Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

CapCut ขึ้น Media Lost, Media Not Found หรือไฟล์ต้นฉบับหาย หมายความว่าโปรเจกต์ยังมีข้อมูลการตัดต่ออยู่ แต่แอปหาไฟล์วิดีโอ รูป หรือเสียงที่เคยนำเข้าไม่พบ มักเกิดหลังย้ายไฟล์ เปลี่ยนชื่อไฟล์ ลบรูปออกจากเครื่อง ถอด SD Card หรือเปิดโปรเจกต์บนอุปกรณ์ใหม่
วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือค้นหาไฟล์ต้นฉบับให้พบ แล้วนำกลับไปไว้ตำแหน่งเดิมหรือใช้คำสั่ง Locate, Relink หรือ Replace เพื่อเชื่อมไฟล์กลับเข้า Timeline หากไฟล์ถูกลบจริง ต้องกู้จากถังขยะ Cloud ข้อมูลสำรอง หรืออุปกรณ์เครื่องเดิมก่อน
อย่ารีบลบโปรเจกต์ เพราะข้อความ Media Lost ไม่ได้หมายความว่า Timeline และการตัดต่อทั้งหมดหาย โปรเจกต์ยังอาจกลับมาใช้งานได้เมื่อเชื่อมไฟล์ต้นฉบับถูกต้อง
โปรเจกต์ CapCut ประกอบด้วยข้อมูลสองส่วนสำคัญ ได้แก่
เมื่อไฟล์ต้นฉบับถูกย้าย ลบ เปลี่ยนชื่อ หรือไม่สามารถเข้าถึงได้ CapCut ยังอาจเปิด Timeline ได้ แต่จะแสดง Media Lost, Media Not Found หน้าจอดำ ภาพตัวอย่างหาย หรือเครื่องหมายเตือนแทนไฟล์เดิม
ดังนั้น Media Lost ไม่เท่ากับโปรเจกต์ถูกลบ แต่หมายถึงเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโปรเจกต์กับไฟล์ต้นฉบับขาดหาย
สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่
ก่อนเชื่อมไฟล์หรือเปลี่ยนแปลง Timeline ควรทำสำเนาโปรเจกต์ก่อน หาก CapCut ยังมีคำสั่ง Duplicate หรือ Back up ให้สร้างสำเนาและทดลองแก้กับสำเนาเท่านั้น
อย่าทำสิ่งต่อไปนี้
เริ่มจากค้นหาชื่อไฟล์ที่ CapCut แจ้งว่าหาย หากจำชื่อไม่ได้ ให้ตรวจสอบรูปหรือวิดีโอที่ใช้ในช่วง Timeline นั้น
ค้นหาในตำแหน่งต่อไปนี้
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นไฟล์ต้นฉบับจริง ไม่ใช่ไฟล์ที่ถูกตัด ลดความละเอียด หรือส่งผ่านแชตจนเปลี่ยนคุณภาพ
หากเพิ่งย้ายหรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ ให้ลองนำกลับไปไว้ในโฟลเดอร์เดิมและใช้ชื่อเดิม จากนั้นปิด CapCut แล้วเปิดโปรเจกต์ใหม่
ตัวอย่างเช่น หากเคยนำเข้าวิดีโอจากโฟลเดอร์ Downloads แล้วภายหลังย้ายไป Videos ให้ย้ายกลับไปยัง Downloads ก่อนทดลองเปิดโปรเจกต์
หากไฟล์อยู่ใน SD Card หรือฮาร์ดดิสก์ภายนอก ให้เชื่อมต่ออุปกรณ์เดิมก่อนเปิด CapCut และตรวจสอบว่าอุปกรณ์แสดงตามปกติ
ชื่อคำสั่งอาจแตกต่างกันตามเวอร์ชันและอุปกรณ์ แต่หลักการเหมือนกัน คือบอก CapCut ว่าไฟล์ต้นฉบับอยู่ที่ใด
วิธีทั่วไปบนคอมพิวเตอร์ ได้แก่
หากมี Media Lost หลายไฟล์และทุกไฟล์อยู่ในโฟลเดอร์เดียวกัน CapCut บางเวอร์ชันอาจค้นหาไฟล์อื่นที่เหลือให้อัตโนมัติหลังระบุไฟล์แรก
ถ้าหาไฟล์เดิมไม่พบแต่มีสำเนา ต้องเลือกไฟล์ที่ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด โดยตรวจสอบ
หากใช้ไฟล์ที่สั้นกว่าเดิม ตำแหน่งการตัด เอฟเฟกต์ และเสียงอาจไม่ตรง หากใช้ไฟล์ที่ถูกส่งผ่านแชต คุณภาพและ FPS อาจเปลี่ยนไปด้วย
หลัง Replace ต้องดู Timeline ตั้งแต่ก่อนถึงหลังคลิปนั้น เพื่อยืนยันว่าจังหวะตัดยังถูกต้อง
บางครั้งไฟล์ยังอยู่ แต่ CapCut มองไม่เห็นเพราะสิทธิ์ถูกปิดหรืออนุญาตเฉพาะบางรูป
ไปที่:
การตั้งค่า > แอป > CapCut > การอนุญาต
เปิดสิทธิ์รูปภาพ วิดีโอ เพลง เสียง หรือพื้นที่เก็บข้อมูลตามที่ระบบแสดง แล้วปิด CapCut และเปิดใหม่
ไปที่:
การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > รูปภาพ > CapCut
เลือกอนุญาตการเข้าถึงรูปภาพทั้งหมด หากเลือกเฉพาะบางรูป CapCut อาจมองไม่เห็นไฟล์ที่ใช้ในโปรเจกต์เก่า
รูปหรือวิดีโออาจยังอยู่แต่ถูกเก็บใน Hidden Album หรืออยู่บน Cloud โดยไม่ได้ดาวน์โหลดไฟล์ต้นฉบับลงเครื่อง
ให้ตรวจสอบดังนี้
การเห็นภาพตัวอย่างในแกลเลอรีไม่ได้หมายความว่าไฟล์ต้นฉบับถูกดาวน์โหลดลงเครื่องครบแล้วเสมอไป
หากโปรเจกต์สร้างจากไฟล์ใน SD Card, USB Drive หรือ External Drive ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์นั้นก่อนเปิดโปรเจกต์
บนคอมพิวเตอร์ให้ตรวจสอบว่า
เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำ ควรคัดลอกไฟล์งานไปยังไดรฟ์ภายในเครื่อง แล้วสร้างสำเนาโปรเจกต์ใหม่ที่เชื่อมกับไฟล์ชุดนั้น
หาก Media Lost เกิดหลังเปลี่ยนเครื่อง ไฟล์ต้นฉบับอาจยังอยู่ในอุปกรณ์เดิม แม้โปรเจกต์จะถูกซิงค์ขึ้น Cloud แล้วก็ตาม
ให้เปิดเครื่องเดิมและทำดังนี้
หลีกเลี่ยงการส่งไฟล์ผ่านแอปแชตที่บีบอัดวิดีโอ ควรใช้การส่งแบบไฟล์หรือวิธีที่รักษาคุณภาพต้นฉบับ
หากไฟล์ถูกลบ ให้ตรวจสอบ
เมื่อกู้ไฟล์กลับมาแล้ว ให้เปิดเล่นเพื่อยืนยันว่าไฟล์สมบูรณ์ จากนั้นจึงนำกลับตำแหน่งเดิมหรือใช้คำสั่ง Replace
ถ้าไฟล์ถูกลบถาวรและไม่มีสำเนา CapCut ไม่สามารถสร้างรายละเอียดของไฟล์ต้นฉบับกลับมาจาก Timeline ได้ครบทั้งหมด
หากไฟล์ยังอยู่แต่ CapCut ไม่ยอมเชื่อม ให้ลองเปิดด้วยแอปเล่นวิดีโอหรือแอปรูปภาพอื่น
หากต้องแปลงไฟล์ ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้และทดลองกับสำเนา เลือกรูปแบบมาตรฐาน เช่น MP4 ที่ใช้ H.264 และตรวจสอบความละเอียดกับ FPS ให้ตรงกับต้นฉบับมากที่สุด
ทำตามลำดับนี้
หากไฟล์อยู่ในเครื่องแต่ CapCut ยังไม่เห็น ให้รีสตาร์ตโทรศัพท์ อัปเดต CapCut และตรวจสอบพื้นที่ว่าง โดยไม่ล้างข้อมูลแอป
ทำตามลำดับนี้
หากไม่มีไฟล์ในถังขยะ Cloud ข้อมูลสำรอง หรือเครื่องเดิม ให้ตรวจสอบว่ามีวิดีโอที่เคย Export ไว้หรือไม่
สามารถนำวิดีโอที่ Export แล้วกลับเข้า CapCut และใช้แทนช่วงที่หายได้ แต่จะไม่สามารถแยกข้อความ Layer เอฟเฟกต์ หรือเสียงเดิมออกมาแก้ไขได้ครบเหมือนโปรเจกต์ต้นฉบับ
หากไม่มีทั้งไฟล์ต้นฉบับและวิดีโอที่ Export อาจต้องถ่ายหรือสร้างส่วนนั้นใหม่ โดยใช้ Timeline เดิมเป็นแนวทาง
ไม่จำเป็น โปรเจกต์และ Timeline อาจยังอยู่ แต่ CapCut หาไฟล์วิดีโอ รูป หรือเสียงต้นฉบับไม่พบ เมื่อนำไฟล์กลับมาหรือ Relink ถูกต้อง โปรเจกต์อาจกลับมาใช้งานได้
หาก CapCut ไม่ได้เก็บสำเนาไว้ โปรเจกต์จะไม่สามารถอ่านวิดีโอนั้นได้ ต้องกู้ไฟล์จากถังขยะ ข้อมูลสำรอง Cloud หรือเครื่องเดิม
เปลี่ยนกลับเป็นชื่อเดิมและนำกลับตำแหน่งเดิม หรือใช้ Locate, Relink หรือ Replace เพื่อเลือกไฟล์ที่เปลี่ยนชื่อแล้ว
อาจย้ายเฉพาะข้อมูลโปรเจกต์ แต่ไม่ได้ย้ายไฟล์วิดีโอ รูป เสียง และฟอนต์ต้นฉบับ ต้องคัดลอกไฟล์ทั้งหมดไปด้วยและ Relink บนเครื่องใหม่
ได้ แต่ควรมีความยาว ความละเอียด FPS และอัตราส่วนตรงกับไฟล์เดิม มิฉะนั้นจังหวะตัด เอฟเฟกต์ และเสียงอาจคลาดเคลื่อน
ช่วยได้เฉพาะกรณี CapCut แสดงรายการผิดพลาดชั่วคราว แต่ไม่สามารถนำไฟล์ต้นฉบับที่ถูกลบกลับมาได้ และอย่ากดล้างข้อมูลแอป
ตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงรูปและวิดีโอ เปิดอัลบั้มที่ซ่อน ดาวน์โหลดไฟล์จาก Cloud ลงเครื่อง แล้วรีสตาร์ต CapCut
เมื่อ CapCut ขึ้น Media Lost ให้เก็บโปรเจกต์เดิมไว้ ทำสำเนา และค้นหาไฟล์วิดีโอ รูป หรือเสียงต้นฉบับก่อน หากไฟล์ถูกย้ายหรือเปลี่ยนชื่อ ให้นำกลับตำแหน่งเดิมหรือใช้ Locate, Relink หรือ Replace
หากไฟล์ถูกลบ ต้องกู้จากถังขยะ Cloud ข้อมูลสำรอง หรืออุปกรณ์เครื่องเดิม CapCut ไม่สามารถสร้างไฟล์ต้นฉบับที่ถูกลบถาวรกลับมาได้ จึงควรเก็บโปรเจกต์และไฟล์ต้นฉบับแยกสำรองอย่างน้อยอีกหนึ่งชุดเสมอ