Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หาก Hisense Smart TV ไม่มีเสียง ให้เริ่มจากตรวจสอบปุ่มปิดเสียง ระดับเสียง และอุปกรณ์ส่งออกเสียงที่เลือกอยู่ จากนั้นถอดการเชื่อมต่อ Bluetooth หรือ Soundbar ชั่วคราว รีสตาร์ตทีวี และทดสอบลำโพงในตัว หากบางแอปไม่มีเสียงแต่ช่องทีวีปกติ ปัญหามักมาจากแอปหรือรูปแบบเสียงของเนื้อหานั้น ไม่ใช่ลำโพงทีวีเสีย
ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันตามรุ่นและระบบปฏิบัติการ เช่น VIDAA, Google TV หรือ Android TV แต่สามารถใช้แนวทางในบทความนี้ตรวจสอบได้เหมือนกัน
ปัญหาเสียงของ Hisense Smart TV สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ การสังเกตอาการให้ชัดจะช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบ เช่น
หากหน้าจอแสดงสัญลักษณ์หูฟัง ลำโพงภายนอก หรือ Bluetooth อยู่ ทีวีอาจกำลังส่งเสียงไปยังอุปกรณ์อื่นแทนลำโพงภายใน
สาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้
ควรเริ่มแก้จากการตั้งค่าและอุปกรณ์ภายนอกก่อน เพราะเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าลำโพงเสีย
กดปุ่ม Mute บนรีโมตหนึ่งครั้ง แล้วเพิ่มระดับเสียงให้สูงพอสำหรับการทดสอบ หากใช้กล่องทีวีหรือกล่องรับสัญญาณ ให้ตรวจสอบระดับเสียงของกล่องด้วย เพราะอุปกรณ์ต้นทางอาจถูกปิดเสียงอยู่ แม้ระดับเสียงของทีวีจะเป็นปกติก็ตาม
หากรีโมตไม่ตอบสนอง ให้ลองเปลี่ยนถ่านหรือใช้ปุ่มควบคุมบนตัวทีวีชั่วคราว
ลองทดสอบเสียงจากหลายแหล่ง ได้แก่
ถ้าไม่มีเสียงเพียงช่องเดียวหรือวิดีโอเดียว ปัญหาน่าจะอยู่ที่รายการนั้น ไม่ได้เกิดกับระบบเสียงทั้งหมดของทีวี
ปิดทีวี รอประมาณหนึ่งนาที แล้วเปิดใหม่ หากอาการยังอยู่และทีวีไม่ได้กำลังอัปเดตระบบ ให้ถอดปลั๊กไฟออกประมาณหนึ่งถึงสองนาที จากนั้นเสียบกลับและเปิดทดสอบอีกครั้ง
การตัดไฟชั่วคราวช่วยล้างสถานะที่ค้างอยู่ แต่ไม่ควรถอดปลั๊กขณะทีวีกำลังติดตั้งอัปเดต เพราะอาจทำให้ระบบเสียหายได้
หากทีวีถูกตั้งให้ส่งเสียงไปยังอุปกรณ์ภายนอก ลำโพงในตัวจะไม่มีเสียงแม้จะเพิ่มระดับเสียงแล้วก็ตาม
เข้าเมนูโดยประมาณดังนี้
การตั้งค่า > เสียง > อุปกรณ์ส่งออกเสียง
จากนั้นเลือกตัวเลือกที่มีความหมายว่า
ชื่อเมนูจริงอาจไม่เหมือนกันในแต่ละรุ่น หากกำลังใช้ Soundbar ให้เลือก HDMI ARC, eARC, Optical หรือ Bluetooth ให้ตรงกับวิธีเชื่อมต่อจริง
หากลำโพงทีวีกลับมามีเสียง แสดงว่าปัญหาอยู่ที่การตั้งค่าหรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก
ทีวีอาจเชื่อมต่อหูฟังหรือลำโพง Bluetooth โดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเสียงหายไป
ให้เปิดเมนู Bluetooth แล้วตรวจสอบรายชื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ จากนั้นเลือก ยกเลิกการเชื่อมต่อ หรือ ลบอุปกรณ์ ชั่วคราว และเปลี่ยนเสียงกลับไปที่ลำโพงทีวี
หากต้องการใช้หูฟัง Bluetooth แต่ไม่มีเสียง ให้ลองทำตามนี้
Hisense Smart TV บางรุ่นอาจไม่รองรับการส่งเสียงผ่าน Bluetooth หรือรองรับเฉพาะอุปกรณ์บางประเภท จึงควรตรวจสอบคุณสมบัติของรุ่นที่ใช้งานด้วย
หากเสียงหายหลังเชื่อมต่อ Soundbar ให้ตรวจสอบทั้งทีวี Soundbar และสายสัญญาณตามลำดับ
ตัวอย่างเช่น หากใช้สาย Optical แต่ทีวีเลือกเสียงออกทาง HDMI ARC จะไม่มีเสียงออกจาก Soundbar
เลือกเสียงกลับไปที่ลำโพงทีวีก่อน หากทีวีมีเสียงตามปกติ แสดงว่าระบบหลักของทีวียังทำงาน และควรตรวจสอบ Soundbar สายสัญญาณ หรือรูปแบบเสียงต่อไป
HDMI ARC และ eARC ใช้สาย HDMI ส่งเสียงจากทีวีไปยัง Soundbar หรือเครื่องเสียง แต่ต้องเสียบเข้าพอร์ตที่รองรับทั้งสองฝั่ง
ที่ด้านหลังทีวี ให้มองหาพอร์ตที่เขียนว่า
จากนั้นต่อเข้าพอร์ต HDMI OUT ที่รองรับ ARC หรือ eARC ของ Soundbar ไม่ใช่พอร์ต HDMI ทั่วไป
Hisense อาจเรียกฟังก์ชันควบคุมอุปกรณ์ผ่าน HDMI ว่า HDMI-CEC ชื่อเมนูอาจต่างกันในแต่ละระบบ ให้เปิดฟังก์ชันนี้ทั้งบนทีวีและ Soundbar หากอุปกรณ์กำหนดให้ใช้
จากนั้นตั้งค่าอุปกรณ์ส่งออกเสียงเป็น HDMI ARC หรือ eARC แล้วปิดและเปิดอุปกรณ์ทั้งสองใหม่
หากภาพปกติแต่ Soundbar ไม่มีเสียง ให้เข้าเมนูเสียงดิจิทัล แล้วทดลองเลือก PCM ก่อน ตัวเลือกนี้มีความเข้ากันได้สูงและเหมาะสำหรับใช้วินิจฉัยปัญหา
หาก PCM มีเสียง แต่ Auto, Pass Through หรือ Dolby ไม่มีเสียง อาจหมายความว่า Soundbar ไม่รองรับรูปแบบเสียงที่ทีวีกำลังส่งออก
ใช้สาย HDMI ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์และรองรับมาตรฐานตามอุปกรณ์ หลีกเลี่ยงสายที่หลวม หักงอมาก หรือมีหัวต่อเสียหาย หากเป็นไปได้ให้ทดลองด้วยสายเส้นอื่นเพื่อแยกสาเหตุ
สาย Optical ส่งสัญญาณเสียงแบบดิจิทัล แต่ไม่ส่งคำสั่งเพิ่มหรือลดเสียงแบบเดียวกับ HDMI-CEC ในอุปกรณ์หลายรุ่น
ให้ตรวจสอบดังนี้
ไม่ควรมองเข้าไปในปลายสาย Optical ขณะอุปกรณ์ทำงาน และควรจับเฉพาะส่วนหัวต่อโดยไม่ดัดสายเป็นมุมแคบ
หากไม่มีเสียงเฉพาะแอป เช่น YouTube, Netflix หรือแอปสตรีมมิงบางตัว ให้ตรวจสอบแอปก่อนรีเซ็ตทีวีทั้งเครื่อง
ออกจากแอปให้สมบูรณ์ จากนั้นเปิดใหม่ หากระบบมีเมนูบังคับหยุดแอป ให้เลือกบังคับหยุดแล้วลองอีกครั้ง
บางเนื้อหาอาจมีแทร็กเสียงหรือรูปแบบเสียงที่อุปกรณ์ไม่รองรับ ให้เปลี่ยนไปเปิดวิดีโออื่น และตรวจสอบเมนูภาษาเสียงภายในเครื่องเล่น
สำหรับ Hisense ที่ใช้ Google TV หรือ Android TV อาจเข้าได้จาก
การตั้งค่า > แอป > ดูแอปทั้งหมด > เลือกแอป > ล้างแคช
เริ่มจากล้างเฉพาะ Cache ก่อน การเลือก ล้างข้อมูล อาจทำให้ต้องเข้าสู่ระบบและตั้งค่าแอปใหม่
ตรวจสอบอัปเดตจากร้านค้าแอป หากยังไม่มีเสียง ให้ลบและติดตั้งแอปใหม่ในกรณีที่ระบบอนุญาต แต่ควรเตรียมชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านก่อนดำเนินการ
หากแอปในทีวีมีเสียง แต่กล่องรับสัญญาณหรือเครื่องเล่นเกมไม่มีเสียง ปัญหามักอยู่ที่อุปกรณ์ต้นทางหรือสาย HDMI
ให้ตรวจสอบดังนี้
ลองเปลี่ยนการตั้งค่าเสียงของอุปกรณ์ต้นทางเป็น PCM หรือ Stereo เพื่อทดสอบ หากมีเสียง แสดงว่ารูปแบบเสียงเดิมอาจไม่เข้ากันกับทีวีหรือเครื่องเสียง
หากเปลี่ยนการตั้งค่าหลายรายการแล้วจำค่าเดิมไม่ได้ ให้ใช้คำสั่งรีเซ็ตเฉพาะเสียงก่อน
เมนูโดยทั่วไปอาจอยู่ที่
การตั้งค่า > เสียง > รีเซ็ตการตั้งค่าเสียง
การรีเซ็ตเสียงจะคืนค่ารูปแบบเสียง อีควอไลเซอร์ และอุปกรณ์ส่งออกบางรายการเป็นค่าเริ่มต้น โดยไม่ควรลบแอปหรือบัญชีผู้ใช้ แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามรุ่น
หลังรีเซ็ต ให้เลือก ลำโพงทีวี แล้วทดสอบเสียงก่อนเชื่อมต่อ Soundbar กลับเข้าไป
ข้อผิดพลาดของระบบอาจทำให้บริการเสียงหรือการเชื่อมต่อ HDMI ทำงานไม่สมบูรณ์ เข้าเมนูข้อมูลระบบหรือการสนับสนุน แล้วตรวจสอบว่ามีอัปเดตหรือไม่
ก่อนอัปเดตควรตรวจสอบว่า
หลังอัปเดต ทีวีอาจรีสตาร์ตหลายครั้ง ควรรอให้ระบบทำงานเสร็จโดยไม่กดปุ่มซ้ำ
การคืนค่าโรงงานควรเป็นขั้นตอนท้าย ๆ หลังจากตรวจสอบลำโพง การตั้งค่า Bluetooth สายสัญญาณ แอป และการอัปเดตแล้ว
การรีเซ็ตเป็นค่าโรงงานอาจลบข้อมูลต่อไปนี้
ก่อนรีเซ็ต ให้บันทึกข้อมูลที่จำเป็นและเตรียมรหัสผ่านบัญชีต่าง ๆ หลังดำเนินการเสร็จ ควรตั้งค่าทีวีพื้นฐานและทดสอบลำโพงในตัวก่อนติดตั้งแอปหรือเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดกลับไป
| อาการ | สาเหตุที่เป็นไปได้ | วิธีตรวจสอบก่อน |
|---|---|---|
| ทุกแอปและทุกช่องไม่มีเสียง | ปิดเสียงหรือเลือกเอาต์พุตผิด | ปิด Mute และเลือกลำโพงทีวี |
| ไม่มีเสียงหลังใช้หูฟัง | Bluetooth ยังเชื่อมต่ออยู่ | ยกเลิกการเชื่อมต่อ Bluetooth |
| ทีวีมีเสียงแต่ Soundbar ไม่มี | เลือกแหล่งสัญญาณหรือพอร์ตผิด | ตรวจ ARC, eARC, Optical และ Input |
| Soundbar มีเสียงเมื่อเลือก PCM | รูปแบบเสียงเดิมไม่รองรับ | ใช้ PCM หรือปรับตามสเปก Soundbar |
| ไม่มีเสียงเฉพาะแอปเดียว | แอปหรือเนื้อหามีปัญหา | เปิดวิดีโออื่นและล้าง Cache |
| ไม่มีเสียงเฉพาะอุปกรณ์ HDMI | อุปกรณ์ต้นทางหรือสายมีปัญหา | เปลี่ยนสาย พอร์ต และตั้งเป็น PCM |
| เสียงหายหลังอัปเดต | การตั้งค่าถูกเปลี่ยนหรือระบบค้าง | รีสตาร์ตและรีเซ็ตการตั้งค่าเสียง |
| ลำโพงทีวีไม่มีเสียงแม้คืนค่าโรงงาน | อาจเป็นปัญหาฮาร์ดแวร์ | ติดต่อศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบ |
ตารางนี้ช่วยให้ผู้อ่าน comsiam เลือกตรวจสอบตามอาการจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกการตั้งค่าพร้อมกัน
หากทีวีมีกลิ่นไหม้ ความร้อนผิดปกติ เสียงไฟฟ้า หรือประกายไฟ ให้ปิดเครื่องและถอดปลั๊กจากจุดที่ปลอดภัย จากนั้นแจ้งผู้ใหญ่และติดต่อช่างทันที
ยังสรุปไม่ได้ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่อาจมาจากการปิดเสียง การเลือกเอาต์พุตผิด การเชื่อมต่อ Bluetooth หรือรูปแบบเสียงไม่รองรับ ควรเลือกลำโพงทีวีและทดสอบหลายแหล่งสัญญาณก่อน
ทีวีอาจยังตั้งอุปกรณ์ส่งออกเสียงเป็น HDMI ARC หรือ Optical ให้เปลี่ยนกลับเป็น TV Speaker หรือ Internal Speaker แล้วรีสตาร์ตทีวี
อาจเกิดจากแอป แทร็กเสียง หรือรูปแบบเสียงของเนื้อหา ลองเปิดเรื่องอื่น เปลี่ยนภาษาเสียง ล้าง Cache และอัปเดตแอป หากต่อ Soundbar ให้ทดลองตั้งเสียงดิจิทัลเป็น PCM
สายต้องอยู่ในสภาพดีและรองรับการใช้งานตามมาตรฐานของอุปกรณ์ ที่สำคัญคือต้องต่อเข้าพอร์ตซึ่งระบุ ARC หรือ eARC ทั้งที่ทีวีและเครื่องเสียง
โดยทั่วไป การรีเซ็ตเฉพาะการตั้งค่าเสียงไม่ควรลบแอป แต่การคืนค่าโรงงานจะลบข้อมูลและการตั้งค่าหลายรายการ จึงต้องตรวจสอบชื่อคำสั่งให้ชัดเจนก่อนยืนยัน
รีสตาร์ตทีวี ตรวจสอบอุปกรณ์ส่งออกเสียง ยกเลิก Bluetooth และรีเซ็ตเฉพาะการตั้งค่าเสียงก่อน หากยังไม่หายจึงพิจารณาคืนค่าโรงงานหรือติดต่อศูนย์บริการ
ควรติดต่อศูนย์บริการเมื่อไม่มีเสียงจากลำโพงในตัวทุกแหล่งสัญญาณ แม้รีเซ็ตเสียง อัปเดตระบบ และคืนค่าโรงงานแล้ว หรือเมื่อมีอาการทางไฟฟ้าที่ผิดปกติ
เริ่มจากปิด Mute เพิ่มระดับเสียง และทดสอบหลายช่องหรือหลายแอป จากนั้นเลือกอุปกรณ์ส่งออกเป็นลำโพงทีวี พร้อมยกเลิกการเชื่อมต่อ Bluetooth หากใช้ Soundbar ให้ตรวจสอบพอร์ต ARC, eARC หรือ Optical รวมถึงทดลองตั้งรูปแบบเสียงเป็น PCM
ถ้าไม่มีเสียงเฉพาะแอป ให้ปิดแอป ล้าง Cache และอัปเดตแอป ส่วนการรีเซ็ตเป็นค่าโรงงานควรเก็บไว้เป็นขั้นตอนท้าย หากลำโพงยังไม่มีเสียงจากทุกแหล่งหลังตรวจสอบครบแล้ว ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบโดยไม่เปิดฝาหลังทีวีเอง
แนวทางจาก comsiam นี้เน้นการแยกสาเหตุทีละส่วน เพื่อให้ทราบว่าปัญหาเกิดจากตัวทีวี แอป อุปกรณ์ต้นทาง หรือเครื่องเสียงภายนอกก่อนตัดสินใจส่งซ่อม