Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Apple ProRes เป็นรูปแบบวิดีโอสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูงและความยืดหยุ่นในการตัดต่อมากกว่าวิดีโอ HEVC หรือ H.264 ทั่วไป เหมาะกับคนที่ต้องนำไฟล์ไป Color Grade, ตัดต่อจริงจัง ทำโฆษณา หนังสั้น Music Video หรือเก็บ Master File คุณภาพสูง
iPhone 18 Pro รองรับ ProRes สูงสุด 4K 120 fps เมื่อบันทึกลงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่รองรับ และยังรองรับ Apple Log 2 รวมถึง ProRes RAW ผ่านแอปที่รองรับ จึงสามารถใช้เป็นกล้องสำหรับงานวิดีโอระดับจริงจังได้มากขึ้น
แต่ ProRes มีข้อแลกเปลี่ยนสำคัญคือ ไฟล์ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับวิดีโอปกติ ดังนั้นไม่ควรเปิดใช้ทุกคลิปโดยไม่มีเหตุผล
คู่มือนี้จะอธิบายตั้งแต่วิธีเปิด ProRes การเลือกความละเอียดและเฟรมเรต การใช้ HDR หรือ Log ไปจนถึงการบันทึกลง SSD ภายนอก
ProRes คือ Codec วิดีโอของ Apple ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาคุณภาพของภาพไว้สูงและทำให้ Workflow การตัดต่อมีประสิทธิภาพ
เหมาะกับกระบวนการ Post-production เช่น
ข้อดีหลักคือรักษาข้อมูลของภาพไว้มากกว่าวิดีโอที่บีบอัดหนัก
ข้อเสียคือขนาดไฟล์ใหญ่กว่ามาก
เมื่อไม่ได้เปิด ProRes แอป Camera สามารถใช้รูปแบบอย่าง HEVC หรือ H.264 ตามการตั้งค่า
เหมาะกับ
เหมาะกับ
ดังนั้น ProRes ไม่ได้มีไว้แทนวิดีโอปกติทั้งหมด
ไม่
การเปิด ProRes ไม่สามารถแก้
ได้
ข้อดีของ ProRes อยู่ที่การรักษาข้อมูลและคุณภาพสำหรับ Workflow หลังถ่ายมากกว่า
วิดีโอ HEVC ที่ถ่ายด้วยแสงดีและ Focus ถูก สามารถดูดีกว่า ProRes ที่ถ่ายผิดวิธีได้
เข้าไปที่
Settings > Camera > Formats
จากนั้นมองหาส่วน
Video Capture
แล้วเปิด
Apple ProRes
เมื่อเปิดเรียบร้อยแล้ว ให้กลับไปที่แอป Camera
จากนั้นเลือกโหมด Video
คุณจะสามารถเลือก ProRes จากตัวควบคุมของกล้องได้
ขั้นตอนพื้นฐานคือ
ก่อนงานสำคัญควรตรวจว่า ProRes เปิดอยู่จริง เพราะหากปิดจาก Camera วิดีโอจะกลับไปใช้ Codec ปกติที่กำหนดไว้ใน Formats
ProRes HDR เหมาะกับงานที่ต้องการเก็บช่วงความสว่างสูงและ Workflow ที่รองรับ HDR
เหมาะกับฉาก เช่น
แต่ต้องตรวจให้แน่ใจว่าโปรแกรมตัดต่อและปลายทางรองรับ HDR อย่างถูกต้อง
หาก Workflow ของคุณเป็น SDR อาจไม่จำเป็นต้องใช้ HDR
Log เป็นรูปแบบการบันทึกภาพที่ออกแบบมาเพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการ Color Grade มากขึ้น
ภาพ Log ที่เปิดดูตรง ๆ มักมีลักษณะ
ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ทำให้ภาพสวยพร้อมโพสต์ทันที แต่เพื่อเก็บข้อมูลไว้สำหรับปรับสีภายหลัง
iPhone 18 Pro รองรับ Apple Log 2
เหมาะกับผู้ที่ทำงาน
หากไม่ได้ตั้งใจ Color Grade จริงจัง ไม่จำเป็นต้องใช้ Log ทุกคลิป
วิดีโอปกติหรือ ProRes HDR สามารถใช้งานง่ายกว่า
นี่เป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย
บางคนเปิด Log เพราะคิดว่า Professional กว่า แล้วนำไฟล์ไปโพสต์ตรง ๆ
ผลคือวิดีโออาจดู
หากต้องใช้ Log ควรมี Workflow หลังถ่ายสำหรับปรับสี
หากต้องการไฟล์ที่พร้อมใช้มากกว่า ให้เลือก Video Mode ปกติหรือ ProRes HDR ตามงาน
iPhone 18 Pro รองรับการบันทึก ProRes สูงสุด 4K 120 fps เมื่อใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่รองรับ
นี่เหมาะกับงานที่ต้องการ
แต่ 4K 120 fps ใช้ข้อมูลจำนวนมากมาก จึงไม่ใช่ค่า Default ที่ควรใช้ทุกคลิป
เหมาะกับ
ไฟล์ยังคงมีขนาดใหญ่มากกว่า HEVC แต่เล็กกว่าการบันทึก Frame Rate สูงอย่าง 60 หรือ 120 fps
หากต้องการทำหนัง นี่เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ควรเริ่มศึกษา
เหมาะกับงาน Professional ทั่วไป เช่น
30 fps ใช้งานง่ายและไม่สร้างข้อมูลมากเท่า 60 หรือ 120 fps
สำหรับผู้เริ่มต้น ProRes การใช้ 4K 30 fps เป็นจุดเริ่มต้นที่สมเหตุสมผลกว่า 120 fps
60 fps เหมาะกับ
แต่ไฟล์จะโตเร็วขึ้นอย่างมาก
หากตั้งใจ Output ที่ 24 หรือ 30 fps การถ่าย 60 fps สามารถนำมา Slow Motion ได้อย่างลื่นขึ้น
120 fps เหมาะกับงานเฉพาะ เช่น
ไม่เหมาะกับ
เพราะไฟล์จะใหญ่มากโดยไม่ได้เพิ่มประโยชน์กับเนื้อหาทั่วไป
ข้อมูลจาก 4K 120 fps มีปริมาณสูงมาก
การบันทึกโดยตรงไปยังอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่เร็วเพียงพอช่วยรองรับ Data Rate ที่สูงและช่วยไม่ให้พื้นที่ภายใน iPhone เต็มเร็ว
ดังนั้นหากต้องการใช้ความสามารถ ProRes ระดับสูงสุด ควรเตรียม
ให้พร้อมก่อนเริ่มถ่าย
สำหรับการบันทึก ProRes ลง Storage ภายนอก อุปกรณ์ต้องมีคุณสมบัติตามที่ระบบรองรับ
หลักสำคัญคือ
ไดรฟ์ที่เข้ารหัสด้วย Password บางประเภทไม่รองรับการบันทึกโดยตรงตามข้อกำหนดของ Apple
ไม่
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก
สาย USB-C บางเส้นออกแบบมาสำหรับชาร์จเป็นหลักและมีความเร็วในการส่งข้อมูลต่ำ
สำหรับการบันทึก ProRes ลง External Storage ควรใช้ สาย USB 3 ที่รองรับอย่างน้อย 10 Gbit/s
หากใช้สายช้า แม้ SSD จะเร็ว ระบบก็อาจไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ทัน
Apple กำหนดให้ External Storage สำหรับ 4K 60 fps ProRes รองรับความเร็วเขียนอย่างน้อยประมาณ
220 MB/s
หากต่ำกว่านี้ อาจพบข้อความเกี่ยวกับ Recording Speed ช้า
ดังนั้นอย่าดูเฉพาะความจุ SSD
ต้องดู Sustained Write Speed ด้วย
สำหรับ 4K 120 fps ProRes
External Storage ต้องรองรับความเร็วเขียนอย่างน้อยประมาณ
440 MB/s
และสายเชื่อมต่อก็ต้องรองรับ Bandwidth เพียงพอ
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม SSD ราคาถูกหรือ Flash Drive ทั่วไปจึงอาจไม่เหมาะกับงานนี้
สาเหตุอาจมาจากหลายอย่าง
ดังนั้นต้องดูทั้งระบบ
iPhone → Cable → SSD
ไม่ใช่ดู SSD อย่างเดียว
Apple ระบุให้ใช้ exFAT สำหรับ External Storage ที่ต้องการบันทึก ProRes โดยตรง
สามารถใช้ Files app จัดการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่รองรับได้
ก่อนใช้ SSD กับงานสำคัญ ควรสำรองข้อมูลเดิมออกก่อนทำการ Format เพราะการฟอร์แมตจะลบข้อมูลในไดรฟ์
สำหรับ Workflow 4K 120 ProRes ควรตรวจ
ก่อนออกกองจริง
อย่าเพิ่งทดลอง SSD ครั้งแรกในงานที่ถ่ายใหม่ไม่ได้
ให้ทดลอง Record ต่อเนื่องก่อน แล้วเปิดไฟล์ตรวจว่ามีปัญหาหรือไม่
Apple ระบุว่าไฟล์ ProRes สามารถใหญ่กว่าไฟล์ HEVC ได้สูงสุดประมาณ 30 เท่า
นี่เป็นความแตกต่างที่สูงมาก
ตัวอย่างเช่น คลิปที่ปกติใช้พื้นที่ไม่มาก เมื่อเปลี่ยนเป็น ProRes สามารถกิน Storage อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นก่อนถ่ายควรดูเวลาบันทึกที่เหลือบนหน้าจอและตรวจพื้นที่ว่าง
เมื่อบันทึก ProRes ลง Storage ภายใน Apple กำหนดให้มีพื้นที่ว่างอย่างน้อยประมาณ 10%
หากพื้นที่เหลือน้อยมาก Camera อาจไม่อนุญาตให้บันทึกหรือจำเป็นต้องจัดการพื้นที่ก่อน
ก่อนถ่ายงานสำคัญ ให้ลบ
หรือย้ายไฟล์ไป External Storage ก่อน
ถ้าคุณถ่าย
ProRes ส่วนใหญ่อาจไม่จำเป็น
เพราะ
ใช้ HEVC สำหรับวิดีโอทั่วไป แล้วเปิด ProRes เฉพาะงานที่ได้ประโยชน์จากมันจะมีประสิทธิภาพกว่า
เหมาะในฐานะ Master Recording Format
ตัวอย่าง Workflow
ถ่าย ProRes → ตัดต่อ → Color Grade → Export สำหรับ YouTube
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้อง Upload ไฟล์ ProRes ต้นฉบับทุกครั้ง
หลังตัดต่อสามารถ Export Codec ที่เหมาะกับแพลตฟอร์มได้
ProRes มีประโยชน์ระหว่าง Production และ Post-production มากกว่าการเป็นไฟล์ส่งปลายทางเพียงอย่างเดียว
สำหรับ TikTok หรือ Reels ทั่วไป ไม่จำเป็น
ถ้าทำ Commercial หรือ Brand Content ที่ต้อง
ProRes สามารถมีประโยชน์ในขั้นตอน Production
แต่ถ่ายคลิปพูดทั่วไปเพื่อโพสต์ทันที การใช้ 4K HEVC สามารถสะดวกและประหยัดพื้นที่กว่ามาก
เหมาะกับงาน Product Video ระดับจริงจัง
เช่น
โดยเฉพาะสินค้าที่มี
ไฟล์คุณภาพสูงช่วยให้ Post-production มีพื้นที่ทำงานมากขึ้น
เหมาะมากกว่าไฟล์ที่ถูกบีบอัดหนักในหลาย Workflow
เพราะงาน Keying ต้องใช้รายละเอียดบริเวณ
คุณภาพไฟล์ต้นฉบับที่ดีช่วยขั้นตอน Compositing
แต่แสง Green Screen ที่สม่ำเสมอยังคงสำคัญกว่าการเลือก Codec เพียงอย่างเดียว
หากตั้งใจสร้าง Look ของวิดีโอภายหลัง สามารถใช้ ProRes ร่วมกับ Apple Log 2 ใน Workflow ที่รองรับ
จากนั้นนำไฟล์ไป
แต่ควร Exposure ให้เหมาะสมตั้งแต่ตอนถ่าย
Log ไม่ได้หมายความว่าสามารถถ่ายมืดหรือสว่างผิดมากแล้วแก้ได้หมด
LUT หรือ Look-Up Table ใช้แปลงหรือปรับความสัมพันธ์ของสีและ Tone
ใน Workflow Log มักใช้ LUT เพื่อ
แต่อย่าคิดว่าใส่ LUT แล้ววิดีโอจะสวยทันที
ควรแก้
ให้เหมาะสมด้วย
ProRes RAW เป็นรูปแบบสำหรับงานภาพยนตร์ที่ต้องการข้อมูลใกล้กับข้อมูลที่ระบบกล้องจับได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นใน Post-production
บน iPhone 18 Pro มีการรองรับ ProRes RAW ผ่านแอปที่รองรับ เช่น Workflow ของ Final Cut Camera
นี่เป็นระดับที่เหมาะกับ
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ProRes ปกติก็เกินพอแล้ว
อย่าสับสน
เป็น Codec คุณภาพสูง เหมาะกับ Editing และ Post-production
ให้ความยืดหยุ่นจากข้อมูลภาพระดับลึกขึ้นและต้องใช้ Workflow ที่รองรับโดยเฉพาะ
ดังนั้นคำว่า “RAW” ไม่ได้หมายความว่าต้องเลือกเสมอ
Workflow จะซับซ้อนขึ้นและ Storage สูงขึ้นตามไปด้วย
สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ Workflow ระดับ Professional สามารถใช้ Final Cut Camera บน iPhone ที่รองรับเพื่อบันทึก ProRes RAW
ยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบ Multicam ใน Workflow ที่รองรับ
แต่ถ้าเพิ่งเริ่มทำวิดีโอ อย่ารีบเข้า ProRes RAW
เรียนรู้
ให้แข็งแรงก่อน จะได้ประโยชน์มากกว่า
comsiam แนะนำ Checklist ก่อนถ่ายดังนี้
โดยเฉพาะงานที่ถ่ายใหม่ไม่ได้ ห้ามข้ามการ Record Test
การบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงและ Data Rate สูงเป็นงานหนักสำหรับอุปกรณ์
ถ้าถ่ายเป็นเวลานาน ควรหลีกเลี่ยง
อุณหภูมิสูงสามารถส่งผลต่อการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้
สำหรับ Rig ขนาดเล็ก สามารถ Mount SSD ไว้ด้านหลังหรือด้านข้าง iPhone
เป้าหมายคือ
อย่าปล่อย SSD ห้อยจากสาย USB-C
เพราะแรงกระชากอาจทำให้ Connector หลุดระหว่าง Record
หากติด
น้ำหนักของชุดกล้องจะเพิ่มขึ้น
หากใช้ Gimbal ต้องตรวจ Payload และ Balance ใหม่
อย่าติดอุปกรณ์หลายอย่างแล้วเปิด Gimbal โดยไม่ปรับ Balance เพราะมอเตอร์อาจทำงานหนักและ Stabilization ไม่ดี
สำหรับคนที่เพิ่งลอง ProRes ให้เริ่มจาก Shot ที่ควบคุมง่าย
เช่น
วาง iPhone บน Tripod แล้วตั้ง
ProRes 4K 24/30 fps
ก่อน
เมื่อเข้าใจ Workflow และไฟล์แล้วจึงค่อยไป 60 หรือ 120 fps
ตัวอย่างสำหรับมือใหม่
ขั้นที่ 1: ตั้ง ProRes
ขั้นที่ 2: ถ่าย 4K 30 fps
ขั้นที่ 3: โอนไฟล์เข้าคอมพิวเตอร์
ขั้นที่ 4: ตัดต่อ
ขั้นที่ 5: ปรับสี
ขั้นที่ 6: Export ไฟล์สำหรับ YouTube/TikTok/เว็บไซต์
ขั้นที่ 7: เก็บเฉพาะ Master Footage ที่สำคัญ
ขั้นที่ 8: ลบ Take ที่เสีย
Workflow นี้ช่วยไม่ให้ Storage เต็มจากการเก็บทุกไฟล์ไว้ตลอดเวลา
ได้
ไฟล์ ProRes สามารถใช้งานกับแอปที่รองรับบนอุปกรณ์ Apple รวมถึงการแก้ไขพื้นฐานและ Workflow ตัดต่อที่รองรับ
แต่ไฟล์มีขนาดใหญ่
สำหรับ Project ยาว การย้ายไปทำงานบน
อาจจัดการไฟล์และ Timeline ได้สะดวกกว่า
เลือกตามขนาดของงาน
โดยทั่วไปไม่ใช่วิธีที่เหมาะที่สุด
ไฟล์มีขนาดใหญ่มาก และบางแพลตฟอร์มอาจบีบอัดหรือแปลงวิดีโอ
หากต้องส่ง Master File ควรใช้วิธีที่รักษาไฟล์ต้นฉบับไว้ เช่น
และตรวจไฟล์ปลายทางว่าคง Resolution และ Codec ตามต้องการ
ได้ แต่ควรคิดก่อนว่าเป็น Master Footage ที่ต้องใช้ในอนาคตหรือไม่
ถ้าเป็น
ควร Backup ก่อน
แต่ Take ที่
สามารถคัดทิ้งหลังตรวจงานเรียบร้อย เพื่อประหยัดพื้นที่
ถ้าต้องการทดลองครั้งแรก comsiam แนะนำ
Format: ProRes
Resolution: 4K
Frame Rate: 30 fps
Encoding: HDR สำหรับ Workflow ที่รองรับ หรือ Log เมื่อจะ Color Grade
Camera: 1x เป็นจุดเริ่มต้น
Focus: ตั้งก่อน Record
White Balance: รักษาให้คงที่
Exposure: ระวัง Highlight
Storage: ตรวจพื้นที่ก่อน
External SSD: ใช้เมื่อจำเป็นหรือใช้ Frame Rate สูง
Tripod: แนะนำสำหรับการทดลองครั้งแรก
อย่าเริ่มด้วย 4K 120 fps หากยังไม่เคยจัดการ ProRes มาก่อน
สามารถเริ่มจาก
4K 24 fps
ProRes Log
Shutter Speed ใกล้หลัก 180 องศาตาม Workflow
White Balance คงที่
Focus ควบคุมตาม Shot
แสงจัดอย่างตั้งใจ
Tripod/Gimbal ตาม Movement
ND Filter เมื่อจำเป็น
จากนั้น Color Grade ใน Post-production
นี่เป็น Workflow ที่ต้องใช้ความรู้มากกว่าการถ่าย Video Mode ปกติ แต่ให้การควบคุมภาพมากขึ้น
ถ้าต้องการ Slow Motion คุณภาพสูงและมี Storage ที่รองรับ
สามารถใช้
4K 60 fps หรือ 4K 120 fps
ตามความเร็วที่ต้องการ
สำหรับ 4K 120 ProRes ให้ใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่รองรับความเร็วตามข้อกำหนด
และควรมีแสงจำนวนมาก เพราะ Frame Rate สูงต้องการแสงมากขึ้น
หลีกเลี่ยง
ProRes จะมีประโยชน์ที่สุดเมื่อคุณมี Workflow หลังจากกด Record ชัดเจนแล้ว
รองรับ ProRes สูงสุด 4K 120 fps เมื่อใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่รองรับ
เข้า Settings > Camera > Formats แล้วเปิด Apple ProRes จากนั้นเปิด Camera > Video และเลือก ProRes พร้อม Resolution และ Frame Rate ที่ต้องการ
ไม่จำเป็นสำหรับ TikTok ทั่วไป HEVC 4K ก็เพียงพอในหลายกรณี ProRes เหมาะเมื่อมี Workflow ตัดต่อหรือ Color Grade จริงจัง
Apple ระบุว่าไฟล์ ProRes สามารถใหญ่กว่า HEVC ได้สูงสุดประมาณ 30 เท่า ขึ้นอยู่กับรูปแบบและการตั้งค่าที่ใช้
ต้องใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกที่รองรับสำหรับการบันทึก ProRes 4K 120 fps บน iPhone 18 Pro
Apple กำหนดความเร็วเขียนอย่างน้อยประมาณ 440 MB/s และควรใช้สาย USB 3 ที่รองรับอย่างน้อย 10 Gbit/s
ต้องรองรับความเร็วเขียนอย่างน้อยประมาณ 220 MB/s ตามข้อกำหนดของ Apple
สำหรับการบันทึก ProRes โดยตรง Apple ระบุให้ใช้ exFAT และอุปกรณ์ต้องเป็นรูปแบบที่รองรับการบันทึกจาก iPhone
ProRes เป็น Codec วิดีโอคุณภาพสูงสำหรับ Post-production ส่วน ProRes RAW รักษาข้อมูลจากระบบกล้องในระดับที่ยืดหยุ่นกว่าและต้องใช้ Workflow ที่รองรับ เช่น Final Cut Camera บนรุ่นที่รองรับ
ProRes เหมาะกับคนที่ต้องการนำวิดีโอไปทำงานต่ออย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงต้องการตัวเลขคุณภาพสูงที่สุด
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม ให้เปิดจาก Settings > Camera > Formats > Apple ProRes แล้วทดลองถ่าย 4K 30 fps ก่อน เพื่อเรียนรู้ขนาดไฟล์ การโอนไฟล์ และ Workflow การตัดต่อ
หากต้องการ Cinematic Production สามารถใช้ ProRes ร่วมกับ Apple Log 2 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการ Color Grade ส่วนงาน Action หรือ Slow Motion ระดับสูงสามารถขยับไป 4K 60 หรือ 120 fps ตามความจำเป็น
สำหรับ 4K 120 fps ต้องเตรียม External Storage ที่รองรับ โดยเฉพาะ SSD ที่มี Write Speed เพียงพอและสาย USB 3 ความเร็วสูง
สิ่งสำคัญคือ ProRes สามารถสร้างไฟล์ใหญ่กว่า HEVC อย่างมาก ดังนั้น อย่าเปิด ProRes เพียงเพราะคิดว่าเป็นโหมดที่ดีที่สุด
สำหรับผู้อ่าน comsiam สูตรที่ควรจำคือ “วิดีโอทั่วไปใช้ HEVC งานที่ต้องแต่งจริงจังค่อยใช้ ProRes และ 4K 120 ใช้เฉพาะเมื่อมีเหตุผลกับ SSD ที่เร็วพอ” วิธีนี้จะช่วยให้ใช้ความสามารถระดับ Pro ของ iPhone 18 Pro ได้เต็มที่โดยไม่สร้างภาระเรื่อง Storage โดยไม่จำเป็น