Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

vivo Y18 LINE ไม่แจ้งเตือนเมื่อปิดหน้าจอ ข้อความ LINE ไม่เด้ง ไม่ขึ้นเสียง แจ้งเตือนช้า หรือมีข้อความเข้าก็ต่อเมื่อเปิดแอป LINE เป็นปัญหาที่อาจเกิดจากการตั้งค่าการแจ้งเตือน การจำกัดแอปเบื้องหลัง โหมดประหยัดแบตเตอรี่ หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ต่อเนื่อง
ผู้ใช้บางรายพบว่าเมื่อกำลังใช้งานโทรศัพท์ LINE แจ้งเตือนตามปกติ แต่เมื่อปิดหน้าจอหรือวางเครื่องไว้สักพัก กลับไม่ได้รับข้อความหรือสายเรียกเข้าผ่าน LINE จนกว่าจะปลดล็อกและเปิดแอปอีกครั้ง
ปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากโทรศัพท์เสีย เพราะ Android 14 และ Funtouch OS 14 มีระบบจัดการพลังงานและการทำงานเบื้องหลังของแอป ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับการแจ้งเตือนในบางสถานการณ์
บทความนี้จาก ComSiam จะสอนแก้ vivo Y18 LINE ไม่แจ้งเตือนอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเปิด Notifications การตั้งค่า Lock Screen การอนุญาตให้ LINE ทำงานเบื้องหลัง การตรวจสอบ Autostart, Battery Saver, Do Not Disturb, Wi-Fi และ Mobile Data โดยไม่ต้อง Clear Data ถอนการติดตั้ง LINE หรือ Factory Reset
หากข้อความ LINE มาช้าเมื่อดับหน้าจอ ควรตรวจสอบว่าปัญหาเกิดจากการแจ้งเตือนถูกปิด หรือแอปไม่สามารถรับข้อมูลเบื้องหลังได้
อาการที่เกิดขึ้นกับทุกห้องแชตและอาการที่เกิดเฉพาะบางห้องอาจมีสาเหตุแตกต่างกัน จึงควรแยกตรวจสอบก่อนแก้ไข
vivo Y18 รุ่นประเทศไทยเปิดตัวพร้อม Android 14 และ Funtouch OS 14 โดยมีระบบจัดการพลังงานและแอปเบื้องหลังตามที่ซอฟต์แวร์รองรับ
| รายการ | vivo Y18 |
|---|---|
| ระบบปฏิบัติการเมื่อเปิดตัว | Android 14 |
| ระบบ vivo | Funtouch OS 14 |
| ชิปประมวลผล | MediaTek Helio G85 |
| RAM รุ่นไทย | 4GB / 8GB |
| พื้นที่เก็บข้อมูลรุ่นไทย | 128GB |
| แบตเตอรี่ | 5,000 mAh |
| เครือข่ายมือถือ | รองรับ 4G |
| Wi-Fi | 2.4GHz และ 5GHz |
| Bluetooth | 5.0 |
ชื่อเมนูอาจเปลี่ยนแปลงตามเวอร์ชันซอฟต์แวร์หรือการอัปเดตที่เครื่องได้รับ
หากไม่พบเมนูตามคำอธิบาย สามารถใช้ช่องค้นหาใน Settings เพื่อค้นหาชื่อฟังก์ชัน เช่น Notifications, Battery, Background หรือ Autostart
หากเพิ่งพบปัญหา สามารถเริ่มจากวิธีพื้นฐานที่ไม่กระทบข้อมูลก่อน
① เปิด LINE และตรวจสอบว่าได้รับข้อความเมื่อเปิดแอปหรือไม่
② เปิดการแจ้งเตือนภายใน LINE
③ ตรวจสอบสิทธิ์ Notifications ใน Settings
④ ตรวจสอบว่าห้องแชตไม่ได้ถูกปิดเสียง
⑤ ปิด Do Not Disturb ชั่วคราวเพื่อทดสอบ
⑥ ตรวจสอบ Battery Saver และการจำกัดแอปเบื้องหลัง
⑦ ตรวจสอบการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ 4G
⑧ อัปเดต LINE ผ่าน Google Play Store
⑨ รีสตาร์ตโทรศัพท์ตามปกติ
⑩ ให้โทรศัพท์อีกเครื่องส่งข้อความทดสอบขณะหน้าจอ vivo Y18 ดับอยู่
หาก LINE กลับมาแจ้งเตือนแล้ว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตั้งค่าอื่นเพิ่มเติมทั้งหมด
หนึ่งในสาเหตุหลักของ LINE ไม่เด้งคือระบบ Android ไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงการแจ้งเตือนจากแอป
กดค้างที่ไอคอน LINE แล้วเลือก App Info หรือ ข้อมูลแอป จากนั้นเปิด Notifications
หากมีตัวเลือก Alerting และ Silent ควรเลือกประเภทการแจ้งเตือนให้ตรงกับความต้องการ
บางหมวดอาจถูกตั้งเป็น Silent จึงมีข้อความแจ้งเตือนแต่ไม่มีเสียงหรือการสั่น
แม้เปิด Notifications ใน Settings แล้ว แต่หากปิดการแจ้งเตือนใน LINE ก็อาจยังไม่ได้รับข้อความตามต้องการ
① เปิด LINE
② เลือกแท็บ Home หรือหน้าหลัก
③ แตะ Settings ของ LINE
④ เลือก Notifications หรือ การแจ้งเตือน
⑤ เปิดการแจ้งเตือนหลัก
⑥ ตรวจสอบเสียง การสั่น และการแจ้งเตือนข้อความตามตัวเลือกที่มี
⑦ ทดลองส่งข้อความจากบัญชีอื่น
หาก LINE ไม่แจ้งเตือนเฉพาะห้องแชตหนึ่ง แต่ห้องอื่นยังเด้งตามปกติ ให้ตรวจสอบการปิดเสียงของห้องนั้นก่อน
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนการตั้งค่าแบตเตอรี่ทั้งเครื่องเมื่อปัญหาเกิดกับห้องแชตเดียว
บางกรณี LINE แจ้งเตือนอยู่แล้ว แต่ไม่แสดงบนหน้าจอ Lock Screen จึงทำให้เข้าใจว่าไม่ได้รับข้อความ
หากตั้งให้ซ่อนเนื้อหาการแจ้งเตือน ระบบอาจแสดงเพียงว่ามีข้อความเข้าจาก LINE โดยไม่แสดงข้อความจริง
นี่อาจเป็นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ไม่ใช่ความผิดปกติของแอป
ควรเลือกตามความเหมาะสม โดยเฉพาะหากโทรศัพท์มีข้อมูลสนทนาส่วนตัวหรือข้อความสำคัญ
โหมดประหยัดพลังงานอาจจำกัดกิจกรรมเบื้องหลังบางประเภทเพื่อช่วยลดการใช้แบตเตอรี่
หาก LINE แจ้งเตือนช้าเฉพาะตอนปิดหน้าจอ การตั้งค่าพลังงานเป็นส่วนที่ควรตรวจสอบ
① เปิด Settings
② เลือก Battery
③ ตรวจสอบ Low Power Mode หรือ Battery Saver
④ หากเปิดอยู่ ให้ทดลองปิดชั่วคราว
⑤ ล็อกหน้าจอแล้วรอสักครู่
⑥ ใช้โทรศัพท์อีกเครื่องส่ง LINE มาทดสอบ
⑦ ตรวจสอบว่าแจ้งเตือนเร็วขึ้นหรือไม่
ไม่จำเป็น
หากพบว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับโหมดประหยัดพลังงาน สามารถเลือกใช้โหมดดังกล่าวเฉพาะช่วงที่ต้องการประหยัดแบต และตั้งค่าแอปสำคัญตามตัวเลือกที่ระบบรองรับ
Funtouch OS มีระบบจัดการการใช้พลังงานของแอปเบื้องหลัง ซึ่งอาจมีเมนูเกี่ยวกับ Background Power Consumption หรือ Battery Usage Management
สามารถกดค้างที่ไอคอน LINE แล้วเข้า App Info จากนั้นค้นหา Battery หรือการใช้พลังงานของแอป
หากระบบมีตัวเลือก Unrestricted, Optimized หรือ Restricted ให้ตรวจสอบคำอธิบายและทดลองเลือกค่าที่เหมาะกับการรับแจ้งเตือน
ไม่ใช่ทุกเครื่องจะมีตัวเลือกเหมือนกันทั้งหมด จึงควรอ้างอิงเมนูที่ปรากฏจริง
Autostart หรือ Auto-start เป็นฟังก์ชันที่อาจใช้ควบคุมว่าแอปสามารถเริ่มทำงานอัตโนมัติภายใต้เงื่อนไขที่ระบบกำหนดได้หรือไม่
ในบางเวอร์ชันของ Funtouch OS เมนูนี้อาจอยู่ภายใต้การจัดการแอปหรือสิทธิ์พิเศษ
① เปิด Settings
② ใช้ช่องค้นหาพิมพ์ Autostart หรือ Auto-start
③ หากพบเมนู ให้เปิดดูรายการแอป
④ ตรวจสอบว่า LINE ได้รับอนุญาตตามความจำเป็นหรือไม่
⑤ เปิดสิทธิ์สำหรับ LINE หากมีและเหมาะกับการใช้งาน
⑥ รีสตาร์ตโทรศัพท์หากจำเป็น
⑦ ส่งข้อความทดสอบเมื่อปิดหน้าจอ
ไม่สามารถรับประกันได้ เพราะการแจ้งเตือนยังขึ้นอยู่กับสิทธิ์ Notifications การตั้งค่าแบตเตอรี่ อินเทอร์เน็ต และบริการแจ้งเตือนของ Android
หากเครื่องไม่มีเมนู Autostart ไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอปเพิ่มเติมเพื่อสร้างเมนูดังกล่าว
แอป LINE ต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อรับข้อความและข้อมูลแจ้งเตือน
หากระบบจำกัดข้อมูลเบื้องหลัง แอปอาจไม่สามารถรับข้อมูลตามปกติขณะไม่ได้เปิดอยู่บนหน้าจอ
หากมี Wi-Fi ที่ใช้งานได้และเชื่อมต่ออยู่ LINE สามารถรับข้อมูลผ่าน Wi-Fi ได้
แต่หาก Wi-Fi หลุดหรือไม่มีอินเทอร์เน็ต การมี Mobile Data ที่ใช้งานได้อาจช่วยให้โทรศัพท์กลับมาเชื่อมต่อเครือข่ายได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าเครือข่ายและแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้
Data Saver เป็นโหมดลดการใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจจำกัดการใช้ข้อมูลเบื้องหลังของแอป
① เปิด Settings
② ค้นหา Data Saver หรือ การประหยัดข้อมูล
③ ตรวจสอบว่ากำลังเปิดอยู่หรือไม่
④ ทดลองปิดชั่วคราว
⑤ หากมีตัวเลือกอนุญาตแอปไม่จำกัดข้อมูล ให้ตรวจสอบ LINE
⑥ ล็อกหน้าจอและส่งข้อความทดสอบ
หาก LINE แจ้งเตือนได้ดีขึ้นหลังปรับ Data Saver แสดงว่าการจำกัดข้อมูลอาจเกี่ยวข้องกับอาการ
ควรเลือกการตั้งค่าที่สมดุลระหว่างการใช้งานข้อมูลและความจำเป็นในการรับข้อความ
Do Not Disturb หรือโหมดห้ามรบกวนอาจทำให้การแจ้งเตือนไม่มีเสียง ไม่สั่น หรือถูกจำกัดการแสดงตามการตั้งค่า
หากมีข้อความในแถบแจ้งเตือนแต่ไม่มีเสียง ควรตรวจสอบระดับเสียงแจ้งเตือนและหมวด Notifications ของ LINE ร่วมด้วย
ไม่จำเป็นต้องแก้การทำงานเบื้องหลัง หากข้อความเข้าตรงเวลาแต่ถูกตั้งเป็น Silent เท่านั้น
หาก LINE รับข้อความได้เมื่อใช้ 4G แต่แจ้งเตือนช้าหรือไม่เข้าขณะต่อ Wi-Fi ปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหรือเราเตอร์
① เชื่อมต่อ Wi-Fi ตามปกติ
② เปิดเว็บไซต์หรือแอปออนไลน์เพื่อทดสอบอินเทอร์เน็ต
③ ปิดหน้าจอแล้วส่ง LINE จากเครื่องอื่น
④ บันทึกว่าแจ้งเตือนเข้าหรือไม่
⑤ ทดลองเปลี่ยนเป็น Mobile Data
⑥ ส่งข้อความแบบเดียวกันอีกครั้ง
⑦ เปรียบเทียบผล
ควรตรวจสอบว่า Wi-Fi มีอินเทอร์เน็ตจริงหรือไม่ และโทรศัพท์ไม่ได้ใช้ VPN หรือ Private DNS ที่ทำให้เครือข่ายผิดปกติ
ทดลองรีสตาร์ตเราเตอร์เมื่อเหมาะสม แต่ไม่ควรกดปุ่ม Reset ของเราเตอร์โดยไม่เข้าใจ เพราะอาจคืนค่าการตั้งค่าเครือข่ายทั้งหมด
หาก LINE แจ้งเตือนปกติบน Wi-Fi แต่มีปัญหาเมื่อใช้เครือข่ายมือถือ ควรตรวจสอบ Mobile Data และความแรงของสัญญาณ
หากเว็บและแอปอื่นก็ใช้งานอินเทอร์เน็ตช้า อาจเป็นปัญหาเครือข่ายมือถือมากกว่าการตั้งค่า LINE
หากเพื่อนคนหนึ่งส่งข้อความแล้วไม่เด้ง แต่ห้องอื่นแจ้งเตือนตามปกติ ควรตรวจสอบการปิดเสียงของห้องแชต
① เปิด LINE
② เข้าไปยังห้องแชตที่มีปัญหา
③ เปิดเมนูของห้องแชต
④ ตรวจสอบว่าปิดการแจ้งเตือนห้องนั้นอยู่หรือไม่
⑤ เปิดการแจ้งเตือนหากต้องการ
⑥ ให้คู่สนทนาส่งข้อความใหม่
กลุ่ม LINE สามารถมีการตั้งค่าปิดเสียงแยกจากแชตส่วนตัวได้
หากปัญหาเกิดเฉพาะกลุ่มเดียว ควรตรวจสอบการตั้งค่ากลุ่มก่อนเปลี่ยนค่าพลังงานของโทรศัพท์
การแจ้งเตือนข้อความและสายเรียกเข้าอาจใช้หมวดแจ้งเตือนแตกต่างกัน
ดังนั้นแม้ข้อความ LINE เด้งตามปกติ แต่สายโทร LINE อาจไม่มีเสียงหรือไม่ปรากฏหน้าต่างเรียกเข้าได้
หากมีตัวเลือกแสดงการแจ้งเตือนเต็มหน้าจอหรือการแจ้งเตือนแบบลอย ให้ตรวจสอบตามฟังก์ชันที่เครื่องรองรับ
การตั้งค่ารูปแบบการแสดงสายเรียกเข้าอาจแตกต่างกันตามเวอร์ชันแอปและระบบ
หากปัญหาเริ่มหลังอัปเดต Funtouch OS หรือแอป LINE ควรตรวจสอบค่าการแจ้งเตือนอีกครั้ง
① รีสตาร์ตโทรศัพท์
② ตรวจสอบ Notifications ของ LINE
③ ตรวจสอบ Battery Saver
④ ตรวจสอบการทำงานเบื้องหลัง
⑤ ตรวจสอบ Mobile Data และ Wi-Fi
⑥ อัปเดต LINE จาก Google Play Store
⑦ ทดสอบการแจ้งเตือนขณะล็อกหน้าจอ
หากปัญหายังเกิดขึ้น ควรตรวจสอบว่าบริการ LINE กำลังมีปัญหาหรือไม่ และติดต่อฝ่ายช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
ไม่ควรย้อนระบบหรือแฟลชเฟิร์มแวร์จากแหล่งที่ไม่รู้จักเพื่อแก้การแจ้งเตือนช้า
ผู้ใช้บางคนปัดปิด LINE ทุกครั้งหลังอ่านข้อความ เพราะคิดว่าจะช่วยให้เครื่องเร็วและประหยัดแบตเตอรี่
แต่การบังคับปิดแอปอาจกระทบการทำงานเบื้องหลังและการแจ้งเตือนได้
LINE เองแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบังคับปิดแอปเป็นประจำ หากมีปัญหาไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือแจ้งเตือนช้า
หาก LINE ค้างจริง สามารถปิดแล้วเปิดใหม่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ไม่ควรใช้การบังคับปิดเป็นกิจวัตรเพื่อหวังให้แจ้งเตือนดีขึ้น
ไม่จำเป็นต้องเปิดสิทธิ์ทั้งหมด เพราะแต่ละสิทธิ์มีหน้าที่แตกต่างกัน
| สิทธิ์ | หน้าที่ |
|---|---|
| Notifications | แสดงการแจ้งเตือน |
| Microphone | ใช้ไมโครโฟนในการโทรและบันทึกเสียง |
| Camera | ใช้กล้องในการถ่ายภาพหรือวิดีโอ |
| Photos and Videos | เข้าถึงสื่อที่ผู้ใช้อนุญาต |
| Contacts | เข้าถึงรายชื่อตามฟังก์ชันที่ต้องการ |
| Background Data | อนุญาตการใช้ข้อมูลเบื้องหลังตามการตั้งค่า |
| Battery Usage | ควบคุมการทำงานและการใช้พลังงาน |
หากปัญหาคือข้อความไม่แจ้งเตือน ควรเน้นตรวจสอบ Notifications, Background Data และการจัดการพลังงานก่อน
ไม่จำเป็นต้องอนุญาตกล้องหรือไมโครโฟนหากไม่ได้ใช้งานฟังก์ชันที่ต้องการสิทธิ์นั้น
หากตรวจสอบการแจ้งเตือนและเครือข่ายแล้ว LINE ยังผิดปกติ อาจพิจารณาล้างแคชตามคำแนะนำของแอป โดยต้องระวังคำสั่งที่ลบข้อมูล
| คำสั่ง | ผลกระทบ |
|---|---|
| Clear Cache | ลบข้อมูลชั่วคราวที่กำหนดไว้ |
| Clear Data / Clear Storage | ลบข้อมูลแอปภายในเครื่อง |
| Uninstall | ถอนการติดตั้งแอป |
| Factory Reset | ลบข้อมูลผู้ใช้ในโทรศัพท์ |
ไม่ควรใช้ Clear Data หรือถอนการติดตั้ง LINE เป็นขั้นตอนแรก เพราะประวัติการสนทนาที่ไม่ได้สำรองอาจสูญหาย
หากต้องการจัดการแคชภายใน LINE ควรอ่านคำอธิบายของรายการที่จะลบให้ครบ และสำรองไฟล์สำคัญก่อน
ไม่ควรลบข้อมูลหรือโฟลเดอร์ของ LINE ผ่านแอปจัดการไฟล์โดยไม่ทราบหน้าที่ของไฟล์นั้น
หลังปรับการตั้งค่าแล้ว ควรทดสอบอย่างเป็นระบบเพื่อดูว่าแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
① ตรวจสอบว่า LINE ได้รับอนุญาต Notifications
② ตรวจสอบว่าไม่ได้เปิด Do Not Disturb
③ เชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Mobile Data ที่ใช้งานได้
④ เปิด LINE แล้วกลับหน้าจอหลักตามปกติ
⑤ ล็อกหน้าจอ vivo Y18
⑥ ใช้โทรศัพท์อีกเครื่องส่งข้อความ LINE
⑦ ตรวจสอบว่ามีเสียง การสั่น หรือสัญลักษณ์แจ้งเตือนหรือไม่
⑧ ปล่อยเครื่องไว้อีกระยะหนึ่งแล้วทดลองซ้ำ
⑨ ทดลองแยกระหว่าง Wi-Fi และ 4G
⑩ บันทึกผลเพื่อเปรียบเทียบ
หากแจ้งเตือนได้เฉพาะตอนเปิดหน้าจอ ควรตรวจสอบการจัดการพลังงานเบื้องหลังเพิ่มเติม
หากแจ้งเตือนเข้าตรงเวลาแต่ไม่มีเสียง ควรตรวจสอบระดับเสียงและหมวดการแจ้งเตือน
หากมีปัญหาเฉพาะ Wi-Fi หรือ 4G ให้ตรวจสอบเครือข่ายนั้นเป็นหลัก
| อาการ | สิ่งที่ควรตรวจสอบ |
|---|---|
| LINE ไม่แจ้งเตือนทุกข้อความ | Notifications ของ LINE และ Android |
| ไม่เด้งเฉพาะปิดหน้าจอ | Background Battery และ Background Data |
| ข้อความเข้าเมื่อเปิดแอป | การทำงานเบื้องหลังและเครือข่าย |
| แจ้งเตือนแต่ไม่มีเสียง | Notification Sound และ Silent |
| ไม่ขึ้นหน้าจอล็อก | Lock Screen Notifications |
| ไม่เด้งเฉพาะบางห้อง | การปิดเสียงห้องแชต |
| โทร LINE แล้วไม่ดัง | หมวดสายเรียกเข้าและ Do Not Disturb |
| เปิด Battery Saver แล้วไม่เด้ง | การจำกัดพลังงาน |
| เปิด Data Saver แล้วแจ้งเตือนช้า | Background Data และการอนุญาตข้อมูล |
| ใช้ Wi-Fi แล้วไม่เด้ง | อินเทอร์เน็ต เราเตอร์ DNS และ VPN |
| ใช้ 4G แล้วไม่เด้ง | สัญญาณ ซิม และข้อมูลมือถือ |
| แจ้งเตือนช้าหลังอัปเดต | สิทธิ์แอปและการตั้งค่าพลังงาน |
| ปัดปิด LINE แล้วไม่เด้ง | หลีกเลี่ยง Force Stop เป็นประจำ |
ตารางนี้ใช้เป็นแนวทางตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าแต่ละอาการเกิดจากสาเหตุเดียวกันทุกเครื่อง
ตรวจสอบ Notifications ของ LINE และ Android จากนั้นตรวจสอบ Battery Saver, Background Power Consumption และ Background Data แล้วทดลองส่งข้อความขณะล็อกหน้าจอ
อาจเกิดจากแอปไม่ได้รับอนุญาตทำงานเบื้องหลัง การประหยัดพลังงาน หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผิดปกติ
หากเครื่องมีเมนู Autostart และระบบจำกัดการเริ่มทำงานของ LINE สามารถตรวจสอบและอนุญาตตามความเหมาะสมได้ แต่การเปิด Autostart เพียงอย่างเดียวไม่รับประกันว่าทุกข้อความจะเข้าทันที
ทดลองปิด Battery Saver ชั่วคราว จากนั้นตรวจสอบการทำงานเบื้องหลังของ LINE และทดสอบข้อความขณะดับหน้าจอ
ตรวจสอบ Lock Screen Notifications และสิทธิ์ของ LINE รวมถึงตัวเลือกซ่อนเนื้อหาการแจ้งเตือนเพื่อความเป็นส่วนตัว
อาจเกิดจากระดับเสียงแจ้งเตือน หมวดแจ้งเตือนที่ตั้งเป็น Silent หรือ Do Not Disturb
ตรวจสอบสิทธิ์ Notifications หมวด Incoming Calls หากมี การตั้งค่า Do Not Disturb และการทำงานเบื้องหลังของ LINE
เปิดห้องแชตกลุ่มแล้วตรวจสอบว่าปิดเสียงแจ้งเตือนไว้หรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องรีเซ็ตโทรศัพท์
อาจเกี่ยวข้องกับ Wi-Fi ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตจริง เราเตอร์ DNS หรือ VPN ควรทดสอบการเชื่อมต่อแยกแต่ละเครือข่าย
ตรวจสอบ Mobile Data สัญญาณ 4G, Background Data และ Data Saver จากนั้นทดลองในพื้นที่ที่สัญญาณเสถียร
การบังคับปิดแอปอาจทำให้ไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือได้รับช้า LINE จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบังคับปิดเป็นประจำ
ไม่จำเป็น ควรตรวจสอบการตั้งค่าและอินเทอร์เน็ตก่อน เพราะการถอนแอปโดยไม่มีข้อมูลสำรองอาจทำให้ประวัติสนทนาสูญหาย
ไม่ควร Factory Reset เป็นขั้นตอนแรก เนื่องจากส่วนใหญ่ควรเริ่มตรวจสอบ Notifications, Battery, Background Data และเครือข่ายก่อน โดยไม่ลบข้อมูลสำคัญ
หาก vivo Y18 LINE ไม่แจ้งเตือนเมื่อปิดหน้าจอ ข้อความมาช้า หรือแจ้งเตือนเฉพาะเมื่อเปิดแอป ควรเริ่มจากตรวจสอบการอนุญาต Notifications ทั้งใน LINE และ Android 14
จากนั้นตรวจสอบ Lock Screen Notifications, Do Not Disturb, Battery Saver และ Background Power Consumption เพื่อให้ LINE สามารถรับข้อมูลและแจ้งเตือนได้ตามการตั้งค่าที่รองรับ
หากยังไม่สำเร็จ ให้ตรวจสอบ Background Data, Data Saver, Autostart หากมี และเปรียบเทียบการใช้งานผ่าน Wi-Fi กับ 4G เพื่อแยกปัญหาเครือข่าย
สำหรับกรณีที่มีปัญหาเฉพาะห้องแชต ควรตรวจสอบการปิดเสียงห้องนั้นก่อน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนค่าทั้งระบบ
สิ่งสำคัญคือไม่ควรกด Clear Data ถอนการติดตั้ง LINE หรือ Factory Reset โดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้ประวัติสนทนา รูปภาพ และข้อมูลส่วนตัวสูญหาย
ComSiam แนะนำให้แก้ไขทีละขั้นและทดสอบหลังปรับค่าแต่ละครั้ง โดยเริ่มจากวิธีที่ไม่ลบข้อมูลก่อนเสมอ เพื่อให้ vivo Y18 กลับมาได้รับการแจ้งเตือน LINE อย่างเหมาะสมทั้งขณะเปิดหน้าจอและปิดหน้าจอ