Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

การปิด Location Services บน iPhone 18 Pro สามารถช่วยลดการใช้แบตเตอรี่ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีแอปติดตามตำแหน่งอยู่เบื้องหลังเป็นเวลานาน แต่ไม่แนะนำให้ปิด Location Services ทั้งเครื่องทันที เพราะจะทำให้ฟังก์ชันสำคัญหลายอย่าง เช่น Maps, Find My และบริการบางส่วนของระบบทำงานได้ไม่เต็มที่
Apple ระบุว่า Location Services ใช้ข้อมูลจาก GPS, Wi-Fi, Bluetooth และเครือข่ายเซลลูลาร์เพื่อระบุตำแหน่ง และผู้ใช้สามารถควบคุมสิทธิ์เป็นรายแอปได้จาก Settings > Privacy & Security > Location Services
ดังนั้นแนวทางที่ comsiam แนะนำคือ อย่าปิด Location ทั้งเครื่อง แต่ให้ลดสิทธิ์ของแอปที่ไม่จำเป็นจาก “Always” เป็น “While Using the App” หรือปิด Precise Location เมื่อไม่ต้องการตำแหน่งแบบละเอียด
กินพลังงานได้ โดยเฉพาะแอปที่ติดตามตำแหน่งต่อเนื่อง
Apple ระบุว่ากิจกรรมเบื้องหลังอย่าง การติดตามตำแหน่ง เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถทำให้แอปใช้แบตเตอรี่ได้ แม้ไม่ได้เปิดแอปอยู่บนหน้าจอ
ตัวอย่างเช่น
ถ้ากิจกรรมเหล่านี้ทำงานต่อเนื่อง แบตเตอรี่ย่อมถูกใช้มากกว่าการที่ Location ไม่ได้ทำงาน
โดยทั่วไป ไม่ควร
Apple เตือนว่าหากปิด Location Services ฟังก์ชันสำคัญของ iPhone จำนวนหนึ่งจะหยุดทำงานหรือทำงานได้จำกัด
ตัวอย่างที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่
จึงควรจัดการเป็นรายแอปมากกว่า
ทำตามนี้
จากหน้านี้จะเห็นรายชื่อแอปทั้งหมดที่เคยขอใช้ตำแหน่ง และสามารถเปลี่ยนสิทธิ์ของแต่ละแอปได้
แต่ละแอปอาจมีตัวเลือกแตกต่างกัน เช่น
แอปจะไม่สามารถใช้ตำแหน่งของคุณได้
เหมาะกับแอปที่ไม่มีเหตุผลต้องใช้ Location
ครั้งถัดไปที่แอปต้องการตำแหน่ง ระบบจะถามคุณอีกครั้ง
เหมาะกับแอปที่ใช้นาน ๆ ครั้ง
แอปใช้ตำแหน่งเมื่อคุณกำลังใช้งานแอปอยู่
นี่เป็นค่าที่เหมาะกับแอปจำนวนมาก
แอปสามารถใช้ตำแหน่งแม้กำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง
ควรเปิดเฉพาะเมื่อมีเหตุผลชัดเจนว่าต้องใช้จริง
Apple ระบุว่าหากอนุญาตให้แอปใช้ตำแหน่งเบื้องหลัง ระบบจะเตือนเป็นระยะว่าแอปนั้นกำลังใช้ข้อมูลตำแหน่งอยู่
สำหรับแอปส่วนใหญ่ เริ่มจาก
While Using the App
มักสมดุลที่สุด
เพราะแอปยังรู้ตำแหน่งเมื่อคุณเปิดใช้งาน แต่ไม่จำเป็นต้องติดตามอยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างเช่น
ไม่จำเป็นต้องตั้ง Always หากไม่มีฟังก์ชันที่ต้องติดตามตำแหน่งเบื้องหลังจริง
ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้
อาจเหมาะกับ
แต่การตั้ง Always ควรมีเหตุผลชัดเจน
ถ้าแอป Shopping หรือเกมขอ Always Location ทั้งที่ไม่ได้มีฟังก์ชันเกี่ยวกับตำแหน่งต่อเนื่อง ก็ควรตรวจว่าจำเป็นจริงหรือไม่
Maps ต้องใช้ตำแหน่งเพื่อ
หากกำลังนำทาง แอปสามารถใช้ Location อยู่เบื้องหลังได้ และ Apple ระบุว่าการนำทางเป็นหนึ่งใน Background Activities ที่อาจใช้แบตเตอรี่
ดังนั้น Maps มี Background Activity ระหว่างเดินทางถือเป็นเรื่องปกติ
ไม่แนะนำให้ปิด Find My เพียงเพื่อประหยัดแบต
Find My มีประโยชน์ด้าน
การปิดฟังก์ชันสำคัญด้านความปลอดภัยเพื่อแลกกับการลดพลังงานเล็กน้อยไม่ใช่จุดแรกที่ควรทำ
ให้ตรวจแอปอื่นที่ใช้ Location โดยไม่จำเป็นก่อน
Precise Location คือการอนุญาตให้แอปใช้ตำแหน่งที่ละเอียดมากขึ้น
Apple ระบุว่าหากปิด Precise Location แอปจะได้รับเพียงตำแหน่งโดยประมาณ ซึ่งเพียงพอสำหรับแอปบางประเภท
ตัวอย่างเช่น แอปสภาพอากาศอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่าคุณอยู่บ้านเลขที่ใด เพียงรู้พื้นที่โดยประมาณก็เพียงพอ
เข้า
Settings > Privacy & Security > Location Services
เลือกแอปที่ต้องการ
แล้วปิด
Precise Location
หลังจากนั้นแอปจะใช้เพียงตำแหน่งโดยประมาณแทน
พิจารณาได้กับแอป เช่น
ถ้าแอปเพียงต้องการรู้เมืองหรือบริเวณทั่วไป ตำแหน่งแบบละเอียดอาจไม่จำเป็น
แอปที่ต้องการตำแหน่งแม่นยำ เช่น
ในกรณีเหล่านี้ Precise Location ช่วยให้บริการทำงานถูกต้องกว่า
อาจช่วยลดภาระบางส่วนในบางกรณี แต่ไม่ควรคาดหวังว่าเป็นวิธีประหยัดแบตหลัก
ประโยชน์สำคัญของ Precise Location คือเรื่อง ความเป็นส่วนตัวและความจำเป็นในการแชร์ตำแหน่งละเอียด
หากต้องการลดการใช้แบต สิ่งสำคัญกว่าคือดูว่าแอปนั้น
iPhone จะแสดงสัญลักษณ์ Location Services เมื่อแอปกำลังใช้ข้อมูลตำแหน่ง
Apple ระบุว่าสัญลักษณ์ลูกศร Location สามารถปรากฏใน Status Bar หรือ Control Center เมื่อมีแอปใช้ Location Services
ถ้าเห็นสัญลักษณ์บ่อยผิดปกติ ให้เข้า Location Services แล้วตรวจว่าแอปใดได้รับสิทธิ์
ในหน้า Location Services ระบบสามารถแสดงสัญลักษณ์เพื่อช่วยบอกว่าแอปเคยใช้ Location หรือกำลังใช้อยู่
รายละเอียดของสีและลักษณะสามารถเปลี่ยนตามเวอร์ชัน iOS
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเข้าไปดูสิทธิ์ของแอปโดยตรงและตรวจว่าตั้งค่าเหมาะกับการใช้งานหรือไม่
เข้า
Settings > Battery > View All Battery Usage
จากนั้นดูแอปที่ใช้พลังงานสูง
ถ้าเห็น
ก็มีความเป็นไปได้ว่า Location มีส่วน
Apple ระบุว่าการติดตามตำแหน่งเป็นตัวอย่างของ Background Activity ที่สามารถเพิ่มการใช้แบตได้
ใช่
การปิด Background App Refresh ไม่ได้หมายความว่า Location จะถูกปิดทั้งหมด
แอปบางประเภทอาจยังสามารถใช้ Location ตามสิทธิ์ที่ได้รับ โดยเฉพาะฟังก์ชันที่ออกแบบมาให้ทำงานเบื้องหลัง
ดังนั้นถ้าปิด Background App Refresh แล้วแบตยังลด ให้ตรวจ Location Permission เพิ่มด้วย
ถ้ากำลังบันทึก
แอปอาจต้องใช้ GPS ต่อเนื่อง
Battery Usage สูงขึ้นระหว่างกิจกรรมแบบนี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ
สิ่งที่ควรสงสัยคือ แอปยังติดตาม Location ต่อไปหลายชั่วโมงหลังจบกิจกรรมโดยไม่มีเหตุผล
ส่วนใหญ่ฟังก์ชันหลักต้องใช้ Location เพื่อ
แต่ควรดูคำอธิบายของแอปว่าทำไมจึงขอ Background Location
ถ้าไม่มีเหตุผลต้องติดตามตลอดวัน สามารถเลือก While Using the App เมื่อเหมาะสม
หลักเดียวกัน
ต้องใช้ตำแหน่งในการหาที่อยู่และร้านใกล้เคียง แต่ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องติดตามตำแหน่งตลอด 24 ชั่วโมง
ถ้าไม่ต้องการ Background Location ให้เลือกสิทธิ์ที่จำกัดกว่าเมื่อแอปรองรับ
ขึ้นอยู่กับฟังก์ชัน
เช่น
ถ้าคุณไม่ได้ใช้ฟังก์ชันเหล่านี้ สามารถลดสิทธิ์เป็น While Using หรือ Never ได้
เกมบางเกมใช้ Location สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่จริง
แต่เกมจำนวนมากไม่มีเหตุผลต้องใช้ Location
ถ้าพบเกมที่ขอ Location และคุณไม่รู้ว่าทำไม ให้ตรวจคำอธิบายในหน้า Permission ก่อนอนุญาต
ถ้าต้องการสภาพอากาศตามตำแหน่งปัจจุบัน สามารถให้สิทธิ์ Location ได้
แต่ Precise Location อาจไม่จำเป็นเสมอไป เพราะข้อมูลสภาพอากาศระดับเมืองหรือพื้นที่โดยประมาณอาจเพียงพอ
Apple ให้ผู้ใช้ปิด Precise Location เป็นรายแอปได้โดยตรง
กล้องสามารถบันทึกข้อมูลตำแหน่งลงในรูปภาพ เพื่อให้ภายหลังค้นหารูปตามสถานที่ได้
ถ้าไม่ต้องการให้รูปเก็บตำแหน่ง ก็สามารถจำกัดสิทธิ์ได้
แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวมากกว่าการประหยัดแบตโดยตรง
ด้านล่างของหน้า Location Services จะมีเมนู
System Services
Apple ระบุว่าสามารถเข้าได้จาก
Settings > Privacy & Security > Location Services > System Services
ภายในมีบริการของ iOS ที่ใช้ข้อมูลตำแหน่งเพื่อฟังก์ชันต่าง ๆ ของระบบ
ไม่ควร
บริการระบบหลายตัวมีหน้าที่สำคัญ
การปิดแบบสุ่มอาจทำให้
ควรปิดเฉพาะเมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละรายการจริง ๆ
เกี่ยวข้อง
Apple ระบุว่า Optimized Battery Charging ใช้ข้อมูลสถานที่ที่คุณใช้เวลาอยู่เป็นประจำเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมการชาร์จ และบาง System Location Settings ต้องเปิดอยู่เพื่อให้ฟังก์ชันทำงานตามที่ออกแบบไว้
ดังนั้นการปิด Location Services หรือ System Services แบบเหมารวมอาจทำให้ฟังก์ชันถนอมแบตบางอย่างทำงานไม่ได้ตามคาด
Apple ระบุว่าต้องเปิด
ใน System Services เพื่อช่วยให้ Optimized Battery Charging เรียนรู้สถานที่ที่คุณชาร์จเป็นประจำ
นี่เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรปิด Location ทั้งระบบเพื่อหวังประหยัดแบต
ใช่ในบางกรณี
แม้การปิด Location จะหยุดการใช้พลังงานจากตำแหน่ง แต่ก็อาจทำให้ฟังก์ชันอย่าง Optimized Battery Charging ไม่ทำงานตามที่ออกแบบไว้ หากการตั้งค่าตำแหน่งที่จำเป็นถูกปิด
ดังนั้นการจัดการเป็นรายแอปจึงสมเหตุสมผลกว่า
ไม่ควรคิดว่าเปิด Low Power Mode แล้ว Location Services จะถูกปิดทั้งหมด
ฟังก์ชันสำคัญ เช่น Navigation ยังต้องสามารถใช้ตำแหน่งได้
Low Power Mode เน้นลดกิจกรรมบางส่วนของระบบเพื่อประหยัดพลังงาน แต่ไม่ได้แทนการจัดการ Location Permission
ได้
หากกำลังเดินทางและแบตเหลือน้อย สามารถเปิด Low Power Mode เพื่อช่วยลดพลังงานจากส่วนอื่นของเครื่อง
Maps ยังสามารถใช้ Location ตามที่จำเป็นต่อ Navigation
แต่อย่าปิด Location Services หากยังต้องนำทาง
ถ้ามีแอปติดตามตำแหน่งตลอดเวลา อาจช่วยลดกิจกรรมบางส่วน
แต่ไม่ควรปิด Location Services ทั้งเครื่องทุกคืน เพราะอาจกระทบฟังก์ชันสำคัญ
วิธีที่ดีกว่าคือแก้ที่แอปที่ใช้ Always Location โดยไม่จำเป็น
เข้า
Settings > Battery
ดูช่วงกลางคืนและตรวจ
หากแอปหนึ่งใช้ Background หลายชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล ให้ตรวจ Location Permission ของแอปนั้นต่อ
การนำทางต่อเนื่องสามารถใช้
พร้อมกัน
ดังนั้นเครื่องอุ่นขึ้นได้
แต่ถ้าร้อนผิดปกติหรือยังร้อนต่อหลังหยุด Navigation แล้ว ควรตรวจ Background Activity เพิ่มเติม
สามารถทำให้การใช้พลังงานสูงขึ้นร่วมกันได้
ถ้า Maps กำลังนำทางและเครือข่ายมือถืออ่อน โทรศัพท์อาจใช้ทั้ง Location และพลังงานเพิ่มเพื่อรักษาการเชื่อมต่อ
Apple ระบุว่าสัญญาณต่ำเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มการใช้แบตเตอรี่
ไม่แนะนำ
Location Services สามารถใช้ข้อมูลจากทั้ง
เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
การปิด Wi-Fi หรือ Bluetooth แบบสุ่มอาจทำให้ฟังก์ชันอื่นเสียประโยชน์ และไม่ใช่วิธีหลักในการจัดการสิทธิ์ Location
ควรปรับ Permission ของแอปโดยตรง
แนวทางที่เหมาะกับคนทั่วไปคือ
While Using the App หรือสิทธิ์ที่จำเป็นต่อ Navigation
While Using the App เมื่อเหมาะสม
While Using หรือ Widget ตามความจำเป็น และปิด Precise Location ได้หากไม่ต้องการตำแหน่งละเอียด
While Using หรือ Never หากไม่ใช้ฟังก์ชัน Location
Never หากไม่มีเหตุผลต้องใช้
Always เฉพาะเมื่อฟังก์ชันต้องใช้จริง
หลักคือ ให้สิทธิ์น้อยที่สุดเท่าที่แอปยังทำงานตามที่คุณต้องการ
อย่าปิดทุกอย่างพร้อมกัน
ให้ทำดังนี้
วิธีนี้ช่วยให้รู้ว่าการปรับ Location มีผลจริงหรือไม่
แสดงว่าปัญหาอาจมาจากเรื่องอื่น เช่น
Location เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย
ไม่ควร
การตั้งค่าสิทธิ์ให้เหมาะกับแต่ละแอปดีกว่าการเลือกสุดโต่งทั้งเปิดทั้งหมดหรือปิดทั้งหมด
ทำตามนี้
นี่เป็นวิธีที่สมดุลกว่าการปิด Location ทั้งเครื่อง
ช่วยได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อแอปใช้ Location อยู่เบื้องหลังต่อเนื่อง เพราะ Apple ระบุว่าการติดตามตำแหน่งเป็นหนึ่งใน Background Activities ที่สามารถเพิ่มการใช้แบตเตอรี่ได้
แต่ไม่แนะนำให้ปิด Location Services ทั้งเครื่อง เนื่องจาก Apple ระบุว่าจะทำให้ฟังก์ชันสำคัญของ iPhone หลายอย่างทำงานได้จำกัด
แนวทางที่ comsiam แนะนำคือเข้า
Settings > Privacy & Security > Location Services
แล้วจัดการเป็นรายแอปดังนี้
และอย่าปิด Location ทั้งระบบเพียงเพื่อประหยัดแบต เพราะบางบริการ เช่น Optimized Battery Charging ยังใช้ System Location Settings เพื่อทำงานตามที่ออกแบบไว้
วิธีที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่ “ปิด GPS ทั้งหมด” แต่คือ หยุดเฉพาะแอปที่ใช้ Location โดยไม่จำเป็น
ช่วยได้ถ้ามีแอปใช้ตำแหน่งต่อเนื่อง แต่ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งเครื่อง ควรจำกัดสิทธิ์ของแอปที่ไม่จำเป็นก่อน
เข้า Settings > Privacy & Security > Location Services แล้วเลือกแอปที่ต้องการเปลี่ยนสิทธิ์
สำหรับแอปส่วนใหญ่ While Using เหมาะกว่า ส่วน Always ควรให้เฉพาะแอปที่จำเป็นต้องใช้ตำแหน่งแม้ทำงานอยู่เบื้องหลัง
ได้ หากแอปไม่ต้องใช้ตำแหน่งที่แม่นยำ Apple ระบุว่าสามารถปิดเพื่อแชร์เพียงตำแหน่งโดยประมาณได้
โดยทั่วไปไม่ควร เพราะเป็นฟังก์ชันสำคัญสำหรับการค้นหาและปกป้องอุปกรณ์ ควรจัดการแอปอื่นที่ใช้ Location โดยไม่จำเป็นก่อน
อาจมีผล เพราะ Apple ระบุว่า Optimized Battery Charging ต้องใช้ Location Services และ System Location Settings บางรายการเพื่อเรียนรู้สถานที่ที่คุณชาร์จเป็นประจำ