หากเสียงพูดในทีมของ VALORANT ไม่ทำงาน ให้เข้า Settings > Audio > Voice Chat แล้วเปิด Team Voice Chat และ Party Voice Chat เลือก Input Device กับ Output Device ให้ตรงกับไมโครโฟนและหูฟัง จากนั้นใช้ Loopback Test ทดสอบเสียง ตรวจปุ่ม Push to Talk และเปิดสิทธิ์ไมโครโฟนใน Windows
หาก Loopback Test ได้ยินเสียงตัวเอง แต่พูดในเกมไม่ได้ ปัญหามักอยู่ที่ Team Voice Chat, ปุ่ม Push to Talk, เครือข่าย หรือข้อจำกัดของบัญชี แต่หาก Loopback Test ไม่ได้ยินเสียง ควรตรวจไมโครโฟน การตั้งค่า Windows ไดรเวอร์ และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ก่อน
สารบัญ
- แยกอาการ Voice Chat แต่ละแบบ
- เปิด Team Voice และ Party Voice
- เลือกไมโครโฟนกับหูฟังให้ถูกตัว
- ใช้ Loopback Test
- ตรวจปุ่ม Push to Talk
- เปิดสิทธิ์ไมโครโฟนใน Windows
- แก้ไมค์ Bluetooth และ USB
- ตรวจ Firewall และเครือข่าย
- คำถามที่พบบ่อย
- สรุปวิธีแก้ตามลำดับ
① ตรวจสอบว่าเสียงพูดมีปัญหาแบบใด
การระบุอาการให้ชัดจะช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
ได้ยินเพื่อนแต่เพื่อนไม่ได้ยินเรา
สาเหตุที่เป็นไปได้ ได้แก่
- เลือก Input Device ผิด
- ไมโครโฟนถูกปิด
- ไม่ได้กด Push to Talk
- Mic Volume ต่ำ
- Windows ไม่อนุญาตให้ใช้ไมโครโฟน
- โปรแกรมอื่นกำลังใช้งานไมค์
- ไมโครโฟนหรือสายเชื่อมต่อมีปัญหา
เพื่อนได้ยินเราแต่เราไม่ได้ยินเพื่อน
ให้ตรวจสอบส่วนต่อไปนี้
- Output Device
- Incoming Volume
- ระดับเสียงของผู้เล่นแต่ละคน
- หูฟังหรือลำโพงถูกปิดเสียง
- Windows เลือกอุปกรณ์เสียงผิด
- ผู้เล่นในทีมถูก Mute
- เสียงออกไปยังจอภาพแทนหูฟัง
ไม่ได้ยินเพื่อนและเพื่อนไม่ได้ยินเรา
อาจเกิดจาก
- Team Voice Chat และ Party Voice Chat ถูกปิด
- ระบบ Voice Chat มีปัญหาชั่วคราว
- VPN หรือ Firewall รบกวน
- Riot Client เชื่อมต่อบริการเสียงไม่ได้
- บัญชีถูกจำกัดการสื่อสาร
- เซิร์ฟเวอร์มีปัญหา
Party Voice ใช้ได้ แต่ Team Voice ใช้ไม่ได้
ให้ตรวจสอบว่า Team Voice Chat เปิดอยู่หรือไม่ ปุ่ม Team Push to Talk ถูกต้องหรือไม่ และบัญชีมีข้อจำกัดด้านการสื่อสารหรือไม่
Team Voice ใช้ได้ แต่ Party Voice ใช้ไม่ได้
ตรวจสอบ Party Voice Chat, Party Voice Activation Mode และปุ่ม Party Push to Talk แยกจาก Team Voice เพราะทั้งสองระบบมีการตั้งค่าคนละส่วน
② รีสตาร์ต Riot Client และคอมพิวเตอร์
เริ่มจากปิดโปรแกรมทั้งหมดและโหลดระบบเสียงใหม่
- ออกจาก VALORANT
- ปิด Riot Client จาก System Tray
- เปิด Task Manager ด้วย
Ctrl + Shift + Esc
- ตรวจสอบว่า VALORANT และ Riot Client ไม่ค้างอยู่
- รีสตาร์ตคอมพิวเตอร์
- เชื่อมต่อหูฟังหรือไมโครโฟนให้เรียบร้อย
- เปิด Riot Client
- เข้าเกมและทดสอบ Voice Chat
หากใช้หูฟัง USB ควรเชื่อมต่อก่อนเปิดเกม เพราะบางครั้ง VALORANT จะจดจำอุปกรณ์เสียงที่มีอยู่ตอนเริ่มโปรแกรม
③ เปิด Team Voice Chat และ Party Voice Chat
VALORANT แยกเสียงพูดในปาร์ตี้กับเสียงพูดของทีมออกจากกัน
- เปิด VALORANT
- เข้า Settings
- เลือก Audio
- เปิดแท็บ Voice Chat
- ตั้ง Party Voice Chat เป็น On
- ตั้ง Team Voice Chat เป็น On
- ตรวจสอบ Incoming Volume
- ตรวจสอบ Mic Volume
- ปิดหน้าต่าง Settings
- เข้า Lobby หรือ Practice Range เพื่อทดสอบ
หากต้องการพูดเฉพาะกับเพื่อนในปาร์ตี้ ให้ใช้ Party Voice หากต้องการสื่อสารกับผู้เล่นทุกคนในทีม ให้ใช้ Team Voice
การเปิดเพียง Party Voice จะไม่ทำให้ผู้เล่นที่อยู่นอกปาร์ตี้ได้ยินเสียงของเรา
④ เลือก Input Device และ Output Device ให้ถูกต้อง
VALORANT อาจเลือกอุปกรณ์ Default System Device ซึ่งไม่ใช่ไมโครโฟนหรือหูฟังที่ต้องการใช้
Input Device คืออะไร
Input Device คืออุปกรณ์รับเสียง เช่น
- ไมโครโฟนของหูฟัง
- ไมโครโฟน USB
- ไมโครโฟนโน้ตบุ๊ก
- ไมโครโฟนจากเว็บแคม
- ไมโครโฟน Bluetooth
Output Device คืออะไร
Output Device คืออุปกรณ์ที่ใช้ฟังเสียง เช่น
- หูฟัง
- ลำโพง
- หูฟัง USB
- หูฟัง Bluetooth
- ลำโพงของจอภาพ
- ลำโพงโน้ตบุ๊ก
วิธีเลือกภายใน VALORANT
- เข้า Settings > Audio > Voice Chat
- เปิดรายการ Output Device
- เลือกหูฟังหรือลำโพงที่ต้องการ
- เปิดรายการ Input Device
- เลือกไมโครโฟนที่ต้องการ
- อย่าเลือก Default System Device หาก Windows สลับอุปกรณ์ผิดบ่อย
- ใช้ Loopback Test เพื่อตรวจสอบ
หากไม่ทราบว่าอุปกรณ์ใดถูกต้อง ให้ทดลองทีละรายการ โดยดูชื่อยี่ห้อหรือรุ่นของหูฟังและไมโครโฟน
⑤ ใช้ Loopback Test ทดสอบไมโครโฟน
Loopback Test ช่วยตรวจสอบว่า VALORANT รับเสียงจากไมโครโฟนได้หรือไม่
- เข้า Settings > Audio > Voice Chat
- เลือก Input Device ที่ต้องการ
- เปิด Loopback Test
- พูดด้วยระดับเสียงปกติ
- ฟังว่าได้ยินเสียงตัวเองหรือไม่
- ปรับ Mic Volume ตามความเหมาะสม
- ปิด Loopback Test เมื่อทดสอบเสร็จ
หากได้ยินเสียงตัวเอง
หมายความว่าไมโครโฟนและ Input Device ทำงานในเกมได้ ปัญหาน่าจะอยู่ที่
- Team Voice หรือ Party Voice ถูกปิด
- ใช้ปุ่ม Push to Talk ผิด
- ผู้เล่นอื่นปิดเสียงเรา
- เครือข่ายหรือบริการเสียงมีปัญหา
- บัญชีมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร
หากไม่ได้ยินเสียงตัวเอง
ให้ตรวจสอบ
- สวิตช์ Mute บนหูฟัง
- ปุ่มปิดไมค์บนสาย
- Input Device
- Mic Volume
- สิทธิ์ไมโครโฟนใน Windows
- การเชื่อมต่อ USB หรือ Bluetooth
- ไดรเวอร์เสียง
- โปรแกรมอื่นที่กำลังใช้ไมค์
⑥ ตรวจสอบ Push to Talk และปุ่มพูด
Team Voice กับ Party Voice สามารถใช้ปุ่ม Push to Talk คนละปุ่มกัน
- เข้า Settings
- เลือก Controls
- เปิดหมวด Communication
- ตรวจ Team Voice Push to Talk
- ตรวจ Party Voice Push to Talk
- ตั้งปุ่มที่กดได้สะดวก
- ตรวจว่าไม่ซ้ำกับคำสั่งสำคัญอื่น
- เข้าเกมแล้วกดปุ่มค้างขณะพูด
ค่าปกติที่พบได้บ่อยคือ
V สำหรับ Team Voice Push to Talk
U สำหรับ Party Voice Push to Talk
อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นอาจเปลี่ยนปุ่มไปแล้ว จึงควรดูค่าจริงภายในเกมแทนการจำจากค่าเริ่มต้น
หากกดปุ่มแล้วไม่มีสัญลักษณ์การพูดปรากฏ ให้ลองเปลี่ยนเป็นปุ่มอื่นและตรวจว่าโปรแกรม Overlay หรือโปรแกรมบันทึกภาพใช้ปุ่มเดียวกันหรือไม่
⑦ ตรวจ Party Voice Activation Mode
Party Voice สามารถตั้งให้รับเสียงอัตโนมัติหรือใช้ Push to Talk ได้ตามตัวเลือกที่เกมรองรับ
- Automatic: ไมโครโฟนจะรับเสียงตามระดับที่ตรวจพบ
- Push to Talk: ต้องกดปุ่มค้างก่อนพูด
หากใช้ Automatic แล้วเพื่อนไม่ได้ยิน ให้ตรวจ Mic Sensitivity หรือระดับรับเสียง หากตั้งสูงเกินไป เสียงพูดเบาอาจไม่ผ่านเกณฑ์
หากไมโครโฟนรับเสียงรอบข้างมาก ควรเปลี่ยนเป็น Push to Talk เพื่อลดเสียงรบกวนในปาร์ตี้
Team Voice โดยทั่วไปควรใช้ Push to Talk เพื่อไม่ให้เสียงภายในห้องถูกส่งตลอดเวลา
⑧ ตรวจว่าผู้เล่นถูก Mute หรือปรับเสียงเป็นศูนย์หรือไม่
บางครั้ง Voice Chat ทำงาน แต่ผู้เล่นบางคนถูกปิดเสียงโดยไม่ตั้งใจ
- เข้า Lobby หรือการแข่งขัน
- เปิดรายชื่อสมาชิกในทีม
- ตรวจสัญลักษณ์ลำโพงหรือไมโครโฟน
- เปิดเสียงผู้เล่นที่ต้องการฟัง
- ตรวจระดับ Team Voice Volume ของแต่ละคน
- เพิ่มระดับเสียงหากถูกปรับไว้ต่ำ
- ขอให้เพื่อนตรวจว่าไม่ได้ปิดเสียงเราด้วย
หากไม่ได้ยินเพียงคนเดียว แต่ได้ยินสมาชิกคนอื่นตามปกติ ปัญหาอาจอยู่ที่การตั้งค่าของผู้เล่นคนนั้นหรือถูก Mute เฉพาะราย ไม่จำเป็นต้องติดตั้งเกมใหม่
⑨ ตั้งค่าไมโครโฟนและลำโพงใน Windows
VALORANT อาจทำงานไม่ถูกต้องเมื่อ Windows เลือกอุปกรณ์คนละตัวกับเกม
Windows 11
- เปิด Settings
- เข้า System > Sound
- ที่ Output เลือกหูฟังหรือลำโพงที่ต้องการ
- ที่ Input เลือกไมโครโฟนที่ต้องการ
- พูดและดูแถบ Input volume
- ปรับระดับเสียงไมโครโฟน
- เปิด VALORANT แล้วเลือกอุปกรณ์ชื่อเดียวกัน
Windows 10
- เปิด Settings
- เข้า System > Sound
- เลือก Choose your output device
- เลือก Choose your input device
- ใช้ Test your microphone
- เปิด Sound Control Panel หากต้องตั้งค่าขั้นสูง
หากแถบทดสอบของ Windows ไม่ขยับเมื่อพูด ปัญหายังอยู่ที่อุปกรณ์ การเชื่อมต่อ หรือการตั้งค่าของ Windows ไม่ใช่ VALORANT
⑩ ตั้งเป็น Default Communication Device
บางโปรแกรมใช้ Default Device สำหรับเสียงทั่วไป แต่ใช้ Default Communication Device สำหรับการสนทนา
- คลิกขวาไอคอนลำโพงบน Taskbar
- เปิด Sound settings
- เลือก More sound settings
- เข้าแท็บ Playback
- คลิกขวาหูฟังที่ต้องการ
- ตั้งเป็น Default Device
- ตั้งเป็น Default Communication Device
- เข้าแท็บ Recording
- คลิกขวาไมโครโฟนที่ต้องการ
- ตั้งเป็น Default Device และ Default Communication Device
- กด Apply และ OK
- เปิด VALORANT ใหม่
หากมีอุปกรณ์เสียงหลายตัว เช่น จอภาพ เว็บแคม และหูฟัง การตั้งค่าให้ชัดเจนช่วยลดปัญหาเสียงสลับอุปกรณ์หลังรีสตาร์ต
⑪ เปิดสิทธิ์ไมโครโฟนใน Windows
หากปิดสิทธิ์ไมโครโฟน VALORANT จะไม่สามารถรับเสียงได้ แม้เลือกอุปกรณ์ถูกต้องแล้ว
Windows 11
- เปิด Settings
- เข้า Privacy & security
- เลือก Microphone
- เปิด Microphone access
- เปิด Let apps access your microphone
- เปิด Let desktop apps access your microphone
- ปิดและเปิด VALORANT ใหม่
Windows 10
- เปิด Settings
- เข้า Privacy
- เลือก Microphone
- เปิด Allow access to the microphone on this device
- เปิด Allow apps to access your microphone
- เปิด Allow desktop apps to access your microphone
- เปิดเกมใหม่
VALORANT เป็นโปรแกรมเดสก์ท็อป จึงต้องตรวจตัวเลือกอนุญาต Desktop apps ด้วย ไม่ใช่ดูเพียงรายชื่อแอปจาก Microsoft Store
⑫ ตรวจสวิตช์ Mute และช่องเสียบหูฟัง
หูฟังเล่นเกมจำนวนมากมีสวิตช์ปิดไมค์อยู่บนสายหรือตัวหูฟัง
ให้ตรวจสอบส่วนต่อไปนี้
- สวิตช์ Mute
- ปุ่มหมุนระดับเสียง
- สายไมโครโฟนถอดได้เสียบแน่นหรือไม่
- แจ็ก 3.5 มม. เสียบสุดหรือไม่
- ต่อเข้าช่องไมโครโฟนถูกช่องหรือไม่
- หัวแปลงแยกไมค์กับหูฟังตรงประเภทหรือไม่
- พอร์ต USB ทำงานหรือไม่
- ไมโครโฟนแบบยกก้านปิดเสียงถูกพับลงแล้วหรือไม่
หูฟังแบบแจ็กเดียวที่นำไปใช้กับคอมพิวเตอร์ซึ่งมีช่องหูฟังและไมโครโฟนแยกกัน อาจต้องใช้อะแดปเตอร์แยกสัญญาณที่รองรับทั้งเสียงออกและไมโครโฟน
⑬ แก้ปัญหาหูฟัง USB และ Bluetooth
หูฟัง USB
- ปิด VALORANT
- ถอดหูฟัง USB
- รอประมาณ 10 วินาที
- เสียบพอร์ต USB อื่น
- รอให้ Windows ตรวจพบอุปกรณ์
- ตั้ง Input และ Output ใหม่
- เปิดเกมและใช้ Loopback Test
ควรหลีกเลี่ยง USB Hub ที่จ่ายไฟไม่เพียงพอ หากเสียงขาดหรืออุปกรณ์หลุดบ่อย ให้ลองเชื่อมต่อกับพอร์ตบนเครื่องโดยตรง
หูฟัง Bluetooth
- ชาร์จแบตเตอรี่หูฟัง
- ปิดและเปิด Bluetooth
- ยกเลิกการเชื่อมต่อแล้วจับคู่ใหม่
- เลือกทั้ง Output และ Input ให้ตรงกับหูฟัง
- ตรวจว่าโทรศัพท์ไม่ได้เชื่อมต่อแย่งอุปกรณ์
- เปิด VALORANT ใหม่
หูฟัง Bluetooth บางรุ่นแสดงอุปกรณ์เสียงมากกว่าหนึ่งรายการ เช่นโหมด Stereo และโหมดที่ใช้ไมโครโฟน หากเลือก Output กับ Input ไม่เข้าคู่กัน อาจได้ยินเสียงเกมแต่ใช้ไมค์ไม่ได้ หรือคุณภาพเสียงเปลี่ยนเมื่อเปิด Voice Chat
⑭ ปิดโปรแกรมที่กำลังใช้ไมโครโฟน
โปรแกรมสนทนา บันทึกเสียง หรือปรับแต่งเสียงอาจเลือกอุปกรณ์ผิดหรือควบคุมไมโครโฟนอยู่
ลองปิดโปรแกรมเหล่านี้ชั่วคราว
- Discord
- OBS หรือโปรแกรมสตรีม
- โปรแกรมประชุมออนไลน์
- โปรแกรมบันทึกเสียง
- โปรแกรมเปลี่ยนเสียง
- โปรแกรมตัดเสียงรบกวน
- แอปควบคุมหูฟัง
- โปรแกรม Overlay
- เบราว์เซอร์ที่กำลังใช้ไมโครโฟน
จากนั้นปิดและเปิด VALORANT ใหม่ หาก Voice Chat กลับมาทำงาน ให้เปิดโปรแกรมกลับทีละตัวเพื่อค้นหาต้นเหตุ
ไม่จำเป็นต้องถอนโปรแกรมทั้งหมด และไม่ควรปิดบริการเสียงของ Windows แบบสุ่ม
⑮ ปิด Exclusive Mode เมื่อโปรแกรมแย่งไมค์
หากไมโครโฟนใช้ได้ในโปรแกรมหนึ่ง แต่โปรแกรมอื่นใช้ไม่ได้ อาจมีแอปควบคุมอุปกรณ์แบบ Exclusive
- เปิด Settings > System > Sound
- เลือก More sound settings
- เข้าแท็บ Recording
- ดับเบิลคลิกไมโครโฟนที่ใช้
- เข้าแท็บ Advanced
- นำเครื่องหมายออกจาก Allow applications to take exclusive control of this device
- กด Apply และ OK
- รีสตาร์ต VALORANT
หากปิดแล้วไม่ช่วย สามารถเปิดกลับได้ การตั้งค่านี้มีประโยชน์เฉพาะกรณีที่โปรแกรมหนึ่งแย่งควบคุมไมโครโฟนจากเกม
⑯ อัปเดตไดรเวอร์เสียง
ไดรเวอร์เสียงผิดปกติอาจทำให้ไมโครโฟนหาย เสียงแตก หรือ VALORANT เลือกอุปกรณ์ไม่ได้
- คลิกขวาปุ่ม Start
- เปิด Device Manager
- ขยาย Audio inputs and outputs
- ขยาย Sound, video and game controllers
- ตรวจสอบชื่ออุปกรณ์เสียง
- ดาวน์โหลดไดรเวอร์ให้ตรงรุ่นจากผู้ผลิตเครื่อง เมนบอร์ด หรือหูฟัง
- ติดตั้งไดรเวอร์
- รีสตาร์ตคอมพิวเตอร์
- เลือก Input และ Output ใหม่
หากเป็นโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์แบรนด์สำเร็จรูป ควรเริ่มจากไดรเวอร์ในหน้าสนับสนุนของรุ่นนั้น เพราะอาจมีการปรับแต่งเฉพาะเครื่อง
ไม่ควรใช้โปรแกรมอัปเดตไดรเวอร์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
⑰ ตรวจ VPN, Firewall และเครือข่าย
Voice Chat ต้องเชื่อมต่อบริการเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต หาก Loopback Test ใช้ได้ แต่เสียงพูดกับผู้เล่นอื่นไม่ทำงาน ให้ตรวจเครือข่ายเพิ่มเติม
- ปิด VPN
- ปิด Proxy ที่ไม่จำเป็น
- รีสตาร์ตเราเตอร์
- ใช้สาย LAN เพื่อทดสอบ
- ตรวจว่า Riot Client และ VALORANT ได้รับอนุญาตผ่าน Firewall
- ตรวจสถานะบริการของเกม
- ทดลองเครือข่ายอื่นหากทำได้
- เปิดเกมและทดสอบอีกครั้ง
ไม่ควรปิด Firewall หรือแอนติไวรัสถาวร ให้ตรวจรายการแอปที่อนุญาตและ Quarantine แทน
หาก Voice Chat ใช้ไม่ได้เฉพาะเครือข่ายหนึ่ง แต่ทำงานบนเครือข่ายอื่น ปัญหาอาจอยู่ที่เราเตอร์ Firewall หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
⑱ ตรวจข้อจำกัดของบัญชีและการสื่อสาร
Voice Chat อาจไม่พร้อมใช้งานหากบัญชีมีข้อจำกัดหรือถูกลงโทษด้านการสื่อสาร
สัญญาณที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- มีข้อความแจ้งจำกัด Voice Chat
- ทุกคนแสดงเป็นถูกปิดเสียง
- เมนู Voice Chat บางส่วนใช้งานไม่ได้
- บัญชีอื่นในเครื่องเดียวกันใช้งานได้
- ได้รับข้อความลงโทษหรือข้อจำกัดจาก Riot
หากมีข้อจำกัด ให้ตรวจรายละเอียดและระยะเวลาที่ระบบแจ้ง ไม่ควรสร้างบัญชีอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ หากคิดว่าเป็นความผิดพลาดควรติดต่อฝ่ายสนับสนุนและส่งข้อมูลตามขั้นตอน
ฟีเจอร์การสื่อสารบางส่วนอาจแตกต่างตามภูมิภาค อายุบัญชี และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจข้อความที่ปรากฏใน Riot Client โดยตรง
⑲ ซ่อมไฟล์ VALORANT
หากการตั้งค่าอุปกรณ์และ Windows ถูกต้อง แต่ Voice Chat ยังผิดปกติหลังอัปเดต ให้ตรวจสอบไฟล์เกม
- ปิด VALORANT
- เปิด Riot Client
- เข้า Settings
- เลือก VALORANT
- ใช้ตัวเลือก Repair หากมี
- รอให้ตรวจสอบไฟล์จนเสร็จ
- รีสตาร์ตคอมพิวเตอร์
- ทดสอบ Voice Chat
การติดตั้งเกมใหม่ควรเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะปัญหาส่วนใหญ่มาจาก Input Device, สิทธิ์ไมโครโฟน หรือ Push to Talk มากกว่าไฟล์เกม
⑳ สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อ Voice Chat ไม่ทำงาน
แนวทางของ comsiam แนะนำให้หลีกเลี่ยงวิธีต่อไปนี้
- ไม่ปิด Firewall ถาวร
- ไม่เปิดพอร์ตทั้งหมดบนเราเตอร์
- ไม่ดาวน์โหลดโปรแกรมแก้เสียงที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
- ไม่ติดตั้งไดรเวอร์ผิดรุ่น
- ไม่ลบอุปกรณ์เสียงทั้งหมดพร้อมกัน
- ไม่แก้ Registry แบบสุ่ม
- ไม่เพิ่ม Mic Boost สูงสุดทันที เพราะอาจทำให้เสียงแตก
- ไม่สร้างบัญชีใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด
- ไม่ติดตั้ง Windows ใหม่เป็นวิธีแรก
- ไม่ซื้อไมโครโฟนใหม่ก่อนทดสอบใน Windows และ Loopback Test
ควรเปลี่ยนทีละการตั้งค่าและทดสอบทุกครั้ง เพื่อค้นหาสาเหตุจริงและย้อนกลับได้ง่าย
คำถามที่พบบ่อย
ได้ยินเพื่อนแต่เพื่อนไม่ได้ยินเราต้องแก้ตรงไหน
ตรวจ Input Device, Team Voice Chat, ปุ่ม Push to Talk, Mic Volume และสิทธิ์ไมโครโฟนใน Windows จากนั้นใช้ Loopback Test ตรวจว่าเกมรับเสียงได้หรือไม่
เพื่อนได้ยินเราแต่เราไม่ได้ยินเพื่อนเกิดจากอะไร
มักเกิดจาก Output Device ผิด Incoming Volume ต่ำ ผู้เล่นถูก Mute หรือ Windows ส่งเสียงไปยังจอภาพแทนหูฟัง
Loopback Test ไม่ได้ยินเสียงต้องทำอย่างไร
ตรวจสวิตช์ Mute เลือก Input Device ใหม่ ทดสอบไมค์ใน Windows เปิดสิทธิ์ไมโครโฟน และลองเปลี่ยนพอร์ต หาก Windows ก็รับเสียงไม่ได้ ปัญหาน่าจะอยู่ที่อุปกรณ์หรือไดรเวอร์
Loopback Test ใช้ได้ แต่ Team Voice ใช้ไม่ได้เกิดจากอะไร
ตรวจ Team Voice Chat, Team Push to Talk, การ Mute ผู้เล่น ข้อจำกัดของบัญชี Firewall และสถานะบริการ Voice Chat
ปุ่มพูดของ VALORANT คือปุ่มอะไร
ค่าที่พบบ่อยคือ V สำหรับ Team Voice และ U สำหรับ Party Voice แต่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนได้ ควรตรวจค่าจริงใน Settings > Controls > Communication
Party Voice กับ Team Voice ต่างกันอย่างไร
Party Voice ใช้พูดกับสมาชิกที่เข้าปาร์ตี้มาด้วยกัน ส่วน Team Voice ใช้พูดกับสมาชิกทุกคนในทีมการแข่งขัน
ทำไมเสียบหูฟังใหม่แล้วไมค์ไม่ทำงาน
เกมอาจยังเลือกอุปกรณ์เดิม ให้ปิดเกม เสียบหูฟัง ตั้ง Input และ Output ใน Windows แล้วเปิด VALORANT เพื่อเลือกอุปกรณ์ใหม่
Discord ใช้ไมค์ได้ แต่ VALORANT ใช้ไม่ได้เกิดจากอะไร
VALORANT อาจเลือก Input Device ผิด ไม่มีสิทธิ์ใช้ไมค์ หรือปุ่ม Push to Talk ไม่ถูกต้อง ให้เลือกชื่ออุปกรณ์โดยตรงและใช้ Loopback Test
VALORANT ใช้ไมค์ได้ แต่ Discord ใช้ไม่ได้เกี่ยวกันหรือไม่
อาจมีโปรแกรมควบคุมไมค์แบบ Exclusive หรือทั้งสองโปรแกรมเลือกอุปกรณ์คนละตัว ให้ตั้ง Default Communication Device และปิด Exclusive Mode เพื่อทดสอบ
จำเป็นต้องติดตั้งเกมใหม่หรือไม่
ยังไม่ควรทำ ให้ตรวจการตั้งค่า Voice Chat, อุปกรณ์เสียง, Push to Talk, สิทธิ์ Windows, ไดรเวอร์ และเครือข่ายก่อน หากยังไม่หายจึงใช้ Repair หรือติดตั้งใหม่
สรุปวิธีแก้ VALORANT เสียงพูดในทีมไม่ทำงาน
ให้ตรวจสอบตามลำดับดังนี้
- รีสตาร์ต Riot Client และคอมพิวเตอร์
- เปิด Team Voice Chat และ Party Voice Chat
- เลือก Input Device และ Output Device ให้ถูกต้อง
- ใช้ Loopback Test
- ตรวจปุ่ม Team และ Party Push to Talk
- ตรวจ Incoming Volume และ Mic Volume
- ตรวจว่าผู้เล่นถูก Mute หรือไม่
- ตั้งอุปกรณ์เสียงใน Windows
- ตั้ง Default Communication Device
- เปิดสิทธิ์ไมโครโฟนสำหรับ Desktop apps
- ตรวจสวิตช์ Mute สาย และช่องเสียบ
- เชื่อมต่อ USB หรือ Bluetooth ใหม่
- ปิดโปรแกรมที่แย่งใช้ไมโครโฟน
- ปิด Exclusive Mode เพื่อทดสอบ
- อัปเดตไดรเวอร์เสียง
- ตรวจ VPN, Firewall และเครือข่าย
- ตรวจข้อจำกัดของบัญชี
- ซ่อมไฟล์ผ่าน Riot Client
จุดสำคัญคือใช้ Loopback Test แยกปัญหาก่อน หากไม่ได้ยินเสียงตัวเองให้แก้ที่ไมโครโฟนและ Windows แต่หากได้ยินแล้วให้ตรวจ Voice Chat, Push to Talk, บัญชี และเครือข่าย การไล่ตรวจตามแนวทางของ comsiam จะช่วยแก้ได้ตรงจุดโดยไม่ต้องติดตั้งเกมใหม่โดยไม่จำเป็น