Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Prompt Microsoft Copilot สำหรับงานขายและเตรียมคุยกับลูกค้า ควรระบุให้ชัดว่า ลูกค้าเป็นใคร สนใจสินค้าอะไร มีปัญหาอะไร อยู่ในขั้นตอนไหนของการขาย และต้องการให้ Copilot ช่วยเตรียมอะไร เช่น คำถามก่อนคุย สรุปข้อมูลลูกค้า Objection ที่อาจเจอ หรือ Follow-up หลังประชุม
ถ้าสั่งเพียงว่า “ช่วยเตรียมคุยกับลูกค้าให้หน่อย” Copilot อาจสร้างคำถามกว้าง ๆ ที่ใช้ได้กับทุกคน แต่ยังไม่ตรงกับบริบทการขายจริง
สูตรที่ใช้ง่ายคือ:
Customer + Need + Sales Stage + Context + Questions + Objections + Offer + Next Step
ตัวอย่าง:
“ช่วยเตรียมการคุยกับลูกค้า SME ที่สนใจอุปกรณ์ Network โดยสรุปข้อมูลที่มี สร้างคำถาม Discovery 10 ข้อ ระบุ Objection ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียม Next Step หลังการคุย โดยห้ามสร้างข้อมูลลูกค้าที่ไม่มีใน Source”
ลูกค้าแต่ละรายอาจอยู่คนละขั้น เช่น
Prompt ควรระบุ Stage เพราะสิ่งที่ต้องพูดต่างกัน
ถ้ายังไม่รู้จักลูกค้ามาก
เป้าหมายคือ:
Prompt:
“สร้างคำถามเพื่อทำความเข้าใจลูกค้าก่อนเสนอสินค้า”
ไม่ควรรีบขายทันที
เป้าหมายคือค้นหา:
Prompt:
“สร้าง Discovery Questions ที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาโดยไม่ดูเหมือนสอบสวน”
ตอนนี้ควรเชื่อม:
Pain Point → Solution → Value → Next Step
Prompt:
“ช่วยสร้างประเด็นที่ควรเน้นใน Proposal จากข้อมูล Discovery นี้”
ควรเตรียม:
Prompt:
“สรุปประเด็นต่อรองที่ต้องเตรียม และห้ามสร้างส่วนลดหรือเงื่อนไขที่ไม่มีข้อมูล”
เป้าหมายคือทำให้สิ่งที่ตกลงชัดเจน
เช่น:
Prompt:
“สร้าง Closing Checklist จากข้อมูล Deal นี้”
หลังคุยควรสรุป:
Prompt:
“สร้าง Follow-up Summary หลังคุยกับลูกค้า”
ข้อมูลที่ใช้ได้ เช่น
Prompt:
“สรุปข้อมูลลูกค้าจาก Source นี้โดยใช้เฉพาะข้อมูลที่มี”
ถ้าไม่มีข้อมูลว่า:
อย่าให้ Copilot เดา
ใช้:
“ถ้าข้อมูลไม่มี ให้ระบุว่า ‘ยังไม่ทราบ’”
Prompt:
“สร้าง Customer Brief ก่อนประชุมโดยแบ่งเป็น Company, Need, Current Situation, Pain Point, Open Questions และ Next Step”
เหมาะกับการเตรียมตัวก่อนโทรหรือประชุม
ตัวอย่าง:
“สร้าง Sales Call Preparation Sheet สำหรับลูกค้ารายนี้”
หัวข้ออาจมี:
ช่วยให้คุยเป็นระบบ
Discovery Questions ควรถามเรื่อง:
ตัวอย่าง:
“ปัจจุบันใช้อุปกรณ์แบบไหนอยู่ครับ?”
“ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดคืออะไร?”
ถ้ามีข้อมูลใน CRM หรือ Email แล้ว
ไม่ควรถามซ้ำ
Prompt:
“หลีกเลี่ยงคำถามที่มีคำตอบอยู่แล้วใน Source”
ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีการเตรียมตัว
ตัวอย่าง:
“ตอนนี้ระบบใช้งานแบบไหนอยู่?”
“มีอุปกรณ์กี่จุด?”
“ใช้งานหลักเพื่ออะไร?”
ช่วยเข้าใจบริบทก่อนเสนอ Solution
ตัวอย่าง:
“ปัญหาที่กระทบงานมากที่สุดคืออะไร?”
“เกิดปัญหาบ่อยแค่ไหน?”
ช่วยหา Priority จริง
Pain Point จะสำคัญขึ้นเมื่อรู้ Impact
ตัวอย่าง:
“ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้น มีผลกับทีมอย่างไร?”
“ทำให้งานช้าลงประมาณไหน?”
ช่วยเข้าใจ Business Impact
ตัวอย่าง:
“ถ้าแก้ปัญหานี้ได้ สิ่งที่อยากเห็นคืออะไร?”
ช่วยให้ข้อเสนอเชื่อมกับ Outcome
ตัวอย่าง:
“ต้องการให้โครงการเริ่มหรือเสร็จช่วงไหน?”
ช่วยประเมินความเร่งด่วน
ไม่จำเป็นต้องถามตรงทันทีทุกกรณี
อาจใช้:
“มีช่วงงบประมาณที่ต้องการควบคุมไว้หรือไม่?”
ช่วยให้เลือก Solution ที่เหมาะ
ตัวอย่าง:
“นอกจากคุณแล้ว มีใครต้องร่วมพิจารณาหรืออนุมัติอีกไหม?”
ช่วยให้รู้ Stakeholder
ตัวอย่าง:
“เวลาตัดสินใจเลือกสินค้า อะไรสำคัญที่สุดระหว่างราคา สเปก ระยะส่ง หรือบริการหลังการขาย?”
ช่วยให้ Proposal ตรงความต้องการ
Prompt:
“เรียงคำถาม Discovery จากง่ายไปลึก และไม่ให้ดูเหมือนการสอบถามข้อมูลทีละข้อแบบแข็ง ๆ”
ช่วยให้ Conversation เป็นธรรมชาติ
ถ้าถาม 20 คำถามติดกัน ลูกค้าอาจรู้สึกเหมือนถูกสัมภาษณ์
ควรเลือกคำถามตามสถานการณ์
Prompt:
“จากข้อมูลสินค้าเหล่านี้ สรุป Feature, Benefit, Limitation และ Use Case ที่ควรรู้ก่อนคุยกับลูกค้า”
ช่วยให้ Sales ไม่พูดแต่สเปก
ตัวอย่าง:
Feature:
รองรับ 10Gbps
Benefit:
เหมาะกับระบบที่ต้องการ Bandwidth สูง
แต่ต้องระวังไม่สรุปเกิน Spec จริง
Prompt:
“จับคู่ Pain Point ของลูกค้ากับ Benefit ของสินค้าโดยใช้ข้อมูลจริง”
ช่วยให้การขายมีเหตุผล
สินค้าราคาแพงกว่าไม่ได้หมายความว่าเหมาะกว่าเสมอ
ควรดู:
ก่อนแนะนำ
Prompt:
“สร้างคำถามที่ต้องรู้ก่อนแนะนำ Product Category นี้”
เหมาะกับสินค้าที่มีหลายรุ่น
Objection ที่พบบ่อย:
Prompt:
“สร้างรายการ Objection ที่อาจพบจากข้อมูล Deal นี้”
ควรแยกข้อที่มีหลักฐานกับข้อที่เป็น Hypothesis
ไม่ควรตอบทันทีว่า:
“ลดได้ครับ”
ควรทำความเข้าใจก่อนว่า:
Prompt:
“สร้างคำถามเพื่อหาสาเหตุเบื้องหลัง Objection เรื่องราคา”
สามารถถาม:
“มีประเด็นไหนที่ยังไม่มั่นใจและอยากได้ข้อมูลเพิ่มไหมครับ?”
ช่วยหาเหตุผลจริงโดยไม่กดดัน
Prompt:
“สร้างคำตอบที่เคารพ Supplier เดิมของลูกค้า และถามว่ายังมีปัญหาหรือ Gap ตรงไหนที่ยังไม่ได้แก้”
ไม่จำเป็นต้องโจมตีคู่แข่ง
สามารถถาม:
“มีเหตุการณ์หรือ Timeline ไหนที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็น Priority มากขึ้นไหม?”
ช่วยเข้าใจ Buying Trigger
ตัวอย่าง:
| Objection | สิ่งที่ควรถาม | ข้อมูลที่ต้องใช้ | Next Step |
|---|
ช่วยเตรียมทีมขายได้ดี
เช่น:
ควรใช้ข้อมูลจริงเท่านั้น
Prompt:
“เปรียบเทียบ Solution ของเรากับตัวเลือกอื่นโดยใช้เกณฑ์เดียวกันและใช้ข้อมูลที่มีเท่านั้น”
ช่วยให้การเปรียบเทียบเป็นธรรม
ควรพูดถึง:
มากกว่าการใช้คำว่า “ของคู่แข่งไม่ดี”
Prompt:
“จาก Need ของลูกค้ารายนี้ สร้าง Value Proposition 3 แบบที่เชื่อมกับปัญหาจริง”
ช่วยปรับ Message ให้เฉพาะ Deal
ตัวอย่าง:
“สร้างคำอธิบายสินค้า/บริการภายใน 30 วินาทีสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้”
ควรสั้นและเข้าใจง่าย
Prompt:
“สร้างประโยคเปิดประชุมที่สุภาพและบอกวัตถุประสงค์ชัด โดยไม่เริ่มขายทันที”
ช่วยตั้ง Tone การคุย
ตัวอย่าง:
ช่วยให้ Conversation มี Flow
ถ้าต้อง Demo:
“สร้าง Demo Flow ที่แสดงเฉพาะ Feature ที่เกี่ยวกับ Use Case ของลูกค้า”
ช่วยลด Demo ที่ยาวและไม่ตรงปัญหา
Prompt:
“จาก Discovery Notes นี้ สร้าง Proposal Outline โดยมี Problem, Requirement, Solution, Scope, Timeline และ Next Step”
ช่วยเชื่อมจากการคุยไปเอกสารขาย
Prompt:
“สรุป Sales Meeting นี้เป็น Need, Pain, Decision Criteria, Objection, Commitment และ Next Action”
ช่วยอัปเดต CRM หรือ Notes
Prompt:
“จาก Meeting Notes นี้ ร่าง Follow-up Email โดยสรุปสิ่งที่เข้าใจ สิ่งที่จะส่งต่อ และ Next Step”
ช่วยลดความคลาดเคลื่อนหลังประชุม
ตัวอย่าง:
“สรุป Follow-up ให้ไม่เกิน 5 Bullet Point”
เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการข้อความกระชับ
Next Step อาจเป็น:
ไม่ควรจบเพียง:
“ถ้าสนใจแจ้งได้ครับ”
ถ้ามีขั้นตอนที่ชัดกว่านั้น
ถ้ามี Action สองฝ่าย:
Prompt:
“แยก Action ของเราและของลูกค้า”
ช่วยให้ Follow-up ชัด
ใช้ Deadline ที่ตกลงจริง
ถ้าไม่มี:
“ยังไม่กำหนด”
อย่าให้ Copilot สร้างวันขึ้นเอง
Prompt:
“เปลี่ยน Meeting Notes เป็น CRM Note แบบสั้น โดยมี Need, Stage, Objection, Decision Maker, Next Step และ Follow-up Date”
ถ้าข้อมูลใดไม่มี ให้ระบุว่า “ยังไม่ทราบ”
ตัวอย่าง:
“สรุป Deal นี้ให้ผู้จัดการฝ่ายขายอ่านภายใน 1 นาที”
ควรมี:
Prompt:
“จากข้อมูล Deal นี้ ระบุ Risk ที่อาจทำให้ดีลล่าช้าหรือไม่ปิด โดยแยก Fact กับ Hypothesis”
ช่วยเตรียมแผน Follow-up
ใช้:
“ระบุข้อมูลที่ยังขาดสำหรับประเมิน Deal นี้”
เช่น:
ตัวอย่าง:
Prompt:
“สร้าง Checklist สำหรับคัดกรอง Lead โดยใช้ข้อมูลที่ธุรกิจต้องรู้จริง”
ถ้าจะให้คะแนน Lead ควรมีกติกาที่ชัด เช่น
ไม่ควรให้ AI เดาคะแนน 8/10 โดยไม่มีเกณฑ์
Prompt:
“สรุป Order และประเด็นที่เคยคุยกับลูกค้ารายนี้ แล้วสร้างหัวข้อ Follow-up ที่เกี่ยวข้อง”
ช่วยสร้างความต่อเนื่อง
ตัวอย่าง:
ลูกค้าเคยซื้อ Switch
อาจมีโอกาสเกี่ยวกับ:
แต่ต้องดู Use Case ก่อนเสนอ
Prompt:
“จาก Requirement ของลูกค้า ระบุเมื่อไรที่รุ่นสูงขึ้นมีเหตุผล และเมื่อไรไม่จำเป็น”
ช่วยลดการ Upsell แบบยัดเยียด
สำหรับบริการต่ออายุ:
“สรุปสิ่งที่ลูกค้าได้รับ ปัญหาที่เคยเกิด และสิ่งที่ควรคุยก่อน Renewal”
ช่วยให้การต่ออายุมี Context
Prompt:
“สร้าง Agenda สำหรับ Review ลูกค้ารายนี้ โดยเน้น Result, Issue, Usage, Opportunity และ Next Quarter”
เหมาะกับ B2B Account
Prompt:
“สร้าง Account Plan จากข้อมูลลูกค้า โดยมี Goal, Relationship, Opportunity, Risk และ Next Action”
ช่วยจัดการลูกค้าระยะยาว
ลูกค้า B2B อาจมี:
Prompt:
“สรุป Stakeholder จากข้อมูลที่มี และห้ามสร้าง Role ที่ไม่มีหลักฐาน”
ช่วยเข้าใจ Decision Process
Technical อาจสนใจ:
ฝ่ายจัดซื้ออาจสนใจ:
ผู้บริหารอาจสนใจ:
Message ควรปรับตาม Role
Prompt:
“สร้าง Talk Track แบบยืดหยุ่น ไม่ใช่ Script แข็ง โดยแบ่ง Opening, Discovery, Value, Objection และ Closing”
ช่วยให้ Sales คุยเป็นธรรมชาติ
Script ควรเป็น Guide
ไม่ใช่ข้อความที่ต้องอ่านตามทุกคำ
เป้าหมายคือฟังลูกค้าและปรับตามสถานการณ์
ก่อนโทรควรเช็ก:
Prompt:
“สร้าง Checklist ก่อน Sales Call 1 หน้า”
ตัวอย่าง:
“สรุปทุกสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าประชุมภายใน 10 Bullet Point”
เหมาะกับ Sales ที่มี Meeting ต่อเนื่อง
หลังประชุม:
ช่วยไม่ให้ดีลหลุดเพราะไม่ได้ติดตาม
Prompt:
“เขียนอีเมลเปิดการสนทนากับ Prospect โดยอิง Pain Point และ Value ที่มีจริง และไม่ใช้คำโฆษณาเกินจริง”
เหมาะกับ Outreach
ตัวอย่าง:
Follow-up 1:
เตือนสุภาพ
Follow-up 2:
เพิ่มข้อมูลใหม่
Follow-up 3:
ถามว่าควรพักเรื่องนี้หรือไม่
ช่วยไม่ให้ Follow-up เป็นข้อความเดิมซ้ำ ๆ
ควรเพิ่ม Value เช่น:
ทำให้ลูกค้ามีเหตุผลกลับมาอ่าน
Prompt:
“สร้าง Follow-up ที่เพิ่มข้อมูลใหม่ 1 อย่างแทนการถามสถานะอย่างเดียว”
ช่วยให้ข้อความมีประโยชน์
Prompt:
“สรุป Must-have, Nice-to-have และ Non-negotiable จากข้อมูล Deal ที่ให้”
ช่วยรู้ขอบเขตก่อนต่อรอง
ถ้าลูกค้าต้องการราคาต่ำลง อาจต้องปรับ:
Prompt:
“สร้างทางเลือก Trade-off โดยห้ามเสนอเงื่อนไขที่ธุรกิจไม่ได้อนุญาต”
ตัวอย่าง:
“มีข้อมูลอะไรที่ยังขาดก่อนตัดสินใจไหมครับ?”
“ขั้นตอนถัดไปของฝั่งคุณคืออะไรครับ?”
ช่วยเข้าใจ Process โดยไม่กดดัน
หลีกเลี่ยง:
“ต้องซื้อวันนี้”
ถ้าไม่มีเหตุผลจริง
ควรเน้นความชัดเจนของ Next Step
Prompt:
“จาก Notes ของดีลที่ไม่ปิด ช่วยจัดสาเหตุเป็น Price, Fit, Timing, Competition, Process และ Unknown”
ช่วยเรียนรู้จากดีลเก่า
ถ้าลูกค้าไม่ได้บอก ไม่ควรสรุปว่า:
“แพ้เพราะราคา”
ให้ระบุ:
“สาเหตุยังไม่ยืนยัน”
Prompt:
“วิเคราะห์ดีลที่ปิดได้และหา Pattern จากข้อมูลจริง เช่น Use Case, Product, Channel และ Buying Trigger”
ช่วยหากลุ่มที่ Fit
สามารถรวม:
Prompt:
“สร้าง Sales Playbook จากข้อมูลธุรกิจที่ให้”
ช่วยให้ทีมขายใช้มาตรฐานเดียวกัน
รวบรวม:
ช่วยลดเวลาคิดคำตอบใหม่ทุกครั้ง
Prompt:
“จากคำถามลูกค้าเหล่านี้ สร้าง Sales FAQ โดยรวมคำถามที่ Intent เดียวกัน”
เหมาะกับทีมขายและเว็บไซต์
Prompt:
“จำลองบทสนทนาโดยให้คุณเป็นลูกค้า B2B ที่มี Objection เรื่องราคา แล้วให้ฉันฝึกตอบ”
ช่วยซ้อมก่อน Meeting
สามารถฝึก:
แต่ควรมองเป็นการฝึก ไม่ใช่การทำนายว่าลูกค้าจริงจะพูดอะไร
ใช้:
“ตรวจข้อความขายนี้ว่ามี Claim ใดเกินข้อมูล มีภาษากดดัน หรือพูดถึง Feature มากกว่า Customer Value หรือไม่”
ช่วยปรับก่อนส่ง
Prompt:
“ตรวจว่า Sales Message นี้ตอบ Pain Point และ Decision Criteria ของ Persona หรือไม่”
ช่วยลดข้อความแบบ One-size-fits-all
Sales Email หรือ Follow-up ไม่จำเป็นต้องยาวมาก
Prompt:
“ลดข้อความนี้ให้สั้นลง 30% โดยรักษา Value และ Next Step”
ช่วยให้อ่านง่าย
“ช่วยเตรียม Sales Meeting สำหรับลูกค้า [ลูกค้า]
ข้อมูลที่มี:
[Source]
สินค้า/บริการที่เกี่ยวข้อง:
[รายละเอียด]
Sales Stage:
[Stage]
Meeting Goal:
[Goal]
ช่วยสร้าง:
ข้อกำหนด:
Template นี้เหมาะกับการเตรียม Sales Call หรือ Meeting
“สร้าง Discovery Call Plan 30 นาที
แบ่งเป็น:
สร้างคำถามปลายเปิดในแต่ละส่วน และห้ามถามข้อมูลที่มีอยู่แล้ว”
“จาก Objection ต่อไปนี้:
[รายการ]
สร้างตาราง:
ห้ามแต่งข้อมูลราคา โปรโมชั่น หรือคำรับรอง”
“จาก Meeting Notes นี้ สร้าง Follow-up โดยมี:
ใช้ภาษาสุภาพและกระชับ”
“สรุป Deal นี้สำหรับ Sales Manager
แบ่งเป็น:
ข้อมูลที่ไม่มีให้ระบุว่า ‘ยังไม่ทราบ’”
ตรวจว่า:
ตรวจว่า:
ใช้ลำดับ:
ช่วยให้ Copilot เป็นผู้ช่วยเตรียมงานและจัดข้อมูล ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทน Sales
สูตรคือ:
Customer + Sales Stage + Need + Questions + Value + Objection + Next Step
ตัวอย่าง:
“เตรียมประชุมลูกค้า SME ที่สนใจระบบ Network อยู่ใน Discovery Stage ใช้ข้อมูลที่ให้สร้าง Customer Brief, คำถาม, Objection, Value Proposition และ Next Step และห้ามสร้างข้อมูลลูกค้าเพิ่ม”
Microsoft Copilot สามารถช่วยงานขายได้ตั้งแต่ สรุปข้อมูลลูกค้า เตรียม Discovery Question เตรียม Objection ไปจนถึงสร้าง Follow-up หลังประชุม ทำให้ Sales เข้าประชุมด้วยข้อมูลที่เป็นระบบมากขึ้น
แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าให้ AI เดาว่าลูกค้าคิดอะไร มีงบเท่าไร หรือตัดสินใจเมื่อไร หากข้อมูลยังไม่มี ควรเก็บไว้เป็นคำถามที่จะใช้ค้นหาในการสนทนา
สำหรับผู้อ่าน comsiam สูตรที่ควรจำคือ “รู้ข้อมูลเดิม → หา Gap → ถามให้ถูก → เชื่อม Pain กับ Value → ตกลง Next Step” มากกว่าการรีบเสนอสินค้าในช่วงต้น
comsiam แนะนำให้ใช้ Copilot ช่วยเตรียมก่อนคุยและสรุปหลังคุยทุกครั้ง เพราะเมื่อข้อมูลลูกค้าได้รับการจัดระบบอย่างต่อเนื่อง Sales จะเห็นทั้ง Need, Objection และขั้นตอนถัดไปของแต่ละดีลได้ชัดเจนขึ้น