Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หาก ลงชื่อเข้า Apple ID หรือ Apple Account บน iPhone ไม่ได้ ทั้งที่เคยใช้งานได้ตามปกติ อย่าเพิ่ง Factory Reset เครื่อง เพราะสาเหตุอาจมาจากเรื่องง่าย ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร Password ผิด ไม่ได้รับ Verification Code หรือบริการของ Apple มีปัญหา ไปจนถึงกรณี Apple Account ถูกล็อกหรือปิดใช้งาน
ปัจจุบัน Apple ใช้คำว่า Apple Account แทน Apple ID แต่ยังใช้ Email Address หรือหมายเลขโทรศัพท์และ Password ของบัญชีเดิมสำหรับ Sign in ได้เหมือนเดิม หากเปิด Two-Factor Authentication ผู้ใช้อาจต้องกรอก Verification Code เพิ่มด้วย.
ดังนั้น วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ แยกก่อนว่าติดอยู่ขั้นไหน แล้วแก้เฉพาะจุด
อาการ “เข้า Apple Account ไม่ได้” มีหลายแบบ เช่น:
แต่ละอาการใช้วิธีแก้ไม่เหมือนกัน
Apple เองแยกแนวทางสำหรับกรณี Password, Verification Code, Account Locked และปัญหาการเชื่อมต่อออกจากกัน.
ดังนั้นให้อ่านข้อความ Error แบบเต็มก่อนเริ่มแก้
ถ้าหน้า Sign in:
ให้ตรวจ Internet ก่อน
ลอง:
Apple แนะนำให้ตรวจว่า iPhone หรือ iPad มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ดีเมื่อมีปัญหา Sign in หรือเชื่อมต่อกับ iCloud.
หากเว็บไซต์อื่นก็เข้าไม่ได้ ปัญหาอาจอยู่ที่ Network ไม่ใช่ Apple Account
หาก Internet ปกติ แต่ Apple Account:
อาจต้องตรวจว่าบริการ Apple มีปัญหาชั่วคราวหรือไม่
Apple แนะนำว่าหากอุปกรณ์ Sign in แล้วหมุนต่อเนื่องหรือเชื่อม Server ไม่ได้ ให้ตรวจ Apple System Status เพื่อดูว่าบริการที่เกี่ยวข้องกำลังมี Outage หรือ Maintenance หรือไม่.
ถ้าระบบ Apple มีปัญหา การ:
มักไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกต้อง
ควรรอให้บริการกลับมาปกติแล้วลองอีกครั้ง
Apple Account สามารถ Sign in ด้วย Email Address หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ Account ตามรูปแบบบัญชีของผู้ใช้.
หากมีหลาย Email ให้ตรวจว่ากำลังใช้บัญชีถูกหรือไม่
ลองตรวจจาก:
ปัญหาที่พบได้บ่อยคือผู้ใช้จำ Password ถูก แต่กำลังกรอก Email ของ Apple Account ผิดบัญชี
ถ้าระบบแจ้งว่า Password ไม่ถูกต้อง อย่าสุ่ม Password ต่อไปเรื่อย ๆ
ให้ Reset Password อย่างเป็นทางการ
ถ้ามี iPhone หรือ iPad ที่ยัง Sign in Account อยู่ สามารถเข้าโดยทั่วไปที่:
Settings > [ชื่อของคุณ] > Sign-In & Security > Change Password
และใช้ Device Passcode เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่ Apple กำหนด
Apple ระบุว่า Trusted Device ที่ Sign in Account อยู่แล้วเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการ Reset Apple Account Password.
ถ้ายังมี Trusted Device อยู่:
อย่า Sign Out และอย่า Factory Reset
จนกว่าจะจัดการ Password สำเร็จ
นี่เป็นพฤติกรรมปกติหากเปิด Two-Factor Authentication
Apple ระบุว่าเมื่อ Sign in Apple Account บนอุปกรณ์หรือ Browser ใหม่ ผู้ใช้ที่เปิด Two-Factor Authentication ต้องใช้ทั้ง:
เพื่อยืนยันตัวตน.
ดังนั้น:
Password ถูก
ไม่ได้หมายความว่าจะเข้า Account ได้ทันทีทุกครั้ง
อาจยังต้องผ่านขั้น Verification ก่อน
Verification Code สามารถรับผ่าน:
เมื่อ Sign in บนอุปกรณ์ใหม่ Trusted Device อื่นสามารถแสดง Code เพื่อใช้ยืนยันตัวตนได้.
ถ้ามี iPad หรือ Mac ที่ใช้ Apple Account เดียวกันอยู่ ให้ตรวจอุปกรณ์เหล่านั้นด้วย
อย่ารอ SMS อย่างเดียวหากมี Trusted Device อยู่
บนหน้าจอที่ขอ Verification Code ให้มองหา:
Didn’t Get a Code?
หรือ
Can’t get to your devices?
Apple ระบุว่าสามารถใช้ตัวเลือกดังกล่าวเพื่อขอ Code ผ่าน Trusted Phone Number หรือเลือกวิธีอื่นที่ระบบเสนอ.
ให้ตรวจด้วยว่า:
อย่ากดขอ Code ซ้ำจำนวนมากโดยไม่ตรวจสาเหตุก่อน
หาก Trusted Phone Number เดิมใช้ไม่ได้แล้ว ให้กด:
Didn’t Get a Code?
หรือ
Can’t get to your devices?
และหากไม่มีสิทธิ์เข้าถึง Trusted Device หรือ Trusted Phone Number อย่างถาวร Apple ระบุว่ายังสามารถพยายามกู้สิทธิ์เข้าถึง Account ผ่านกระบวนการ Recovery ได้.
ถ้าหน้าจอมีตัวเลือก:
Can’t use [phone number]
ให้ทำตามขั้นตอนที่ Apple แสดงต่อไป.
สมมติว่า:
อย่า Factory Reset เครื่องเก่า
เพราะมันอาจเป็น Trusted Device ที่ใช้:
ได้
การรีบล้างเครื่องเก่าอาจทำให้จากปัญหาง่าย ๆ กลายเป็นการกู้ Account ที่ยุ่งยากขึ้น
หากขึ้นข้อความลักษณะ:
Verification Failed
อย่าเพิ่งสรุปว่า Password ผิด
ให้ตรวจตามลำดับ:
Apple แนะนำให้ตรวจ Network และสถานะบริการเมื่อมีปัญหาเชื่อมต่อหรือ Sign in iCloud.
ถ้า Account Sign in ผ่านเว็บได้ แต่ iPhone เครื่องเดียวเข้าไม่ได้ ปัญหามีแนวโน้มอยู่ที่ตัวเครื่องหรือการเชื่อมต่อมากขึ้น
หากไม่แน่ใจว่าปัญหาอยู่ที่ iPhone หรือ Account ให้ลอง Sign in Apple Account ผ่านเว็บของ Apple
Apple รองรับการ Sign in บนเว็บด้วย Email Address หรือ Phone Number และ Password และหากเปิด Two-Factor Authentication อาจต้องใช้ Verification Code เพิ่ม.
ให้ตรวจ:
ให้เน้นตรวจ:
วิธีนี้ช่วยแยกสาเหตุได้เร็วมาก
ถ้าข้อความระบุชัดว่า:
อย่าแก้เหมือนปัญหา Network
Apple มีขั้นตอนเฉพาะสำหรับบัญชี Locked, Not Active หรือ Disabled และในบางกรณีอาจมีตัวเลือกให้ Request Access หรือ Reset Password ตามสถานะที่แสดง.
หัวข้อนี้แตกต่างจากการ Login ไม่ผ่านธรรมดา
ดังนั้นอ่านข้อความ Error ให้ครบ
Apple ระบุว่าหากคุณหรือบุคคลอื่นกรอก Password, Security Questions หรือข้อมูลบัญชีผิดหลายครั้ง Apple Account สามารถถูกล็อกโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันความปลอดภัย.
ดังนั้นเมื่อไม่แน่ใจ Password:
อย่าลองเดาต่อ
ให้ Reset Password แทน
โดยเฉพาะอย่าสับสนระหว่าง:
เพราะเป็นคนละรหัสกัน
ใช้ปลดล็อกตัวเครื่อง เช่น:
6-digit passcode
ใช้กับ:
ดังนั้นถ้าหน้า Sign in ขอ Apple Account Password อย่าใส่ Passcode หน้าจอ iPhone แทน
แต่ในบางขั้นตอนที่ทำบน Trusted Device Apple อาจใช้ Device Passcode เพื่อยืนยันว่าคุณเป็นเจ้าของอุปกรณ์ก่อนอนุญาตให้เปลี่ยน Password
ปัญหานี้อาจหมายความว่า Account ไม่ได้เสียทั้งระบบ
ให้ตรวจ:
Apple มีเอกสารแยกสำหรับกรณี can’t connect or sign in to iCloud ซึ่งครอบคลุม Network, Verification Code และ Account Locked.
อย่าลบข้อมูลทั้งเครื่องเพียงเพราะ iCloud ส่วนเดียวมีปัญหา
หาก Apple Account ยังใช้งานกับ iCloud ได้ แต่ App Store แสดงข้อความเกี่ยวกับ:
Media & Purchases
ปัญหาอาจเป็นอีกส่วนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า Apple Account ทั้งบัญชี Sign in ไม่ได้
ให้อ่านข้อความ Error ที่ App Store ก่อน
โดยเฉพาะถ้าขึ้น:
Your Media & Purchases account has been disabled
กรณีนี้ต้องจัดการตามขั้นตอน Media & Purchases โดยเฉพาะ ไม่ใช่ Factory Reset iPhone
หาก iPhone ขอให้อัปเดต Apple Account Settings ซ้ำ ให้ตรวจว่า:
ถ้าเพิ่งเปลี่ยน Password อุปกรณ์หรือบริการบางส่วนอาจต้องยืนยัน Password ใหม่อีกครั้ง
อย่ากรอก Password ซ้ำกับหน้าต่างแปลก ๆ ที่ไม่ได้มาจาก Settings หรือบริการ Apple ที่คุณเปิดเอง
หากชื่อ Apple Account หรือปุ่ม Sign Out เป็นสีเทา ปัญหาอาจเกิดจาก Screen Time Restrictions
Apple ระบุว่าหาก Sign Out ไม่ได้และเห็นข้อความเกี่ยวกับ Restrictions ควรตรวจ Screen Time Passcode และข้อจำกัดของ Account Changes.
ดังนั้น:
Settings เป็นสีเทา ≠ Apple Account Locked เสมอไป
ต้องดูข้อความประกอบ
หากกำลังใช้:
ให้ลองปิดชั่วคราวหรือเปลี่ยนเครือข่ายเพื่อทดสอบ
เป้าหมายคือแยกว่าปัญหา Sign in มาจาก Account หรือ Network
ไม่จำเป็นต้องลบ VPN ถาวร เพียงทดสอบด้วยเครือข่ายปกติก่อน
แนะนำให้เปิดการตั้งเวลาอัตโนมัติ
โดยทั่วไปเข้า:
Settings > General > Date & Time
แล้วเปิด:
Set Automatically
เวลาและ Time Zone ที่ผิดอาจรบกวนการเชื่อมต่อหรือการยืนยันกับบริการออนไลน์บางประเภท
หลังแก้แล้ว Restart และลอง Sign in ใหม่
หาก:
แต่ iPhone ยัง Sign in ไม่ผ่าน ให้ตรวจ Software Update
Apple แนะนำในปัญหาการสร้างหรือใช้งาน Apple Account บางประเภทให้ตรวจว่าอุปกรณ์ใช้ Software เวอร์ชันล่าสุดที่รองรับ.
ก่อน Update ควร:
หาก iPhone ยัง Sign in Apple Account อยู่บางส่วน แต่คุณจำ Password ไม่ได้:
อย่า Sign Out
ก่อนที่จะ Reset Password สำเร็จ
เพราะอุปกรณ์ที่ยัง Sign in อาจเป็น Trusted Device และช่วยให้การเปลี่ยน Password ง่ายกว่าการกู้ Account จากศูนย์.
หลักง่าย ๆ คือ:
ยังเข้าเครื่องได้ = รักษาสถานะนั้นไว้ก่อน
หากไม่มีทั้ง:
Apple ระบุว่ายังสามารถเริ่มกระบวนการ Account Recovery ได้.
โดยใช้ระบบของ Apple สำหรับ Reset Password และทำตามขั้นตอนที่แสดง
Account Recovery อาจไม่ได้เสร็จทันที เพราะระบบต้องตรวจสอบความเป็นเจ้าของเพื่อป้องกันคนอื่นยึดบัญชี
Apple ระบุว่า Account Recovery อาจใช้เวลาหลายวันหรือมากกว่านั้น และ Apple Support ไม่สามารถเร่งระยะเวลานี้ให้เร็วขึ้นได้.
ดังนั้นควรระวังบริการที่บอกว่า:
“จ่ายเงินแล้วเร่ง Apple Recovery ได้”
หรือ
“ปลด Apple Account ให้ภายใน 10 นาที”
หากระบบ Apple กำหนดระยะ Recovery จริง บุคคลภายนอกไม่ควรสามารถข้ามกระบวนการรักษาความปลอดภัยนั้นได้
ไม่ควรเป็นวิธีแรก
หากต้นเหตุคือ:
Factory Reset ไม่ได้แก้ต้นเหตุเหล่านี้
และถ้า Find My เปิดอยู่ หลังล้างเครื่องอาจต้องยืนยัน Apple Account ที่เกี่ยวข้องอีกครั้งผ่าน Activation Lock
ดังนั้นอย่าทำให้ปัญหา “Sign in ไม่ได้” กลายเป็น “ตั้งค่า iPhone ไม่ได้หลัง Reset”
ถ้าพิสูจน์แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ Network สามารถพิจารณา Reset Network Settings เป็นขั้นตอนหลัง ๆ ได้
แต่ก่อนทำควรลองง่าย ๆ ก่อน:
เพราะ Reset Network Settings จะล้างการตั้งค่า Network บางส่วน เช่น Wi-Fi ที่บันทึกไว้
จึงไม่ควรทำเป็นขั้นแรกหากยังไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่เครือข่ายจริงหรือไม่
ต้องตรวจว่าปัญหาเป็น:
อาจเกี่ยวข้องกับ Activation Lock
อาจเกี่ยวกับ:
อย่าสับสนสองกรณีนี้
หากเครื่องถาม Apple Account ของเจ้าของเก่าหลัง Reset ให้ติดต่อผู้ขาย ไม่ควรใช้วิธี Bypass
อุปกรณ์องค์กรอาจมี:
ทำให้การเพิ่มหรือเปลี่ยน Account ถูกจำกัด
หากเป็นเครื่องของ:
ควรติดต่อ Administrator หรือฝ่าย IT ก่อน Factory Reset หรือพยายามลบ Profile
หากกำลังมีปัญหา Sign in อาจได้รับ Email หรือ SMS ลักษณะ:
Your Apple Account has been locked
Verify your account now
iCloud suspended
อย่ารีบกดลิงก์
ควรเปิด Settings หรือเข้าเว็บไซต์ Apple ด้วยตัวเอง
ไม่ควรส่ง:
ให้บุคคลอื่น
โดยเฉพาะ Verification Code ที่ได้รับระหว่าง Sign in ควรใช้เฉพาะกับการ Login ที่คุณเป็นผู้เริ่มเอง
ถ้ามี Trusted Device แจ้งว่ามีความพยายาม Sign in จากสถานที่หรืออุปกรณ์ที่คุณไม่รู้จัก:
อย่าอนุมัติ
จากนั้นควร:
Two-Factor Authentication มีไว้เพื่อหยุดสถานการณ์ที่บุคคลอื่นรู้ Password แต่ยังไม่มี Verification Code.
ถ้า Apple Account บน iPhone Sign in ไม่ได้ ให้ทำตามนี้:
ตรวจ Wi-Fi หรือ Mobile Data
ตรวจ Apple System Status
ตรวจ Email หรือ Phone Number ของ Account
ตรวจ Password
หากลืม Password ให้ Reset ผ่าน Trusted Device
หากติด Verification ให้กด Didn’t Get a Code?
ตรวจ Trusted Device และ Trusted Phone Number
ลอง Sign in ผ่านเว็บเพื่อแยก Account กับ iPhone
ถ้าขึ้น Locked / Disabled / Not Active ให้แก้ Account Status
หากไม่มี Trusted Device หรือเบอร์แล้ว ให้ใช้ Account Recovery
อย่า Factory Reset ก่อนรู้สาเหตุ
ลำดับนี้ช่วยลดการแก้ผิดจุดและลดความเสี่ยงทำให้การกู้ Account ยากกว่าเดิม
อาจต้องผ่าน Two-Factor Authentication ด้วย Verification Code หรืออาจมีปัญหาด้าน Network, Server หรือสถานะ Account.
Apple ใช้ชื่อ Apple Account แทน Apple ID แต่ยังใช้ข้อมูลบัญชีเดิมสำหรับ Sign in
เลือก Didn’t Get a Code? หรือ Can’t get to your devices? แล้วใช้ Trusted Phone Number หรือวิธีที่ระบบเสนอ.
หากไม่สามารถเข้าถึง Trusted Phone Number และ Trusted Devices ได้อีก สามารถเริ่มกระบวนการ Account Recovery ตามขั้นตอนของ Apple.
ตรวจ Internet และ Apple System Status ก่อน เพราะ Apple แนะนำให้ตรวจสถานะระบบหากอุปกรณ์ Sign in แล้วหมุนต่อเนื่องหรือเชื่อม Server ไม่ได้.
ให้ทำตามขั้นตอนสำหรับ Account Locked, Not Active หรือ Disabled ซึ่งอาจรวมถึง Reset Password หรือ Request Access ตามข้อความที่ระบบแสดง.
ไม่ควรทำเป็นวิธีแรก เพราะไม่ได้แก้ Password, Verification Code หรือสถานะ Account และอาจทำให้ต้องยืนยัน Activation Lock เพิ่มหลัง Reset
หาก Sign in Apple Account บน iPhone ไม่ได้ ให้แก้ตามลำดับนี้:
Apple ระบุว่าเมื่อ Sign in ด้วย Account ที่ใช้ Two-Factor Authentication ผู้ใช้ต้องมี Verification Code เพิ่ม และถ้าการ Sign in หมุนค้างหรือเชื่อม Server ไม่ได้ควรตรวจ System Status และการเชื่อมต่อก่อน.
สำหรับผู้อ่าน comsiam หากยังมี iPhone, iPad หรือ Mac สักเครื่องที่ Sign in Apple Account อยู่ อย่า Sign Out และอย่า Factory Reset เครื่องนั้น จนกว่าจะเข้า Account บนอุปกรณ์ใหม่ได้สำเร็จ เพราะ Trusted Device อาจเป็นช่องทางสำคัญสำหรับ Reset Password และรับ Verification Code.
comsiam แนะนำให้หลังกลับเข้าสู่ Apple Account ได้แล้ว ตรวจ Trusted Phone Number, Trusted Devices และ Two-Factor Authentication ให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน โดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนเบอร์หรือขาย iPhone เครื่องเก่า เพื่อป้องกันไม่ให้ครั้งต่อไปติดอยู่หน้า Verification โดยไม่มีอุปกรณ์หรือหมายเลขสำหรับยืนยันตัวตน