Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

ผู้ใช้โทรศัพท์ Android สามารถเปลี่ยนจาก Google Assistant มาใช้ Google Gemini เป็นผู้ช่วยหลักได้ โดยไม่ต้องลบแอป Google Assistant หรือรีเซ็ตโทรศัพท์ หลังเปลี่ยนแล้ว คุณยังสามารถใช้คำว่า “Hey Google” กดปุ่มเปิด–ปิดค้าง หรือใช้ท่าทางเดิมเพื่อเรียก Gemini ได้
อย่างไรก็ตาม Gemini กับ Google Assistant มีความสามารถไม่เหมือนกันทั้งหมด ก่อนเปลี่ยนจึงควรรู้ว่าฟังก์ชันใดจะยังใช้ได้ ฟังก์ชันใดอาจเปลี่ยนแปลง และต้องแก้ไขอย่างไรหากเปลี่ยนแล้วโทรศัพท์ยังเปิด Google Assistant
Google Assistant เน้นการสั่งงานอุปกรณ์ด้วยเสียง เช่น โทรออก ตั้งปลุก เปิดเพลง ดูสภาพอากาศ และควบคุมสมาร์ตโฮม ส่วน Gemini เพิ่มความสามารถของ AI เชิงสร้างสรรค์และการสนทนาที่ซับซ้อนมากขึ้น
Gemini สามารถทำคำสั่งพื้นฐานของโทรศัพท์หลายอย่างผ่าน Device Assistance และ Connected Apps แต่ฟังก์ชันบางรายการของ Google Assistant อาจยังไม่รองรับหรือทำงานแตกต่างออกไป
การเปลี่ยนผู้ช่วยไม่ลบข้อมูลสำคัญในโทรศัพท์ เช่น
ประวัติการใช้งาน Google Assistant และประวัติ Gemini จะได้รับการจัดการตามการตั้งค่ากิจกรรมของบัญชี Google แต่การเปลี่ยนผู้ช่วยไม่ได้ลบประวัติเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ
หากต้องการลบประวัติ ต้องดำเนินการจากหน้ากิจกรรมของบัญชีแยกต่างหาก
โทรศัพท์หรือแท็บเล็ตต้องเป็น Android รุ่นที่เข้าเงื่อนไขของแอป Gemini และมีบริการ Google อย่างเป็นทางการ
เครื่องบางรุ่นที่ไม่มี Google Mobile Services อาจไม่สามารถเปลี่ยนมาใช้ Gemini เป็นผู้ช่วยหลักด้วยวิธีปกติได้
คุณต้องเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Google ส่วนบุคคล หรือบัญชีบริษัทและโรงเรียนที่ผู้ดูแลระบบอนุญาตให้ใช้ Gemini
บัญชีที่อยู่ภายใต้ Family Link อาจมีข้อจำกัดตามอายุ ประเทศ และการตั้งค่าของผู้ปกครอง
Gemini Mobile App ไม่ได้เปิดให้ใช้กับทุกภาษา บัญชี และพื้นที่พร้อมกัน หากไม่มีปุ่มเปลี่ยนเป็น Gemini ควรตรวจสอบภาษาและประเทศที่รองรับ
เปิด Google Play Store แล้วอัปเดตแอปต่อไปนี้
จากนั้นรีสตาร์ทโทรศัพท์หนึ่งครั้งก่อนเริ่มตั้งค่า
วิธีนี้ง่ายและตรงที่สุดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
โทรศัพท์บางรุ่นอาจมี Gemini ติดตั้งมาแล้ว สามารถเปิดแอปได้ทันที
หลังติดตั้งเสร็จ ให้เปิดแอปและเลือกบัญชี Google ที่ต้องการใช้เป็นผู้ช่วย
หากมีหลายบัญชี ควรเลือกบัญชีที่สามารถใช้งาน Gemini ได้และเป็นบัญชีหลักที่ใช้กับบริการ Google บนโทรศัพท์
Gemini จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน การจัดเก็บกิจกรรม และวิธีที่ Gemini ทำงานร่วมกับ Google Assistant ควรอ่านรายละเอียดก่อนกดยอมรับ
เลือกปุ่มที่มีข้อความใกล้เคียงกับ
ชื่อปุ่มอาจแตกต่างกันตามเวอร์ชันของแอปและภาษาที่ตั้งไว้
แอปอาจขอสิทธิ์ไมโครโฟน การแจ้งเตือน ตำแหน่ง รายชื่อผู้ติดต่อ หรือสิทธิ์อื่นตามฟังก์ชันที่เลือกใช้งาน
ไม่จำเป็นต้องอนุญาตทุกอย่างพร้อมกัน คุณสามารถเปิดเฉพาะสิทธิ์ที่จำเป็นและกลับมาเปลี่ยนภายหลังได้
ทดลองพูดว่า
Hey Google ช่วยแนะนำเมนูอาหารเย็นให้หน่อย
หรือกดปุ่มเปิด–ปิดค้าง หากหน้าต่าง Gemini ปรากฏขึ้น แสดงว่าการเปลี่ยนผู้ช่วยสำเร็จแล้ว
Google Assistant อาจแสดงการแจ้งเตือนหรือข้อความแนะนำให้ทดลองใช้ Gemini หากโทรศัพท์และบัญชีผ่านเงื่อนไข
เมื่อพบข้อความดังกล่าว ให้ดำเนินการดังนี้
ควรตรวจสอบว่าการแจ้งเตือนมาจากแอป Google หรือ Gemini จริงก่อนกดดำเนินการ
ในบางเวอร์ชัน Google Assistant อาจมีเมนูให้เลือกเปลี่ยนผู้ช่วยโดยตรง หรือแสดงหน้าจอแนะนำ Gemini เมื่อเรียกใช้งาน
หากพบตัวเลือก “ลองใช้ Gemini” หรือ “Switch to Gemini” ให้แตะตัวเลือกนั้นและทำตามคำแนะนำบนหน้าจอ
หากไม่พบเมนู ไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ ให้ติดตั้งและเปิดแอป Gemini โดยตรงแทน
หลังเลือก Gemini แล้ว ต้องตรวจด้วยว่า Android กำหนดแอป Google เป็นผู้ช่วยดิจิทัลเริ่มต้น
หากหน้าจอนี้แสดงคำว่า “Google” แทน “Gemini” ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะระบบ Android เลือก Google เป็นผู้ให้บริการผู้ช่วย ส่วนภายในบริการ Google จะกำหนดอีกครั้งว่าใช้ Gemini หรือ Google Assistant
หลังจากเปลี่ยนสำเร็จ คุณสามารถเปิด Gemini ได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับรุ่นโทรศัพท์และการตั้งค่า
หากเปิด Voice Match แล้ว ให้พูด “Hey Google” ตามด้วยคำสั่งที่ต้องการ
ตัวอย่าง:
Hey Google ตั้งปลุกพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า
Hey Google สรุปข้อมูลบนหน้าจอนี้
Hey Google เปิด YouTube
โทรศัพท์ Android หลายรุ่นสามารถกำหนดให้การกดปุ่มเปิด–ปิดค้างเรียกผู้ช่วยดิจิทัลได้
หากกดแล้วพบเมนูปิดเครื่อง ให้ตรวจเมนู
การตั้งค่า > ระบบ > ท่าทางสัมผัส > กดปุ่มเปิด–ปิดค้าง
ตำแหน่งและชื่อเมนูอาจแตกต่างกันตามยี่ห้อ
หากโทรศัพท์ใช้ปุ่มนำทางสามปุ่ม อาจสามารถกดปุ่ม Home ค้างเพื่อเปิด Gemini ได้
หากใช้การนำทางด้วยท่าทาง โทรศัพท์บางรุ่นรองรับการปัดจากมุมล่างซ้ายหรือขวาเข้าหากึ่งกลางเพื่อเรียกผู้ช่วย
คุณสามารถเปิดแอป Gemini จากหน้าจอหลักหรือหน้ารวมแอปได้เหมือนแอปทั่วไป โดยไม่ต้องตั้งเป็นผู้ช่วยหลักก็ได้
หากเปลี่ยนผู้ช่วยแล้วแต่เรียกด้วยเสียงไม่ได้ ให้ตรวจการตั้งค่าดังนี้
จากนั้นอนุญาตสิทธิ์ไมโครโฟนให้แอป Google และทดลองเรียกอีกครั้งในสถานที่เงียบ
Gemini สามารถโทรและส่งข้อความบน Android ผ่านแอปที่เชื่อมต่อและระบบช่วยเหลือของอุปกรณ์ได้ แต่ต้องมีสิทธิ์ที่จำเป็น
หากสั่งงานไม่ได้ ให้ตรวจสอบดังนี้
ตัวอย่างคำสั่ง:
โทรหาสมชาย
ส่งข้อความหาแม่ว่าเย็นนี้กลับบ้านสองทุ่ม
โทรหาร้านจากหมายเลขที่อยู่บนหน้าจอ
ควรตรวจชื่อผู้รับและข้อความบนหน้าจอยืนยันก่อนส่งทุกครั้ง
Gemini สามารถช่วยทำงานบางอย่างบนหน้าจอล็อกได้ แต่คำสั่งที่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอาจต้องปลดล็อกเครื่อง
วิธีตรวจสอบการตั้งค่าคือ
การเปิดความสามารถเหล่านี้เพิ่มความสะดวก แต่ควรพิจารณาความเป็นส่วนตัว เนื่องจากบุคคลที่อยู่ใกล้เครื่องอาจลองเรียกคำสั่งด้วยเสียงได้
Google Assistant ไม่ได้ถูกถอนการติดตั้งออกจากระบบอย่างถาวร Gemini จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยหลักบนโทรศัพท์ แต่ยังอาศัยระบบของ Google Assistant ช่วยทำคำสั่งด่วนบางประเภทตามการตั้งค่า
อุปกรณ์อื่น เช่น
อาจยังคงใช้ Google Assistant แม้โทรศัพท์จะเปลี่ยนมาใช้ Gemini แล้ว
Gemini มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่คำสั่งเดิมบางอย่างจาก Google Assistant อาจทำงานไม่เหมือนเดิม ได้แก่
ผู้ให้บริการเพลง พอดแคสต์ วิทยุ และสื่อบางรายอาจยังไม่รองรับทั้งหมด หรืออาจต้องเชื่อมต่อแอปเพิ่มเติม
โหมดล่ามของ Google Assistant อาจยังใช้งานกับ Gemini ไม่ได้ในบางอุปกรณ์และภาษา หากต้องใช้ฟังก์ชันนี้เป็นประจำ ควรตรวจสอบก่อนเปลี่ยน
กิจวัตรบางรายการอาจทำงานได้ผ่าน Google Home แต่คำสั่งเริ่มต้นหรือขั้นตอนที่ต้องสนทนาโต้ตอบหลายรอบอาจมีข้อจำกัด
Gemini อาจขอให้ปลดล็อกโทรศัพท์ก่อนทำคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัว แม้ Google Assistant เคยทำคำสั่งนั้นได้โดยไม่ต้องปลดล็อก
ฟีเจอร์ที่ใช้ความสามารถจาก Google Assistant เช่น คำสั่งเสียงด่วนบางอย่าง อาจไม่พร้อมใช้งานกับบัญชีที่ทำงานหรือบัญชีโรงเรียน
ไปที่
การตั้งค่า > แอป > แอปเริ่มต้น > แอปผู้ช่วยดิจิทัล
แล้วเลือก “Google”
เปิด Gemini และตรวจว่าระบบยังแสดงปุ่มให้เปลี่ยนผู้ช่วยหรือไม่ หากพบ ให้กดยืนยัน
เวอร์ชันเก่าอาจไม่มีตัวเลือกเปลี่ยนผู้ช่วย ให้เข้า Play Store แล้วอัปเดตแอปทั้งหมด
หลังเปลี่ยนแอปผู้ช่วยเริ่มต้น ควรรีสตาร์ทเครื่องเพื่อให้ระบบโหลดการตั้งค่าใหม่
หากมีหลายบัญชี ให้เปลี่ยนเป็นบัญชีส่วนบุคคลที่เข้าใช้ Gemini ได้ แล้วทดลองตั้งค่าอีกครั้ง
ไปที่ข้อมูลแอป Google แล้วตรวจว่าอนุญาตให้ใช้ไมโครโฟน หากปิดสิทธิ์ไว้ “Hey Google” จะไม่สามารถรับเสียงได้
ระบบประหยัดแบตเตอรี่ของโทรศัพท์บางยี่ห้ออาจจำกัดการทำงานเบื้องหลังของแอป Google ให้ตั้งค่าแบตเตอรี่ของแอป Google เป็นโหมดที่อนุญาตให้ทำงานเบื้องหลัง
หากกดปุ่มเปิด–ปิดค้างแล้วแสดงเมนูปิดเครื่อง ให้เข้าไปเปลี่ยนหน้าที่ของปุ่มตามขั้นตอนทั่วไปดังนี้
บน Samsung เมนูอาจเรียกว่า “ปุ่มด้านข้าง” ส่วน Xiaomi, OPPO, realme และ vivo อาจอยู่ในเมนูทางลัด คุณสมบัติพิเศษ หรือการช่วยการเข้าถึง
ให้ลองแก้ตามลำดับดังนี้
หาก Gemini เปิดขึ้นแต่ฟังคำสั่งไม่ได้ ปัญหาอาจเกิดจากสิทธิ์ไมโครโฟนหรืออุปกรณ์เสียงที่เชื่อมต่ออยู่
สาเหตุที่เป็นไปได้ ได้แก่
ให้ทดลองเปลี่ยนบัญชี อัปเดตแอป ตรวจภาษา และรีสตาร์ทเครื่อง หากยังไม่มีตัวเลือก ควรรอการเปิดให้ใช้งานแทนการดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
Gemini เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้โทรศัพท์ทำงานร่วมกับ AI มากขึ้น เช่น
แต่หากคุณเน้นใช้เฉพาะคำสั่งอุปกรณ์แบบเดิม เช่น เปิดเพลงจากบริการเฉพาะ ใช้ Interpreter Mode หรือใช้ Routine ที่ซับซ้อน ควรตรวจสอบก่อนว่าฟังก์ชันเหล่านั้นทำงานกับ Gemini ได้ครบหรือไม่
คุณสามารถทดลองใช้ Gemini ก่อน และเปลี่ยนกลับไปใช้ Google Assistant ได้หากไม่เหมาะกับการใช้งาน
ก่อนอนุญาตให้ Gemini เชื่อมต่อโทรศัพท์และแอป ควรตรวจสอบสิทธิ์อย่างรอบคอบ
ข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้งาน ได้แก่
คุณสามารถตรวจสอบและลบกิจกรรมจาก Gemini Apps Activity รวมถึงกำหนดระยะเวลาลบอัตโนมัติได้
ไม่ควรส่งรหัสผ่าน รหัส OTP หมายเลขบัตร หรือข้อมูลลับให้ Gemini
เปลี่ยนได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม แต่โมเดลและฟีเจอร์ขั้นสูงบางรายการอาจมีข้อจำกัดหรือต้องสมัครแพ็กเกจ Google AI
ไม่ต้องถอนการติดตั้ง เพียงเลือก Gemini เป็นผู้ช่วยภายในบริการ Google และตรวจว่าแอป Google เป็นผู้ช่วยดิจิทัลเริ่มต้นของ Android
ได้ หากตั้ง Gemini เป็นผู้ช่วยหลัก เปิด “Hey Google” และตั้งค่า Voice Match เรียบร้อยแล้ว
โดยทั่วไปสามารถตั้งปลุกและจับเวลาผ่าน Gemini ได้ แต่ความสามารถอาจขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ ภาษา และแอปที่เชื่อมต่อ
ได้ คุณสามารถเปิดแอป Gemini เพื่อพิมพ์หรือพูดคุยโดยตรง โดยไม่เปลี่ยนผู้ช่วยเริ่มต้นของโทรศัพท์
ใช้งานได้กับอุปกรณ์ที่ผ่านข้อกำหนด มีบริการ Google และอยู่ในประเทศกับภาษาที่รองรับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อเพียงอย่างเดียว
ไม่จำเป็น การเปลี่ยนบนโทรศัพท์มีผลหลักกับโทรศัพท์เครื่องนั้น อุปกรณ์อื่นที่มี Google Assistant ในตัวอาจยังใช้ Assistant ต่อไป
ได้ คุณสามารถเปิดแอป Gemini เข้าเมนูโปรไฟล์และการตั้งค่า แล้วเลือก “เปลี่ยนไปใช้ Google Assistant” จากนั้นกดยืนยัน
วิธีเปลี่ยน Google Assistant เป็น Gemini ที่ง่ายที่สุดคือ ติดตั้งและเปิดแอป Gemini เลือกบัญชี Google แล้วกด “เปลี่ยนไปใช้ Gemini” จากนั้นตรวจว่า Android ตั้งแอป Google เป็นผู้ช่วยดิจิทัลเริ่มต้น
หลังเปลี่ยนแล้ว คุณสามารถเรียก Gemini ด้วย “Hey Google” ปุ่มเปิด–ปิด ปุ่ม Home หรือท่าทางที่เครื่องรองรับได้ แต่ควรตรวจสอบคำสั่งประจำที่เคยใช้กับ Google Assistant เพราะบางฟังก์ชันอาจยังไม่รองรับหรือทำงานแตกต่างออกไป
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: เริ่มใช้ Gemini เป็นผู้ช่วยบน Android, ความสามารถของแอป Gemini บนมือถือ, จัดการ Gemini บนอุปกรณ์ Android และ จัดการ Connected Apps ใน Gemini