วิธีสร้าง Copilot Agent จากคำอธิบายง่ายๆ ไม่ต้องเขียนโปรแกรม

วิธีสร้าง Copilot Agent จากคำอธิบายง่ายๆ สามารถทำได้ผ่าน Microsoft 365 Copilot Agent Builder โดยเลือก New agent แล้วพิมพ์คำอธิบายว่าต้องการให้ AI ทำหน้าที่อะไร ระบบจะช่วยสร้าง Agent พร้อมชื่อ คำอธิบาย Instructions และ Suggested Prompts ให้โดยอัตโนมัติ จากนั้นผู้ใช้สามารถเพิ่ม Knowledge ทดสอบ และปรับปรุงก่อนกด Create เพื่อเริ่มใช้งาน

ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมด้วย Python, JavaScript หรือภาษาโปรแกรมอื่น เพียงเข้าใจว่าต้องการให้ AI ช่วยงานอะไร ก็สามารถเริ่มสร้างผู้ช่วย AI เฉพาะทางได้

ตัวอย่างเช่น หากต้องการสร้าง AI Agent สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับบริการติดตั้งระบบเครือข่าย สามารถพิมพ์คำอธิบายว่า

“สร้าง AI Agent สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับบริการติดตั้งระบบ LAN, Wi-Fi และ Fiber Optic โดยตอบเป็นภาษาไทย ใช้ข้อมูลบริษัทเป็นหลัก และแนะนำให้ลูกค้าติดต่อเจ้าหน้าที่เมื่อไม่สามารถตอบคำถามได้”

Agent Builder จะช่วยจัดเตรียมโครงสร้างเริ่มต้นตามคำอธิบายดังกล่าว โดยยังต้องตรวจสอบรายละเอียดและเพิ่มข้อมูลที่จำเป็นก่อนนำไปใช้งานจริง

บทความนี้ comsiam จะอธิบายวิธีสร้าง Copilot Agent ด้วยภาษาธรรมชาติแบบทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่าง Prompt สำหรับสร้าง Agent การตั้งค่า Knowledge การทดสอบ และวิธีแก้ปัญหาเมื่อ Agent ทำงานไม่ตรงความต้องการ

🤖 Copilot Agent คืออะไร?

Copilot Agent คือผู้ช่วย AI ที่สามารถกำหนดบทบาท คำสั่ง และแหล่งความรู้เฉพาะด้าน เพื่อช่วยผู้ใช้งานทำงานตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด

ตัวอย่างการใช้งาน ได้แก่

  • Agent สำหรับฝ่ายบุคคล
  • Agent สำหรับ IT Support
  • Agent สำหรับค้นหาคู่มือบริษัท
  • Agent สำหรับการตลาด
  • Agent สำหรับช่วยงานขาย
  • Agent สำหรับสรุปเอกสาร
  • Agent สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้า
  • Agent สำหรับให้ข้อมูลการบริการลูกค้า

ความสามารถของ Agent แตกต่างกันตามเครื่องมือที่ใช้สร้างและสิทธิ์การใช้งาน

Copilot Agent แตกต่างจาก Copilot Chat อย่างไร?

Copilot Chat เหมาะกับการถามคำถามและช่วยทำงานทั่วไป ส่วน Copilot Agent สามารถกำหนดหน้าที่เฉพาะให้ใช้งานซ้ำได้

ตัวอย่างเช่น

Copilot Chat

“ช่วยอธิบายวิธีติดตั้ง Access Point ในสำนักงาน”

Copilot Agent

“ช่วยอธิบายการติดตั้ง Access Point โดยอ้างอิงคู่มืออุปกรณ์และขั้นตอนมาตรฐานของบริษัท”

กรณีหลัง Agent ต้องได้รับการตั้งค่า Knowledge และมีสิทธิ์เข้าถึงคู่มือที่เกี่ยวข้อง จึงจะสามารถตอบจากข้อมูลเฉพาะของบริษัทได้

✨ การสร้าง Copilot Agent จากคำอธิบายคืออะไร?

การสร้าง Agent จากคำอธิบาย หรือ Natural Language Agent Creation คือการใช้ภาษามนุษย์อธิบายลักษณะของ Agent ที่ต้องการสร้าง แทนการตั้งค่าทุกส่วนด้วยตัวเอง

เครื่องมือ Agent Builder สามารถนำคำอธิบายไปช่วยจัดเตรียมองค์ประกอบเริ่มต้น เช่น

  1. Name — ชื่อ Agent
  2. Description — คำอธิบาย Agent
  3. Instructions — แนวทางการทำงาน
  4. Knowledge — แหล่งข้อมูลที่กำหนดหรือเลือกเพิ่มเติม
  5. Suggested Prompts — คำถามตัวอย่างสำหรับผู้ใช้

ผู้สร้างสามารถกลับมาแก้ไขรายละเอียดได้ภายหลัง

ตัวอย่างคำอธิบายง่ายๆ

“สร้าง Agent ชื่อ HR Assistant สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายพนักงาน ให้ใช้ภาษาไทยสุภาพ และหากไม่พบข้อมูลให้แจ้งผู้ใช้ตามตรง”

เมื่อส่งคำอธิบายแล้ว Agent Builder จะช่วยสร้างโครงสร้างเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ใช้ตรวจสอบและปรับปรุงต่อไป

✅ ก่อนสร้าง Copilot Agent ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

1. บัญชี Microsoft 365 ที่รองรับ

ต้องมีบัญชีและสิทธิ์ที่รองรับการสร้าง Agent ผ่าน Microsoft 365 Copilot

ความพร้อมของเครื่องมืออาจแตกต่างกันตามแพ็กเกจ การตั้งค่าองค์กร และสิทธิ์ของผู้ใช้

2. กำหนดเป้าหมายของ Agent

ควรกำหนดให้ชัดว่า Agent จะช่วยเรื่องใด

ตัวอย่าง:

“ตอบคำถามพนักงานเกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์สำนักงาน”

3. กำหนดกลุ่มผู้ใช้

ระบุว่า Agent สร้างให้ใครใช้งาน เช่น

  • พนักงานทั่วไป
  • เจ้าหน้าที่ IT
  • ฝ่ายขาย
  • ฝ่ายบุคคล
  • ผู้บริหาร
  • ลูกค้า

4. เตรียมข้อมูลที่จำเป็น

หาก Agent ต้องตอบคำถามเฉพาะองค์กร ควรมีแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น คู่มือหรือเอกสารใน SharePoint

5. เตรียมคำถามทดสอบ

ควรเตรียมคำถามที่ผู้ใช้จริงมักถาม เพื่อประเมินว่า Agent ตอบได้ตรงวัตถุประสงค์หรือไม่

🚀 วิธีสร้าง Copilot Agent จากคำอธิบายทีละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: เปิด Microsoft 365 Copilot

ลงชื่อเข้าใช้ Microsoft 365 Copilot ด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์สร้าง Agent

จากหน้าหลักให้มองหาเมนู Agents ในแถบนำทาง

ขั้นตอนที่ 2: คลิก New agent

เลือก New agent เพื่อเริ่มสร้าง Agent ใหม่

ระบบจะเปิดหน้า Agent Builder ซึ่งมีตัวเลือกสำหรับสร้าง Agent ด้วยคำอธิบายหรือกำหนดค่าด้วยตนเอง

ขั้นตอนที่ 3: เลือกการสร้างผ่าน Describe

ในแท็บ Describe สามารถพิมพ์ข้อความอธิบาย Agent ที่ต้องการ

ตัวอย่าง:

“สร้าง AI Agent สำหรับช่วยตอบคำถามด้าน IT Support ให้พนักงานบริษัท โดยเน้น Windows, Microsoft 365, Wi-Fi และระบบเครือข่าย ตอบเป็นภาษาไทยและอธิบายเป็นขั้นตอน”

จากนั้นกดส่งข้อความ

ขั้นตอนที่ 4: ให้ Agent Builder ช่วยสร้างรายละเอียด

Agent Builder จะช่วยสร้างการตั้งค่าเริ่มต้นจากคำอธิบาย

อาจมีการถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้กำหนดหน้าที่หรือรายละเอียดของ Agent ได้ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างเช่น

  • Agent ต้องช่วยงานอะไร?
  • ใครจะเป็นผู้ใช้งาน?
  • ต้องการให้ตอบด้วยภาษาใด?
  • ต้องใช้ข้อมูลจากแหล่งไหน?
  • มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

ควรตอบให้ตรงกับความต้องการจริง

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบการตั้งค่าใน Configure

เปิดแท็บ Configure เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ระบบสร้างขึ้น

ตรวจสอบหัวข้อสำคัญ ได้แก่

Name

ควรมีชื่อสั้นและสื่อความหมาย เช่น IT Support Assistant

Description

อธิบายว่า Agent ช่วยทำงานอะไร

Instructions

ตรวจสอบว่าคำสั่งกำหนดบทบาทและข้อจำกัดครบหรือไม่

Knowledge

เลือกแหล่งข้อมูลที่ Agent จะใช้ตามสิทธิ์ที่มี

Suggested Prompts

เตรียมคำถามตัวอย่างสำหรับให้ผู้ใช้เริ่มสนทนา

ขั้นตอนที่ 6: เพิ่ม Knowledge

หากต้องการให้ Agent ตอบจากข้อมูลเฉพาะ ให้เพิ่มแหล่งความรู้ที่รองรับ

ตัวอย่าง:

  • เอกสารใน SharePoint
  • ไฟล์ใน OneDrive
  • ไฟล์ที่อัปโหลด
  • เว็บไซต์ที่กำหนด
  • แหล่งข้อมูลอื่นที่บัญชีรองรับ

ควรตรวจสอบสิทธิ์และคุณภาพข้อมูลก่อนเพิ่ม

ขั้นตอนที่ 7: ทดลองใน Try it

เปิดแท็บ Try it เพื่อทดสอบ Agent

ตัวอย่างคำถาม:

“คอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้ ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?”

“ช่วยสรุปขั้นตอนแจ้งปัญหา IT ตามคู่มือบริษัท”

“หากไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการรับประกันสินค้า คุณจะตอบอย่างไร?”

ทดสอบทั้งคำถามทั่วไป คำถามที่มีข้อมูลรองรับ และคำถามนอกขอบเขต

ขั้นตอนที่ 8: ปรับแก้ด้วยคำอธิบายเพิ่มเติม

หาก Agent ตอบไม่ตรงตามที่ต้องการ สามารถกลับไปที่ Describe แล้วพิมพ์คำสั่งปรับปรุงได้

ตัวอย่าง:

“ปรับ Agent ให้ตอบสั้นลง ใช้ภาษาไทยที่เข้าใจง่าย และแสดงวิธีตรวจสอบปัญหาเป็นลำดับขั้นตอน”

หรือ

“เมื่อไม่พบข้อมูลในเอกสาร ให้แจ้งว่าไม่สามารถยืนยันได้ และไม่สร้างคำตอบเอง”

ขั้นตอนที่ 9: กด Create

เมื่อทดสอบและตั้งค่าเรียบร้อย ให้กด Create เพื่อสร้าง Agent

หลังสร้างสำเร็จสามารถเปิดใช้งาน Agent ผ่าน Microsoft Copilot ได้ตามสิทธิ์

ขั้นตอนที่ 10: แชร์ให้ทีมงาน

Agent ที่รองรับการแชร์สามารถส่งให้ผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องได้

ควรตรวจสอบว่าผู้รับมีสิทธิ์ใช้งาน Agent และเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

🧠 สูตรเขียนคำอธิบายสร้าง Copilot Agent ให้ได้ผลดี

การอธิบาย Agent ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นช่วยลดเวลาปรับแต่งภายหลัง

แนะนำสูตรดังนี้

ชื่อ Agent + หน้าที่ + กลุ่มผู้ใช้ + แหล่งข้อมูล + รูปแบบคำตอบ + ข้อจำกัด

ตัวอย่างโครงสร้างคำสั่ง

“สร้าง Agent ชื่อ [ชื่อ] สำหรับ [กลุ่มผู้ใช้] ทำหน้าที่ [หน้าที่หลัก] โดยใช้ข้อมูลจาก [แหล่งข้อมูล] ตอบในรูปแบบ [รูปแบบคำตอบ] และมีข้อจำกัด [ข้อกำหนด]”

ตัวอย่างพร้อมใช้งาน

“สร้าง Agent ชื่อ Network Support Assistant สำหรับเจ้าหน้าที่ IT ทำหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับระบบ LAN, Wi-Fi และ Fiber Optic โดยใช้ข้อมูลจากคู่มือที่เชื่อมต่อ ตอบเป็นภาษาไทยแบบทีละขั้นตอน และหากไม่มีข้อมูลเพียงพอให้แจ้งผู้ใช้ตามตรง”

คำสั่งนี้ช่วยกำหนดองค์ประกอบหลักได้ชัดเจนกว่าการพิมพ์เพียงว่า “สร้าง Agent ด้าน IT”

💼 10 ตัวอย่าง Prompt สร้าง Copilot Agent จากคำอธิบาย

1. Agent ฝ่าย IT Support

“สร้าง AI Agent ชื่อ IT Support Assistant สำหรับตอบคำถามพนักงานเกี่ยวกับ Windows, Microsoft 365, ระบบ LAN และ Wi-Fi โดยอธิบายวิธีแก้ปัญหาทีละขั้นตอน และเตือนก่อนดำเนินการที่อาจส่งผลต่อข้อมูล”

2. Agent ฝ่ายบุคคล

“สร้าง Agent ชื่อ HR Assistant สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายบริษัท วันลา สวัสดิการ และขั้นตอนการทำงาน โดยใช้เอกสาร HR ที่กำหนด และไม่เปิดเผยข้อมูลพนักงานที่ผู้ถามไม่มีสิทธิ์เข้าถึง”

3. Agent ฝ่ายการตลาด

“สร้าง Agent ชื่อ Marketing Assistant สำหรับช่วยคิดหัวข้อเนื้อหา วางแผนแคมเปญ และสรุปแนวคิดการตลาด โดยอธิบายเหตุผลของข้อเสนอแนะและไม่สร้างตัวเลขสถิติที่ไม่มีข้อมูลรองรับ”

4. Agent ฝ่ายบริการลูกค้า

“สร้าง Agent ชื่อ Customer Support Assistant สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้า บริการ และเงื่อนไขการรับประกัน โดยใช้ข้อมูลบริษัทที่กำหนด และส่งต่อให้เจ้าหน้าที่เมื่อไม่สามารถตอบได้”

5. Agent ฝ่ายบัญชี

“สร้าง Agent ชื่อ Accounting Assistant สำหรับช่วยอธิบายขั้นตอนการทำงานและสรุปข้อมูลทางบัญชีเบื้องต้น โดยไม่อนุมัติรายการทางการเงินและไม่สร้างตัวเลขที่ไม่มีข้อมูลยืนยัน”

6. Agent สำหรับฝ่ายขาย

“สร้าง Agent ชื่อ Sales Assistant เพื่อช่วยค้นข้อมูลสินค้า จัดเตรียมคำตอบลูกค้า และสร้างโครงร่างใบเสนอราคา โดยไม่กำหนดราคาหรือส่วนลดเอง”

7. Agent สำหรับผู้บริหาร

“สร้าง Agent ชื่อ Executive Assistant สำหรับช่วยสรุปรายงาน ประเด็นสำคัญ และงานที่ต้องติดตาม โดยแยกข้อมูลที่ตรวจสอบได้ออกจากข้อเสนอแนะ”

8. Agent สำหรับเอกสารบริษัท

“สร้าง Agent ชื่อ Document Assistant สำหรับค้นหาข้อมูลและสรุปคู่มือบริษัทที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึง ให้ระบุชื่อเอกสารที่ใช้ประกอบคำตอบเมื่อระบบรองรับ”

9. Agent สำหรับงานติดตั้ง Fiber Optic

“สร้าง Agent ชื่อ Fiber Optic Assistant สำหรับอธิบายอุปกรณ์ การติดตั้ง การตรวจวัด Optical Loss และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น โดยใช้คู่มือทางเทคนิคที่กำหนด และระบุข้อควรระวังด้านความปลอดภัย”

10. Agent สำหรับธุรกิจบริการ IT

“สร้าง Agent ชื่อ IT Service Assistant สำหรับช่วยตอบคำถามลูกค้าเกี่ยวกับบริการติดตั้งระบบ LAN, Wi-Fi, CCTV และ Fiber Optic ให้ตอบเป็นภาษาไทยสุภาพ ใช้ข้อมูลบริการของบริษัท และแนะนำให้ติดต่อเจ้าหน้าที่เมื่อจำเป็นต้องประเมินหน้างานหรือเสนอราคา”

📁 วิธีเพิ่ม Knowledge ให้ Copilot Agent หลังสร้างจากคำอธิบาย

การสร้าง Agent จากคำอธิบายอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ Agent รู้ข้อมูลภายในบริษัททั้งหมด

หากต้องการให้ตอบจากเอกสารจริง ต้องเพิ่ม Knowledge ที่เหมาะสม

เพิ่ม Knowledge ผ่าน Describe

  1. เปิด Agent Builder
  2. ไปที่ Describe
  3. เลือกเครื่องหมายบวก (+) บริเวณช่องสนทนา
  4. เลือกเพิ่มไฟล์หรือแหล่งข้อมูลที่รองรับ
  5. ตรวจสอบรายการ Knowledge ที่ถูกเพิ่ม

เพิ่ม Knowledge ผ่าน Configure

  1. เปิด Configure
  2. ค้นหาส่วน Knowledge
  3. เลือกค้นหาแหล่งข้อมูล ใส่ URL หรือเลือกไฟล์ตามตัวเลือกที่รองรับ
  4. ตรวจสอบสิทธิ์และข้อมูล
  5. ทดสอบ Agent อีกครั้ง

ข้อควรระวัง

การเพิ่ม Knowledge ไม่ได้รับประกันว่า Agent จะตอบตรงกับต้นฉบับทุกครั้ง จึงควรตรวจสอบคำตอบ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดหรือรายละเอียดทางเทคนิค

⚙️ วิธีปรับแต่ง Copilot Agent ด้วย Describe

หลังสร้างโครงสร้างเริ่มต้นแล้ว สามารถปรับรายละเอียดผ่านการสนทนาได้

ปรับภาษา

“ให้ Agent ตอบเป็นภาษาไทยเป็นหลัก”

ปรับรูปแบบ

“ให้ตอบเป็นขั้นตอน พร้อมหัวข้อและข้อควรระวัง”

ปรับความยาว

“ให้สรุปสั้นก่อน แล้วแสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อผู้ใช้ร้องขอ”

ปรับบทบาท

“เปลี่ยนหน้าที่จากผู้ช่วยงานขายเป็นผู้ช่วยบริการลูกค้า”

ปรับคำถามตัวอย่าง

“เพิ่ม Suggested Prompts สำหรับการตรวจสอบปัญหา Wi-Fi, Router และ Switch”

ปรับขอบเขต

“ให้ตอบเฉพาะเรื่องสินค้าและบริการของบริษัท หากถูกถามเรื่องอื่นให้แจ้งว่าต้องติดต่อผู้รับผิดชอบ”

หลังแก้ไขควรตรวจสอบใน Configure และทดสอบว่าระบบเปลี่ยนพฤติกรรมตามคำสั่งจริง

🔍 วิธีทดสอบ Copilot Agent ให้มั่นใจก่อนใช้งาน

ทดสอบบทบาท

ถามว่า:

“คุณช่วยฉันทำอะไรได้บ้าง?”

ตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับหน้าที่ที่กำหนด

ทดสอบข้อมูลจริง

เลือกคำถามที่มีคำตอบชัดเจนใน Knowledge แล้วเปรียบเทียบกับเอกสารต้นทาง

ทดสอบข้อมูลที่ไม่มี

ถามเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่ได้ใส่ไว้ เช่น ราคาสินค้าหรือเงื่อนไขที่ไม่มีในเอกสาร

ตรวจสอบว่า Agent ยอมรับเมื่อไม่ทราบข้อมูลหรือไม่

ทดสอบความปลอดภัย

ทดลองถามข้อมูลที่ผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง โดยใช้บัญชีทดสอบที่กำหนดสิทธิ์อย่างเหมาะสม

ทดสอบความสม่ำเสมอ

ถามคำถามเดียวกันด้วยถ้อยคำต่างกัน เพื่อดูว่าคำตอบยังอยู่ในขอบเขตที่ถูกต้องหรือไม่

ทดสอบการใช้งานจริง

ให้ผู้ใช้กลุ่มเล็กทดลองก่อนเผยแพร่ทั่วองค์กร และรวบรวมข้อผิดพลาดเพื่อปรับปรุง

🏢 ตัวอย่างการสร้าง Copilot Agent สำหรับธุรกิจ IT

สมมติว่าบริษัทให้บริการติดตั้งระบบ LAN, Wi-Fi, Server, CCTV และ Fiber Optic ต้องการ Agent เพื่อช่วยพนักงานตอบคำถามลูกค้า

ชื่อ Agent

IT Service Assistant

หน้าที่

ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการด้าน IT

กลุ่มผู้ใช้

พนักงานขายและทีมบริการลูกค้า

Knowledge

  • รายละเอียดบริการ
  • คู่มือการให้บริการ
  • เงื่อนไขรับประกัน
  • ขั้นตอนรับแจ้งปัญหา
  • พื้นที่ให้บริการ
  • ช่องทางติดต่อบริษัท

Instructions ตัวอย่าง

“คุณเป็นผู้ช่วยข้อมูลบริการ IT สำหรับพนักงานบริษัท ให้ตอบคำถามเกี่ยวกับ LAN, Wi-Fi, Server, CCTV และ Fiber Optic ด้วยภาษาไทยสุภาพ ใช้ข้อมูลบริการที่ได้รับอนุญาตเป็นหลัก ห้ามแต่งราคาและเงื่อนไขการรับประกันเอง และหากลูกค้าต้องการใบเสนอราคาให้แนะนำส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ”

คำถามสำหรับทดสอบ

  1. “บริษัทรับเดินสาย LAN ในสำนักงานหรือไม่?”
  2. “ติดตั้ง Wi-Fi สำหรับอาคารสามชั้นต้องเตรียมอะไร?”
  3. “รับซ่อมสาย Fiber Optic ที่ขาดหรือไม่?”
  4. “การติดตั้ง CCTV ต้องสำรวจพื้นที่ก่อนหรือไม่?”
  5. “สามารถเสนอราคาติดตั้งระบบ LAN 50 จุดได้ทันทีหรือไม่?”

สำหรับคำถามที่ไม่มีข้อมูลต้นทาง Agent ควรแจ้งข้อจำกัดอย่างชัดเจน

🔐 วิธีสร้าง Copilot Agent ให้ปลอดภัย

1. จำกัดสิทธิ์การเข้าถึง

ให้ Agent ใช้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อหน้าที่

2. หลีกเลี่ยงข้อมูลลับใน Instructions

ไม่ควรใส่ Password, API Key หรือข้อมูลรับรองตัวตนไว้ในคำสั่งทั่วไป

3. ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

ตรวจสอบว่าเอกสารถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และได้รับอนุญาตให้ใช้

4. ระวังการเปิดเผยข้อมูลภายใน

ควรทดสอบสิทธิ์ของผู้ใช้ต่างกลุ่มก่อนแชร์ Agent

5. ตรวจสอบความถูกต้อง

AI อาจตอบผิดแม้มี Instructions ที่ดี จึงต้องตรวจสอบเนื้อหาสำคัญ

6. มีผู้รับผิดชอบดูแล Agent

ควรกำหนดผู้ดูแลสำหรับปรับปรุงข้อมูล ตรวจสอบปัญหา และจัดการสิทธิ์

🔧 สร้าง Copilot Agent จากคำอธิบายไม่ได้ แก้อย่างไร?

ปัญหาที่ 1: ไม่พบ New agent

สาเหตุที่เป็นไปได้

  • บัญชีไม่มีสิทธิ์สร้าง Agent
  • License ไม่รองรับ
  • องค์กรจำกัดการใช้งาน
  • ใช้ผลิตภัณฑ์หรือแอปที่ไม่รองรับ

วิธีแก้ไข

ตรวจสอบบัญชี Microsoft 365 ที่ใช้และสอบถามผู้ดูแลระบบเกี่ยวกับสิทธิ์ Agent Builder

ปัญหาที่ 2: ไม่มีแท็บ Describe

อาจเกิดจากประสบการณ์ใช้งานหรือการตั้งค่าภาษาที่ไม่รองรับการสร้างด้วยภาษาธรรมชาติในหน้าจอที่ใช้งาน

ให้ตรวจสอบภาษาที่ตั้งใน Microsoft 365 และทดลองใช้ Configure เพื่อสร้าง Agent ด้วยตนเอง

ปัญหาที่ 3: Agent Builder ไม่เข้าใจคำอธิบาย

ลองแบ่งคำสั่งให้ชัดเจนขึ้น โดยระบุชื่อ บทบาท กลุ่มผู้ใช้ และรูปแบบคำตอบ

แทนที่จะพิมพ์ว่า

“สร้าง Agent เก่งๆ”

ให้ใช้

“สร้าง Agent สำหรับตอบคำถามคู่มือพนักงานเป็นภาษาไทย โดยใช้เอกสารบริษัท และไม่ตอบข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานรองรับ”

ปัญหาที่ 4: ชื่อหรือ Description ไม่ตรง

เปิด Configure แล้วแก้ไขชื่อและคำอธิบายด้วยตัวเอง หรือกลับไป Describe เพื่อสั่งปรับ

ปัญหาที่ 5: Agent ตอบไม่ตรงหน้าที่

ตรวจสอบ Instructions ว่ากำหนดบทบาทชัดเจนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบ Knowledge ที่ใช้

ปัญหาที่ 6: เพิ่มไฟล์ไม่ได้

ตรวจสอบประเภทไฟล์ ขนาดไฟล์ สิทธิ์การเข้าถึง และข้อจำกัดของ Agent Builder

ปัญหาที่ 7: Agent ตอบโดยใช้ข้อมูลทั่วไปแทนเอกสาร

ตรวจสอบว่ามีการเพิ่ม Knowledge สำเร็จหรือไม่ และตั้งค่าการใช้แหล่งข้อมูลตามความสามารถของระบบ

ควรตรวจสอบคำตอบกับเอกสารจริง ไม่ควรเชื่อเพียงเพราะ Agent ระบุว่าตนใช้เอกสารนั้น

ปัญหาที่ 8: กด Create ไม่ได้

ตรวจสอบว่ามี Name, Description และ Instructions ที่จำเป็นครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงสิทธิ์และข้อความผิดพลาดที่ระบบแสดง

ปัญหาที่ 9: Agent แชร์ไม่ได้

ตรวจสอบนโยบายการแชร์ขององค์กรและประเภท Agent ที่สร้าง

ปัญหาที่ 10: ต้องการเชื่อม API แต่ทำไม่ได้

Agent Builder ไม่รองรับการสร้าง Actions ที่เชื่อมบริการภายนอกโดยตรงในรูปแบบเดียวกับ Copilot Studio

หากต้องการใช้ API, Connectors หรือ Workflows ให้พิจารณานำ Agent ไปพัฒนาต่อใน Microsoft Copilot Studio

⚖️ สร้าง Agent ด้วย Describe หรือ Configure ดีกว่ากัน?

หัวข้อDescribeConfigure
วิธีใช้งานอธิบายด้วยภาษาธรรมชาติตั้งค่ารายการด้วยตัวเอง
ความสะดวกเหมาะกับมือใหม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมรายละเอียด
Name และ DescriptionAI ช่วยกำหนดผู้ใช้กำหนดเอง
InstructionsAI ช่วยร่างผู้ใช้แก้ไขโดยตรง
Knowledgeเพิ่มได้ตามเครื่องมือเลือกและตรวจสอบได้
Suggested PromptsAI ช่วยสร้างปรับแต่งได้
เหมาะกับเริ่มสร้าง Agent อย่างรวดเร็วตรวจสอบและปรับรายละเอียด

ควรเลือกแบบไหนดี?

สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจาก Describe แล้วใช้ Configure ตรวจสอบและปรับปรุงรายละเอียด

วิธีนี้ช่วยให้เริ่มต้นได้ง่ายโดยยังสามารถควบคุมคุณภาพของ Agent ก่อนสร้างจริง

📈 วิธีประเมินว่า Copilot Agent ที่สร้างใช้งานได้ดีหรือไม่

ควรวัดผลจากงานจริง ไม่ใช่เพียงดูว่า Agent สามารถสนทนาได้หรือไม่

ความถูกต้องของคำตอบ

ตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับข้อมูลต้นทางมากน้อยเพียงใด

ความครอบคลุม

Agent สามารถตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่หลักได้หรือไม่

ความสม่ำเสมอ

เมื่อใช้คำถามที่มีความหมายคล้ายกัน Agent ยังให้คำตอบที่เหมาะสมหรือไม่

การจัดการเมื่อไม่มีข้อมูล

Agent ยอมรับข้อจำกัดแทนการเดาหรือไม่

ความปลอดภัย

Agent เปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่ผู้ใช้ได้รับอนุญาตหรือไม่

ความพึงพอใจผู้ใช้

ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจคำตอบและนำไปทำงานต่อได้หรือไม่

เวลาในการทำงาน

Agent ช่วยลดระยะเวลาค้นหาข้อมูลหรือจัดเตรียมคำตอบได้จริงหรือไม่

❓ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้าง Copilot Agent จากคำอธิบาย

สร้าง Copilot Agent ด้วยการพิมพ์คำสั่งอย่างเดียวได้หรือไม่?

ได้ Agent Builder รองรับการสร้าง Agent จากคำอธิบายด้วยภาษาธรรมชาติ โดยระบบช่วยจัดเตรียมการตั้งค่าเริ่มต้นให้

ต้องเขียนโปรแกรมก่อนสร้าง Copilot Agent หรือไม่?

ไม่จำเป็นสำหรับ Agent ที่สร้างผ่าน Agent Builder ด้วยความสามารถพื้นฐานที่รองรับ

สามารถสร้าง Copilot Agent เป็นภาษาไทยได้ไหม?

สามารถใช้ภาษาไทยในการสร้างคำอธิบายและกำหนดการตอบได้ในประสบการณ์ที่รองรับ โดยควรตรวจสอบการตั้งค่าภาษาของบัญชีและผลการทดสอบจริง

Agent Builder สร้าง Instructions ให้เองหรือไม่?

ได้ เมื่อสร้างด้วย Describe ระบบสามารถช่วยจัดเตรียม Instructions เบื้องต้นจากคำอธิบายของผู้ใช้

สามารถแก้ไข Instructions ภายหลังได้หรือไม่?

ได้ สามารถใช้ Describe เพื่อสั่งปรับหรือใช้ Configure แก้ไขโดยตรง

สามารถเพิ่มไฟล์ PDF ให้ Agent ได้หรือไม่?

ได้สำหรับไฟล์และวิธีเพิ่มข้อมูลที่เครื่องมือรองรับ โดยต้องตรวจสอบข้อจำกัดของไฟล์และสิทธิ์การใช้งาน

Copilot Agent สามารถใช้ข้อมูล SharePoint ได้ไหม?

ได้เมื่อ Agent รองรับการเชื่อม SharePoint และมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

สร้าง Agent แล้วแชร์ให้ทีมได้หรือไม่?

ได้ในกรณีที่บัญชี ประเภท Agent และนโยบายองค์กรรองรับการแชร์

Agent Builder ใช้สร้าง AI Chatbot บนเว็บไซต์ได้โดยตรงหรือไม่?

Agent Builder เน้นการสร้าง Agent สำหรับ Microsoft 365 Copilot หากต้องการเผยแพร่บนเว็บไซต์หรือเพิ่มช่องทางที่ซับซ้อน ควรพิจารณา Copilot Studio

สร้าง Copilot Agent ฟรีหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับบัญชี License และความสามารถที่ใช้งาน บางกรณีสามารถสร้างหรือใช้งานได้ภายใต้สิทธิ์ที่มี ขณะที่ความสามารถบางประเภทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

✅ สรุปวิธีสร้าง Copilot Agent จากคำอธิบายง่ายๆ

การสร้าง Copilot Agent จากคำอธิบายเป็นวิธีเริ่มต้นพัฒนา AI Agent ที่ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม โดยใช้ Microsoft 365 Copilot Agent Builder ช่วยสร้าง Name, Description, Instructions และ Suggested Prompts จากภาษาธรรมชาติ

ขั้นตอนสำคัญคือกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน เพิ่ม Knowledge ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการตั้งค่าใน Configure ทดสอบใน Try it และกด Create เมื่อพร้อมใช้งาน

สำหรับผู้เริ่มต้น ควรเริ่มจาก Agent ที่มีเป้าหมายเดียว เช่น ตอบคำถามจากคู่มือหรือช่วยค้นหาข้อมูล ก่อนขยายความสามารถไปสู่การเชื่อมต่อระบบอื่น

comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง Describe → Configure → Knowledge → Try it → Create เพราะช่วยให้เริ่มสร้าง Agent ได้รวดเร็ว พร้อมมีขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้กับพนักงานหรือข้อมูลจริง

แม้การสร้าง Agent ด้วยภาษาธรรมชาติจะสะดวก แต่คุณภาพของระบบยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของ Instructions คุณภาพของ Knowledge การกำหนดสิทธิ์ และการทดสอบอย่างต่อเนื่อง