Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

มือถือใช้งานไปนาน ๆ แล้วพื้นที่จัดเก็บลดลง ทั้งที่ไม่ได้ถ่ายรูปหรือดาวน์โหลดไฟล์เพิ่มมากนัก เมื่อเข้าไปดูพื้นที่ของแอปกลับพบว่า Cache หรือแคชกินพื้นที่หลายร้อย MB หรือหลาย GB จึงเกิดคำถามว่า “ล้างแคชแล้วรูปจะหายไหม?”, “แชตจะหายหรือเปล่า?” และ “ล้าง Cache ต่างจากล้างข้อมูลอย่างไร?”
โดยทั่วไป การล้าง Cache เป็นการลบไฟล์ชั่วคราวที่แอปสร้างขึ้น และปกติไม่ควรลบข้อมูลหลักของบัญชีหรือไฟล์ส่วนตัว แต่ต้องระวังอย่างมากไม่ให้กดสลับกับคำสั่ง Clear Data, Clear Storage หรือล้างข้อมูลแอป เพราะผลลัพธ์ต่างกัน
บทความนี้ comsiam จะอธิบายให้ชัดว่า Cache คืออะไร ล้างได้ไหม ข้อมูลอะไรอาจได้รับผลกระทบ และควรล้างอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด
Cache คือข้อมูลชั่วคราวที่ระบบหรือแอปเก็บไว้เพื่อช่วยให้การเปิดใช้งานครั้งต่อไปเร็วขึ้น
ตัวอย่างเช่น แอปอาจเก็บ
เมื่อกลับมาเปิดแอปอีกครั้ง แอปจึงไม่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลบางอย่างใหม่ทั้งหมด
ข้อดีคือแอปทำงานเร็วขึ้น แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน Cache สามารถสะสมจนกินพื้นที่มากได้
โดยทั่วไป การล้าง Cache ไม่ควรลบข้อมูลหลักของแอป
สิ่งที่มักไม่หายจากการล้าง Cache ได้แก่
แต่ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันตามแต่ละแอป ดังนั้นหากเป็นแอปสำคัญควรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง
หลังล้าง Cache แอปอาจโหลดช้ากว่าปกติเล็กน้อยในครั้งแรก เพราะต้องสร้างหรือดาวน์โหลดข้อมูลชั่วคราวใหม่
นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด
ใช้สำหรับลบข้อมูลชั่วคราวของแอป
ผลที่มักเกิดขึ้นคือ
เป็นการล้างข้อมูลที่แอปจัดเก็บไว้ในเครื่อง
อาจทำให้
ดังนั้นหากต้องการเพียงเคลียร์พื้นที่ อย่ากด Clear Data หรือ Clear Storage เพราะคิดว่าเหมือน Clear Cache
ไม่เสมอไป
แอปบางประเภทสร้าง Cache มากเป็นธรรมชาติ เช่น
หากใช้งานหนัก Cache หลายร้อย MB หรือมากกว่านั้นอาจเกิดขึ้นได้
สิ่งที่ควรสนใจคือ
Cache โตขึ้นเร็วมากหรือไม่ และกำลังทำให้พื้นที่มือถือใกล้เต็มหรือไม่
หากมือถือมีพื้นที่เหลือมากและไม่มีปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องล้าง Cache ทุกวัน
ชื่อเมนูอาจต่างกันตามยี่ห้อ แต่โดยทั่วไปทำได้ดังนี้
ควรเริ่มจากแอปที่มี Cache สูงที่สุดก่อน
ไม่จำเป็นต้องไล่ล้างทุกแอป หากต้องการคืนพื้นที่เพียงเล็กน้อย
ใน Samsung Galaxy โดยทั่วไปสามารถเข้า
Settings > Apps > เลือกแอป > Storage
จากนั้นแตะ
Clear cache
ตำแหน่งเมนูอาจแตกต่างเล็กน้อยตาม One UI และรุ่นมือถือ
อย่ากด Clear data ที่อยู่ใกล้กันหากยังไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อมูลในแอปถูกสำรองแล้ว
iPhone ไม่ได้มีปุ่ม Clear Cache กลางสำหรับทุกแอปเหมือน Android
วิธีจัดการขึ้นอยู่กับแต่ละแอป
บางแอปมีเมนูล้าง Cache ภายในแอปเอง
สำหรับ Safari สามารถจัดการประวัติและข้อมูลเว็บไซต์ได้จากการตั้งค่า แต่ควรทราบว่าการล้างข้อมูลเว็บไซต์อาจทำให้บางเว็บไซต์ต้องเข้าสู่ระบบใหม่
หากแอปกินพื้นที่มากบน iPhone ให้ตรวจจาก
Settings > General > iPhone Storage
แล้วดูว่าแอปใดใช้พื้นที่มากผิดปกติ
หากเป็นคำสั่ง Clear Cache ของแอปตามปกติ รูปใน Gallery หรือ Photos ไม่ควรถูกลบเพียงเพราะล้าง Cache
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังกรณีที่ไฟล์นั้นเป็น
ไฟล์เหล่านี้อาจไม่ใช่ Cache ธรรมดา
ดังนั้นถ้ามีรูปหรือวิดีโอสำคัญอยู่เฉพาะในแอป ควรบันทึกหรือ Backup ออกมาก่อน
โดยทั่วไปข้อความที่เก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริการไม่ควรหายจากการ Clear Cache
แต่ไม่ควรเหมารวมว่าแอปแชตทุกตัวทำงานเหมือนกัน
ข้อมูลบางประเภท เช่น
อาจมีวิธีจัดเก็บต่างกัน
หากเป็นบทสนทนาหรือไฟล์สำคัญ ควรตรวจสอบระบบ Backup ของแอปนั้นก่อนทำการล้างข้อมูลใด ๆ
การ Clear Cache ปกติไม่ควรทำให้บัญชีถูกลบ
แต่ในบางแอป พฤติกรรมอาจแตกต่างกัน
สิ่งที่ทำให้ต้องล็อกอินใหม่บ่อยกว่าคือการ
หากเห็นข้อความเตือนว่าจะลบข้อมูลทั้งหมด ควรหยุดอ่านรายละเอียดก่อนกดยืนยัน
ถ้าพื้นที่ใกล้เต็ม ให้เริ่มจากแอปที่ใช้ Cache มาก
โดยเฉพาะ
เปิดหน้า Storage แล้วเรียงแอปตามขนาด จะช่วยให้หาแอปที่กินพื้นที่ผิดปกติได้เร็วกว่าการเดาสุ่ม
ไม่จำเป็น
Cache มีหน้าที่ช่วยให้แอปโหลดเร็วและลดการดาวน์โหลดข้อมูลซ้ำ
ถ้าล้างทุกวัน แอปจะต้องสร้าง Cache ใหม่ซ้ำ ๆ
ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ
ควรล้างเมื่อ
อาจช่วยได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่สูตรเร่งเครื่องทุกครั้ง
ถ้า Cache เสียหรือมีข้อมูลชั่วคราวจำนวนมาก การล้างอาจช่วยให้แอปกลับมาทำงานปกติ
แต่หากเครื่องช้าเพราะ
การล้าง Cache เพียงอย่างเดียวอาจไม่แก้ต้นเหตุ
เพราะ Cache ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามการใช้งาน
ตัวอย่างเช่น หากล้าง Cache ของแอปวิดีโอ แล้วกลับไปดูวิดีโอจำนวนมาก แอปก็สามารถสร้าง Cache ใหม่ได้
ดังนั้น Cache กลับมาไม่ได้หมายความว่ามือถือผิดปกติ
สิ่งที่ควรดูคือ Cache โตเร็วเกินไปจนกินหลาย GB ในเวลาอันสั้นหรือไม่
หลายคนคิดว่าไฟล์ที่ดาวน์โหลดไว้ดู Offline คือ Cache แต่จริง ๆ อาจเป็นข้อมูลคนละประเภท
Offline Content อาจถูกเก็บไว้จนกว่าผู้ใช้จะลบเอง เช่น
ดังนั้นล้าง Cache แล้วพื้นที่อาจเพิ่มเพียงเล็กน้อย หากต้นเหตุจริงคือ Download ภายในแอป
ให้เปิดแอปแล้วตรวจเมนู
Downloads / Offline / Storage
เพิ่มเติมด้วย
Cache มักเป็นไฟล์ชั่วคราวเพื่อช่วยให้หน้าเว็บหรือแอปโหลดเร็วขึ้น
ส่วน Cookies มักเกี่ยวข้องกับข้อมูลเว็บไซต์ เช่น
ดังนั้นการล้าง Cookies อาจทำให้เว็บไซต์บางแห่งต้องล็อกอินใหม่
หากต้องการเพียงคืนพื้นที่ ควรดูว่ากำลังล้าง Cache หรือข้อมูลเว็บไซต์ประเภทอื่นด้วยหรือไม่
หลังล้าง Cache แล้วให้เปิดแอปใหม่และรอให้แอปสร้างข้อมูลชั่วคราวอีกครั้ง
หากยังมีปัญหา ให้ลอง
ไม่ควรรีบ Clear Data หากยังไม่ได้ Backup ข้อมูล
ขึ้นอยู่กับว่าต้นเหตุคืออะไร
ถ้า Cache กินเพียง 500 MB แต่เครื่องต้องการพื้นที่เพิ่ม 10 GB การล้าง Cache อย่างเดียวไม่พอ
ควรตรวจเพิ่มเติม เช่น
เป้าหมายคือหา ตัวที่กินพื้นที่มากที่สุด ก่อน ไม่ใช่ล้าง Cache ทุกอย่างโดยไม่ดูตัวเลข
หากต้องการคืนพื้นที่ แนะนำทำตามลำดับนี้
1. เปิด Storage ดูแอปที่กินพื้นที่มาก
2. ตรวจ Cache ของแอปขนาดใหญ่
3. Clear Cache เฉพาะแอปที่จำเป็น
4. ตรวจ Downloads
5. ตรวจ Offline Content
6. ตรวจวิดีโอขนาดใหญ่
7. ตรวจ Trash หรือ Recently Deleted
8. ถอนแอปที่ไม่ได้ใช้
9. รีสตาร์ทมือถือ
10. ตรวจ Storage อีกครั้ง
วิธีนี้ช่วยลดโอกาสลบข้อมูลสำคัญผิดพลาด
เมื่อต้องการล้าง Cache ควรหลีกเลี่ยง
Cache เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานปกติของแอป ไม่จำเป็นต้องกำจัดให้เหลือ 0 ตลอดเวลา
หากเป็น Clear Cache ตามปกติ ข้อมูลหลักของแอปและไฟล์ส่วนตัวโดยทั่วไปไม่ควรถูกลบ เพราะ Cache เป็นข้อมูลชั่วคราวที่สามารถสร้างใหม่ได้
แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าสับสนกับ
Clear Data / Clear Storage
เพราะคำสั่งเหล่านี้อาจล้างข้อมูลแอปและทำให้ต้องตั้งค่าหรือล็อกอินใหม่
หาก Cache กินพื้นที่มาก ให้เริ่มจากแอปที่มีขนาดใหญ่ ตรวจ Cache ทีละแอป แล้วตามด้วย Downloads, Offline Content และไฟล์ขนาดใหญ่ แทนการกดล้างทุกอย่างในครั้งเดียว
หลักง่าย ๆ คือ Clear Cache ทำได้เมื่อจำเป็น แต่ Clear Data ต้องคิดให้ดีก่อนกด
หากต้องการแก้ปัญหาพื้นที่มือถือเต็มแบบเป็นขั้นตอน comsiam แนะนำให้ตรวจ Storage ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ถูกใช้โดย Cache จริงหรือมีไฟล์ประเภทอื่นเป็นต้นเหตุ จะช่วยคืนพื้นที่ได้ตรงจุดและปลอดภัยกว่าครับ