Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Copilot Studio ตอบผิด ตอบมั่ว หรือตอบไม่ตรงคำถาม แก้อย่างไร? ให้เริ่มจากตรวจสอบ Knowledge Sources ว่ามีข้อมูลที่ถูกต้องและพร้อมใช้งานหรือไม่ จากนั้นปรับชื่อและ Description ของ Knowledge ให้ชัดเจน ตรวจสอบ Instructions และ Generative AI Settings แล้วใช้ Test your agent ร่วมกับ Activity Map เพื่อดูว่า AI เลือกแหล่งข้อมูล Topic หรือ Tool ถูกต้องหรือไม่ ก่อนแก้ไขและทดสอบซ้ำ
หาก AI Agent ตอบคำถามจากเอกสารไม่แม่นยำ สาเหตุไม่ได้มาจากโมเดล AI เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากข้อมูลต้นทางไม่ครบ เนื้อหาขัดแย้งกัน การค้นหาข้อมูลไม่พบ การตั้งค่าที่เปิดให้ใช้ความรู้ทั่วไป หรือการเลือก Tools ไม่ตรงกับคำถาม
ตัวอย่างเช่น บริษัทสร้าง Copilot Agent สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับ LAN, Wi-Fi, Fiber Optic และ CCTV แต่เมื่อลูกค้าถามว่า “รับติดตั้ง Fiber Optic ที่ขอนแก่นหรือไม่?” Agent กลับตอบรายละเอียดสาย Fiber Optic โดยไม่ตอบว่าบริษัทมีบริการในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่
กรณีนี้อาจเกิดจาก Agent เลือก Knowledge ด้านเทคนิคแทนข้อมูลบริการ หรือไม่พบข้อมูลพื้นที่ให้บริการจากเว็บไซต์ต้นทาง
การแก้ไขที่เหมาะสมคือค้นหาต้นเหตุให้พบ ไม่ใช่เพิ่ม Instructions ยาวขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ตรวจสอบว่า Agent ใช้ข้อมูลและเครื่องมือใดอยู่จริง
บทความนี้ comsiam จะอธิบายวิธีแก้ Copilot Studio ตอบผิดอย่างละเอียด ครอบคลุม Hallucination, Knowledge Sources, Generative Answers, Generative Orchestration, Instructions, Citations, SharePoint, Dataverse, Tools, Variables, Activity Map และการประเมินคุณภาพคำตอบก่อน Publish
Microsoft Copilot Studio ใช้โมเดล AI ร่วมกับ Knowledge, Topics และ Tools เพื่อสร้างคำตอบ
ระบบจึงมีหลายขั้นตอนที่อาจทำให้คำตอบคลาดเคลื่อนได้
หากถามข้อมูลที่ไม่ได้เตรียมไว้ Agent อาจไม่พบคำตอบ
หากเอกสารผิด AI ก็อาจนำข้อมูลผิดมาตอบ
ทำให้ Agent เลือกแหล่งข้อมูลไม่เหมาะสม
เช่น คู่มือฉบับเก่ากับฉบับใหม่ระบุขั้นตอนไม่ตรงกัน
Agent อาจใช้ความรู้ทั่วไปแทนข้อมูลเฉพาะของบริษัท
ระบบอาจสร้างคำตอบโดยไม่มีข้อมูลจาก Knowledge รองรับ
เช่น ระบุเพียงว่า “ตอบคำถามทุกเรื่องให้ดีที่สุด”
เช่น ใช้ Knowledge แทนการเรียก Tool ตรวจสอบสถานะงาน
Agent ส่งข้อมูลไม่ครบหรือส่งค่าไม่ตรงกับคำถาม
ทำให้ระบบค้นข้อมูลบางส่วนไม่ได้
ข้อมูลใหม่อาจยังไม่ถูกนำเข้าสู่ระบบค้นหา
คำถามก่อนหน้าอาจมีผลต่อคำตอบในบทสนทนาปัจจุบัน
สิ่งสำคัญ: ต้องแยกให้ออกว่า Agent “ไม่มีข้อมูล” “ค้นหาไม่เจอ” “เลือกแหล่งข้อมูลผิด” หรือ “มีข้อมูลแล้วแต่สรุปผิด” เพราะแต่ละกรณีมีวิธีแก้ไขต่างกัน
Hallucination คือกรณีที่ AI สร้างข้อความหรือรายละเอียดที่ดูเหมือนถูกต้อง แต่ไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ หรือขัดแย้งกับข้อเท็จจริง
ผู้ใช้ถาม:
“บริษัทรับประกันงานติดตั้ง Fiber Optic กี่ปี?”
แต่ Knowledge ไม่ได้ระบุระยะเวลารับประกัน
Agent กลับตอบว่า:
“รับประกัน 3 ปี”
กรณีนี้ถือเป็นคำตอบที่สร้างรายละเอียดขึ้นเองหากไม่มีข้อมูลยืนยัน
ไม่มีการตั้งค่าใดรับประกันว่าจะขจัด Hallucination ได้ทั้งหมด จึงต้องใช้มาตรการหลายส่วนร่วมกัน
หากพบว่า Agent ตอบผิด ให้ทำตามลำดับนี้ก่อน
เก็บคำถามจริงและคำตอบที่ได้รับ
ตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารหรือระบบต้นทาง
ตรวจสอบว่า Agent มีแหล่งข้อมูลที่จำเป็นหรือไม่
ดูว่าพร้อมใช้งานและค้นหาได้หรือยัง
ปรับให้สื่อถึงหัวข้อข้อมูลอย่างชัดเจน
ดูว่ามีคำสั่งที่กว้าง ขัดแย้ง หรือกำกวมหรือไม่
พิจารณาการใช้ General Knowledge, Web Search และ Ungrounded Responses
ทดลองคำถามเดิมในบทสนทนาใหม่
ดูว่า Agent เลือก Knowledge, Topics และ Tools อย่างไร
ทดสอบคำถามเดิมและคำถามใกล้เคียง ก่อน Publish
Knowledge คือแหล่งข้อมูลที่ Copilot Agent ใช้ประกอบคำตอบ
การตรวจสอบ Knowledge จึงควรเป็นขั้นตอนแรกๆ เมื่อพบปัญหา
| Knowledge | ข้อมูลที่ควรมี |
|---|---|
| Company Services | รายละเอียดบริการ |
| LAN Installation | การติดตั้ง LAN |
| Wi-Fi Solutions | ระบบ Wi-Fi |
| Fiber Optic Guide | คู่มือไฟเบอร์ออฟติก |
| CCTV Services | ข้อมูลกล้องวงจรปิด |
| Maintenance Support | บริการบำรุงรักษา |
| Contact Information | ช่องทางติดต่อ |
เพราะการรวมข้อมูลหลายเรื่องไว้โดยไม่จัดโครงสร้างอาจทำให้การค้นหาเจอข้อมูลที่ไม่ตรงกับเจตนาของผู้ใช้
แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องแยกทุกเอกสารเป็น Knowledge Source ใหม่เสมอไป ควรออกแบบตามเนื้อหาและข้อจำกัดของระบบ
Description เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ Generative Orchestration เข้าใจว่า Knowledge Source ใช้ตอบคำถามอะไร
“Company documents”
คำอธิบายนี้กว้างเกินไป
“This knowledge source contains information about the company’s LAN installation, Wi-Fi solutions, Fiber Optic services, CCTV installation, and maintenance support. Use it to answer questions about available services and service processes.”
“This source contains technical guides about Fiber Optic cable types, fusion splicing, OTDR testing, optical loss measurement, and installation procedures. Use it for technical questions rather than pricing or company service availability.”
ระบุให้ครบว่า
เพราะช่วยแยก Knowledge ที่มีเนื้อหาคล้ายกัน
ตัวอย่างเช่น คู่มือการติดตั้ง Fiber Optic ไม่ควรถูกใช้เป็นแหล่งยืนยันราคาบริการของบริษัท
Instructions ที่ดีต้องระบุหน้าที่ของ Agent และขอบเขตการตอบอย่างชัดเจน
ไม่ควรเขียนยาวโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้คำสั่งซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกัน
“Answer every question accurately. Always provide complete information.”
ปัญหาคือไม่ได้กำหนดว่า AI ควรใช้ข้อมูลใด และควรทำอย่างไรเมื่อไม่พบคำตอบ
ROLE
You are an IT service knowledge assistant.
KNOWLEDGE RULES
Use approved company knowledge sources for company-specific questions.
Do not invent service prices, warranty periods, service locations, certifications, customer references, or project information.
If information is not available in the configured knowledge sources, clearly state that it cannot be confirmed.
SOURCE SELECTION
Use company service knowledge for questions about available services.
Use technical documentation for installation, troubleshooting, and equipment specifications.
TOOL USAGE
For ticket status or other live business data, use the configured lookup tool rather than guessing from general knowledge.
RESPONSE STYLE
Respond in polite Thai.
Answer the user’s question directly before providing supporting details.
Use numbered steps for troubleshooting procedures.
ERROR HANDLING
If a tool fails or no reliable information is found, explain the limitation and recommend the appropriate next step.
ช่วยกำหนดว่า AI ควรใช้ข้อมูลประเภทใดสำหรับคำถามต่างๆ และเปิดทางให้ตอบว่าไม่พบข้อมูล แทนการสร้างคำตอบขึ้นเอง
Instructions ไม่สามารถทำให้ Agent เข้าถึง Knowledge หรือ Tools ที่ยังไม่ได้เพิ่มไว้จริง
ต้องตรวจสอบการตั้งค่าแหล่งข้อมูลและเครื่องมือร่วมด้วย
สำหรับ Agent แบบ Standard Harness ที่รองรับการตั้งค่า Generative AI ควรตรวจสอบตัวเลือกสำคัญดังนี้
ควบคุมว่าระบบสามารถใช้ความรู้ทั่วไปของโมเดลหรือไม่
ควบคุมการค้นหาข้อมูลจากเว็บภายนอกตามความสามารถที่รองรับ
ควบคุมการอนุญาตให้ Agent สร้างคำตอบโดยไม่มี Knowledge หรือ Tool รองรับ
ควรพิจารณาจำกัด Ungrounded Responses หากต้องการให้คำตอบยึดกับแหล่งข้อมูลที่กำหนด
การปิด Ungrounded Responses อาจทำให้ Agent ไม่ตอบคำถามบางอย่างเมื่อระบบไม่สามารถสร้างคำตอบที่ผ่านข้อกำหนดด้าน Grounding ได้
จึงต้องทดสอบกรณีที่มีข้อมูลและไม่มีข้อมูลควบคู่กัน
Citations เป็นข้อมูลอ้างอิงที่ช่วยบอกว่าคำตอบเกี่ยวข้องกับ Knowledge Source ใด
คำถาม
“บริษัทรับประกันการติดตั้ง CCTV กี่ปี?”
Agent ตอบว่า:
“รับประกัน 2 ปี”
แต่เอกสารต้นทางไม่ได้ระบุจำนวนปี
แสดงว่าคำตอบนี้ไม่ควรถูกยอมรับโดยไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติม
ไม่ใช่
Citation ช่วยตรวจสอบแหล่งข้อมูล แต่โมเดลอาจตีความหรือสรุปข้อมูลผิดได้
ผู้ดูแลยังต้องเปรียบเทียบกับเนื้อหาต้นทางสำหรับข้อมูลสำคัญ
สำหรับ Standard Harness ที่ใช้ Generative Orchestration สามารถใช้ Activity Map เพื่อดูการเลือก Knowledge, Topics และ Tools ระหว่างทดสอบ
ผู้ใช้ถามว่า:
“ตรวจสอบสถานะ Ticket IT-1001”
Agent กลับตอบขั้นตอนแจ้งซ่อมทั่วไป
หาก Activity Map แสดงว่า Agent ใช้ Knowledge คู่มือ Helpdesk แทน Tool สำหรับค้น Ticket ควรตรวจสอบว่า Tool มีชื่อและ Description ที่ชัดเจนหรือไม่
ตั้งชื่อ Tool:
GetTicketStatus
Description:
“Retrieve the current status of an existing IT support ticket using its ticket number. Use this tool for ticket status questions.”
Activity Map แสดงการทำงานในระบบที่รองรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดเผยเหตุผลภายในทุกขั้นตอนของโมเดล
Topics ใช้กำหนดลำดับการสนทนาและงานเฉพาะ
หาก Topic มีชื่อหรือ Description คล้ายกัน Agent อาจเลือกผิดได้
CreateTicket
สร้างรายการแจ้งซ่อม
CheckTicket
ตรวจสอบสถานะงาน
TroubleshootWiFi
ช่วยแก้ปัญหา Wi-Fi
ผู้ใช้ถามว่า:
“Ticket เดิมถึงขั้นตอนไหนแล้ว?”
แต่ Agent กลับเปิด Topic สำหรับสร้าง Ticket ใหม่
CreateTicket
“Use this topic only when the user wants to submit a new service request.”
CheckTicket
“Use this topic when the user wants to check an existing service request status.”
การระบุเงื่อนไขให้ชัดช่วยลดโอกาสเรียก Topic ผิดประเภท
Tools เหมาะสำหรับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น
ผู้ใช้ถาม:
“Ticket IT-1001 ซ่อมเสร็จหรือยัง?”
หาก Agent ใช้ Knowledge จากไฟล์รายงานเก่า อาจให้สถานะที่ล้าสมัย
ให้ Agent เรียก Tool ที่อ่านสถานะจากระบบจริง
Agent ไม่ควรแจ้งสถานะงานจากการคาดเดา
หาก Tool ไม่ทำงาน ต้องแจ้งว่าไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ ไม่ใช่สร้างสถานะใหม่ขึ้นเอง
บางครั้ง Agent เลือก Tool ถูกต้อง แต่ส่งข้อมูลผิด
ผู้ใช้แจ้งว่า:
“ต้องการแจ้งซ่อม Wi-Fi ชั้น 3”
Tool ต้องการ Inputs ดังนี้
| Input | ค่าที่ต้องการ |
|---|---|
| IssueType | Wi-Fi |
| Location | ชั้น 3 |
| Description | รายละเอียดอาการ |
| Priority | ตามข้อมูลที่ได้รับ |
Agent ส่ง
Location = ชั้น 2
ทั้งที่ผู้ใช้แจ้งชั้น 3
สำหรับงานที่สร้างข้อมูลจริง ควรแสดงสรุปข้อมูลก่อนให้ผู้ใช้ยืนยัน
หากต้องใช้ Customer ID หรือ Ticket Number ควรตรวจสอบรูปแบบและการมีอยู่จริง ไม่ควรให้ AI เดาข้อมูล
SharePoint เป็น Knowledge Source สำคัญสำหรับ Agent ภายในองค์กร
การเปลี่ยน Instructions ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์อ่านเอกสารได้
ต้องแก้ Authentication หรือ Permissions ที่เกี่ยวข้องตามนโยบายองค์กร
Dataverse ใช้กับข้อมูลธุรกิจแบบมีโครงสร้าง
Agent ตอบจำนวน Ticket ที่เปิดอยู่ไม่ครบ
Generative Answers ค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้ Query ทุก Row ตามเงื่อนไขที่ต้องการ
สำหรับคำถามที่ต้องการตัวเลขหรือรายการครบถ้วน ควรพิจารณาใช้ Dataverse Connector Tool
“จำนวน Ticket สถานะ Open ทั้งหมดวันนี้มีกี่รายการ?”
Generative Answers เหมาะกับการค้นหาและอธิบายข้อมูล
แต่การตรวจสอบจำนวนหรือสถานะธุรกิจที่ต้องแม่นยำ ควรใช้ Tool ที่ดึงข้อมูลจากระบบจริงตามเงื่อนไข
Copilot Studio สามารถใช้เว็บไซต์สาธารณะเป็น Knowledge ได้ตามความสามารถที่รองรับ
เพราะการค้นหาจากเว็บไซต์สาธารณะอาศัยระบบค้นหาและดัชนี ซึ่งอาจไม่อัปเดตทันทีเมื่อเว็บไซต์เปลี่ยนเนื้อหา
Intent คือความต้องการที่แท้จริงของผู้ถาม
“สาย Fiber Optic ใช้แบบไหนดี?”
คำถามนี้ยังไม่ระบุว่าใช้ในสถานการณ์ใด
ตัวอย่าง:
“ต้องการใช้สายภายในอาคาร ภายนอกอาคาร หรือเชื่อมระหว่างอาคารครับ?”
เพราะการแนะนำสาย Fiber Optic ต้องพิจารณาหลายเงื่อนไข เช่น
เพิ่ม Instructions ให้ Agent สอบถามเมื่อข้อมูลสำคัญยังไม่ครบ
ตัวอย่าง:
“When the user’s request is ambiguous, ask one relevant clarification question before recommending technical equipment or performing an action.”
ไม่ควรถามเพิ่มทุกคำถามโดยไม่จำเป็น
หากคำถามมีข้อมูลเพียงพอ ควรตอบตรงประเด็นทันที
ปัญหาที่พบบ่อยอีกอย่างคือ Agent ตอบยาว แต่ไม่ตอบสิ่งที่ผู้ใช้ถาม
ผู้ใช้ถาม:
“OTDR คืออะไร?”
แต่ Agent ตอบประวัติ Fiber Optic หลายย่อหน้าก่อนอธิบาย OTDR
เพิ่ม Instructions ที่กำหนดรูปแบบคำตอบ
ตัวอย่าง:
“Answer the user’s direct question in the first paragraph. Then provide supporting details only when relevant. Avoid unrelated background information.”
คำตอบสั้นก่อน
OTDR เป็นเครื่องมือสำหรับทดสอบและวิเคราะห์สาย Fiber Optic โดยใช้สัญญาณแสงเพื่อช่วยระบุตำแหน่งเหตุการณ์ต่างๆ ตามแนวสาย
ตามด้วยรายละเอียด
อธิบายการใช้งาน ข้อจำกัด และตัวอย่าง
ช่วยให้คำตอบเข้าใจง่ายและตรงกับ Intent มากขึ้น
ไม่ควรทดสอบ Agent ด้วยคำถามเดียวแล้วสรุปว่าระบบพร้อมใช้งาน
ควรสร้างชุดคำถามที่ครอบคลุมหลายสถานการณ์
| ลำดับ | คำถาม | ผลที่ต้องการ |
|---|---|---|
| 1 | บริษัทรับติดตั้ง Wi-Fi ไหม? | ตอบจากข้อมูลบริการ |
| 2 | Fiber Optic คืออะไร? | ตอบจากข้อมูลเทคนิค |
| 3 | รับประกันงานกี่ปี? | ไม่เดาหากไม่มีข้อมูล |
| 4 | ตรวจ Ticket IT-1001 | ใช้ Tool |
| 5 | Ticket ไม่มีอยู่จริง | แจ้งไม่พบ |
| 6 | ขอราคาติดตั้ง 500 เมตร | ไม่เดาราคาจริง |
| 7 | ขอดูข้อมูลลูกค้ารายอื่น | ตรวจสอบสิทธิ์ |
| 8 | แจ้งซ่อมโดยไม่ระบุสถานที่ | ถามเพิ่ม |
| 9 | ขอสร้าง Ticket | ขอข้อมูลและยืนยัน |
| 10 | ระบบ Tool ไม่ตอบ | แจ้งไม่สำเร็จ |
| 11 | ถามคำถามกำกวม | ถามให้ชัด |
| 12 | ถามนอกขอบเขต | จัดการตาม Instructions |
ขึ้นอยู่กับจำนวน Knowledge, Topics และ Tools
สำหรับโครงการเริ่มต้น สามารถเตรียม 30–50 คำถามที่ครอบคลุมงานสำคัญ แล้วเพิ่มกรณีทดสอบตามปัญหาจริง
จำนวนดังกล่าวเป็นคำแนะนำในการวางแผน ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Microsoft
การวัดผลควรแยกหลายด้าน
สัดส่วนคำตอบที่ถูกต้องจากชุดทดสอบ
ตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับข้อมูลต้นทางหรือไม่
ตรวจสอบว่า Agent เลือก Tool เหมาะสม
ตรวจสอบว่า Tool ดำเนินงานสำเร็จจริงหรือไม่
ตรวจสอบการไม่เปิดเผยข้อมูลเกินสิทธิ์
ตรวจสอบการตอบเมื่อไม่มีข้อมูล
สมมติทดสอบ 100 คำถาม
คำตอบถูกต้อง 88 ข้อ
Answer Accuracy = (88 ÷ 100) × 100
Answer Accuracy = 88%
ตัวเลขนี้เป็นผลจากชุดทดสอบสมมติ ไม่ใช่ค่ารับประกันของ Copilot Studio
คำตอบที่ผิด 12 ข้อควรถูกจัดประเภทตามสาเหตุ
เช่น Knowledge ไม่ครบ 5 ข้อ เลือก Tool ผิด 3 ข้อ สรุปข้อมูลผิด 4 ข้อ
เมื่อรู้สาเหตุแล้ว จะสามารถแก้ไขได้ตรงจุด
หลัง Publish Agent แล้ว ควรใช้ข้อมูลจากการสนทนาจริงเพื่อติดตามปัญหา
Analytics เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ ไม่ควรใช้ตัวเลขเพียงตัวเดียวเพื่อสรุปว่าคำตอบทั้งหมดถูกต้อง
สมมติบริษัทมี Agent ชื่อ
IT Customer Assistant
ลูกค้าถาม:
“รับเดินสาย LAN ในขอนแก่นไหม?”
Agent ตอบ:
“สาย LAN CAT6 รองรับความเร็วสูงและเหมาะกับสำนักงาน”
คำตอบเป็นข้อมูลเทคนิค แต่ไม่ได้ตอบเรื่องพื้นที่ให้บริการ
1. ตรวจ Knowledge
ตรวจสอบว่ามีรายละเอียดพื้นที่ให้บริการจริงหรือไม่
2. แยกข้อมูลบริการกับข้อมูลเทคนิค
สร้างหรือปรับ Knowledge ให้มีขอบเขตชัดเจน
3. ปรับ Description
ระบุว่า Company Services ใช้สำหรับคำถามเกี่ยวกับบริการและพื้นที่ให้บริการ
4. ปรับ Instructions
ให้ Agent ตอบเรื่องบริการจากข้อมูลบริษัท ไม่ใช่จากคู่มือเทคนิค
5. ทดสอบ
ทดลองคำถามเดิม
6. ตรวจ Activity Map
ดูว่าเลือก Knowledge ถูกหรือไม่
7. ตรวจคำตอบ
หากไม่มีข้อมูลพื้นที่ให้บริการ ควรแจ้งว่าไม่สามารถยืนยันพื้นที่นั้นได้จากข้อมูลที่มี
Agent ตอบตรงกับคำถามและไม่สร้างรายละเอียดพื้นที่ให้บริการขึ้นเอง
“Optical Loss ของสาย Fiber Optic ควรอยู่ที่เท่าไร?”
“ต้องไม่เกิน 1 dB เสมอ”
คำตอบนี้ไม่เหมาะสม เพราะเกณฑ์ Optical Loss ขึ้นอยู่กับระบบ อุปกรณ์ ความยาวสาย จำนวน Connector และมาตรฐานหรือข้อกำหนดโครงการ
“ค่า Optical Loss ที่ยอมรับได้ต้องพิจารณาจาก Optical Budget และเกณฑ์ตรวจรับของระบบ ไม่สามารถใช้ตัวเลขเดียวกับทุกโครงการได้”
สำหรับคำตอบทางเทคนิคที่มีผลต่อการติดตั้งจริง ควรใช้เอกสารมาตรฐานหรือข้อมูลอุปกรณ์ที่ตรวจสอบได้ และไม่เดาค่าตัวเลข
ปรับ Instructions และตรวจ Intent
ตรวจ Knowledge และ Grounding
ตรวจ Generative AI Settings
ปรับ Description
ตรวจ Knowledge Source และ Search
ปรับข้อมูลต้นทางและตรวจ Synchronization
ตรวจ Authentication และ Permissions
ใช้ Tool สำหรับ Query ที่ต้องการผลครบถ้วน
ตรวจ URL และ Search Index
ตรวจเอกสารต้นทางและการตีความ
ตรวจ Channel และการตั้งค่า Generative Answers
ปรับ Topic Description
ตรวจ Tool Description
แยกหน้าที่ Tools
ตรวจ Variables และ Input Mapping
ตรวจ Outputs
ตรวจ Authorization และ Connections ทันที
กำหนดให้ตอบตรงประเด็นก่อน
เพิ่มเงื่อนไขสำหรับคำถามกำกวม
ตรวจ Channel, Publish Version, Authentication และ Connections
| รายการ | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| Knowledge | ถูกต้อง |
| Knowledge Status | พร้อมใช้งาน |
| Knowledge Description | ชัดเจน |
| Instructions | ไม่ขัดแย้ง |
| General Knowledge | ตรงนโยบาย |
| Web Search | เหมาะสม |
| Ungrounded Responses | ตั้งค่าถูกต้อง |
| Citations | ตรวจสอบแล้ว |
| Topics | เลือกถูกต้อง |
| Tools | ใช้งานได้ |
| Input Mapping | ถูกต้อง |
| Output Handling | ใช้ข้อมูลจริง |
| Authentication | เหมาะสม |
| Permissions | ตรวจสอบแล้ว |
| Hallucination Tests | ผ่าน |
| Test Cases | ครอบคลุม |
| Activity Map | ตรวจสอบแล้ว |
| Monitor | พร้อมติดตาม |
| Publish | เวอร์ชันล่าสุด |
เป้าหมายไม่ใช่บังคับให้ Agent ตอบได้ทุกคำถาม แต่คือให้ระบบตอบอย่างถูกต้องเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ และแจ้งข้อจำกัดเมื่อไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้
ตรวจ Knowledge, Description, Instructions, Generative AI Settings แล้วใช้ Test your agent และ Activity Map วิเคราะห์สาเหตุ
อาจเกิดจากข้อมูลไม่ครบ การค้นหาไม่ตรง หรือการสร้างคำตอบที่ไม่ได้รับการยืนยันจาก Knowledge
คือการสร้างรายละเอียดที่ดูน่าเชื่อถือแต่ไม่มีหลักฐานที่เหมาะสมหรือขัดแย้งกับข้อมูลจริง
สามารถลดความเสี่ยงผ่าน Knowledge, Grounding, Instructions และการทดสอบ แต่ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดทั้งหมด
อาจเกิดจาก Name หรือ Description ไม่ชัดเจน หรือมีข้อมูลซ้ำกันหลายแหล่ง
สำคัญ เพราะช่วยให้ Generative Orchestration เลือกแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม
มีตัวเลือกควบคุม AI General Knowledge ตามความสามารถที่รองรับ
เป็นการตั้งค่าอนุญาตให้ Agent สร้างคำตอบที่ไม่ได้ยึดกับ Knowledge หรือ Tool ตามเงื่อนไขที่ระบบกำหนด
ไม่ใช่ ยังต้องตรวจคุณภาพข้อมูลและการตีความของโมเดล
ได้ตามประเภท Knowledge และ Channel ที่รองรับ
ไม่เสมอไป ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลรองรับข้อความที่ AI ตอบจริง
ได้สำหรับ Agent แบบ Standard Harness ที่ใช้ Generative Orchestration ตามความสามารถที่รองรับ
ช่วยดูว่า Agent เลือก Knowledge, Topics และ Tools ใดระหว่างทดสอบ
อาจเกิดจาก Tool Description ไม่ชัดเจนหรือ Inputs ไม่ครบ
ได้เมื่อเชื่อม Tool กับระบบ Ticket จริง และมีสิทธิ์เหมาะสม
ตรวจ Permissions, Knowledge Source, เอกสารต้นทางและสถานะการค้นหา
ใช้ Connector Tool สำหรับ Query แบบมีโครงสร้างเมื่อจำเป็นต้องได้ผลรวมครบถ้วน
ระบบค้นหาและดัชนีอาจยังไม่อัปเดตตามเนื้อหาใหม่
ไม่จำเป็น ควรเขียนให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และตรงกับหน้าที่ของ Agent
ได้เช่นเดียวกับภาษาอื่น ควรตรวจ Knowledge และทดสอบคำถามภาษาไทยจริง
ไม่มีจำนวนเดียวที่เหมาะกับทุกระบบ ควรเลือกชุดทดสอบที่ครอบคลุม Intent และกรณีผิดพลาดสำคัญ
ได้ผ่าน Monitor และ Analytics ตามความสามารถที่รองรับ
คำตอบจากโมเดลภาษาไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมทุกครั้ง และบริบทบทสนทนาอาจส่งผลต่อคำตอบ
หาก Microsoft Copilot Studio ตอบผิด ควรเริ่มจากตรวจสอบว่า Agent มีข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าถึงได้จริงหรือไม่ ก่อนแก้ไข Instructions หรือเปลี่ยนการตั้งค่า Generative AI
ปัญหาส่วนใหญ่อาจเกี่ยวข้องกับ Knowledge Sources, Description, Search Index, General Knowledge, Generative Orchestration หรือ Tools ที่เลือกใช้
สำหรับข้อมูลบริษัท ควรใช้ Knowledge ที่ได้รับอนุมัติและกำหนดให้ Agent แจ้งเมื่อไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้
สำหรับข้อมูลที่เปลี่ยนตลอด เช่น สถานะ Ticket ราคา และจำนวนสินค้า ควรใช้ Tools ที่ดึงข้อมูลจากระบบจริง
นอกจากนี้ควรใช้ Test your agent, Activity Map และ Analytics เพื่อตรวจสอบสาเหตุ แก้ไขอย่างเป็นระบบ และทดสอบคำถามเดิมหลังปรับปรุง
comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง บันทึกคำถามที่ตอบผิด → ตรวจข้อมูลต้นทาง → ตรวจ Knowledge → ปรับ Description → ตรวจ Instructions → ตรวจ Generative AI Settings → ตรวจ Topics และ Tools → ทดสอบ Activity Map → ตรวจคำตอบ → Publish → Monitor
การแก้ปัญหา Copilot Studio อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ AI Agent ตอบคำถามตรงประเด็นขึ้น ลดการสร้างข้อมูลผิด และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการใช้งานกับลูกค้าและพนักงานในระยะยาว