Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Prompt ChatGPT สำหรับ YouTube ที่ให้ผลลัพธ์ดี ไม่จำเป็นต้องยาวที่สุด แต่ควรบอกให้ชัดว่า ต้องการให้ ChatGPT ทำอะไร ทำให้ใคร ใช้ข้อมูลอะไร ต้องการผลลัพธ์รูปแบบไหน และมีข้อห้ามอะไรบ้าง
ตัวอย่างเช่น คำสั่งสั้นๆ ว่า
เขียนสคริปต์ YouTube เรื่อง Wi-Fi ช้า
สามารถใช้งานได้ แต่ ChatGPT ต้องเดาเองเกือบทุกอย่าง ทั้งกลุ่มผู้ชม ความยาววิดีโอ รูปแบบภาษา Search Intent และระดับความรู้ของคนดู
ถ้าเปลี่ยนเป็น
เขียนสคริปต์ YouTube เรื่อง “Wi-Fi ช้าแก้ยังไง” สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐาน Network ความยาวประมาณ 6–8 นาที ใช้ภาษาไทยแบบพูดจริง เข้าเรื่องภายใน 10 วินาที เรียงวิธีแก้จากง่ายไปยาก ห้ามเกริ่นทั่วไป ห้ามพูดซ้ำ และห้ามแต่งข้อมูลที่ไม่มีแหล่งรองรับ
ผลลัพธ์จะมีกรอบชัดกว่ามาก
OpenAI แนะนำหลักพื้นฐานของการ Prompt ว่า ควรให้คำสั่ง ชัดเจน เจาะจง มี Context เพียงพอ และปรับคำสั่งต่อเนื่องจากผลลัพธ์รอบแรกแทนที่จะคาดหวังว่า Prompt เดียวจะสมบูรณ์ทุกครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถกำหนด Tone, Format และตัวอย่าง Output ที่ต้องการเพื่อช่วยให้ผลลัพธ์ตรงขึ้นได้
สำหรับ comsiam วิธีที่เหมาะกับงาน YouTube คือสร้าง Prompt เป็นระบบ แล้วแยก Prompt ตามหน้าที่ เช่น Prompt หาไอเดีย Prompt ทำ Outline Prompt เขียน Hook และ Prompt ตรวจ Final แทนการใช้คำสั่งเดียวทำทุกอย่าง
Prompt คือข้อความ คำสั่ง คำถาม หรือ Context ที่เราให้ ChatGPT เพื่อบอกว่าเราต้องการให้ช่วยทำอะไร
สำหรับงาน YouTube Prompt อาจใช้เพื่อ
Prompt จึงไม่ใช่แค่ “คำถาม”
แต่คือ Brief งานให้ AI
ใช้สูตรง่ายๆ:
Task + Context + Audience + Goal + Format + Constraints + Source
ต้องการให้ ChatGPT ทำอะไร
เช่น
เขียน Script
หัวข้อและ Background
ใครเป็นคนดู
อยากให้วิดีโอช่วยอะไร
ต้องการผลลัพธ์แบบไหน
มีข้อห้ามอะไร
มีข้อมูลอะไรให้ใช้
ตัวอย่าง:
Task: สร้าง Outline YouTube
Topic: Wi-Fi ช้าแก้ยังไง
Audience: คนทั่วไป ไม่มีพื้นฐาน Network
Goal: ให้คนดูสามารถตรวจปัญหาเองก่อนเรียกช่าง
Format: H2 เรียงเป็นขั้นตอน
Constraints: ห้ามเกริ่นประวัติ Wi-Fi ห้ามเขียน Full Script
Source: ใช้เฉพาะข้อมูลที่ฉันแนบให้
เพียงเท่านี้ ChatGPT ก็มี Direction ชัดขึ้นมาก
OpenAI ระบุว่าการ Prompt ที่ดีควรชัดและเฉพาะเจาะจง รวมถึงระบุ Context, Outcome, Length, Format และ Style เมื่อรายละเอียดเหล่านั้นมีความสำคัญ
ลองเปรียบเทียบ
คิดหัวข้อ YouTube
ChatGPT ไม่รู้ว่า
ช่องอะไร
คนดูคือใคร
ต้องการกี่หัวข้อ
จะเอา Search หรือ Entertainment
หัวข้อเก่ามีอะไรแล้ว
สร้างหัวข้อ YouTube 30 หัวข้อเกี่ยวกับ Router และ Wi-Fi สำหรับคนทั่วไป แบ่งเป็น How-to, Troubleshooting และ Buying Guide ห้าม Search Intent ซ้ำกัน และห้ามสร้างหัวข้อที่ต้องใช้ความรู้ระดับ Network Engineer
ผลลัพธ์ถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบที่ต้องการมากกว่า
Prompt ยาวไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป
บางงานเพียง
ช่วยสร้าง Hook 10 แบบสำหรับหัวข้อนี้ ห้าม Clickbait และแต่ละแบบต้องพูดจบภายใน 8 วินาที
ก็เพียงพอ
แต่ถ้างานซับซ้อน เช่น Full Script, Research หรือ Content Plan ควรเพิ่ม Context
หลักคือ
ใส่ข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของ AI
ไม่ใช่ใส่ทุกอย่างที่คิดได้
ใช้ Template นี้:
ฉันทำช่อง YouTube เกี่ยวกับ [Niche]
Audience คือ [กลุ่มผู้ชม]
ช่วยสร้างหัวข้อวิดีโอ 30 หัวข้อ
แบ่งเป็น:
- How-to
- Beginner
- Troubleshooting
- Comparison
- Question
ทุกหัวข้อต้องมี Search Intent ต่างกัน
ห้ามเปลี่ยนคำเล็กน้อยแล้วนับเป็นหัวข้อใหม่
หากหัวข้อใดใกล้กันมาก ให้รวมเป็นหัวข้อเดียว
Prompt นี้เหมาะกับการสร้าง Topic ชุดแรก
ก่อนสร้าง 100–500 คลิป ควรสร้าง Pillar ก่อน
ฉันกำลังสร้างช่อง YouTube เกี่ยวกับ [Niche]
Audience คือ [Audience]
ช่วยสร้าง Content Pillar 8 หมวด
แต่ละหมวดต้อง:
- มี Intent ต่างกัน
- สามารถแตกเป็นอย่างน้อย 20 วิดีโอ
- ไม่ทับซ้อนกันมากเกินไป
ตอนนี้ยังไม่ต้องสร้างหัวข้อวิดีโอ
วิธีนี้ช่วยสร้าง Architecture ของช่องก่อน
ใช้:
วิเคราะห์ Search Intent ของคำว่า “[Keyword]”
ตอบเป็น:
- Primary Intent
- สิ่งที่คนต้องการรู้เป็นอันดับแรก
- คำถามรอง
- สิ่งที่ควรตอบภายใน 30 วินาทีแรก
- สิ่งที่ไม่ควรใส่เพราะออกนอก Intent
ยังไม่ต้องเขียน Script
Prompt นี้ช่วยป้องกัน Script วกออกนอกเรื่อง
ถ้ามีหัวข้อเดิมจำนวนมาก ใช้:
นี่คือหัวข้อ YouTube ที่ฉันทำไปแล้ว:
[วางรายการ]
ช่วยจัดกลุ่มตาม Search Intent แล้วหา:
- Beginner Topic ที่ยังขาด
- How-to ที่ยังขาด
- Comparison ที่ยังไม่มี
- Troubleshooting ที่ยังขาด
- Topic Gap
- หัวข้อที่ Cannibalize กัน
ห้ามสร้างหัวข้อใหม่จนกว่าจะวิเคราะห์รายการเดิมเสร็จ
เหมาะกับช่องที่มีคลิปจำนวนมากแล้ว
ตัวอย่าง:
เปรียบเทียบ 20 หัวข้อนี้
ตรวจว่าคู่ใดมี Primary Search Intent เหมือนหรือใกล้กันจนควรรวมเป็นวิดีโอเดียว
สำหรับแต่ละคู่ ให้บอก:
- Intent ของหัวข้อ A
- Intent ของหัวข้อ B
- ควรรวม หรือ แยก
- หากแยก ต้องปรับ Angle อย่างไร
ช่วยลดการทำวิดีโอที่แย่ง Intent กันเอง
หลังได้หัวข้อแล้ว อย่ารีบเขียน Full Script
ใช้:
สร้าง Outline สำหรับวิดีโอ YouTube เรื่อง “[หัวข้อ]”
Audience: [ผู้ชม]
Primary Intent: [Intent]
Goal: [ผลลัพธ์ที่คนดูควรได้]
ให้เรียงหัวข้อจากสำคัญที่สุดไปหาคำถามรอง
ต้องมี:
- Hook direction
- เนื้อหาหลัก
- ตัวอย่าง
- ข้อผิดพลาด
- ข้อควรระวังเมื่อเกี่ยวข้อง
- Conclusion
ห้ามเขียน Full Script ตอนนี้
การทำ Outline ก่อนช่วยประหยัดเวลารื้อ Script ภายหลัง
หลังได้ Outline แล้ว ใช้:
วิจารณ์ Outline นี้อย่างเข้มงวด
ตรวจ:
- ตรง Search Intent หรือไม่
- หัวข้อไหนซ้ำ
- หัวข้อไหนไม่จำเป็น
- คำถามสำคัญอะไรยังขาด
- ลำดับเหมาะกับมือใหม่หรือไม่
รายงานปัญหาก่อน ยังไม่ต้อง Rewrite
นี่เป็นวิธีใช้ ChatGPT เป็น Reviewer ไม่ใช่แค่ Writer
OpenAI แนะนำการทำงานแบบ Iterative Refinement คือสร้างผลลัพธ์รอบแรก ตรวจ แล้วปรับ Prompt หรือ Context เพื่อพัฒนาคำตอบต่อไป
ใช้:
สร้าง Hook 15 แบบสำหรับวิดีโอ “[หัวข้อ]”
แบ่งเป็น:
- Problem
- Question
- Mistake
- Benefit
- Curiosity
เงื่อนไข:
- พูดจบได้ภายใน 8 วินาที
- เข้าเรื่องทันที
- ห้าม Clickbait
- ห้ามใช้ “สวัสดีครับ วันนี้เราจะ…”
- ต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ในวิดีโอจริง
จากนั้นเลือกเอง ไม่จำเป็นต้องใช้ Hook ที่ AI บอกว่าดีที่สุด
ถ้าต้องการ Intro หลัง Hook:
เขียน Intro ต่อจาก Hook นี้
[Hook]
ความยาวไม่เกิน 20 วินาที
ต้องบอก:
- วิดีโอนี้ช่วยอะไร
- คนดูจะได้อะไร
ห้ามเล่าประวัติ
ห้ามแนะนำตัวนาน
ห้ามพูดสิ่งที่ Hook พูดไปแล้วซ้ำ
ทำให้เข้า Content หลักเร็วขึ้น
Template ที่ใช้งานได้กว้าง:
เขียน Script YouTube หัวข้อ “[หัวข้อ]”
Audience: [กลุ่มผู้ชม]
Search Intent: [Intent]
Goal: [ผลลัพธ์]
ความยาวเป้าหมาย: ประมาณ [เวลา]
Tone: ภาษาไทยธรรมชาติแบบพูดจริง
Style:
- ประโยคสั้น
- เข้าเรื่องเร็ว
- อธิบายศัพท์ยาก
- ใช้ตัวอย่างเมื่อช่วยให้เข้าใจ
ห้าม:
- เกริ่นทั่วไป
- พูดซ้ำ
- Keyword Stuffing
- แต่งตัวเลข
- แต่งผลทดลอง
- แต่งประสบการณ์
Facts ที่อนุญาตให้ใช้:
[วาง Research Notes]ถ้าข้อมูลไม่พอให้เขียนว่า “ต้องตรวจสอบ” แทนการเดา
นี่มีความปลอดภัยกว่าการให้ AI สร้าง Facts เอง
สำหรับ Script ยาว ส่วนใหญ่ควรทำทีละ Section
เช่น
เขียนเฉพาะ Section “วิธีตรวจว่า Wi-Fi ช้าหรือ Internet ช้า”
ใช้ข้อมูลนี้:
[Facts]ความยาวประมาณ 90 วินาที
ห้ามกล่าวซ้ำ Intro
และตอนท้ายให้มี Transition ไปหัวข้อ “ตำแหน่ง Router”
ควบคุมคุณภาพได้ง่ายกว่าการ Generate 20 นาทีในคำสั่งเดียว
อย่างไรก็ตามโมเดลรุ่นใหม่สามารถจัดการคำสั่งหลายขั้นตอนและ Context ยาวได้ดีขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องแตก Prompt เล็กมากเกินไป หากงานและข้อกำหนดมีโครงชัดเจน
ใช้:
Rewrite Script นี้ให้เป็นภาษาไทยแบบคนพูดจริง
เงื่อนไข:
- รักษาข้อเท็จจริงเดิมทุกข้อ
- ประโยคสั้นลง
- ตัดคำเชื่อมฟุ่มเฟือย
- ตัดภาษาราชการ
- ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่
- ใช้ศัพท์อังกฤษที่คนไทยใช้จริง เช่น Thumbnail, Shorts, Router
ถ้าประโยคใดดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน
ช่วยลดสำนวน AI
ลองใช้:
ตรวจข้อความนี้แล้วหาเฉพาะส่วนที่ฟังเหมือน AI หรือบทความทั่วไป เช่น
- “ในยุคปัจจุบัน”
- “สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม”
- “นอกจากนี้”
- ข้อความสรุปซ้ำ
รายงานตำแหน่งก่อน ยังไม่ต้อง Rewrite
จากนั้นค่อยสั่งแก้เฉพาะจุด
วิธีนี้ลดโอกาสที่ข้อมูลดีอยู่แล้วจะถูก Rewrite โดยไม่จำเป็น
ใช้:
ตรวจ Script นี้แล้วหา:
- Idea ที่อธิบายซ้ำ
- ตัวอย่างที่ซ้ำ
- คำเชื่อมที่ใช้บ่อย
- Paragraph ที่ตัดออกได้โดยไม่เสียข้อมูล
สรุปเป็นรายการ พร้อมเหตุผล
ห้าม Rewrite ในรอบนี้
เหมาะกับ Script ยาว
ใช้:
วิเคราะห์ Flow ของ Script นี้ในมุมคนดูมือใหม่
ตรวจว่า:
- ข้อมูลเรียงถูกลำดับหรือไม่
- มีการพูดถึง Concept ก่อนอธิบายพื้นฐานหรือไม่
- Transition ขาดตรงไหน
- ส่วนไหนยาวจนจังหวะตก
เสนอเฉพาะการจัดลำดับใหม่ก่อน ยังไม่ Rewrite Script
ใช้:
สร้าง Transition 1–2 ประโยคระหว่าง Section A และ Section B
ห้ามสรุป Section A ซ้ำ
ห้ามเกริ่น Section B ยาว
ให้ฟังเหมือนคนพูดต่อเนื่องกัน
ตัวอย่าง:
จาก “หา Keyword”
ไป “สร้าง Title”
Transition:
พอรู้แล้วว่าคนกำลังค้นคำอะไร ขั้นต่อไปคือเปลี่ยนคำนั้นให้กลายเป็นชื่อคลิปที่คนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าคลิปช่วยอะไรได้
ใช้:
สำหรับหัวข้อนี้ สร้างตัวอย่าง “ผิด vs ดี” จำนวน 5 คู่
แต่ละคู่ต้อง:
- สั้น
- เห็นความแตกต่างชัด
- ใช้สถานการณ์จริงของมือใหม่
- ห้ามสร้างตัวเลขหรือ Facts ที่ไม่ได้ให้
เหมาะมากกับ Tutorial
Template:
เขียน YouTube Shorts เรื่อง “[หัวข้อ]”
ความยาวประมาณ 30–40 วินาที
ใช้โครง:
Hook → Value → Payoffเงื่อนไข:
- ประเด็นเดียว
- เข้าเรื่องตั้งแต่ประโยคแรก
- ไม่มี Intro
- ไม่มี Conclusion ยาว
- ทุกประโยคต้องมีหน้าที่
- ภาษาพูด
- ห้าม Clickbait
Shorts ต้องมี Prompt ต่างจาก Long-form
ใช้:
จาก Script Long-form นี้ ช่วยหา 10 ประเด็นที่แยกเป็น Shorts ได้
แต่ละ Short ต้อง:
- เข้าใจได้โดยไม่ดูคลิปเต็ม
- มี Insight เดียว
- ไม่ตัดคำพูดจนความหมายเปลี่ยน
- ไม่ใช้ Context ที่อยู่ใน Section อื่น
ตอนนี้ยังไม่ต้องเขียน Script Shorts
จากนั้นเลือกหัวข้อที่ดีที่สุดแล้วค่อยเขียน
ใช้:
สร้างชื่อ YouTube 20 แบบสำหรับวิดีโอ “[หัวข้อ]”
Keyword หลัก: [Keyword]
Audience: [ผู้ชม]
แบ่งเป็น:
- Searchable
- Problem-Solution
- Question
- Benefit
- Curiosity
เงื่อนไข:
- Keyword สำคัญอยู่ใกล้ต้นเมื่อเหมาะสม
- ห้าม Clickbait
- ห้ามสัญญาสิ่งที่ไม่มีในคลิป
- ชื่อต้องเข้าใจได้แม้เห็นเพียงช่วงต้น
จากนั้นคัด 3–5 ตัวเลือก
ใช้:
คิด Thumbnail Concept 10 แบบสำหรับวิดีโอ “[Title]”
แต่ละแบบระบุ:
- Hero Object
- Background
- ข้อความ Thumbnail ไม่เกิน 4 คำ
- Emotion
- ความสัมพันธ์กับ Title
เงื่อนไข:
- Thumbnail ห้ามพูดข้อความเดียวกับ Title ทั้งหมด
- เข้าใจได้บนมือถือ
- ห้าม Clickbait
- Hero Object ไม่เกิน 3 จุดสำคัญ
Prompt นี้ใช้สำหรับ Concept ก่อนสร้างภาพ
ใช้:
เขียน YouTube Description จาก Script นี้
[Script]
Keyword หลัก: [Keyword]
เงื่อนไข:
- 2 บรรทัดแรกตอบทันทีว่าคลิปเกี่ยวกับอะไร
- ใช้ Keyword อย่างเป็นธรรมชาติ
- สร้าง Bullet สิ่งที่คนดูจะได้เรียนรู้
- ห้าม Keyword Stuffing
- ห้ามเพิ่มสิ่งที่ไม่มีใน Script
- หากเหมาะ ให้เสนอชื่อ Chapters แต่ห้ามเดา Timestamp
ทำให้ Description อยู่บนเนื้อหาจริง
ถ้ามี Transcript พร้อม Timestamp:
จาก Transcript พร้อมเวลานี้ สร้าง YouTube Chapters
[Transcript]
ใช้ชื่อ Chapter ที่บอกเนื้อหาจริง
ห้ามใช้ “Topic 1”, “Topic 2”
ห้ามแก้ Timestamp
รวมช่วงที่สั้นเกินไปเมื่อเหมาะสม
ถ้าไม่มี Timestamp อย่าให้ AI เดา
ใช้:
นี่คือหัวข้อ 40 คลิป:
[รายการ]
ช่วยสร้าง Content Calendar 8 สัปดาห์
เงื่อนไข:
- กระจาย Content Pillar
- ไม่ลงหัวข้อ Intent ใกล้กันติดกัน
- สลับ How-to, Comparison, Troubleshooting และ Beginner
- ห้ามเพิ่มหัวข้อใหม่
แสดงเป็นสัปดาห์และลำดับการโพสต์
ช่วยจัดระเบียบคลัง Topic
ใช้:
แตกหัวข้อ “[Topic ใหญ่]” เป็น YouTube Series
เรียง:
Beginner → Intermediate → Advancedแต่ละตอนต้องมี Primary Intent เดียว
ห้ามตั้งหัวข้อซ้ำกัน
ทุกตอนต้องดูเดี่ยวๆ ได้สร้าง 20 ตอน
เหมาะกับการสร้าง Playlist ยาว
ChatGPT สามารถช่วย “ระบุสิ่งที่ควรตรวจ” ได้ แต่ไม่ควรถือว่าคำตอบของ AI เป็นหลักฐานสุดท้ายโดยอัตโนมัติ เพราะ OpenAI ระบุว่า AI สามารถสร้างข้อมูลผิดได้และควรตรวจข้อมูลสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง
ใช้ Prompt:
ตรวจ Script นี้และแยกทุก Claim ที่ควร Fact-check
จัดเป็น:
- ตัวเลข
- วันที่
- ราคา
- สถิติ
- Feature
- กฎ/นโยบาย
- ผลทดลอง
- Quote
- ชื่อรุ่น/สเปก
ห้ามบอกว่าข้อมูลถูก หากยังไม่มี Source
จากนั้นไปตรวจ Source จริง
ใส่ท้าย Prompt ได้เลยว่า:
ถ้าข้อมูลใดไม่มีใน Sources หรือ Context ที่ให้ ห้ามสร้างคำตอบขึ้นเอง
ให้เขียนว่า “ข้อมูลส่วนนี้ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม” แทน
ห้ามสร้างตัวเลข สถิติ ราคา ผลทดลอง หรือ Quote เพื่อเติมเนื้อหาให้ดูสมบูรณ์
ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเลย แต่ช่วยกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการให้ชัดขึ้น
ใช้:
ตอบโดยใช้เฉพาะข้อมูลใน ด้านล่าง
หากคำตอบไม่มีอยู่ใน Sources ให้ระบุว่าไม่พบข้อมูล
OpenAI แนะนำให้แบ่ง Instructions และ Context ให้มีขอบเขตชัด เช่นใช้ Markdown หรือ XML-style tags เพื่อช่วยให้โมเดลแยกส่วนต่างๆ ของ Prompt ได้ง่ายขึ้น
ช่วยมากเมื่อคุณต้องการรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง
OpenAI ระบุว่า Few-shot Examples หรือการให้ตัวอย่าง Input/Output สามารถช่วยให้โมเดลเข้าใจ Pattern ที่ต้องการแล้วนำไปใช้กับงานใหม่ได้
ตัวอย่าง:
รูปแบบที่ฉันต้องการ:
Topic: Wi-Fi ช้า
Hook: “Wi-Fi เต็มขีดแต่ YouTube ยังหมุน? อย่าเพิ่งโทษแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต”
Outline:
- แยก Wi-Fi กับ Internet
- ทดสอบความเร็ว
- เช็ก Router
ต่อไปช่วยทำหัวข้อ “Wi-Fi หลุดบ่อย” ในโครงเดียวกัน
AI จะเข้าใจ Format ได้ง่ายขึ้น
แทนที่จะสั่ง
เขียนให้ดี
ให้ระบุว่า
Tone: เป็นกันเองแต่ไม่เล่นมาก อธิบายเหมือนผู้เชี่ยวชาญสอนมือใหม่ ใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะเมื่อจำเป็น และอธิบายศัพท์ทันที
หรือ
Tone: กระชับ เร็ว เหมาะกับ Shorts แต่ไม่ตะโกนและไม่ใช้ภาษาขายของ
OpenAI แนะนำให้ใช้คำอธิบาย Tone ที่ชัด เช่น friendly, professional, humorous หรือ serious เพื่อกำกับรูปแบบคำตอบ
นี่ช่วยงาน YouTube ได้มาก
ตัวอย่าง:
ห้าม:
- เริ่มด้วย “ในยุคปัจจุบัน”
- เล่าประวัติถ้าไม่เกี่ยวกับ Intent
- ใช้ Clickbait
- สรุปข้อมูลเดิมหลายรอบ
- Keyword Stuffing
- แต่งข้อมูล
- ใช้ CTA ทุก Section
- เขียน Conclusion ยาว
ข้อห้ามช่วยป้องกันพฤติกรรมที่เราไม่ต้องการ
ไม่จำเป็นต้องขอ Chain of Thought
แต่สามารถขอให้ตรวจ Preconditions ก่อนทำงาน เช่น
ก่อนเขียน ให้ตรวจว่าข้อมูลต่อไปนี้มีครบหรือไม่:
Audience, Intent, Topic, Source และ Output Formatถ้าข้อมูลใดไม่มี ให้ใช้เฉพาะสิ่งที่รู้จาก Brief และอย่าเดา Facts
ช่วยเพิ่มวินัยของ Workflow
ใช้เป็น QA:
Audit Script นี้ก่อนอัดเสียง
ตรวจ 10 ข้อ:
- ตรง Primary Intent หรือไม่
- Hook ตรงหัวข้อหรือไม่
- Intro ยาวหรือไม่
- มีข้อมูลซ้ำหรือไม่
- มีคำที่ฟังเป็น AI หรือไม่
- มี Claim ที่ยังไม่มี Source หรือไม่
- มีส่วนไหนออกนอก Intent
- ตัวอย่างช่วยให้เข้าใจจริงหรือไม่
- Conclusion ซ้ำหรือไม่
- คนดูมือใหม่มีคำถามอะไรที่ยังไม่ได้ตอบ
รายงานปัญหาก่อน ห้าม Rewrite
จากนั้นค่อยสั่งรอบสองให้แก้เฉพาะจุด
ใช้:
แก้ Script ตาม Audit นี้
รักษา Facts เดิมทุกข้อ
ห้ามเพิ่ม Claim ใหม่
ห้ามเพิ่มความยาวเกินจำเป็น
แก้เฉพาะปัญหาที่ Audit พบ
ใช้ภาษาไทยแบบพูดจริง
ลดโอกาส Rewrite ทั้งหมดโดยไม่จำเป็น
เมื่อมีข้อมูลจริง:
วิเคราะห์ข้อมูล YouTube 10 คลิปนี้
Fields:
- Topic
- Impressions
- CTR
- Average View Duration
- Retention
- Traffic Source
- Subscribers Gained
ช่วยหา:
- Pattern
- Outlier
- Hypothesis
- สิ่งที่ควรทดลองใน 5 คลิปถัดไป
ห้ามสรุปสาเหตุจากข้อมูลที่ไม่มี
แยก “ข้อเท็จจริง” กับ “สมมติฐาน” ให้ชัด
Prompt แบบนี้มีประโยชน์กว่าถามว่า
“ทำยังไงให้ช่องดัง?”
สามารถเก็บ Template นี้ไว้ใช้:
คุณคือผู้ช่วยวางแผนและเขียน Content YouTube
Channel
Niche: [Niche]
Audience: [Audience]
Tone: [Tone]Video
Topic: [Topic]
Primary Search Intent: [Intent]
Goal: [Goal]Source
ใช้ข้อมูลจาก:
[Research Notes / Sources]Requirements
- ตอบ Intent โดยตรง
- เขียนสำหรับคนดูก่อน Algorithm
- ใช้ภาษาไทยธรรมชาติ
- ใช้ศัพท์อังกฤษที่คนค้นจริงเมื่อเหมาะสม
- มีตัวอย่างเมื่อช่วยให้เข้าใจ
- หากเป็น How-to ให้เรียง Step-by-step
Do not
- Clickbait
- Keyword Stuffing
- เกริ่นทั่วไป
- พูดซ้ำ
- แต่งข้อมูล
- แต่งตัวเลข
- แต่งผลทดลอง
- แต่ง Quote
หากข้อมูลไม่พอ ให้ระบุว่าต้อง Research เพิ่ม
ขั้นตอนแรก ให้ทำ Search Intent + Outline เท่านั้น
ยังไม่ต้องเขียน Full Script
จากนั้นค่อยเดินงานต่อ
Outline → Hook → Script → Audit → Final
ไม่ควร
งานแต่ละประเภทควรใช้ Prompt ต่างกัน
Prompt หา Topic ไม่เหมือน Prompt เขียน Script
Prompt เขียน Shorts ไม่เหมือน Long-form
Prompt Audit ไม่เหมือน Prompt Rewrite
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Prompt Library มีประโยชน์
สามารถเก็บ Prompt แยกเป็น
เมื่อทำ YouTube ต่อเนื่อง จะประหยัดเวลามาก
ไม่จำเป็น
OpenAI ระบุว่าการ Prompt เป็นกระบวนการ Iterative ควรเริ่มจากคำสั่งที่ชัด ตรวจผลลัพธ์ แล้วเพิ่ม Context หรือปรับข้อกำหนดเมื่อเห็นว่าส่วนใดยังไม่ตรง
ตัวอย่าง:
รอบแรก:
สร้าง Outline
ผลยังทั่วไป
รอบสอง:
ตัดประวัติออก และเพิ่ม Troubleshooting
รอบสาม:
เรียง Troubleshooting จากง่ายไปยาก
นี่เป็น Workflow ปกติ
ไม่ใช่ความล้มเหลวของ Prompt แรก
ไม่มี Audience หรือ Intent
Topic + Script + Thumbnail + Description + Tags ใน Prompt เดียว ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจ Direction
แต่ต้องการข้อมูลปัจจุบันที่แม่นยำ
AI จึงเกริ่นยาวหรือพูดซ้ำ
แต่ไม่กำหนดเกณฑ์
AI จึงเติมเนื้อหาเพื่อให้ครบ
ไม่มี Refinement
เสี่ยงนำข้อมูลผิดไปเผยแพร่
ไม่ควรวัดคุณภาพ Prompt จากความยาว
Prompt ที่ดีคือ Prompt ที่ทำให้
Output เข้า Intent
ข้อมูลอยู่ในกรอบ
Format ถูก
Tone ใกล้เป้าหมาย
และใช้เวลาแก้ Final น้อยลง
บางครั้ง Prompt 5 บรรทัดก็เพียงพอ
บางครั้งต้องมี Context หลายหน้า
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของงาน
ควรบอก Task, Context, Audience, Goal, Output Format และ Constraints ให้ชัด หากมี Facts หรือ Research Notes ก็ควรให้เป็น Context ด้วย OpenAI แนะนำให้ Prompt มีความชัด เจาะจง และมี Context เพียงพอ
ไม่จำเป็น Prompt ควรมีรายละเอียดเท่าที่จำเป็นต่อการทำงาน งานง่ายสามารถใช้ Prompt สั้น ส่วน Script หรือ Research ที่ซับซ้อนควรมี Context และข้อกำหนดมากขึ้น
สำหรับงานสำคัญควรเริ่มจาก Intent และ Outline ก่อน เมื่อโครงผ่านแล้วค่อยเขียน Full Script จะควบคุมความซ้ำและการออกนอกหัวข้อได้ง่ายกว่า
ช่วย OpenAI ระบุว่าการให้ตัวอย่าง Input/Output สามารถช่วยให้โมเดลจับ Pattern และสร้างคำตอบในรูปแบบที่ต้องการได้ดีขึ้น
กำหนด Tone ให้ชัด ใช้ประโยคสั้น ห้ามเกริ่นทั่วไป ให้ Rewrite เป็นภาษาพูด และตัดคำซ้ำ แต่ควรอ่านและแก้ Final ด้วยคนอีกครั้ง
ได้ AI สามารถสร้างข้อมูลผิดได้ จึงควรตรวจ Claim สำคัญ เช่น ตัวเลข วันที่ ราคา สเปก งานวิจัย และกฎแพลตฟอร์มก่อนเผยแพร่
สามารถมี Master Prompt เป็นฐานได้ แต่ควรปรับ Topic, Audience, Intent, Source และข้อกำหนดตามแต่ละคลิป เพื่อไม่ให้ Content ทุกชิ้นออกมาเหมือน Template เดียวกัน
Prompt ChatGPT สำหรับ YouTube ที่ดีไม่ต้องใช้คำศัพท์ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ ChatGPT เข้าใจงานได้ชัด
สูตรพื้นฐานที่ควรจำคือ
Task + Context + Audience + Goal + Format + Constraints + Source
จากนั้นอย่าพยายามให้ Prompt เดียวทำทุกอย่าง
Workflow ที่ใช้งานได้ดีกว่าคือ
Topic Prompt → Intent Prompt → Research → Outline Prompt → Hook Prompt → Script Prompt → Audit Prompt → Final Rewrite
OpenAI แนะนำหลักเดียวกันในภาพรวม คือให้ Instructions ชัด มี Context ใช้ตัวอย่างเมื่อจำเป็น และปรับ Prompt จากผลลัพธ์จริงอย่างต่อเนื่อง
แนวทางของ comsiam คือสร้าง Prompt Library สำหรับงานที่ทำซ้ำ แล้วเปลี่ยน Context ให้เหมาะกับแต่ละวิดีโอ แทนการสร้างคำสั่งใหม่ทั้งหมดทุกครั้ง
สุดท้าย Prompt ที่ดีที่สุดไม่ใช่ Prompt ที่ดูซับซ้อนที่สุด แต่คือ Prompt ที่ทำให้ ChatGPT เข้าใจเป้าหมายชัด ให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และสร้าง Draft ที่ Creator สามารถนำไปพัฒนาเป็นวิดีโอคุณภาพได้โดยใช้เวลาแก้น้อยลง