Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หากได้รับแจ้งเตือนว่า มีคนพยายามเข้าสู่บัญชีจากมือถือเครื่องอื่น มีอุปกรณ์ใหม่ Sign in หรือมีการ Login จากสถานที่ที่ไม่รู้จัก อย่ารีบอนุมัติคำขอ และอย่าให้ Verification Code หรือ OTP กับใคร
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแยกให้ออกว่า “มีคนพยายามเข้าสู่ระบบ” กับ “มีคนเข้าสู่บัญชีสำเร็จแล้ว” เป็นคนละสถานการณ์กัน
ตัวอย่างเช่น Google ระบุว่า Email Suspicious sign in prevented หมายถึง Google ได้บล็อกความพยายามเข้าสู่ Account เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าของบัญชีจริง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้พยายามเข้าสู่ระบบสามารถเข้าบัญชีสำเร็จแล้ว.
แต่ถ้าพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักอยู่ใน Account, Security Settings ถูกเปลี่ยน หรือมีกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นคนทำ ต้องถือว่าความเสี่ยงสูงขึ้นและควร Secure Account ทันที.
หากได้รับข้อความประมาณ:
ให้ดูรายละเอียดของ Alert ก่อน
กรณี Google ระบุว่า Suspicious sign in prevented หมายถึงระบบบล็อกความพยายามเข้าสู่บัญชีไว้ เพราะพบการเข้าสู่ระบบจาก Device หรือ Location ที่ผิดปกติ.
ดังนั้นอย่าตกใจจนรีบ Factory Reset โทรศัพท์
สิ่งแรกที่ควรทำคือเข้า Security Settings ของ Account ด้วยตัวเองแล้วตรวจ Activity
ถ้าตรวจแล้วพบ:
อยู่ในรายการ Account Devices ควรตรวจทันที
Google แนะนำให้เข้า Your devices > Manage devices แล้วตรวจอุปกรณ์ทั้งหมด หากพบเครื่องที่ไม่รู้จักให้เลือกตัวเลือก Don’t recognize a device? และทำตามขั้นตอน Secure Account.
เข้า Google Account แล้วไปที่:
Security & sign-in > Recent security events
จากนั้นเลือก Review Security Events
Google ระบุว่า หากพบ Activity ที่ไม่ได้เป็นคนทำ ให้เลือก:
No, it wasn’t me
แล้วดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อรักษาความปลอดภัย Account.
ให้ตรวจรายการ เช่น:
ที่คุณจำไม่ได้
เข้า:
Google Account > Security & sign-in > Your devices > Manage devices
แล้วตรวจรายชื่ออุปกรณ์
Google แนะนำให้ตรวจหา Device ที่ไม่รู้จัก และหากพบให้ดำเนินการ Secure Account ผ่านขั้นตอนที่ระบบแสดง.
ถ้าชื่อโทรศัพท์ตรงกับเครื่องปัจจุบันหรือเครื่องเก่าของคุณ อย่าเพิ่งลบ
ตรวจ:
ประกอบกัน
บางครั้งอุปกรณ์อาจแสดง:
ดังนั้นควรเทียบกับโทรศัพท์ Tablet และ Computer ที่เคยใช้ก่อน
แต่ถ้าแน่ใจว่าไม่ใช่ของคุณ ให้ Sign out/Remove และ Secure Account ทันทีตามคำแนะนำของ Google.
ไม่จำเป็นเสมอไป
ในกรณี Apple การแจ้งเตือน Sign-in สามารถแสดง ตำแหน่งโดยประมาณจาก IP Address และ Apple ระบุว่าตำแหน่งดังกล่าวอาจสะท้อนตำแหน่งเครือข่ายที่อุปกรณ์เชื่อมต่ออยู่ ไม่ใช่ตำแหน่งจริงของผู้ใช้อย่างแม่นยำเสมอไป.
ดังนั้นถ้า:
คุณกำลัง Login เอง
รุ่นเครื่องถูก
เวลา Login ตรง
แต่แผนที่คลาดเคลื่อน
อย่าใช้ตำแหน่งเพียงอย่างเดียวตัดสิน
แต่ถ้าคุณ ไม่ได้ Login เลย ให้ปฏิเสธคำขอทันที
หากมี Notification บน iPhone/iPad ว่ากำลังมีการ Sign in Apple Account บนอุปกรณ์ใหม่ และ ไม่ใช่คุณ อย่าเลือก Allow
Apple ระบุว่าการแจ้งเตือน Sign-in บน Trusted Device เป็นส่วนหนึ่งของ Two-Factor Authentication และเมื่อเจ้าของ Account เป็นผู้ Sign in เองจึงเลือก Allow เพื่อรับ Verification Code 6 หลัก.
ถ้าไม่ใช่คุณ ให้ปฏิเสธคำขอและตรวจ Account Security
Apple Account ที่ใช้ Two-Factor Authentication ใช้ทั้ง:
ในการยืนยัน Sign-in บนอุปกรณ์หรือ Browser ใหม่.
ดังนั้นถ้าคุณได้รับ Code โดยไม่ได้เป็นคน Login:
อย่าส่ง Code ให้ใคร
แม้อีกฝ่ายจะอ้างว่าเป็น:
Verification Code เป็นชั้นรักษาความปลอดภัยของบัญชี
หากได้รับ OTP หรือ Verification Code โดยไม่ได้ร้องขอ:
การได้รับ Code เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าอีกฝ่าย Login สำเร็จ แต่หมายความว่ามีเหตุการณ์ Authentication ที่ควรตรวจ
ถ้าเกิด Sign-in Attempt ซ้ำ ๆ โดยคุณไม่ได้เป็นคนทำ โดยเฉพาะถ้ามีเหตุผลสงสัยว่า Password รั่ว ควรเปลี่ยน Password
Google แนะนำให้เปลี่ยน Password หากคิดว่ามีบุคคลอื่น Sign in หรือใช้ Google Account โดยไม่ได้รับอนุญาต.
ควรใช้ Password ใหม่ที่:
หากโทรศัพท์ปัจจุบันใช้งานปกติและไม่มีหลักฐานว่ามี Malware ก็สามารถจัดการ Account Security ได้ตามปกติ
แต่หากโทรศัพท์เครื่องนั้นมีอาการรุนแรง เช่น:
การใช้ อุปกรณ์ที่เชื่อถือได้อีกเครื่องหนึ่ง เพื่อเปลี่ยน Password ก่อน เป็นแนวทางที่ลดความเสี่ยงจากการเปิดเผย Credential ใหม่ระหว่างแก้เครื่อง
จากนั้นค่อยกลับมา Secure โทรศัพท์
อย่าจบเพียงการเปลี่ยน Password
Google แนะนำให้ตรวจ:
เมื่อสงสัยว่า Account ถูก Compromise.
ดังนั้นหลังเปลี่ยน Password ให้ตรวจ Account ทั้งหมดอีกครั้ง
ถือเป็นเหตุการณ์ Security ที่สำคัญ
Google ระบุว่าการเปลี่ยน:
ที่ผู้ใช้ไม่ได้ทำ เป็น Activity ที่ควรตรวจเมื่อสงสัยว่า Account ถูกบุคคลอื่นใช้.
ให้รีบแก้ข้อมูลกลับและ Secure Account
หากยังเข้า Account ได้:
เพราะ Recovery Information เป็นช่องทางสำคัญสำหรับการกลับเข้าสู่ Account
หากถูกเปลี่ยนโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ควรปล่อยไว้
ถ้าพบ Email ใน Sent ที่คุณไม่ได้ส่ง หรือเพื่อนบอกว่าได้รับข้อความแปลกจาก Account ของคุณ Google จัดกิจกรรม Gmail ที่ผิดปกติเป็นสิ่งที่ควรตรวจเมื่อสงสัยว่า Account ถูก Compromise.
กรณีนี้ควร:
ทันที
บน iPhone เข้า:
Settings > [ชื่อของคุณ]
แล้วเลื่อนลงเพื่อดูรายการอุปกรณ์
Apple แนะนำให้ Remove Devices ที่เกี่ยวข้องกับ Apple Account ซึ่งคุณไม่รู้จัก หากสงสัยว่า Account ถูก Compromise.
การลบ Unknown Device ยังช่วยป้องกันไม่ให้อุปกรณ์นั้นแสดง Verification Code ของ Account ต่อไปได้.
ถ้าแน่ใจว่าไม่ใช่ของคุณ:
Apple แนะนำให้ Remove Device ที่ไม่รู้จักและตรวจว่าคุณยังควบคุม Email Address และ Phone Numbers ที่ผูกกับ Apple Account อยู่.
Two-Factor Authentication ของ Apple ต้องมี Trusted Phone Number อย่างน้อยหนึ่งหมายเลขสำหรับรับ Verification Code.
ดังนั้นถ้าสงสัยว่ามีคนพยายามเข้าบัญชี ให้ตรวจว่า Trusted Numbers ทั้งหมดเป็นหมายเลขของคุณหรือหมายเลขที่คุณเชื่อถือ
ถ้าพบหมายเลขแปลก ควรจัดการ Account Security ทันที
การได้รับ OTP หนึ่งครั้งอาจเป็นเพียงความพยายามเข้าสู่ระบบที่ล้มเหลว
แต่ถ้าพบว่า:
นั่นแสดงว่าควรตรวจว่ามีการเปลี่ยนแปลง Security Settings เกิดขึ้นแล้วหรือไม่
Google และ Apple ต่างแนะนำให้ตรวจ Account Security Information และ Unknown Devices เมื่อสงสัยว่าบัญชีถูกเข้าถึง.
ช่วยเพิ่มชั้นการยืนยันตัวตน
Apple ระบุว่า Two-Factor Authentication ใช้ Password ร่วมกับ Verification Code 6 หลักที่แสดงบน Trusted Device หรือส่งไป Trusted Phone Number.
ดังนั้นแม้บุคคลอื่นรู้ Password เขายังต้องผ่านขั้นตอนยืนยันเพิ่มเติมตามระบบของ Account
สำหรับ Account สำคัญจึงควรเปิดระบบยืนยันหลายขั้นตอนที่ผู้ให้บริการรองรับ
ผู้ใช้บางคนอาจเห็น Prompt เด้งหลายครั้งจนกด Approve เพื่อให้ Notification หาย
ไม่ควรทำ
หากคุณไม่ได้เป็นคนเริ่ม Login อย่าอนุมัติคำขอ
ใน Apple Account การเลือก Allow จะทำให้ Trusted Device แสดง Verification Code สำหรับใช้ Sign in.
ดังนั้นต้องยืนยันก่อนทุกครั้งว่าเป็นการ Login ของคุณเอง
ให้ตรวจ Account Security ทันที
โดยเฉพาะ:
หากไม่มั่นใจว่า Password ยังปลอดภัย ให้เปลี่ยน Password ด้วย
อย่ารอจนพบอุปกรณ์ใหม่ใน Account แล้วค่อยแก้
สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูงขึ้น
ให้ทำทันที:
Google แนะนำให้ตรวจ Security Events และ Unknown Devices รวมถึงเปลี่ยน Passwordเมื่อสงสัยว่า Account ถูกใช้โดยบุคคลอื่น.
Apple แนะนำให้เปลี่ยน Password และ Remove Unknown Devices เมื่อสงสัยว่า Apple Account ถูก Compromise.
อย่าหยุดแค่เปลี่ยน Google หรือ Apple Password
หาก OTP เกี่ยวข้องกับ:
ให้ติดต่อผู้ให้บริการทางการที่เกี่ยวข้องทันทีและตรวจ Transaction
Account Security ของ Google/Apple กับ Bank Account เป็นคนละระบบ จึงต้องจัดการแยกกัน
ห้ามให้
OTP, Verification Code และ Approval Prompt ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยยืนยันว่าผู้ที่ Sign in เป็นเจ้าของ Account
หากคุณไม่ได้เริ่มการ Login เอง ไม่มีเหตุผลที่จะต้องส่ง Verification Code ให้บุคคลอื่น
โดยเฉพาะ Apple ระบุว่า Sign-in บนอุปกรณ์ใหม่ต้องใช้ Password และ Code 6 หลักภายใต้ Two-Factor Authentication.
หลักการพื้นฐานเหมือนกัน:
แต่ชื่อเมนูจะแตกต่างกันตามบริการ
ควรเข้า Account ด้วยตัวเอง ไม่ควรกดลิงก์ Security ที่มากับ SMS หรือข้อความแปลกโดยไม่ตรวจสอบ
ได้
ดังนั้นแม้ Email จะเขียนว่า:
Someone tried to sign in
อย่ารีบกดลิงก์ทันทีถ้าไม่แน่ใจ
ให้เปิดแอปหรือเว็บไซต์ของบริการนั้นด้วยตัวเอง แล้วตรวจ Security Activity จาก Account
วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจาก Email หรือ SMS ที่ปลอมหน้าตาเหมือน Security Alert
ไม่พอ
ข้อความ Phishing สามารถทำให้ดูคล้าย:
ได้
ควรตรวจเหตุการณ์จาก Security Settings ใน Account โดยตรง
Google มี Recent Security Events และ Your Devices สำหรับตรวจ Activity จริงของ Account.
Apple ให้ผู้ใช้ตรวจ Device List และ Security ของ Apple Account โดยตรง.
ถ้าคุณไม่ได้ Login ในเวลานั้น ให้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ต้องตรวจ
แต่หากคุณเป็นคน Login เอง Location อาจไม่ตรงสถานที่จริงเสมอไป โดยเฉพาะ Apple ระบุว่า Sign-in Map ใช้ตำแหน่งโดยประมาณจาก IP Address และอาจแสดงตำแหน่งของ Network แทนตำแหน่งอุปกรณ์จริง.
จึงควรดู:
ประกอบกัน
VPN สามารถทำให้บริการออนไลน์เห็นเส้นทาง Network ที่แตกต่างจากตำแหน่งใช้งานปกติได้
ดังนั้นหากคุณกำลัง Login เองและใช้ Network/VPN ที่ต่างจากเดิม อย่าใช้ Location เพียงอย่างเดียวเป็นหลักฐานว่าบัญชีถูกแฮก
แต่ถ้าคุณไม่ได้ Login เลย ไม่ต้องพยายามอธิบาย Location ให้ตรง — ให้ปฏิเสธ Activity และตรวจ Account Security
ให้ Remove/Sign out Device จาก Account โดยตรง
Google มีรายการ Your Devices สำหรับตรวจและจัดการอุปกรณ์.
Apple ให้ Remove Unknown Device จาก Apple Account Device List.
อย่าคิดว่าการเปลี่ยน Password เพียงอย่างเดียวหมายความว่าคุณไม่ต้องตรวจ Session หรือ Device List อีก
หากแน่ใจว่า:
ให้ตรวจเพิ่มเติม:
Google แนะนำให้ตรวจ Security Settings และอุปกรณ์ทั้งหมดเมื่อสงสัยว่า Account ถูก Compromise.
หาก Password ที่สงสัยว่ารั่วถูกใช้กับ Account อื่นด้วย ควรเปลี่ยน Password ของบริการเหล่านั้น
เพราะการเปลี่ยน Password Google อย่างเดียวไม่ได้เปลี่ยน Password Facebook, Email หรือบริการอื่นที่ใช้รหัสเดียวกัน
หลักที่ปลอดภัยกว่าคือใช้ Password ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับ Account สำคัญ
ถ้า Account มี Sign-in ผิดปกติ พร้อมกับ โทรศัพท์มีอาการ เช่น:
ควรตรวจตัวเครื่องเพิ่ม
แต่ถ้ามีเพียง Login Attempt จากเครื่องอื่นและโทรศัพท์ปกติ ปัญหาอาจอยู่ที่ Credential/Account มากกว่าตัวมือถือ
อย่า Factory Reset โดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่วิธีหลัก
หากบุคคลอื่นรู้ Password ของ Account การ Factory Reset โทรศัพท์ของคุณไม่ได้เปลี่ยน Password นั้น
สิ่งที่ต้องทำคือ:
ก่อนพิจารณา Reset โทรศัพท์
ถ้าโทรศัพท์เครื่องเก่าหาย ให้ตรวจ Device List และ Secure Account โดยเร็ว
สำหรับ Apple การ Remove Unknown/ไม่ต้องการ Device ออกจาก Apple Account ช่วยไม่ให้อุปกรณ์นั้นแสดง Verification Code ของ Account ต่อไป.
อย่างไรก็ตาม หากอุปกรณ์เป็นเครื่องที่สูญหายและยังต้องการใช้บริการค้นหาเครื่อง ควรพิจารณาขั้นตอน Lost Device ของแพลตฟอร์มให้ครบก่อนจัดการ Device ออกจาก Account
ได้
หากเคยใช้ Account บนโทรศัพท์เก่าและยังมี Session อยู่ อุปกรณ์นั้นอาจยังปรากฏในรายการ Devices
ดังนั้นเวลาเห็น Device เก่า:
การตรวจ Device List เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นระยะกับ Account สำคัญ
การป้องกัน Account ไม่ได้มีแค่ Password ออนไลน์
Apple แนะนำให้ปกป้อง Trusted Devices ด้วย Device Passcode หรือ Login Password ควบคู่กับ Two-Factor Authentication.
โทรศัพท์จึงควรมี:
ตามที่อุปกรณ์รองรับ
ถ้ามีบุคคลอื่นรู้ Screen Lock ของคุณ ให้เปลี่ยนทันที
เพราะหากบุคคลนั้นสามารถเข้าถึง Trusted Device ได้ เขาอาจมองเห็นข้อมูล Account หรือ Security Prompts บนอุปกรณ์
โดยเฉพาะ Apple Trusted Device สามารถแสดง Verification Code สำหรับ Sign-in ได้.
สำหรับ Apple Account, Apple ระบุว่าต้องมี Trusted Phone Number อย่างน้อยหนึ่งหมายเลขสำหรับ Two-Factor Authentication และแนะนำให้พิจารณามีหมายเลขเพิ่มเติมที่สามารถเข้าถึงได้ ในกรณีที่ iPhone เครื่องหลักหายหรือเสีย.
แต่ควรเพิ่มเฉพาะหมายเลขของบุคคลที่คุณไว้วางใจและควบคุมได้
อย่าเพิ่มหมายเลขที่ไม่รู้จัก
ถ้ามีคนพยายามเข้าสู่ Google Account จากมือถือเครื่องอื่น:
อย่า Approve Prompt และอย่าให้ Code
เปิด Google Account ด้วยตัวเอง
เข้า Security & sign-in > Recent security events
ถ้าไม่ใช่คุณ เลือก No, it wasn’t me.
เข้า Your devices > Manage devices
ตรวจและจัดการ Unknown Devices.
เปลี่ยน Password หากสงสัยว่ารั่ว
ตรวจ Recovery Phone และ Recovery Email
เปิดหรือทบทวน 2-Step Verification
ตรวจ Account อีกครั้งว่ามี Activity แปลกเหลือหรือไม่
หาก Apple Account แจ้ง Sign-in จาก iPhone, iPad หรือ Mac ที่ไม่รู้จัก:
อย่าเลือก Allow หากไม่ใช่คุณ
อย่าให้ Verification Code 6 หลักแก่ใคร.
เข้า Settings > [ชื่อ]
ตรวจ Device List
Remove Device ที่ไม่รู้จัก.
เปลี่ยน Apple Account Password หากสงสัย
ตรวจ Trusted Phone Numbers.
ตรวจ Email และหมายเลขที่ผูกกับ Account
ตรวจ Two-Factor Authentication
รักษา Trusted Devices ด้วย Passcode.
ควรให้ความสำคัญมากขึ้นหากพบ:
Google ระบุว่ากิจกรรมประเภทนี้เป็นสิ่งที่ควรตรวจเมื่อสงสัยว่า Account ถูกใช้โดยบุคคลอื่น.
ส่วน Apple แนะนำให้ตรวจและ Remove Unknown Devices พร้อมเปลี่ยน Password หากกังวลว่ามีบุคคลไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึง Apple Account.
ตัวอย่างที่ชัดคือ Google แจ้ง:
Suspicious sign in prevented
Google ระบุว่าข้อความนี้หมายถึงระบบบล็อกความพยายามเข้าสู่ Account เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใช้จริง.
อย่างไรก็ตามยังควรตรวจ Recent Security Activity และพิจารณาเปลี่ยน Password หากเหตุการณ์ไม่ใช่ของคุณ
ไม่เสมอไป หาก Google แจ้ง Suspicious sign in prevented หมายถึง Google บล็อกความพยายามเข้าสู่ระบบไว้.
เข้า Security & sign-in > Your devices > Manage devices แล้วตรวจ Device ที่ไม่รู้จัก จากนั้นทำตามขั้นตอน Secure Account.
ตรวจ Recent Security Events และหาก Activity ไม่ใช่ของคุณ เลือก No, it wasn’t me.
อย่าอนุญาตคำขอ และอย่าให้ Verification Code แก่ใคร จากนั้นตรวจ Apple Account Devices และ Security.
Apple Two-Factor Authentication ใช้ Verification Code 6 หลัก สำหรับการ Sign in บนอุปกรณ์หรือ Browser ใหม่.
ไม่เสมอไป Apple ระบุว่าแผนที่ Sign-in ใช้ตำแหน่งโดยประมาณจาก IP Address และอาจสะท้อน Network Location แทนตำแหน่งจริงของ Device.
ไม่ควรหยุดแค่นั้น ควรตรวจ Devices, Security Events และ Recovery Information ด้วย.
ไม่ควรเป็นขั้นแรก เพราะหากปัญหาเกิดจาก Account Credential การล้างโทรศัพท์ไม่ได้เปลี่ยน Password หรือ Remove Session ใน Account
หากได้รับแจ้งว่า มีคนพยายาม Login บัญชีจากมือถือหรือ Device อื่น ให้ทำตามนี้:
Google ระบุว่าหากพบ Suspicious Activity ควรตรวจ Recent Security Events และ Your Devices และหากกิจกรรมนั้นไม่ใช่ของเจ้าของ Account ให้ดำเนินขั้นตอน Secure Account ส่วน Apple แนะนำให้ Remove Unknown Devices และเปลี่ยน Password หากสงสัยว่า Apple Account ถูกบุคคลอื่นเข้าถึง.
สำหรับผู้อ่าน comsiam จุดสำคัญคืออย่าสับสนระหว่าง “มีคนลองเข้า” กับ “เขาเข้าได้แล้ว” หากระบบบล็อกการ Login ไว้ Account อาจยังไม่ถูกยึด แต่คุณควรตรวจ Security Activity และ Devices ทันที โดยเฉพาะถ้าเหตุการณ์นั้นไม่ใช่ของคุณ.
comsiam แนะนำว่า หากพบ Unknown Device อยู่ใน Account, Recovery Information ถูกเปลี่ยน หรือมี Activity ที่คุณไม่ได้ทำ ให้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่า Notification Login Attempt ทั่วไป ให้ Remove Device, เปลี่ยน Password และตรวจระบบ Two-Factor Authentication ทันที โดยไม่ต้องรีบ Factory Reset โทรศัพท์ก่อน.