Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Samsung หน้าจอเบิร์น มีภาพค้าง เห็นเงาไอคอน แถบสถานะ หรือภาพจากแอปเดิมติดอยู่บนหน้าจอ แม้เปลี่ยนไปใช้แอปอื่นแล้ว เป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Samsung Galaxy อาจพบหลังใช้งานโทรศัพท์เป็นเวลานาน โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้จอ AMOLED หรือ Super AMOLED
ตัวอย่างอาการที่พบได้ เช่น เปิดพื้นหลังสีขาวแล้วเห็นเงาคีย์บอร์ด เปิดรูปภาพแล้วมีรอยแถบนำทางติดอยู่ หรือเห็นเงาโลโก้ TikTok, YouTube และส่วนติดต่อของเกมบริเวณเดิมตลอดเวลา
ปัญหานี้อาจเป็นได้ทั้ง ภาพค้างชั่วคราว (Image Retention) และ จอเบิร์นถาวร (OLED Burn-in) ซึ่งมีสาเหตุและโอกาสแก้ไขแตกต่างกัน
หากเป็นภาพค้างชั่วคราว รอยอาจค่อย ๆ จางลงเมื่อหยุดแสดงภาพเดิม แต่หากเป็น Burn-in ที่เกิดจากพิกเซล OLED เสื่อมสภาพไม่เท่ากัน การเปลี่ยนภาพ พักหน้าจอ หรือใช้แอปซ่อมจออาจไม่สามารถทำให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมได้
บทความนี้ ComSiam จะอธิบายวิธีตรวจ Samsung หน้าจอเบิร์นอย่างละเอียด ตั้งแต่การแยก Image Retention กับ Burn-in การทดสอบด้วยพื้นหลังสีเทาและสีพื้น การลดความเสี่ยงจากภาพนิ่ง ไปจนถึงวิธีพิจารณาว่าอาการแบบใดควรเปลี่ยนหน้าจอ
Screen Burn-in คืออาการที่มีร่องรอยของภาพเดิมปรากฏค้างบนจอ แม้เนื้อหาบนหน้าจอเปลี่ยนไปแล้ว
สำหรับหน้าจอ OLED หรือ AMOLED สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการเสื่อมสภาพของพิกเซลย่อยแต่ละสีไม่เท่ากัน หลังแสดงองค์ประกอบเดิมซ้ำ ๆ หรือเป็นเวลานาน
ตัวอย่างเช่น หากพื้นที่ด้านบนแสดงแถบสถานะสีขาวบนพื้นหลังเข้มเป็นประจำ พื้นที่ดังกล่าวอาจมีรูปแบบการสึกหรอที่แตกต่างจากส่วนอื่นของจอเมื่อใช้งานไปนาน ๆ
อาการที่อาจพบ ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่รอยภาพค้างทั้งหมดจะเป็น Burn-in ถาวร จึงควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซ่อม
สองคำนี้มักถูกใช้แทนกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญ
เป็นการคงอยู่ของร่องรอยภาพบนหน้าจอในช่วงเวลาหนึ่ง โดยอาการอาจค่อย ๆ ลดลงหรือหายไปหลังเปลี่ยนการแสดงผลและพักหน้าจอ
เป็นการเปลี่ยนแปลงของแผง OLED จากการเสื่อมสภาพไม่เท่ากันของพิกเซล ทำให้รอยภาพเดิมปรากฏอยู่ต่อเนื่อง
| จุดเปรียบเทียบ | Image Retention | OLED Burn-in |
|---|---|---|
| ลักษณะ | เงาภาพค้างชั่วคราว | รอยภาพติดอยู่ต่อเนื่อง |
| โอกาสจางลง | อาจจางหรือหาย | มักไม่กลับมาสมบูรณ์ |
| เกี่ยวข้องกับแผงจอ | ได้ | ได้ |
| เปลี่ยนภาพแล้วหายทันที | ไม่จำเป็น | โดยทั่วไปไม่หาย |
| จำเป็นต้องเปลี่ยนจอ | ไม่เสมอ | อาจจำเป็นหากรบกวนการใช้งาน |
ข้อสำคัญ: การดูจากภาพเพียงครั้งเดียวอาจแยกสองอาการนี้ไม่ได้แน่นอน ควรประเมินการเปลี่ยนแปลงของรอยตามเวลาและตรวจสอบสภาพจอร่วมด้วย
ปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสเกิด OLED Burn-in ได้แก่
Burn-in ไม่ได้เกิดเพียงเพราะเปิดภาพนิ่งครั้งเดียวในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับการใช้งานสะสมและเงื่อนไขของแผงจอ
โทรศัพท์แต่ละรุ่นอาจมีความทนทานแตกต่างกัน จึงไม่สามารถกำหนดเป็นจำนวนชั่วโมงตายตัวว่าจะเริ่มเบิร์นเมื่อใด
วิธีที่ปลอดภัยคือสังเกตรอยภาพบนพื้นหลังสีเรียบ โดยไม่ต้องใช้แอปที่เพิ่มความสว่างหรือกระพริบหน้าจออย่างรุนแรง
ควรตรวจในสภาพแสงปกติ ไม่จำเป็นต้องเปิดความสว่างสูงสุด เพราะการใช้แสงสูงต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นอาจเพิ่มภาระให้จอ
การใช้พื้นหลังสีเรียบช่วยทำให้รอยภาพค้างสังเกตได้ง่ายขึ้น
สีเทากลาง
ใช้ดูความสม่ำเสมอของแผงจอและรอยที่มีความแตกต่างด้านความสว่าง
สีขาว
ใช้ตรวจเงาภาพ สีซีด และคราบสีผิดปกติ
สีแดง
ช่วยสังเกตความผิดปกติที่เห็นเด่นในช่องสีแดง
สีเขียว
ช่วยสังเกตความผิดปกติในช่องสีเขียว
สีน้ำเงิน
ช่วยสังเกตความผิดปกติในช่องสีน้ำเงิน
เริ่มจากสีเทากลาง แล้วเปลี่ยนไปสีขาวและสีพื้นอื่นตามความจำเป็น
หากมีรอยจาง ๆ บนพื้นหลังสีเทา แต่ไม่เห็นในภาพถ่ายทั่วไป อาจเป็นความไม่สม่ำเสมอของแผงจอหรือภาพค้างที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
ไม่ควรสรุปว่าเป็น Burn-in เพียงเพราะเฉดสีเทาดูไม่เท่ากันเล็กน้อย เพราะบางจอมีความไม่สม่ำเสมอที่ไม่ใช่รอยภาพเดิม
อาการเห็นรูปปุ่มหรือแถวตัวอักษรของคีย์บอร์ดค้างหลังปิดแอป เป็นหนึ่งในรูปแบบที่อาจพบได้กับ Image Retention หรือ Burn-in
อาจเข้ากับลักษณะของ Image Retention ชั่วคราว
อาจเกี่ยวข้องกับ Burn-in หรือความผิดปกติอื่นของแผงจอ
ไม่ควรใช้วิดีโอกะพริบสีอย่างรุนแรงเป็นเวลานานเพื่อหวังให้เงาคีย์บอร์ดหาย เพราะไม่มีการรับประกันว่าช่วยแก้ Burn-in ถาวร
บริเวณด้านบนของจอมักแสดงองค์ประกอบซ้ำ เช่น เวลา สัญญาณโทรศัพท์ Wi-Fi และแบตเตอรี่
หากเกิดการเสื่อมไม่เท่ากันระหว่างพื้นที่แสดงไอคอนกับพื้นที่อื่น อาจมองเห็นรอยบริเวณแถบสถานะได้
หากเป็นรอยคงที่ตรงตำแหน่งองค์ประกอบที่แสดงเป็นประจำ อาจทำให้สงสัย Burn-in มากขึ้น
แต่ต้องตรวจว่าไม่ใช่เงาจากแถบโปร่งใสหรือส่วนติดต่อที่ยังปรากฏอยู่จริงในแอป
Navigation bar เป็นองค์ประกอบที่อาจปรากฏอยู่บริเวณเดิมบ่อยครั้ง จึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่ผู้ใช้มักสังเกตรอยภาพค้าง
หากต้องการ อาจใช้ Gesture navigation แทนรูปปุ่มนำทางแบบเดิม
เข้า Settings → Display → Navigation bar แล้วเลือกตัวเลือกที่รองรับ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเป็น Gesture navigation ไม่สามารถลบรอย Burn-in ที่เกิดขึ้นแล้ว และบางรุ่นยังแสดงแถบคำใบ้ท่าทางอยู่
เป็นไปได้ในหลักการ เพราะแอปวิดีโอบางประเภทมีองค์ประกอบคงที่ เช่น ไอคอน ปุ่ม หรือแถบข้อมูล ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน
แต่ไม่ได้หมายความว่าการดู TikTok หรือ YouTube ตามปกติจะทำให้หน้าจอเบิร์นทันที
ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องหยุดใช้แอปเหล่านี้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเปิดภาพนิ่งเดิมเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น
เกมจำนวนมากมีส่วนติดต่อที่อยู่ในตำแหน่งคงที่ เช่น
หากเล่นเกมเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานานและใช้ความสว่างสูง พื้นที่เหล่านี้อาจมีการใช้งานพิกเซลไม่เท่ากับบริเวณอื่น
การลดกราฟิกเกมเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะป้องกัน Burn-in แต่การลดความร้อนและระยะเวลาการแสดงภาพนิ่งอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเป็น Image Retention ชั่วคราวหรือ Burn-in ถาวร
อาจลองวิธีที่ปลอดภัย เช่น
ไม่สามารถรับประกันว่าการพักจอ เปลี่ยนภาพ หรือปรับซอฟต์แวร์จะทำให้พิกเซลที่เสื่อมกลับสู่สภาพเดิม
หากรอยรบกวนการใช้งานมาก การเปลี่ยนแผงจอหรือชุดหน้าจออาจเป็นแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมหลังตรวจสอบจริง
วิธีดังกล่าวอาจเพิ่มภาระต่อแผงจอ หรือทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม
มีแอปหรือวิดีโอที่อ้างว่าสามารถแก้ Screen Burn-in ได้ด้วยการเปลี่ยนสีหรือกระตุ้นพิกเซล
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกระหว่างรอยค้างชั่วคราวกับการเสื่อมถาวรของ OLED
บางแอปอาจช่วยให้สังเกตรอยภาพได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ควรสับสนระหว่าง แอปทดสอบหน้าจอ กับ เครื่องมือซ่อมแผง OLED
หากมี Burn-in ถาวรอย่างชัดเจน ควรให้ศูนย์บริการประเมินมากกว่าพยายามใช้งานจออย่างหนักเพื่อให้รอยหาย
Samsung OLED TV และ OLED Monitor บางรุ่นมีฟังก์ชันดูแลแผงจอ เช่น Pixel Refresh และ Pixel Shift
แต่ต้องเข้าใจว่า ฟังก์ชันดังกล่าวเป็นความสามารถของทีวีหรือมอนิเตอร์บางรุ่น ไม่ใช่เมนูมาตรฐานที่ผู้ใช้ Samsung Galaxy ทุกเครื่องสามารถเปิดได้
ไม่ควรค้นหาเมนู Pixel Refresh ตามคู่มือของ Samsung OLED TV แล้วคาดว่าจะมีอยู่ในโทรศัพท์
ระบบจัดการจอภาพของโทรศัพท์อาจแตกต่างจากทีวีและมอนิเตอร์อย่างมาก
ควรตรวจสอบก่อนว่าเป็นคู่มือสำหรับอุปกรณ์ประเภทใด
หากเป็นคู่มือทีวีหรือมอนิเตอร์ ไม่ควรนำขั้นตอนมาใช้กับ Samsung Galaxy โดยตรง
การใช้ฟังก์ชัน Pixel Refresh ของจอมอนิเตอร์ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้ Burn-in ถาวรหายสมบูรณ์
Dark mode อาจช่วยลดการใช้แสงของพิกเซล OLED ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อพื้นหลังเป็นสีดำจริง
แต่ไม่ใช่วิธีลบรอย Burn-in ที่เกิดขึ้นแล้ว
Dark mode ไม่สามารถทำให้พิกเซลที่เสื่อมกลับมาใหม่ได้
และหากแอปมีไอคอนหรือข้อความคงที่ตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน พื้นที่นั้นยังคงมีการใช้งานสะสมอยู่
ดังนั้น ควรใช้ Dark mode ร่วมกับการลดความสว่างและหลีกเลี่ยงภาพนิ่งระยะยาว
Always On Display หรือ AOD ใช้แสดงข้อมูล เช่น เวลา วันที่ และการแจ้งเตือนขณะหน้าจอหลักปิดอยู่
โดยทั่วไป Samsung ออกแบบฟังก์ชันนี้ให้เหมาะกับจอ OLED และมีมาตรการลดความเสี่ยงตามรุ่นและเวอร์ชัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าการแสดงองค์ประกอบคงที่บน OLED ไม่มีความเสี่ยงเลยในทุกสถานการณ์
ในรุ่นที่รองรับ:
รายการจริงขึ้นอยู่กับรุ่นและ One UI
หากไม่จำเป็นต้องเห็นข้อมูลตลอดเวลา อาจเลือก Tap to show หรือกำหนดเวลาแทน Always show
การปิด AOD ไม่ได้ลบรอย Burn-in ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ช่วยลดช่วงเวลาที่ต้องแสดงข้อมูลบนหน้าจอ
การเปิด Google Maps หรือแอปนำทางต่อเนื่องอาจทำให้จอแสดงองค์ประกอบเดิมเป็นเวลานาน เช่น แถบคำแนะนำ เส้นทาง และไอคอนการนำทาง
เมื่อใช้งานร่วมกับความสว่างสูงและความร้อนจากแสงแดด ความเสี่ยงต่อการเสื่อมของแผง OLED อาจเพิ่มขึ้น
ห้ามทำให้การมองเห็นเส้นทางระหว่างขับรถลดลงจนกระทบความปลอดภัย
ควรจัดวางโทรศัพท์ให้ปลอดภัยและไม่ต้องจับเครื่องระหว่างขับรถ
แผง OLED มีการเปลี่ยนแปลงตามอายุการใช้งาน โดยความสว่างและสีอาจเปลี่ยนไปตามการใช้งานสะสม
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกำหนดได้ว่าโทรศัพท์ทุกเครื่องต้องเริ่มมี Burn-in หลังใช้งานกี่ปี
โทรศัพท์บางเครื่องใช้งานหลายปีโดยแทบไม่เห็นรอยเบิร์น ขณะที่บางเครื่องมีรอยชัดเร็วกว่านั้น
หากรอยไม่รบกวนการใช้งานมาก อาจยังใช้งานต่อได้โดยดูแลความสว่างและอุณหภูมิให้เหมาะสม
แต่หากรอยหนักจนอ่านข้อมูลยากหรือสีผิดปกติ ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบ
หากเพิ่งสังเกตเห็นรอยหลังอัปเดต One UI ไม่ควรสรุปว่าการอัปเดตทำให้แผงจอเบิร์นในทันที
รอยอาจมีอยู่ก่อนแล้ว แต่การเปลี่ยนธีมหรือสีพื้นหลังทำให้เห็นชัดขึ้น
การอัปเดตซอฟต์แวร์ไม่สามารถซ่อมการเสื่อมถาวรของพิกเซล OLED ได้
การถ่าย Screenshot เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยคัดกรองว่ารอยผิดปกติเกิดจากภาพที่ระบบสร้างขึ้นหรือการแสดงผลจริงของแผงจอ
อาจบ่งชี้ว่าความผิดปกติเกิดขึ้นในขั้นตอนการแสดงภาพบนหน้าจอจริง
ควรตรวจสอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาพต้นฉบับ แอป หรือส่วนติดต่อของระบบหรือไม่
ข้อจำกัด: Screenshot ไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็น Burn-in ถาวรได้แน่นอน เพราะยังต้องแยกจาก Image Retention และความผิดปกติของแผงจอประเภทอื่น
สำหรับการบันทึกอาการให้ช่างดู ควรใช้กล้องจากอุปกรณ์อีกเครื่องถ่ายภาพรอยจริงบนจอด้วย
อาการผิดปกติของจอมีหลายแบบ และไม่ควรเรียกรวมว่า Burn-in ทั้งหมด
| อาการ | ลักษณะสำคัญ | สิ่งที่ควรตรวจ |
|---|---|---|
| Burn-in | มีรูปเงาของภาพเดิมติดอยู่ | แผง OLED |
| Image Retention | มีภาพค้างที่อาจจางลง | แผงจอและการใช้งาน |
| จอเหลืองทั้งจอ | โทนสีอุ่นทั่วจอ | Eye comfort shield |
| จอเหลืองเป็นดวง | คราบสีเฉพาะพื้นที่ | ฟิล์มหรือฮาร์ดแวร์ |
| เส้นเขียว | เส้นสีแนวตั้งหรือแนวนอน | ชุดจอหรือวงจร |
| จุดดำ | บางพิกเซลหรือพื้นที่ไม่แสดงภาพ | แผงจอ |
| จอกะพริบ | ความสว่างหรือภาพเปลี่ยนรวดเร็ว | ระบบหรือฮาร์ดแวร์ |
| สีเพี้ยนทั้งจอ | สีไม่ตรงตามปกติ | Screen mode และระบบ |
หากไม่เห็นรูปทรงของภาพเดิม แต่มีเพียงคราบสีหรือเส้น ควรตรวจความเสียหายประเภทอื่น ไม่ควรสรุปว่าเป็น Burn-in
คำตอบขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและผลการตรวจสอบ
หากความเสียหายเกิดจากพิกเซล OLED ภายในแผงจอ การเปลี่ยนเฉพาะกระจกภายนอกไม่สามารถลบรอย Burn-in ได้
จึงต้องให้ช่างตรวจว่าอาการอยู่ที่ชั้นใดของชุดหน้าจอ
ค่าซ่อมหรือเปลี่ยนหน้าจอแตกต่างกันตามรุ่นและรายละเอียดการซ่อม
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
ไม่ควรอ้างราคาจากโทรศัพท์รุ่นอื่น เพราะราคาชุดจอ AMOLED ของแต่ละรุ่นแตกต่างกัน
การรับประกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของ Samsung สำหรับประเทศ รุ่น อายุการรับประกัน และผลตรวจสอบของศูนย์บริการ
ไม่ควรสรุปว่ารอย Burn-in ทุกกรณีอยู่ในประกัน หรือไม่มีสิทธิ์รับประกันเสมอไป
ติดต่อศูนย์บริการ Samsung เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นความผิดปกติของแผงจอจากการผลิต การเสื่อมตามการใช้งาน หรือความเสียหายลักษณะอื่น
สิทธิ์การซ่อมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายต้องยึดตามผลตรวจและเงื่อนไขรับประกันจริง ไม่สามารถรับประกันได้ล่วงหน้า
ไม่ควร Factory Reset เพื่อหวังลบรอย Burn-in
เพราะหากเป็นการเสื่อมถาวรของพิกเซล OLED การคืนค่าโรงงานไม่สามารถทำให้วัสดุของแผงจอกลับมาเหมือนเดิมได้
Factory Reset เป็นการคืนค่าข้อมูลและการตั้งค่าซอฟต์แวร์ ไม่ใช่การซ่อมแผง OLED
เฉพาะกรณีที่มีเหตุผลว่าความผิดปกติเกิดจากซอฟต์แวร์ และผ่านการตรวจสอบที่เหมาะสมแล้ว โดยต้องสำรองข้อมูลก่อน
ไม่ควรล้างเครื่องเพียงเพราะเห็นเงาคีย์บอร์ดหรือแถบสถานะติดอยู่
แม้ไม่สามารถรับประกันว่าจะป้องกัน Burn-in ได้ทุกกรณี แต่การใช้งานอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงได้
ผู้ใช้ทั่วไปอาจตั้ง 30 วินาทีถึง 2 นาที ส่วนผู้ที่อ่านเอกสารอาจเลือกนานกว่านั้นตามความจำเป็น
ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอทิ้งไว้หลายชั่วโมงหากไม่ได้ใช้งาน
เป็นอาการมีรอยภาพเดิมติดบนหน้าจอ โดยในจอ OLED อาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของพิกเซลไม่เท่ากันหลังใช้งานสะสม
หากเป็น Image Retention ชั่วคราวอาจจางลงได้ แต่หากเป็น Burn-in ถาวร ไม่สามารถรับประกันว่าจะซ่อมด้วยซอฟต์แวร์หรือการพักจอได้
ไม่จำเป็นทุกกรณี หากรอยจางและไม่รบกวนการใช้งานอาจยังใช้ต่อได้ แต่หากรอยถาวรชัดเจนและรบกวนการใช้งาน การเปลี่ยนจออาจเหมาะสม
Image Retention อาจเป็นภาพค้างชั่วคราวที่ลดลงได้ ส่วน OLED Burn-in เป็นการเสื่อมถาวรของแผงจอ
เปิดพื้นหลังสีเทาตรวจรอย พักหน้าจอและสังเกตว่าจางลงหรือไม่ หากรอยคงอยู่ชัดเจนควรให้ศูนย์บริการตรวจ
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นภาพค้างชั่วคราวหรือ Burn-in ถาวร ควรตรวจบนพื้นหลังสีเรียบและประเมินการเปลี่ยนแปลงของรอย
มีโอกาสในหลักการ หากแสดงปุ่มหรือแถบข้อมูลตำแหน่งเดิมเป็นเวลานานร่วมกับเงื่อนไขที่เพิ่มการสึกหรอของ OLED
ไม่หาย หากพิกเซลเสื่อมถาวร แต่ Dark mode อาจช่วยลดการใช้แสงของพื้นที่บางส่วนในอนาคต
อาจช่วยลดช่วงเวลาที่มีองค์ประกอบแสดงบนหน้าจอ แต่ไม่สามารถลบรอย Burn-in ที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ควรเชื่อคำโฆษณาว่าซ่อมได้ 100% เพราะแอปไม่สามารถฟื้นฟูวัสดุ OLED ที่เสื่อมถาวร และบางวิธีอาจเพิ่มภาระต่อจอ
ไม่ควรนำคู่มือ Pixel Refresh ของ Samsung OLED TV หรือ OLED Monitor มาใช้กับ Galaxy เพราะไม่ใช่เมนูมาตรฐานของโทรศัพท์ทุกรุ่น
ใช้สีเทากลางและสีขาวเป็นหลัก แล้วเปรียบเทียบกับสีแดง เขียว และน้ำเงินตามความจำเป็น
หากเป็นรอยของแผงจอจริง รอยอาจไม่ปรากฏในไฟล์ Screenshot แต่ควรใช้ผลนี้ร่วมกับการตรวจอื่น เพราะไม่สามารถยืนยัน Burn-in ถาวรได้เพียงอย่างเดียว
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันและผลตรวจของศูนย์บริการ Samsung ไม่ควรสรุปสิทธิ์ล่วงหน้า
ไม่ควรล้างเครื่องเพื่อแก้ Burn-in เพราะการคืนค่าโรงงานไม่สามารถซ่อมการเสื่อมถาวรของแผง OLED ได้
ควรส่งศูนย์เมื่อรอยติดอยู่ต่อเนื่อง รบกวนการอ่านหรือดูภาพ มีสีผิดปกติชัดเจน หรือพบอาการเส้นสีและจอกะพริบร่วมด้วย
Samsung หน้าจอเบิร์น มีภาพค้าง อาจเป็นได้ทั้ง Image Retention ชั่วคราว และ OLED Burn-in ที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของพิกเซลไม่เท่ากัน
วิธีตรวจสอบที่เหมาะสมคือเปิดพื้นหลังสีเทาหรือสีขาว แล้วสังเกตว่ามีเงาไอคอน คีย์บอร์ด แถบสถานะ หรือปุ่มเกมติดอยู่หรือไม่ จากนั้นพักหน้าจอและตรวจว่ารอยจางลงหรือยังคงอยู่
หากเป็นภาพค้างชั่วคราว รอยอาจลดลงได้ แต่ถ้าเป็น Burn-in ถาวร การเปลี่ยนภาพ ใช้ Dark mode รีสตาร์ต หรือ Factory Reset ไม่สามารถรับประกันว่าจะทำให้แผง OLED กลับมาเหมือนใหม่
สำหรับอาการเบิร์นเล็กน้อยที่ไม่รบกวนการใช้งาน อาจยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหน้าจอ แต่หากรอยชัดเจนจนเสียประสบการณ์การใช้งาน ควรให้ศูนย์บริการประเมินว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนชุดจอหรือไม่
ComSiam แนะนำให้ลดการเปิดภาพนิ่งที่ความสว่างสูงเป็นเวลานาน ตั้ง Screen timeout ให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงความร้อนสะสม หาก Samsung Galaxy มีรอยภาพค้างถาวร ควรบันทึกอาการและนำเข้าศูนย์บริการเพื่อวินิจฉัยก่อนเสียค่าใช้จ่ายเปลี่ยนหน้าจอ