรูปแบบที่รองรับต่างกันตามทีวี Home Theater แอป และช่องเชื่อมต่อ จึงไม่ควรเลือก Pass Through เพียงเพราะเป็นตัวเลือกสูงสุด หากเครื่องเสียงรุ่นเก่าไม่รองรับ อาจไม่มีเสียงเลย

⑪ ปิด eARC ชั่วคราวเพื่อทดสอบ ARC

ถ้าทีวีและ Home Theater รุ่นต่างยุคกัน อาจมีปัญหาในการเชื่อมต่อ eARC ให้ตั้ง eARC Mode เป็น Off ชั่วคราว แล้วใช้ ARC ปกติ

จากนั้นตั้ง

  • HDMI-CEC: On
  • Sound Output: Receiver หรือ Audio System
  • Digital Audio Output: PCM
  • Home Theater Input: TV Audio หรือ ARC

หาก ARC มีเสียงแต่ eARC ไม่มี ควรตรวจว่าสองอุปกรณ์รองรับ eARC จริงหรือไม่ รวมถึงตรวจสาย HDMI และอัปเดตเฟิร์มแวร์

⑫ เปลี่ยนสาย HDMI เพื่อทดสอบ

สาย HDMI ที่เสีย ขั้วหลวม หรือไม่เหมาะกับแบนด์วิดท์ของ eARC อาจทำให้ไม่มีเสียงหรือเสียงติดๆ ดับๆ

ให้ทดลองดังนี้

  1. ปิดอุปกรณ์
  2. ถอดและเสียบสายใหม่ให้แน่น
  3. ตรวจหัวสายว่าไม่บิดหรือเสียหาย
  4. ทดลองสาย HDMI เส้นอื่น
  5. ใช้สายสั้นเท่าที่เหมาะสม
  6. ต่อทีวีกับ Home Theater โดยตรง
  7. ถอด HDMI Splitter, Switch หรืออะแดปเตอร์ออกชั่วคราว

สายที่ส่งภาพได้ไม่ได้ยืนยันว่า ARC หรือ eARC จะทำงานสมบูรณ์เสมอไป เพราะเป็นการใช้งานคนละส่วนของการเชื่อมต่อ

⑬ รีเซ็ตการเชื่อมต่อ HDMI ARC

หาก ARC เคยใช้งานได้แล้วจู่ๆ ไม่มีเสียง ให้สร้างการเชื่อมต่อใหม่ตามลำดับนี้

  1. ปิดทีวี Home Theater และอุปกรณ์ HDMI
  2. ถอดปลั๊กไฟของทีวีและ Home Theater
  3. ถอดสาย HDMI ออก
  4. รอประมาณ 2 นาที
  5. ต่อสาย HDMI เข้าช่อง ARC/eARC ให้ถูกต้อง
  6. เสียบปลั๊กกลับ
  7. เปิดทีวีก่อน
  8. เปิด Home Theater
  9. เปิด HDMI-CEC
  10. เลือก Receiver หรือ Audio System

การถอดอุปกรณ์ HDMI อื่นออกชั่วคราวช่วยตรวจว่าอุปกรณ์ใดรบกวนการทำงานของ CEC หรือไม่

ควรถอดปลั๊กโดยจับที่หัวปลั๊กและทำในบริเวณแห้ง หากเต้ารับ สายไฟ หรือปลั๊กมีความเสียหาย ไม่ควรใช้งานต่อและควรแจ้งผู้ใหญ่หรือช่างตรวจสอบ

⑭ วิธีต่อ Home Theater ผ่านสาย Optical

หาก ARC ใช้ไม่ได้ สามารถใช้สาย Optical ได้ หากทั้งทีวีและ Home Theater มีพอร์ตตรงกัน

ขั้นตอนคือ

  1. ปิดทีวีและ Home Theater
  2. ถอดจุกป้องกันปลายสาย Optical
  3. เสียบสายเข้าช่อง Digital Audio Out (Optical) ของทีวี
  4. เสียบปลายอีกด้านเข้าช่อง Optical In ของ Home Theater
  5. เปิดทีวีและเครื่องเสียง
  6. ตั้ง Sound Output ของทีวีเป็น Optical
  7. เลือก Input ของ Home Theater เป็น Optical หรือ D.IN
  8. ตั้ง Digital Audio Output เป็น PCM เพื่อทดสอบ

หัวสาย Optical มีรูปทรงกำหนดทิศทาง ไม่ควรฝืนเสียบหรือบิดหัวสาย สายไม่ควรพับหักเป็นมุมแคบเพราะอาจทำให้สัญญาณลดลง

⑮ ต่อ Optical แล้วไม่มีเสียง แก้อย่างไร

ตรวจจุดต่อไปนี้

  • ถอดจุกพลาสติกใสที่ปลายสายแล้ว
  • เสียบสายเข้าช่อง Optical Out ของทีวี
  • อีกด้านเสียบ Optical In ของเครื่องเสียง
  • เลือก Output เป็น Optical
  • เลือก Input เป็น Optical หรือ D.IN
  • ตั้งเสียงเป็น PCM
  • ปิดลำโพงทีวีหากระบบไม่ได้เปลี่ยนอัตโนมัติ
  • ทดลองสาย Optical เส้นอื่น
  • ตรวจว่าช่อง Optical ไม่หลวม

ไม่ควรมองเข้าไปในช่องส่งสัญญาณ Optical โดยตรงขณะอุปกรณ์เปิดอยู่

⑯ ต่อ AUX หรือ RCA แล้วไม่มีเสียง

ถ้าใช้สาย 3.5 มม. หรือ RCA ต้องตรวจว่าช่องทีวีเป็น Audio Out หรือ Headphone Out ไม่ใช่ AV IN

ให้เลือก Input ของ Home Theater เป็น AUX หรือ Audio In แล้วเพิ่มระดับเสียงของทีวีให้อยู่ระดับกลางหากใช้ช่องหูฟัง จากนั้นปรับเสียงที่ Home Theater

การเชื่อมต่อแบบ Analog มักส่งเสียง Stereo ไม่ใช่เสียงรอบทิศทาง 5.1 แท้

⑰ เสียงจากแอปทีวีออก แต่กล่องหรือเครื่องเกมไม่มีเสียง

หากแอปในทีวีมีเสียงผ่าน Home Theater แต่กล่องรับสัญญาณหรือเครื่องเล่นที่ต่อ HDMI ไม่มีเสียง ให้ตรวจ Digital Audio Output และรูปแบบเสียงของอุปกรณ์ต้นทาง

ทดลองตั้งอุปกรณ์ต้นทางเป็น PCM แล้วตรวจใหม่ หากมีเสียง แสดงว่ารูปแบบเดิมอาจไม่รองรับผ่านทีวีหรือ ARC

อีกทางเลือกหนึ่งคือเชื่อมต่ออุปกรณ์ต้นทางเข้า HDMI IN ของ AV Receiver โดยตรง แล้วต่อ HDMI OUT ของ Receiver ไปยังทีวี แต่ต้องตรวจว่า Receiver รองรับความละเอียด HDR และรูปแบบภาพที่ต้องการด้วย

⑱ YouTube มีเสียง แต่ Netflix ไม่มีเสียง

วิดีโอ YouTube จำนวนมากใช้เสียง Stereo ซึ่งระบบส่วนใหญ่รองรับ ขณะที่ Netflix อาจเลือกเสียง 5.1 หรือ Dolby Digital Plus โดยอัตโนมัติ

ให้เปิดเมนู Audio and Subtitles ในแอปแล้วทดลองเลือกแทร็กเสียงที่ไม่มีคำว่า 5.1 จากนั้นตั้ง Digital Audio Output ของทีวีเป็น PCM

หากเสียงกลับมา แสดงว่าระบบ Home Theater หรือเส้นทางเชื่อมต่อไม่รองรับรูปแบบเสียงเดิม ควรเลือก Dolby Digital, Auto หรือ PCM ตามความสามารถของอุปกรณ์

⑲ อัปเดตเฟิร์มแวร์ทีวีและ Home Theater

เฟิร์มแวร์อาจแก้ปัญหาการตรวจพบ ARC, eARC, CEC และรูปแบบเสียงได้ ควรตรวจอัปเดตของทีวี Home Theater และอุปกรณ์ต้นทาง

ระหว่างอัปเดตต้องใช้แหล่งจ่ายไฟที่เสถียรและไม่ปิดอุปกรณ์จนกว่ากระบวนการจะเสร็จ หากไม่แน่ใจควรทำตามคู่มือของรุ่นนั้นอย่างเคร่งครัด

เมื่อใดควร Factory Reset

ควรใช้ Factory Reset เป็นขั้นตอนท้ายๆ หลังตรวจสาย พอร์ต Output, Input, PCM และ CEC แล้ว เพราะการรีเซ็ตจะลบการตั้งค่าภาพ เสียง ช่องทีวี เครือข่าย และบัญชีบางส่วน

ก่อนรีเซ็ตควรถ่ายภาพหรือจดค่าที่สำคัญไว้ และรีเซ็ตเฉพาะอุปกรณ์ที่มีปัญหาก่อน ไม่จำเป็นต้องรีเซ็ตทุกเครื่องพร้อมกัน

เมื่อใดควรส่ง Home Theater ตรวจซ่อม

ควรหยุดใช้งานและนำไปตรวจหากพบว่า

  • Test Tone ไม่มีเสียงทุกลำโพง
  • เครื่องขึ้น Protect หรือปิดตัวเอง
  • มีกลิ่นผิดปกติหรือความร้อนสูง
  • พอร์ต HDMI หรือ Optical หลวมและเสียหาย
  • มีเสียงแตกแม้ลดระดับเสียง
  • เครื่องไม่ตรวจพบ Input ทุกชนิด
  • เกิดปัญหาหลังน้ำเข้า ไฟตก หรืออุปกรณ์กระแทก

ไม่ควรเปิดฝาเครื่องหรือจับวงจรภายใน เพราะภายในอุปกรณ์เครื่องเสียงมีส่วนที่อาจเก็บประจุไฟฟ้าแม้ถอดปลั๊กแล้ว ควรให้ช่างที่มีความรู้ตรวจสอบ

✅ สรุปวิธีแก้ Home Theater ต่อทีวีแล้วไม่มีเสียง

เริ่มจากทดสอบลำโพงด้วย Test Tone หากมีเสียง ให้ตรวจเส้นทางจากทีวี โดยต่อ HDMI IN (ARC/eARC) ของทีวีไปยัง HDMI OUT (ARC/eARC) ของ Home Theater เปิด HDMI-CEC เลือก Sound Output เป็น Receiver และเลือก Input เป็น TV Audio หรือ ARC

หากยังไม่มีเสียง ให้ตั้ง Digital Audio Output เป็น PCM เปลี่ยนสาย HDMI และรีเซ็ตการเชื่อมต่อด้วยการปิดและถอดปลั๊กชั่วคราว หาก ARC ใช้ไม่ได้ให้ทดสอบด้วย Optical โดยเลือก Output และ Input ให้ตรงกัน

แนวทางของ comsiam คือเริ่มจาก PCM และอุปกรณ์เพียงสองเครื่องก่อน เมื่อเสียงออกแล้วจึงเพิ่ม Bitstream, Pass Through และอุปกรณ์ HDMI อื่นทีละรายการ วิธีนี้ช่วยค้นหาจุดที่ทำให้เสียงหายได้แม่นยำกว่าการเปลี่ยนหลายค่าในครั้งเดียว

คำถามที่พบบ่อย

HDMI ARC ต้องใช้สาย HDMI พิเศษหรือไม่

ควรใช้สายที่รองรับมาตรฐานและแบนด์วิดท์ตามที่ทีวีกับเครื่องเสียงกำหนด โดยเฉพาะ eARC หากสายเดิมมีปัญหาควรทดลองด้วยสายที่ได้มาตรฐานอีกเส้น

ทำไมเสียบ HDMI แล้วมีภาพแต่ไม่มีเสียงจาก Home Theater

อาจเสียบช่อง HDMI ทั่วไปแทน ARC ทีวียังเลือก TV Speaker หรือ Home Theater เลือก Input ผิด การมีภาพไม่ได้ยืนยันว่า Audio Return Channel ทำงานแล้ว

เปิด ARC แล้วจำเป็นต้องต่อ Optical เพิ่มหรือไม่

โดยทั่วไปไม่จำเป็น หาก ARC ทำงานสมบูรณ์ การต่อทั้ง HDMI ARC และ Optical พร้อมกันอาจทำให้เลือก Input สับสน

ตั้ง PCM แล้วทำไมเสียงออกแค่สองลำโพง

PCM ที่ทีวีส่งผ่านบางระบบเป็น Stereo 2 Channel หากต้องการ 5.1 ให้ตรวจว่าอุปกรณ์รองรับ Dolby Digital และทดลอง Auto, Bitstream หรือ Pass Through

Optical ส่งเสียง 5.1 ได้หรือไม่

Optical สามารถส่ง PCM Stereo และเสียงบีบอัด 5.1 บางรูปแบบ เช่น Dolby Digital ตามความสามารถของอุปกรณ์ แต่ไม่รองรับรูปแบบเสียงความละเอียดสูงทุกชนิด

HDMI eARC ไม่มีเสียง แต่ ARC มีเสียง เกิดจากอะไร

ทีวี เครื่องเสียง หรือสายอาจไม่รองรับ eARC สมบูรณ์ ให้ปิด eARC ชั่วคราว ใช้ ARC และ PCM เพื่อทดสอบ แล้วตรวจเฟิร์มแวร์กับข้อกำหนดของทั้งสองอุปกรณ์