Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หลังย้ายข้อมูลมายัง iPhone 18 Pro แล้ว ไม่ควรเริ่มใช้งานทันทีโดยไม่ตรวจสอบการตั้งค่า เพราะบางคุณสมบัติมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว อายุแบตเตอรี่ การใช้พื้นที่ และความสามารถในการค้นหาเครื่องเมื่อสูญหาย
การตั้งค่าที่เหมาะสมไม่ได้หมายความว่าต้องปิดทุกอย่างเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ แต่ควรเปิดคุณสมบัติที่จำเป็น ปิดสิทธิ์ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง และปรับให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน
คู่มือนี้จาก comsiam รวบรวมรายการสำคัญที่ควรตรวจสอบหลังเปิดใช้ iPhone 18 Pro เครื่องใหม่ โดยชื่อเมนูบางรายการอาจแตกต่างเล็กน้อยตามภาษา ภูมิภาค และเวอร์ชันย่อยของ iOS 27
สิ่งแรกที่ควรทำคือเชื่อมต่อ Wi‑Fi และตรวจสอบซอฟต์แวร์ล่าสุด เพราะเครื่องที่เพิ่งซื้ออาจผลิตหรือถูกเก็บไว้ก่อนวันที่มีการอัปเดตเวอร์ชันใหม่
ไปที่
การตั้งค่า > ทั่วไป > รายการอัปเดตซอฟต์แวร์
หากมีรายการอัปเดต ควรสำรองข้อมูลและติดตั้งเมื่อมีแบตเตอรี่เพียงพอหรือเชื่อมต่อที่ชาร์จอยู่
จากนั้นตรวจสอบการตั้งค่าผู้ให้บริการโดยไปที่
การตั้งค่า > ทั่วไป > เกี่ยวกับ
หากมีรายการอัปเดตการตั้งค่าผู้ให้บริการ ระบบจะแสดงข้อความให้ยืนยัน การตั้งค่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ 5G, VoLTE, Wi‑Fi Calling และบริการเครือข่ายอื่น
การอัปเดตอัตโนมัติช่วยให้ iPhone ได้รับแพตช์ความปลอดภัยและการแก้ไขข้อผิดพลาดโดยไม่ต้องตรวจสอบด้วยตนเองทุกครั้ง
ไปที่
การตั้งค่า > ทั่วไป > รายการอัปเดตซอฟต์แวร์ > รายการอัปเดตอัตโนมัติ
ควรพิจารณาเปิด
ผู้ที่ต้องใช้แอปเฉพาะทางในการทำงานอาจรอตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อนติดตั้ง iOS รุ่นใหญ่ แต่ไม่ควรละเลยรายการอัปเดตความปลอดภัยเป็นเวลานาน
แม้ iPhone จะใช้ Face ID แต่ยังต้องมีรหัสผ่านสำหรับปลดล็อกในบางสถานการณ์ เช่น หลังรีสตาร์ตเครื่องหรือเมื่อระบบไม่สามารถยืนยันใบหน้าได้
ไปที่
การตั้งค่า > Face ID และรหัส
รหัสตัวเลข 6 หลักให้ความปลอดภัยมากกว่ารหัส 4 หลัก หากมีข้อมูลธุรกิจ บัญชีธนาคาร หรือเอกสารสำคัญ ควรเลือกตัวเลือกรหัสแบบตัวอักษรและตัวเลข
หลีกเลี่ยงรหัสที่เดาง่าย เช่น
ไม่ควรบอกรหัสปลดล็อกให้ผู้อื่นเห็น เพราะผู้ที่รู้ทั้งรหัสและเข้าถึงตัวเครื่องอาจพยายามเปลี่ยนการตั้งค่าความปลอดภัยได้
Face ID ใช้สำหรับปลดล็อกเครื่อง ยืนยันการชำระเงิน กรอกรหัสผ่าน และเปิดแอปที่รองรับ
ไปที่
การตั้งค่า > Face ID และรหัส > ตั้งค่า Face ID
ระหว่างสแกนใบหน้าควรถือเครื่องในระยะใช้งานปกติ เคลื่อนศีรษะตามคำแนะนำ และไม่ให้สิ่งของบังกล้องหน้า
ควรเปิด Face ID สำหรับ
หาก Face ID จดจำได้ยากในบางลักษณะ สามารถตรวจสอบตัวเลือกเพิ่มรูปลักษณ์อื่นตามความเหมาะสม แต่ไม่ควรเพิ่มใบหน้าของบุคคลอื่นลงในเครื่องส่วนตัว
คุณสมบัติค้นหาของฉันช่วยระบุตำแหน่ง ทำให้เครื่องส่งเสียง เปิดโหมดสูญหาย หรือสั่งลบข้อมูลจากระยะไกล
ไปที่
การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > ค้นหาของฉัน > ค้นหา iPhone ของฉัน
ควรเปิดรายการต่อไปนี้
เครือข่ายค้นหาช่วยเพิ่มโอกาสค้นพบอุปกรณ์ในบางสถานการณ์ แม้เครื่องไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง ส่วนการส่งตำแหน่งล่าสุดจะช่วยบันทึกตำแหน่งก่อนแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับวิกฤต
หลังเปิดแล้วควรเข้าแอปค้นหาของฉันและตรวจสอบว่า iPhone 18 Pro ปรากฏอยู่ในรายการอุปกรณ์จริง
การปกป้องอุปกรณ์เมื่อถูกขโมยเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเมื่อ iPhone อยู่ห่างจากสถานที่คุ้นเคย คุณสมบัติบางรายการจะกำหนดให้ยืนยันด้วย Face ID และอาจมีระยะเวลารอก่อนเปลี่ยนการตั้งค่าที่สำคัญ
ไปที่
การตั้งค่า > Face ID และรหัส > การปกป้องอุปกรณ์เมื่อถูกขโมย
จากนั้นเปิดคุณสมบัตินี้ ผู้ใช้ที่ต้องการความเข้มงวดสูงสามารถพิจารณากำหนดให้ใช้มาตรการเพิ่มเติมตลอดเวลา แทนการใช้เฉพาะเมื่ออยู่ห่างจากสถานที่คุ้นเคย
คุณสมบัตินี้มีประโยชน์มากเมื่อผู้ไม่หวังดีเห็นรหัสปลดล็อกก่อนขโมยโทรศัพท์ เพราะช่วยลดโอกาสที่บุคคลนั้นจะเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชี Apple หรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ทันที
บัญชี Apple ควรมีหมายเลขโทรศัพท์ที่ยังใช้งานได้สำหรับรับรหัสยืนยัน และไม่ควรมีอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักผูกอยู่
ไปที่
การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > การลงชื่อเข้าและความปลอดภัย
ตรวจสอบ
หากพบ iPhone, iPad, Mac หรืออุปกรณ์อื่นที่ไม่รู้จัก ควรตรวจสอบและนำออกจากบัญชี พร้อมเปลี่ยนรหัสผ่านทันทีหากสงสัยว่าบัญชีถูกเข้าถึง
ไปที่
การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > iCloud > ข้อมูลสำรอง iCloud
เปิด สำรองข้อมูล iPhone เครื่องนี้ แล้วแตะ สำรองข้อมูลตอนนี้ สำหรับการสร้างข้อมูลสำรองครั้งแรก
หลังดำเนินการเสร็จต้องตรวจสอบวันที่และเวลาที่สำรองล่าสุด หากพื้นที่ iCloud ไม่เพียงพอ ระบบอาจหยุดสำรองโดยที่ผู้ใช้ไม่ทันสังเกต
ผู้ที่มีข้อมูลสำคัญควรสร้างข้อมูลสำรองแบบเข้ารหัสบน Mac หรือ Windows เพิ่มอีกชุด ไม่ควรพึ่งพื้นที่จัดเก็บเพียงตำแหน่งเดียว
ไปที่
การตั้งค่า > ชื่อบัญชี Apple > iCloud > รูปภาพ
ตัวเลือกสำคัญมีสองรูปแบบ
ระบบจะเก็บไฟล์ขนาดเหมาะสมไว้ในเครื่อง และเก็บต้นฉบับบน iCloud เหมาะกับผู้ที่มีคลังภาพขนาดใหญ่และต้องการประหยัดพื้นที่
เก็บภาพต้นฉบับไว้ใน iPhone เหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้าถึงไฟล์เต็มโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต แต่ต้องมีพื้นที่ภายในเพียงพอ
รูปภาพ iCloud เป็นระบบซิงค์ หากลบรูปบน iPhone การลบอาจซิงค์ไปยังอุปกรณ์อื่นด้วย จึงควรมีสำเนาแยกของภาพสำคัญบนคอมพิวเตอร์หรือ SSD
iPhone 18 Pro สามารถกำหนดระดับการชาร์จสูงสุดได้ โดยไปที่
การตั้งค่า > แบตเตอรี่ > การชาร์จ
ระบบอาจมีตัวเลือกระดับตั้งแต่ 80% ถึง 100% โดยปรับเป็นช่วงตามที่ iOS กำหนด
แนวทางเลือกมีดังนี้
| รูปแบบการใช้งาน | ค่าที่เหมาะสม |
|---|---|
| อยู่ใกล้ที่ชาร์จเกือบตลอดวัน | 80–90% |
| ใช้งานทั่วไปและต้องการความสมดุล | 90–95% |
| เดินทางหรือใช้งานหนักทั้งวัน | 100% |
| ต้องการให้ระบบเรียนรู้พฤติกรรม | เปิดการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่ |
การตั้งขีดจำกัดต่ำช่วยลดเวลาที่แบตเตอรี่อยู่ในระดับประจุสูง แต่ระยะเวลาใช้งานต่อรอบจะลดลง ผู้ใช้จึงควรเลือกระดับที่เหมาะกับชีวิตจริง ไม่จำเป็นต้องฝืนใช้ 80% หากทำให้แบตเตอรี่ไม่พอใช้
หากเลือกชาร์จเต็ม 100% ควรเปิดการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่ เพื่อให้ระบบเรียนรู้ตารางการชาร์จและชะลอการชาร์จช่วงท้ายในบางสถานการณ์
ฟังก์ชันนี้ไม่ได้ทำงานเหมือนกันทุกวัน เพราะต้องอาศัยการเรียนรู้พฤติกรรมและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ชาร์จไม่เป็นเวลาหรือเดินทางบ่อยอาจไม่เห็นการหยุดชาร์จที่ 80% ทุกครั้ง
สิ่งที่ส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่อย่างชัดเจนคือความร้อน จึงควรหลีกเลี่ยงการเล่นเกมหนัก ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง หรือวางเครื่องกลางแดดขณะชาร์จ
ไปที่
การตั้งค่า > แบตเตอรี่
หน้าจอนี้แสดงระดับแบตเตอรี่ ระยะเวลาการใช้งาน และสัดส่วนการใช้พลังงานของแต่ละแอป สามารถเปิดดูรายละเอียดการใช้แบตเตอรี่ย้อนหลังตามช่วงเวลาที่ระบบรองรับ
หากพบแอปใช้แบตเตอรี่มากผิดปกติ ให้ตรวจสอบว่า
ไม่ควรรีบสรุปว่าแบตเตอรี่เสียจากข้อมูลเพียงวันแรก เพราะหลังย้ายเครื่องใหม่ ระบบอาจกำลังดาวน์โหลดแอป ซิงค์รูป และจัดทำดัชนีข้อมูลอยู่เบื้องหลัง
ไปที่
การตั้งค่า > ทั่วไป > ดึงข้อมูลแอปอยู่เบื้องหลัง
สามารถเลือกเปิด ปิด หรือกำหนดเป็นรายแอป แอปที่ไม่จำเป็นต้องอัปเดตข้อมูลขณะไม่ได้ใช้งานสามารถปิดได้ เช่น เกมหรือแอปซื้อสินค้าบางประเภท
ไม่ควรปิดทุกแอปโดยไม่พิจารณา เพราะอาจทำให้ข้อมูลไม่อัปเดตตามต้องการ แอปแชตส่วนใหญ่ยังใช้ระบบแจ้งเตือนแยก แต่พฤติกรรมจริงขึ้นอยู่กับการออกแบบของแอป
ไปที่
การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง
ควรพิจารณาสิทธิ์ของแต่ละแอปดังนี้
แอปแผนที่และบริการเดินทางอาจต้องใช้ตำแหน่งขณะใช้งาน ส่วนแอปที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งไม่ควรได้รับสิทธิ์ตลอดเวลา
สามารถปิด ตำแหน่งที่ตั้งจริง สำหรับแอปที่ต้องทราบเพียงพื้นที่โดยประมาณ เช่น แอปพยากรณ์อากาศบางประเภท แต่แอปนำทางหรือเรียกรถอาจต้องใช้ตำแหน่งที่แม่นยำ
ไปที่
การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > การติดตาม
ผู้ใช้สามารถปิดคำขออนุญาตติดตามทั้งหมด หรือเลือกอนุญาตเฉพาะแอปที่ต้องการ
การปิดการติดตามไม่ได้ทำให้โฆษณาหายทั้งหมด แต่ช่วยจำกัดการเชื่อมโยงกิจกรรมระหว่างแอปและเว็บไซต์ของบริษัทอื่นตามระบบที่ Apple รองรับ
ควรตรวจสอบสิทธิ์อื่นร่วมด้วย เช่น
แอปควรได้รับเฉพาะสิทธิ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริง
เมื่อแอปขอเข้าถึงรูปภาพ iPhone สามารถอนุญาตเฉพาะภาพที่เลือกได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดคลังทั้งหมดให้ทุกแอป
เหมาะกับแอปซื้อสินค้า แอปแต่งรูปชั่วคราว หรือเว็บไซต์ที่ต้องใช้เพียงภาพเดียว
สามารถตรวจสอบได้ที่
การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > รูปภาพ
หากพบแอปที่ไม่จำเป็นต้องดูภาพทั้งหมด ให้เปลี่ยนเป็นการเข้าถึงแบบจำกัด หรือปิดสิทธิ์เมื่อใช้งานเสร็จ
การแจ้งเตือนจำนวนมากรบกวนการทำงานและทำให้หน้าจอตื่นบ่อย ไปที่
การตั้งค่า > การแจ้งเตือน
ควรเปิดการแจ้งเตือนสำหรับ
ส่วนเกม ร้านค้า และแอปส่งเสริมการขายสามารถปิดเสียง ปิดป้าย หรือปิดทั้งหมดได้ตามความเหมาะสม
การใช้สรุปการแจ้งเตือนตามกำหนดเวลาช่วยรวมข้อความที่ไม่เร่งด่วนไว้แสดงพร้อมกัน แต่ไม่ควรนำแอปธนาคาร รหัส OTP หรือระบบเตือนภัยไปไว้ในรายการที่อาจถูกหน่วงเวลา
โหมดโฟกัสช่วยกำหนดว่าใครและแอปใดสามารถแจ้งเตือนได้ในช่วงทำงาน นอน หรือขับรถ
ไปที่
การตั้งค่า > โฟกัส
ตัวอย่างการตั้งค่า ได้แก่
ควรเพิ่มบุคคลที่ต้องติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน และตรวจสอบตัวเลือกการโทรซ้ำตามความเหมาะสม
เปิดแอป สุขภาพ แล้วตั้งค่าข้อมูลทางการแพทย์หรือ Medical ID
ข้อมูลที่ควรเพิ่ม ได้แก่
สามารถกำหนดให้แสดงข้อมูลทางการแพทย์เมื่อหน้าจอล็อก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้โดยไม่ต้องทราบรหัสผ่าน
ควรใส่เฉพาะข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบเป็นระยะ หากเปลี่ยนยา เบอร์โทรศัพท์ หรือผู้ติดต่อฉุกเฉินต้องแก้ไขให้เป็นปัจจุบัน
ไปที่
การตั้งค่า > SOS ฉุกเฉิน
ตรวจสอบวิธีเรียกบริการฉุกเฉินและตัวเลือกการโทรอัตโนมัติที่เปิดอยู่ รวมถึงการโทรหลังตรวจพบการชนรุนแรง
ระบบตรวจจับการชนเปิดไว้เป็นค่าเริ่มต้นบนอุปกรณ์ที่รองรับ ไม่ควรปิดโดยไม่มีเหตุผล เพราะออกแบบมาเพื่อช่วยเรียกบริการฉุกเฉินเมื่อระบบตรวจพบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม ระบบอัตโนมัติไม่สามารถตรวจจับเหตุการณ์ได้ทุกกรณี และไม่ควรใช้แทนการโทรขอความช่วยเหลือด้วยตนเองเมื่อยังสามารถทำได้
ไปที่
การตั้งค่า > จอภาพและความสว่าง
รายการที่ควรพิจารณา ได้แก่
Always-On Display ช่วยให้ดูเวลาและข้อมูลสำคัญได้โดยไม่ต้องปลุกหน้าจอ แต่ใช้พลังงานเพิ่มเล็กน้อย ผู้ที่ต้องการประหยัดแบตเตอรี่สูงสุดสามารถปิด หรือปรับไม่ให้แสดงภาพพื้นหลังและการแจ้งเตือนบางประเภทหากระบบมีตัวเลือก
ไปที่
การตั้งค่า > จอภาพและความสว่าง > ล็อกอัตโนมัติ
ระยะเวลาที่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปคือประมาณ 30 วินาทีถึง 2 นาที ขึ้นอยู่กับลักษณะการอ่านและการทำงาน
การกำหนดเวลานานเกินไปทำให้หน้าจอเปิดทิ้งไว้ สิ้นเปลืองแบตเตอรี่ และเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้อื่นจะเข้าถึงเครื่องหากวางทิ้งไว้โดยไม่ได้ล็อก
หน้าจอ iPhone 18 Pro รองรับ ProMotion สูงสุด 120Hz โดยระบบจะปรับอัตรารีเฟรชตามเนื้อหาอัตโนมัติ
หากเปิดการจำกัดอัตราเฟรมในเมนูการช่วยการเข้าถึง ระบบอาจจำกัดการแสดงผลไว้ระดับต่ำกว่า ผู้ใช้ที่ต้องการความลื่นไหลสูงสุดควรตรวจสอบที่
การตั้งค่า > การช่วยการเข้าถึง > การเคลื่อนไหว
การเปิดโหมดประหยัดพลังงานอาจลดอัตรารีเฟรชและกิจกรรมเบื้องหลังชั่วคราว ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติ ไม่ได้หมายความว่าหน้าจอเสีย
ไปที่
การตั้งค่า > กล้อง
ควรตรวจสอบหัวข้อต่อไปนี้
ไม่ควรเปิด ProRAW หรือ ProRes ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น เพราะไฟล์มีขนาดใหญ่กว่ารูปแบบทั่วไปและทำให้พื้นที่เต็มเร็ว ควรใช้เมื่อมีแผนแต่งภาพหรือตัดต่อจริงจัง
iPhone 18 Pro มีปุ่มและส่วนควบคุมที่สามารถกำหนดให้เข้าถึงฟังก์ชันที่ใช้บ่อยได้ ผู้ใช้ควรเลือกคำสั่งตามลักษณะการใช้งาน เช่น
ไม่ควรตั้งคำสั่งที่มีผลต่อข้อมูลสำคัญให้ทำงานทันทีโดยไม่มีขั้นตอนยืนยัน หากมีโอกาสกดปุ่มผิดโดยไม่ตั้งใจ
ไปที่
การตั้งค่า > เซลลูลาร์ > ตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์
ตัวเลือก 5G โดยทั่วไปอาจมีรูปแบบ เช่น
5G อัตโนมัติเหมาะกับผู้ใช้ส่วนใหญ่ เพราะระบบสามารถปรับใช้ 5G เมื่อมีประโยชน์และเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายอื่นตามความเหมาะสม
ควรตรวจสอบด้วยว่าแอปใดได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูลมือถือ หากมีแพ็กเกจจำกัด สามารถปิดข้อมูลมือถือของแอปสตรีมมิง เกม หรือบริการสำรองไฟล์ขนาดใหญ่ได้
Wi‑Fi Calling ช่วยให้โทรผ่านเครือข่าย Wi‑Fi ในพื้นที่ซึ่งสัญญาณมือถืออ่อน หากผู้ให้บริการและแพ็กเกจรองรับ
ไปที่
การตั้งค่า > เซลลูลาร์ > Wi‑Fi Calling
หลังเปิดควรตรวจสอบข้อมูลที่อยู่สำหรับบริการฉุกเฉินตามที่ระบบหรือผู้ให้บริการกำหนด และทดลองโทรในพื้นที่ซึ่งใช้งานจริง
ความพร้อมและคุณภาพของบริการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ เครือข่าย Wi‑Fi และประเทศที่ใช้งาน
ไปที่ศูนย์ควบคุมหรือ
การตั้งค่า > ทั่วไป > AirDrop
ตัวเลือกที่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปคือ เฉพาะรายชื่อ หรือเปิดรับจากทุกคนชั่วคราวเมื่อจำเป็น แล้วระบบจะกลับไปจำกัดตามเงื่อนไขที่กำหนด
ไม่ควรเปิดรับจากทุกคนโดยไม่จำเป็นในพื้นที่สาธารณะ เพราะอาจได้รับคำขอส่งไฟล์หรือข้อมูลที่ไม่ต้องการ
สามารถเปลี่ยนชื่อเครื่องได้ที่
การตั้งค่า > ทั่วไป > เกี่ยวกับ > ชื่อ
ไม่ควรตั้งชื่อที่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เช่น ชื่อจริงพร้อมนามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือที่อยู่ เพราะชื่ออาจปรากฏเมื่อใช้ AirDrop, Bluetooth และ Personal Hotspot
สำหรับฮอตสปอตส่วนบุคคล ควรตั้งรหัสผ่าน Wi‑Fi ที่คาดเดายาก และปิดอนุญาตให้ผู้อื่นเข้าร่วมเมื่อไม่ใช้งาน
เปิดแอปรหัสผ่านหรือเมนูจัดการรหัสผ่านของระบบ เพื่อตรวจสอบว่า
ไม่ควรเก็บรหัสผ่านไว้ในโน้ตที่ไม่ได้ล็อก ภาพหน้าจอ หรือส่งผ่านห้องแชตทั่วไป
หลังย้ายเครื่อง แอปธนาคารอาจกำหนดให้ลงทะเบียนอุปกรณ์ใหม่ ส่วนแอปยืนยันตัวตนอาจต้องโอนบัญชีหรือสแกนรหัสใหม่
ควรตรวจสอบให้ครบก่อนลบเครื่องเก่า โดยเฉพาะ
ไม่ควรรีเซ็ตเครื่องเก่าจนกว่าจะเข้าสู่ระบบและยืนยันบริการสำคัญบน iPhone 18 Pro ได้ครบ
ไปที่
การตั้งค่า > ทั่วไป > พื้นที่จัดเก็บข้อมูลของ iPhone
ตรวจสอบแอปและไฟล์ที่ใช้พื้นที่มาก สามารถเลือกเอาแอปที่ไม่ได้ใช้ออกโดยเก็บเอกสารกับข้อมูลไว้ หรือเลือกลบแอปพร้อมข้อมูลทั้งหมด
ควรตรวจสอบเป็นพิเศษกับ
ไม่ควรลบข้อมูลจากแอปที่ไม่แน่ใจว่าซิงค์ขึ้นระบบคลาวด์แล้วหรือยัง
หลังตั้งค่าเสร็จควรทดสอบ
การทดสอบตั้งแต่วันแรกช่วยให้พบปัญหาด้านฮาร์ดแวร์ ซิม บัญชี หรือการย้ายข้อมูลก่อนลบเครื่องเก่าหรือพ้นช่วงเงื่อนไขการเปลี่ยนสินค้า
สิ่งที่ควรทำก่อนเป็นอันดับแรกคืออัปเดต iOS ตั้งรหัสผ่านและ Face ID เปิดค้นหาของฉัน เปิดการปกป้องอุปกรณ์เมื่อถูกขโมย และสร้างข้อมูลสำรอง iCloud หลังจากนั้นจึงปรับการชาร์จ การแจ้งเตือน ตำแหน่ง ความเป็นส่วนตัว และการใช้ข้อมูลมือถือให้เหมาะกับตนเอง
ผู้ที่ต้องการถนอมแบตเตอรี่สามารถตั้งขีดจำกัดการชาร์จ ลดการทำงานเบื้องหลังของแอปที่ไม่จำเป็น และควบคุมความร้อนระหว่างใช้งาน แต่ไม่จำเป็นต้องปิดคุณสมบัติทุกอย่างจนสูญเสียความสะดวกของโทรศัพท์ระดับ Pro
คำแนะนำของ comsiam คือ หลังตั้งค่าครบแล้วให้ทดสอบการโทร อินเทอร์เน็ต กล้อง การชาร์จ แอปธนาคาร การสำรองข้อมูล และค้นหาของฉัน พร้อมเก็บเครื่องเก่าไว้ก่อนจนกว่าข้อมูลและบริการสำคัญจะทำงานสมบูรณ์ทั้งหมด