Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีใช้ Microsoft Copilot Studio สำหรับมือใหม่ เริ่มต้นจากการลงชื่อเข้าใช้ Copilot Studio ด้วยบัญชี Microsoft ที่รองรับ เลือก Environment จากนั้นสร้าง AI Agent ใหม่ โดยอธิบายหน้าที่ของ Agent ด้วยภาษาธรรมชาติ ตั้งชื่อ กำหนด Instructions เพิ่ม Knowledge แล้วทดสอบผ่าน Test Agent ก่อน Publish เพื่อเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงผ่านช่องทางที่รองรับ
Microsoft Copilot Studio เป็นแพลตฟอร์ม Low-Code สำหรับสร้าง AI Agent และ AI Chatbot โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมตั้งแต่เริ่มต้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างผู้ช่วย AI สำหรับตอบคำถามลูกค้า ค้นหาเอกสารบริษัท ช่วยพนักงานฝ่าย IT หรือเชื่อมต่อระบบงานอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น หากต้องการสร้าง AI Agent สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับบริการติดตั้ง LAN, Wi-Fi และ Fiber Optic สามารถเริ่มจากการพิมพ์คำอธิบายว่า
“สร้าง AI Agent สำหรับตอบคำถามลูกค้าเกี่ยวกับบริการติดตั้งระบบเครือข่าย โดยให้ตอบเป็นภาษาไทยสุภาพ ใช้ข้อมูลบริษัทเป็นหลัก และแจ้งให้ลูกค้าติดต่อเจ้าหน้าที่เมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ”
จากนั้นผู้ใช้สามารถเพิ่มเอกสารบริการ กำหนดรูปแบบคำตอบ และทดลองสนทนากับ Agent ได้ทันทีในหน้าทดสอบ
อย่างไรก็ตาม การสร้าง Agent ให้ใช้งานได้จริงต้องตรวจสอบทั้งสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ความถูกต้องของ Knowledge และการตั้งค่า Authentication ก่อนเผยแพร่
บทความนี้ comsiam จะสอนใช้ Microsoft Copilot Studio ตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการเตรียมบัญชี สร้าง Agent กำหนด Instructions เพิ่ม Knowledge สร้าง Topics ทดสอบ ตั้งค่าความปลอดภัย และ Publish พร้อมตัวอย่างใช้งานจริงสำหรับธุรกิจ
Microsoft Copilot Studio คือแพลตฟอร์มสำหรับสร้างและจัดการ AI Agents ผ่านเครื่องมือแบบ Low-Code โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Agent จากคำอธิบายภาษาธรรมชาติหรือกำหนดรายละเอียดผ่านหน้าจอการตั้งค่า
Agent ที่สร้างด้วย Copilot Studio สามารถทำงานหลายประเภท เช่น
ไม่จำเป็นสำหรับการสร้าง AI Agent พื้นฐาน
ผู้เริ่มต้นสามารถสร้าง Agent ที่ตอบคำถามจาก Knowledge ได้โดยใช้เครื่องมือแบบกราฟิก
แต่หากต้องการเชื่อมต่อ API ระบบฐานข้อมูล หรือกระบวนการธุรกิจซับซ้อน อาจต้องใช้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Connectors, Authentication และการจัดการข้อมูล
ควรใช้บัญชีองค์กรหรือสถานศึกษาที่ได้รับสิทธิ์ใช้งาน Copilot Studio
บัญชี Microsoft ส่วนบุคคลบางประเภทอาจไม่รองรับการสมัครทดลองใช้งาน
สามารถเริ่มเรียนรู้ผ่าน Trial ตามเงื่อนไขของ Microsoft
Trial รองรับการสร้างและทดสอบ Agent แต่ไม่สามารถ Publish เพื่อให้ผู้อื่นใช้งานจริงได้ด้วยสิทธิ์ทดลองเพียงอย่างเดียว
ต้องสามารถเชื่อมต่อบริการออนไลน์ของ Microsoft
ควรกำหนดหน้าที่หลักให้ชัดเจน เช่น ตอบคำถามลูกค้า หรือช่วยค้นหาคู่มือ IT
อาจเตรียมเอกสาร คู่มือ หรือข้อมูลจากแหล่งที่รองรับ
กำหนดว่าจะให้พนักงานภายในหรือบุคคลภายนอกใช้งาน
ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ใช้สร้าง Agent สามารถเปิดเผยต่อกลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมายได้หรือไม่
เมื่อเปิด Copilot Studio จะพบเครื่องมือสำหรับสร้างและจัดการ Agent
ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันตามประเภท Harness, Environment และประสบการณ์หน้าจอที่เปิดใช้งาน
| เมนู | หน้าที่ |
|---|---|
| Home | หน้าเริ่มต้น |
| Agents | รายการ Agent |
| Overview | ภาพรวมและรายละเอียด Agent |
| Instructions | กำหนดบทบาทและคำสั่ง |
| Knowledge | เพิ่มแหล่งข้อมูล |
| Topics | ออกแบบบทสนทนา |
| Tools | เพิ่มความสามารถทำงาน |
| Test / Preview | ทดสอบ Agent |
| Publish | เผยแพร่ Agent |
| Channels | เลือกช่องทางใช้งาน |
| Analytics / Monitor | ตรวจสอบผลการทำงาน |
| Settings | ตั้งค่าระบบที่เกี่ยวข้อง |
สำหรับบทความนี้จะเน้นการสร้าง Agent ด้วย Standard Harness ซึ่งเหมาะกับการเรียนรู้กระบวนการสร้าง AI Agent แบบ Low-Code
Microsoft มีประสบการณ์สร้าง Agent รูปแบบอื่นด้วย จึงควรตรวจสอบว่ากำลังใช้งานประเภทใดก่อนทำตามขั้นตอน
เปิดเว็บไซต์บริการ Microsoft Copilot Studio และลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชีที่มีสิทธิ์
หากยังไม่มีสิทธิ์ อาจสมัคร Trial ได้ตามเงื่อนไขขององค์กร
หลังลงชื่อเข้าใช้ ระบบจะแสดงหน้า Home
สำหรับการเรียนรู้ตามแนวทาง Standard Harness ให้เลือกประสบการณ์ที่ใช้ Standard Harness
ในหน้าจอ Microsoft บางเวอร์ชัน อาจต้องปิดตัวเลือก New experience เพื่อเข้าสู่หน้าสร้าง Agent รูปแบบนี้
หากระบบไม่มีตัวเลือกดังกล่าว ให้ตรวจสอบประเภท Agent ที่เปิดให้ใช้งานใน Environment ของคุณ
Environment เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บและบริหาร Agents รวมถึงข้อมูลและการตั้งค่าที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างการแบ่ง Environment:
ผู้เริ่มต้นอาจใช้ Environment ที่องค์กรจัดเตรียมไว้
หากไม่มีสิทธิ์เลือกหรือสร้าง Environment ต้องติดต่อผู้ดูแลระบบ
ที่หน้า Home หรือ Agents ให้เริ่มสร้าง Agent
ในประสบการณ์ที่รองรับ สามารถพิมพ์คำอธิบายหน้าที่ของ Agent ด้วยภาษาธรรมชาติ
ตัวอย่างคำสั่ง:
“สร้าง AI Agent สำหรับตอบคำถามลูกค้าเกี่ยวกับบริการติดตั้ง LAN, Wi-Fi, CCTV และ Fiber Optic ให้ใช้ภาษาไทยสุภาพ อธิบายขั้นตอนเข้าใจง่าย และไม่สร้างราคาหรือข้อมูลบริการขึ้นเอง”
ระบบจะช่วยสร้างรายละเอียดเริ่มต้น เช่น
ตัวอย่างชื่อ:
IT Service Assistant
ควรใช้ชื่อที่สื่อถึงหน้าที่ของ Agent
หลีกเลี่ยงชื่อกว้างเกินไป เช่น AI Bot หรือ My Assistant หากองค์กรมี Agents หลายตัว
Description คือคำอธิบายหน้าที่ของ Agent
ตัวอย่าง:
“AI Assistant สำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับบริการติดตั้งระบบ LAN, Wi-Fi, CCTV และ Fiber Optic พร้อมแนะนำขั้นตอนติดต่อทีมงาน”
Description ควรสอดคล้องกับความสามารถจริง
Instructions คือคำสั่งที่ควบคุมบทบาทและพฤติกรรมของ Agent
ตัวอย่าง:
“คุณเป็นผู้ช่วยบริการลูกค้าสำหรับบริษัทติดตั้งระบบ IT ให้ตอบเป็นภาษาไทยสุภาพ ใช้ข้อมูลจาก Knowledge ที่ได้รับอนุญาตเป็นหลัก อธิบายขั้นตอนให้เข้าใจง่าย หากไม่มีข้อมูลราคาให้แจ้งว่าต้องประเมินหน้างาน ห้ามสร้างราคา สเปกสินค้า หรือเงื่อนไขรับประกันขึ้นเอง”
เปิดส่วน Knowledge แล้วเลือกเพิ่มแหล่งข้อมูลที่ระบบรองรับ
ตัวอย่าง:
เลือกแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ Agent
เปิด Test Agent หรือหน้าทดสอบที่ปรากฏ
ทดลองถามว่า
“บริษัทมีบริการอะไรบ้าง?”
ตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับข้อมูล Knowledge
หากคำตอบไม่ถูกต้อง ให้ตรวจสอบ Instructions และ Knowledge
ก่อนเผยแพร่ ต้องกำหนดการเข้าถึงให้ตรงกับกลุ่มผู้ใช้
เมื่อมี License และสิทธิ์รองรับ ให้เลือก Publish
ยืนยันการเผยแพร่ตามขั้นตอนของระบบ
หลัง Publish สามารถเลือกช่องทางที่รองรับ เช่น Microsoft Teams หรือเว็บไซต์
ควรทดสอบจากช่องทางจริงก่อนเปิดให้ผู้ใช้จำนวนมากเข้าถึง
Instructions ที่ดีควรมีองค์ประกอบอย่างน้อย 5 ด้าน
ระบุว่า Agent เป็นใคร
ระบุว่าต้องช่วยผู้ใช้ทำอะไร
ระบุเรื่องที่สามารถตอบได้
กำหนดภาษา ความยาว และการจัดรูปแบบ
ระบุสิ่งที่ไม่ควรทำ
“คุณคือ IT Service Assistant มีหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับบริการติดตั้งระบบ LAN, Wi-Fi, Fiber Optic, CCTV และ Maintenance
ให้ตอบเป็นภาษาไทยสุภาพ โดยใช้ข้อมูลจาก Knowledge ที่ได้รับอนุญาตเป็นหลัก
หากคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนติดตั้ง ให้อธิบายเป็นลำดับจากง่ายไปยาก และระบุข้อควรระวังเมื่อจำเป็น
หากไม่มีข้อมูลราคา ระยะเวลาดำเนินงาน หรือเงื่อนไขรับประกัน ห้ามสร้างข้อมูลขึ้นเอง ให้แนะนำลูกค้าติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อรับการประเมิน
ห้ามขอรหัสผ่านหรือข้อมูลรับรองตัวตนจากผู้ใช้งาน
หากไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ให้แจ้งอย่างตรงไปตรงมา”
อย่าเขียน Instructions ที่ขัดแย้งกัน เช่น สั่งให้ตอบทุกคำถาม แต่ขณะเดียวกันสั่งให้ตอบเฉพาะข้อมูลบริษัท
ควรทำให้ขอบเขตการทำงานชัดเจนตั้งแต่ต้น
Knowledge ช่วยให้ Agent ใช้ข้อมูลที่องค์กรกำหนดประกอบคำตอบ
สำหรับ IT Service Assistant:
ควรใช้เอกสารที่มี
การเพิ่มเอกสารจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่า Agent จะตอบดีขึ้นเสมอไป
หากมีข้อมูลเก่าหรือข้อมูลที่ขัดแย้งกัน คำตอบอาจผิดพลาดได้
Topics ใช้ออกแบบการสนทนาที่มีขั้นตอนหรือเงื่อนไขเฉพาะ
เหมาะกับกระบวนการ เช่น การรับแจ้งซ่อม
ไม่จำเป็น
หาก Agent มีหน้าที่ตอบคำถามจาก Knowledge เป็นหลัก อาจเริ่มจาก Instructions และ Knowledge ก่อน
Topics เหมาะเมื่อต้องควบคุมลำดับบทสนทนาหรือเงื่อนไขทางธุรกิจ
Tools ช่วยให้ Agent ทำงานกับระบบอื่น ไม่ใช่เพียงสร้างข้อความตอบกลับ
ตัวอย่าง:
ผู้ใช้ถาม:
“ตรวจสอบงานแจ้งซ่อม IT-1001”
Agent จะตอบสถานะจริงได้ก็ต่อเมื่อมี Tool ที่เชื่อมระบบ Ticket และได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล
หากไม่มีการเชื่อมต่อ Agent ไม่ควรเดาสถานะงาน
ไม่จำเป็น
ควรเริ่มจาก Agent ตอบคำถามจาก Knowledge ให้ถูกต้องก่อน แล้วจึงค่อยขยายไปสู่ Tools
การทดสอบควรครอบคลุมทั้งคำถามทั่วไปและกรณีผิดพลาด
“คุณช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?”
“บริษัทมีบริการติดตั้ง Wi-Fi สำหรับสำนักงานไหม?”
“ก่อนติดตั้ง Fiber Optic ต้องเตรียมพื้นที่อย่างไร?”
“ค่าติดตั้งงานนี้แน่นอนเท่าไร?”
หากไม่มีราคาจริง Agent ควรแจ้งว่าไม่สามารถยืนยันได้
“ช่วยทำนายราคาหุ้นพรุ่งนี้”
ตรวจสอบว่า Agent จัดการคำถามนอกหน้าที่ได้เหมาะสม
ลองทดสอบด้วยบัญชีที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเอกสารบางชุด เพื่อยืนยันว่าการควบคุมสิทธิ์ทำงานจริง
หากมี Tools ให้ทดสอบกรณี API ใช้งานไม่ได้หรือข้อมูลไม่พบ
ตรวจสอบว่า Agent ตอบภาษาไทยตามที่กำหนด
| รายการตรวจสอบ | สิ่งที่ต้องพร้อม |
|---|---|
| ชื่อ Agent | ชัดเจน |
| Description | ตรงกับหน้าที่ |
| Instructions | ไม่มีคำสั่งขัดแย้ง |
| Knowledge | ข้อมูลถูกต้อง |
| Topics | ทดสอบผ่าน |
| Tools | ทำงานตามสิทธิ์ |
| Authentication | เหมาะกับผู้ใช้ |
| ข้อมูลลับ | จำกัดการเข้าถึง |
| Error Handling | มีข้อความรับมือ |
| Test Agent | ทดสอบคำถามสำคัญ |
| License | รองรับ Publish |
| Channels | เลือกถูกต้อง |
| Owner | มีผู้รับผิดชอบ |
| Monitoring | มีแผนติดตามผล |
เมื่อสร้างและทดสอบ Agent เสร็จแล้ว สามารถเผยแพร่ไปยังเว็บไซต์สำหรับ Agent ที่รองรับ
Demo Website ใช้สำหรับทดลองหรือแสดงตัวอย่าง Agent ให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบ
Microsoft ไม่แนะนำให้นำลิงก์ Demo Website ไปใช้เป็นช่องทาง Production สำหรับลูกค้า
หากต้องการใช้งานจริง ควรตั้งค่า Custom Website หรือช่องทางที่รองรับตามคู่มือและนโยบายองค์กร
สำหรับ Agent ที่รองรับ Microsoft Teams สามารถนำไปใช้ช่วยงานพนักงานภายในองค์กรได้
ตัวอย่าง:
HR Assistant
ตอบคำถามวันลาและสวัสดิการ
IT Support Assistant
ช่วยค้นคู่มือและวิธีแก้ไขปัญหา
Sales Assistant
ค้นข้อมูลสินค้าและบริการ
บางองค์กรต้องผ่านการอนุมัติจากผู้ดูแลระบบก่อนให้ผู้ใช้เข้าถึง Agent
สมมติว่าต้องการสร้าง Agent ชื่อ Network Service Assistant
ให้ข้อมูลบริการและช่วยตอบคำถามลูกค้า
ลูกค้าที่สนใจบริการติดตั้งระบบเครือข่าย
เมื่อระบบตอบคำถามได้ถูกต้องแล้ว อาจเพิ่ม Tool สำหรับสร้างคำขอให้ติดต่อกลับ โดยต้องกำหนดการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าและสิทธิ์อย่างเหมาะสม
แยกระหว่าง Agent ภายในองค์กรกับ Agent สำหรับลูกค้าทั่วไป
เลือกวิธีการยืนยันตัวตนตามช่องทางและระดับความปลอดภัยที่ต้องการ
ผู้ใช้ที่ลงชื่อเข้าใช้แล้วต้องมีสิทธิ์เฉพาะข้อมูลและงานที่ได้รับอนุญาต
Tools และ Connections ควรได้รับสิทธิ์เท่าที่จำเป็น
กำหนดนโยบายข้อมูลและตรวจสอบ Knowledge ก่อน Publish
ข้อความจากผู้ใช้หรือเอกสารภายนอกอาจมีคำสั่งที่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรม Agent
การใช้ Instructions เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีการควบคุมสิทธิ์ในระบบจริง
เช่น การส่งข้อมูลลูกค้า การยืนยันธุรกรรม หรือการดำเนินงานที่มีผลกระทบสูง
กำหนดผู้รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยและคุณภาพของ Agent
Microsoft Copilot Studio มี Trial สำหรับทดลองสร้างและทดสอบ Agent
อย่างไรก็ตาม Trial ไม่รองรับการ Publish Agent เพื่อให้ผู้ใช้ปลายทางใช้งานจริง
สำหรับการเผยแพร่ต้องมี License หรือรูปแบบ Billing ที่เหมาะสม
ควรทดลองสร้าง Agent ที่ใช้ Knowledge ก่อน เพื่อเรียนรู้การตั้งค่าและประเมินความถูกต้อง
เมื่อพร้อมเผยแพร่ จึงค่อยเลือก License และรูปแบบ Billing ตามการใช้งานจริง
สาเหตุที่เป็นไปได้
วิธีแก้ไข
ตรวจสอบประเภทบัญชี และติดต่อผู้ดูแลระบบหากจำเป็น
Environment อาจไม่รองรับการสร้างด้วยคำอธิบายภาษาธรรมชาติในประสบการณ์ที่ใช้อยู่
ควรลองวิธีสร้าง Agent ผ่านเครื่องมือที่แสดงในบัญชี
ตรวจสอบ Environment และสิทธิ์สร้าง Agent
ตรวจสอบรูปแบบข้อมูลและสิทธิ์เข้าถึง
ตรวจสอบว่าเพิ่มแหล่งข้อมูลถูกต้องหรือไม่ และทดสอบคำถามที่มีคำตอบอยู่ในเอกสารจริง
แก้ Instructions และตรวจสอบข้อมูลต้นทาง
ตรวจสอบ Topics หรือ Orchestration ที่กำหนดไว้
ตรวจสอบ Connection, Authentication และสิทธิ์ของระบบปลายทาง
ตรวจสอบว่าใช้ Trial หรือมี License และสิทธิ์ที่รองรับการเผยแพร่หรือไม่
ตรวจสอบ Channels การแชร์ และนโยบายผู้ดูแล Microsoft Teams
ตรวจสอบการเผยแพร่ การติดตั้งช่องทาง และ Authentication
หากแก้ไข Draft หลัง Publish ต้อง Publish ใหม่เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงพร้อมใช้งานในช่องทางที่เชื่อมต่อ
ไม่จำเป็นต้องสร้างหลาย Agent พร้อมกัน
เช่น ตอบคำถามเกี่ยวกับบริการบริษัท
ควรมีผู้รับผิดชอบดูแลข้อมูลต้นทาง
ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งยาว หากสามารถกำหนดบทบาทได้ชัดเจน
ใช้คำถามที่ลูกค้าหรือพนักงานถามบ่อย
หากต้องการควบคุมขั้นตอนการสนทนาอย่างชัดเจน
ช่วยให้ตรวจสอบข้อผิดพลาดง่ายขึ้น
ไม่ควรนำ Agent ที่ใช้ข้อมูลลับไปเผยแพร่สาธารณะโดยไม่มีมาตรการควบคุม
การทำงานใน Test Agent อาจแตกต่างจากประสบการณ์ผู้ใช้บนเว็บไซต์หรือ Teams
ตรวจสอบคำถามที่ตอบไม่ได้และปรับ Knowledge อย่างต่อเนื่อง
ลงชื่อเข้าใช้ Copilot Studio สร้าง Agent ใหม่ กำหนด Instructions เพิ่ม Knowledge ทดสอบ และ Publish เมื่อมีสิทธิ์รองรับ
เหมาะกับผู้เริ่มต้น เพราะมีเครื่องมือ Low-Code และรองรับการสร้าง Agent ด้วยภาษาธรรมชาติในสภาพแวดล้อมที่รองรับ
ไม่จำเป็นสำหรับ Agent พื้นฐาน แต่การเชื่อม API หรือ Workflow ซับซ้อนอาจต้องมีความรู้ด้านเทคนิค
สามารถสร้าง Agent ให้ตอบคำถามเป็นภาษาไทยได้ โดยควรตรวจสอบความสามารถด้านภาษาและความถูกต้องของคำตอบในบัญชีที่ใช้งาน
มี Trial สำหรับสร้างและทดสอบ Agent ตามเงื่อนไขบริการ
ไม่ได้ด้วยสิทธิ์ Trial เพียงอย่างเดียว
ได้เมื่อมีสิทธิ์และรูปแบบการเชื่อมต่อที่รองรับ
ได้สำหรับ Agent และช่องทางเว็บไซต์ที่รองรับ โดยต้องตั้งค่าการเผยแพร่และความปลอดภัยให้เหมาะสม
ได้ตามประเภท Agent และนโยบายองค์กร
ได้ผ่าน Tools, Connectors หรือรูปแบบการเชื่อมต่อที่รองรับ
Microsoft Copilot เป็นผู้ช่วย AI สำหรับการใช้งาน ส่วน Copilot Studio เป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างและจัดการ AI Agents
หากต้องการให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเวอร์ชันที่แก้ไขล่าสุด ต้อง Publish การเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการของประเภท Agent ที่รองรับ
มีความสามารถด้านการติดตามผลและวิเคราะห์การใช้งาน โดยรายละเอียดขึ้นอยู่กับประเภท Agent และบริการ
ควรเริ่มจาก Agent สำหรับตอบคำถามจากเอกสารหรือ Knowledge ที่มีข้อมูลชัดเจน แล้วค่อยเพิ่ม Topics และ Tools ภายหลัง
Microsoft Copilot Studio เป็นแพลตฟอร์ม Low-Code สำหรับสร้าง AI Agents โดยผู้ใช้สามารถเริ่มต้นจากการอธิบายหน้าที่ของ Agent ด้วยภาษาธรรมชาติ แล้วกำหนด Instructions เพิ่ม Knowledge ทดสอบ และเผยแพร่ตามสิทธิ์ที่ได้รับ
สำหรับผู้เริ่มต้น ควรสร้าง Agent ที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือคู่มือพนักงานก่อน
เมื่อ Agent ตอบคำถามได้ถูกต้องแล้ว จึงค่อยเพิ่ม Topics, Tools และ Workflows เพื่อขยายความสามารถ
สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและความปลอดภัยก่อนนำ Agent ไปใช้งานจริง โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อ SharePoint, ระบบบริษัท หรือเว็บไซต์สาธารณะ
comsiam แนะนำให้เริ่มจากขั้นตอน เตรียมบัญชี → เลือก Environment → สร้าง Agent → กำหนด Instructions → เพิ่ม Knowledge → ทดสอบ → ตรวจสอบสิทธิ์ → Publish → ติดตามผล
เมื่อเข้าใจกระบวนการพื้นฐานแล้ว ผู้ใช้งานจะสามารถต่อยอด Microsoft Copilot Studio ไปสู่การสร้าง AI Agent สำหรับบริการลูกค้า งาน IT Support และระบบธุรกิจอัตโนมัติได้อย่างเป็นระบบ