Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Prompt Gemini สำหรับ YouTube สามารถช่วยลดเวลาทำงานได้ตั้งแต่ คิดหัวข้อ วิเคราะห์คนดู หา Search Intent ทำ Research วาง Outline เขียน Hook ร่าง Script ทำ Shorts ตั้งชื่อคลิป คิด Thumbnail ไปจนถึงตรวจ Script รอบสุดท้าย
แต่คุณภาพของคำตอบขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่เราให้ Gemini ด้วย
คำสั่งกว้างๆ อย่าง
ช่วยเขียนสคริปต์ YouTube ให้หน่อย
ทำให้ Gemini ต้องเดาเองว่า คนดูเป็นใคร วิดีโอยาวเท่าไร ต้องการ Tone แบบไหน และข้อมูลอะไรควรอยู่ในคลิป
Google แนะนำแนวทางการเขียน Prompt โดยให้พิจารณาองค์ประกอบหลักอย่าง Persona, Task, Context และ Format กล่าวคือ บอกบทบาท งานที่ต้องทำ ข้อมูลประกอบ และรูปแบบผลลัพธ์ให้ชัดขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอย่างทุกครั้ง แต่การมีรายละเอียดที่เหมาะสมจะช่วยให้ผลลัพธ์ตรงกับงานมากขึ้น
สำหรับ comsiam วิธีที่เหมาะกับงาน YouTube คือไม่ใช้ Prompt เดียวทำทุกอย่าง แต่สร้าง Prompt Library แยกตามงาน เช่น Prompt คิดหัวข้อ Prompt ทำ Outline Prompt เขียน Hook Prompt ทำ Script และ Prompt ตรวจ Final
สามารถใช้โครงนี้เป็นพื้นฐาน:
Persona + Task + Context + Format + Constraints
ต้องการให้ Gemini ทำหน้าที่อะไร
เช่น
ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวาง Content YouTube สำหรับมือใหม่
ต้องทำอะไร
สร้าง Outline
ข้อมูลพื้นฐานคืออะไร
ช่องเกี่ยวกับ Wi-Fi และ Router สำหรับคนทั่วไป
ต้องการคำตอบแบบไหน
แบ่งเป็น H2 เรียงจากง่ายไปยาก
มีอะไรที่ห้ามทำ
ห้ามเกริ่นประวัติ Wi-Fi และยังไม่ต้องเขียน Full Script
Google ใช้แนวคิดใกล้เคียงกันในการแนะนำการเขียน Prompt สำหรับ Gemini โดยระบุ Persona, Task, Context และ Format เป็นองค์ประกอบหลักที่ควรพิจารณา
ใช้ได้ดังนี้:
ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวาง Content YouTube
ช่องของฉันเกี่ยวกับ [Niche]
Audience คือ [กลุ่มผู้ชม]
ช่วยสร้างหัวข้อ YouTube 30 หัวข้อ
แบ่งเป็น:
- How-to
- Beginner Guide
- Troubleshooting
- Comparison
- Question
ทุกหัวข้อต้องมี Primary Intent ต่างกัน
ห้ามเปลี่ยนคำเล็กน้อยแล้วนับเป็นหัวข้อใหม่
ถ้าหัวข้อใดใกล้กันมากให้รวมเป็นหัวข้อเดียว
Prompt นี้เหมาะกับการสร้างชุดหัวข้อเริ่มต้นของช่อง
ถ้าจะทำช่องระยะยาว ไม่ควรเริ่มจาก Topic จำนวนมากแบบไม่มีโครง
ใช้:
ช่วยสร้าง Content Pillar จำนวน 8 หมวดสำหรับช่อง YouTube เรื่อง [Niche]
Audience: [ผู้ชม]
แต่ละ Pillar ต้อง:
- มีจุดประสงค์ต่างกัน
- สามารถแตกเป็นวิดีโอได้อย่างน้อย 20 หัวข้อ
- ไม่ทับซ้อนกันมากเกินไป
ตอนนี้สร้างเฉพาะชื่อหมวดและขอบเขตของแต่ละหมวด ยังไม่ต้องสร้างหัวข้อวิดีโอ
เมื่อ Pillar ผ่านแล้ว ค่อยสร้าง Topic ภายหลัง
ตัวอย่าง:
จาก Content Pillar “AI สำหรับ YouTube”
สร้างหัวข้อ 40 วิดีโอ
แบ่งเป็น:
What
How-to
Comparison
Tutorial
Problem
Tool Selectionห้าม Search Intent ซ้ำ
สำหรับแต่ละหัวข้อ ให้ระบุ Primary Intent เพียง 1 ประโยค
หากสองหัวข้อตอบคำถามเดียวกันให้รวมกัน
คำสั่งให้ระบุ Intent ช่วยให้ตรวจความซ้ำได้ง่ายขึ้น
ถ้ามีคลิปจำนวนมากแล้ว ใช้รายการเดิมเป็น Context
นี่คือหัวข้อ YouTube ที่ฉันทำไปแล้ว:
[รายการ]
ช่วยวิเคราะห์และหา:
- Beginner Topic ที่ยังขาด
- How-to ที่ยังขาด
- Troubleshooting ที่ยังไม่มี
- Comparison ที่ควรเพิ่ม
- Topic Gap
- หัวข้อที่ Intent ซ้ำกัน
ยังไม่ต้องสร้างหัวข้อใหม่ จนกว่าจะวิเคราะห์รายการเดิมเสร็จ
เหมาะกับช่องที่กำลังขยายจากหลักสิบไปหลักร้อยวิดีโอ
ใช้:
ตรวจหัวข้อ YouTube ต่อไปนี้
[รายการ]
หา Topic Pair ที่ Primary Intent ใกล้กันจนเสี่ยง Cannibalization
สำหรับแต่ละคู่ให้ตอบ:
- Intent ของหัวข้อ A
- Intent ของหัวข้อ B
- ควรรวม หรือ แยก
- ถ้าแยก ควรเปลี่ยน Angle อย่างไร
ห้ามเสนอหัวข้อใหม่ที่ไม่จำเป็น
ช่วยลดปัญหาทำวิดีโอหลายตัวที่ตอบคำถามเดียวกัน
ก่อน Script ควรทำขั้นตอนนี้ก่อน
วิเคราะห์ Search Intent ของคำว่า “[Keyword]”
แยกเป็น:
- Primary Intent
- คำตอบที่คนต้องการเร็วที่สุด
- Secondary Questions
- สิ่งที่ควรตอบใน 30 วินาทีแรก
- สิ่งที่ออกนอก Intent และไม่ควรใส่
ยังไม่ต้องเขียน Script
ตัวอย่างคำว่า
AI เขียนสคริปต์ YouTube
ผู้ใช้ต้องการรู้วิธีใช้ AI เขียน Script ไม่ได้ต้องการประวัติ AI หลายย่อหน้า
ใช้:
Audience ของฉันคือ [กลุ่มผู้ชม]
หัวข้อช่องคือ [Niche]
ช่วยระบุ Pain Point 30 ข้อที่คนกลุ่มนี้น่าจะพบ
แบ่งเป็น:
- ปัญหาที่ต้องการแก้ทันที
- คำถามก่อนตัดสินใจ
- ความเข้าใจผิด
- ปัญหาของมือใหม่
จากนั้นเสนอ Search Query ที่ผู้ใช้มีโอกาสพิมพ์ แต่ห้ามสร้าง Search Volume
จุดสุดท้ายสำคัญ
ไม่ควรให้ Gemini สร้างตัวเลข Search Volume ขึ้นมาเองแล้วถือเป็นข้อมูลจริง
สำหรับหัวข้อที่ข้อมูลเปลี่ยนเร็ว ใช้:
ฉันกำลังทำวิดีโอเรื่อง “[หัวข้อ]”
ช่วยสร้าง Research Checklist ว่าต้องตรวจอะไรบ้างก่อนเขียน Script
แยกเป็น:
- Facts
- ตัวเลข
- วันที่
- Feature
- ข้อจำกัด
- Policy
- คำถามของผู้ใช้
สำหรับข้อมูลที่อาจเปลี่ยนตามเวลา ให้ระบุว่าควรตรวจจาก Source ประเภทใด
ยังไม่ต้องเขียน Script
วิธีนี้ช่วยรู้ว่าต้องหาอะไร ก่อนเริ่มเขียนจริง
Gemini มี Deep Research ซึ่งสามารถทำ Research เชิงลึกโดยใช้ Google Search เป็นแหล่งเริ่มต้น และสามารถเพิ่มแหล่งอื่น เช่น Drive, Gmail, ไฟล์ที่อัปโหลด หรือ NotebookLM ได้ตามสิทธิ์และการตั้งค่าของบัญชี
Prompt ตัวอย่าง:
ทำ Deep Research สำหรับวิดีโอ YouTube เรื่อง “[หัวข้อ]”
เป้าหมายคือสร้างข้อมูลสำหรับ Creator ไม่ใช่เขียน Script
Research Questions:
- [คำถาม]
- [คำถาม]
- [คำถาม]
ให้แยก:
- ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้
- ข้อมูลที่อาจเปลี่ยนตามเวลา
- ข้อจำกัด
- ประเด็นที่แหล่งข้อมูลเห็นต่างกัน
ให้ความสำคัญกับ Primary Source ก่อน
เมื่อ Research เสร็จค่อยนำ Facts มาใช้สร้าง Script
ถ้ามีข้อมูลจำนวนมาก:
จาก Research นี้
[ข้อมูล]
ช่วยจัดเป็น Research Notes สำหรับ Script YouTube
แบ่งเป็น:
- Must Know
- Good to Know
- Example
- Limitation
- Warning
ห้ามเพิ่มข้อเท็จจริงที่ไม่มีในข้อมูลที่ให้
ถ้าข้อมูลใดขัดกัน ให้แยกออกมาแทนการเลือกคำตอบเอง
ช่วยเปลี่ยน Report ยาวให้เป็นข้อมูลพร้อมใช้งาน
ใช้:
ทำหน้าที่เป็น YouTube Content Editor
สร้าง Outline สำหรับวิดีโอ “[หัวข้อ]”
Audience: [ผู้ชม]
Primary Intent: [Intent]
Goal: [ผลลัพธ์ที่ผู้ชมควรได้]
ใช้เฉพาะ Research Notes นี้:
[ข้อมูล]ให้เรียงข้อมูลจากสิ่งที่คนต้องรู้ก่อน ไปยังรายละเอียดรอง
ต้องมี:
Hook Direction
Main Sections
Examples
Mistakes
Limitations เมื่อเกี่ยวข้อง
Conclusionยังไม่ต้องเขียน Full Script
นี่เป็น Prompt ที่ควรใช้ก่อน Script แทบทุกวิดีโอสำคัญ
ใช้:
Audit Outline นี้
ตรวจ:
- ตรง Primary Intent หรือไม่
- หัวข้อไหนซ้ำ
- หัวข้อไหนออกนอก Intent
- มีคำถามสำคัญอะไรขาด
- ลำดับเหมาะกับมือใหม่หรือไม่
- Section ไหนสามารถตัดออกได้
รายงานปัญหาก่อน
ยังไม่ต้อง Rewrite
ทำให้ Gemini เปลี่ยนจาก Writer เป็น Reviewer
ใช้:
สร้าง Hook YouTube 15 แบบสำหรับ “[หัวข้อ]”
แบ่งเป็น:
- Problem
- Question
- Mistake
- Benefit
- Curiosity
เงื่อนไข:
- พูดจบได้ภายในประมาณ 8 วินาที
- เข้าเรื่องตั้งแต่ประโยคแรก
- ไม่ Clickbait
- ห้ามเริ่มว่า “สวัสดีครับ วันนี้เราจะ…”
- ต้องสัญญาเฉพาะสิ่งที่วิดีโอมีจริง
จากนั้นเลือกเอง 1 แบบ
ไม่จำเป็นต้องให้ Gemini เลือกแทน
Shorts ควรกระชับกว่า
สร้าง Hook YouTube Shorts 20 แบบเรื่อง “[หัวข้อ]”
Audience: [กลุ่ม]
Hook ต้องพูดจบภายใน 3–5 วินาที
ห้าม Intro
ห้าม Clickbait
ห้ามใช้คำทั่วไป เช่น “รู้หรือไม่”เน้น:
- Problem
- Mistake
- Unexpected Result
- Question
เหมาะกับการสร้างหลาย Version เพื่อเลือก
ใช้ Template นี้:
เขียน Script YouTube เรื่อง “[หัวข้อ]”
Audience: [ผู้ชม]
Primary Intent: [Intent]
Goal: [เป้าหมาย]
Target Length: [เวลาประมาณ]
Tone: ภาษาไทยธรรมชาติแบบพูดจริง
ใช้ Outline นี้:
[Outline]ใช้ Facts นี้เท่านั้น:
[Research Notes]เงื่อนไข:
- เข้าเรื่องเร็ว
- ใช้ประโยคไม่ยาว
- อธิบายศัพท์ยากเมื่อจำเป็น
- ใช้ Example เฉพาะเมื่อช่วยให้เข้าใจ
ห้าม:
- Keyword Stuffing
- เกริ่นทั่วไป
- พูดซ้ำ
- แต่งข้อมูล
- แต่งตัวเลข
- แต่งผลทดลอง
- แต่ง Quote
ถ้าข้อมูลไม่พอให้ระบุ “ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม” แทนการเดา
นี่ช่วยลด Hallucination ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังต้อง Fact-check Final
Google เตือนว่า Gemini Apps สามารถตอบผิดได้ และควรตรวจคำตอบสำคัญก่อนนำไปใช้จริง
สำหรับวิดีโอยาว ใช้:
เขียนเฉพาะ Section “[ชื่อหัวข้อ]”
ความยาวประมาณ 90 วินาทีเมื่อพูดจริง
Audience: มือใหม่
Facts ที่ใช้ได้:
[ข้อมูล]เงื่อนไข:
- ภาษาพูด
- ไม่กล่าวซ้ำ Section ก่อนหน้า
- ห้ามเพิ่ม Claim ใหม่
- จบด้วย Transition สั้นๆ ไปหัวข้อถัดไป “[หัวข้อ]”
การเขียนเป็นช่วงช่วยควบคุม Script ได้ง่าย
ใช้:
Rewrite Script นี้เป็นภาษาไทยแบบคนพูดจริง
รักษา Facts เดิมทุกข้อ
ให้:
- ประโยคสั้นลง
- ลดคำทางการ
- ตัดคำเชื่อมที่ไม่จำเป็น
- ใช้ศัพท์อังกฤษที่คนไทยใช้จริงเมื่อเหมาะ
ห้ามเพิ่มข้อมูลใหม่
ถ้าประโยคเดิมดีอยู่แล้วไม่ต้องแก้
หลังจากนั้นควรอ่านออกเสียงเองอีกครั้ง
ใช้:
ตรวจ Script นี้แล้ว Mark เฉพาะประโยคที่ฟังเหมือนข้อความ AI หรือ Template
เช่น:
- Intro กว้างๆ
- คำเชื่อมซ้ำ
- ประโยคที่ไม่มีข้อมูลใหม่
- Conclusion ที่พูดของเดิมซ้ำ
รายงานปัญหาก่อน
ยังไม่ต้อง Rewrite
แล้วค่อยแก้เฉพาะจุด
ใช้:
ลด Script นี้ลงประมาณ 20%
ห้ามตัด:
- Fact สำคัญ
- ขั้นตอน
- Warning
- ตัวอย่างที่จำเป็น
ให้ตัดก่อน:
- คำเกริ่น
- ประโยคซ้ำ
- ตัวอย่างซ้ำ
- Transition ที่ยาว
รักษา Tone เดิม
เหมาะเมื่อ Script ยาวเกินเป้าหมาย
ถ้า Script สั้นเกินไป:
Script นี้ยังตอบ Intent ไม่ครบ
อย่ายืดด้วยคำอธิบายซ้ำ
ให้เพิ่มเฉพาะ:
- ขั้นตอนที่ขาด
- Example ที่ช่วยให้ทำตามได้
- Limitation
- Mistake
- Follow-up Question ที่จำเป็น
ห้ามเพิ่ม Background History ถ้าไม่เกี่ยวกับ Intent
ช่วยเพิ่ม “Value” มากกว่าเพิ่มจำนวนคำ
ใช้:
สำหรับ Concept นี้ สร้างตัวอย่าง “ไม่ดี vs ดีกว่า” จำนวน 5 คู่
ใช้สถานการณ์จริงของมือใหม่
แต่ละตัวอย่างต้องสั้น
ห้ามสร้างตัวเลขหรือ Facts ที่ไม่มี Source
เหมาะกับเรื่อง Prompt, SEO, Title, Thumbnail และ Script
ใช้:
เขียน Transition 1–2 ประโยคจาก Section “[A]” ไป “[B]”
ห้ามสรุป A ซ้ำ
ห้ามเกริ่น B ยาว
ให้ฟังเหมือนการพูดต่อเนื่อง
ทำให้ Script ไม่เหมือนรายการ Bullet แยกกัน
ใช้:
เขียน YouTube Shorts เรื่อง “[หัวข้อ]”
ความยาวประมาณ 30–40 วินาที
Structure:
Hook → Value → Payoffเงื่อนไข:
- 1 คลิปมี 1 ประเด็น
- เข้าเรื่องในประโยคแรก
- ไม่มี Intro
- ภาษาพูด
- ห้าม Clickbait
- ห้าม Conclusion ยาว
- ทุกประโยคต้องเพิ่มข้อมูลหรือทำให้เรื่องเดินหน้า
เหมาะกับ Short-form โดยเฉพาะ
ใช้:
จาก Long-form Script นี้
[Script]
หา 10 ประเด็นที่สามารถทำเป็น Shorts แยกได้
แต่ละประเด็นต้อง:
- เข้าใจได้โดยไม่ดูคลิปเต็ม
- มี Insight เดียว
- ไม่ต้องใช้บริบทจาก Section อื่น
- ไม่ตัดคำจนความหมายเปลี่ยน
ตอนนี้ยังไม่ต้องเขียน Shorts Script
เมื่อเลือกแล้วจึงเขียนทีละ Short
ใช้:
สร้างชื่อ YouTube 20 แบบสำหรับ “[หัวข้อ]”
Audience: [ผู้ชม]
Keyword หลัก: [Keyword]แบ่งเป็น:
- Searchable
- Problem-Solution
- Question
- Benefit
- Curiosity
เงื่อนไข:
- ไม่ Clickbait
- ห้ามสัญญาสิ่งที่ไม่มีในวิดีโอ
- Keyword สำคัญอยู่ใกล้ต้นเมื่อเหมาะ
- แต่ละชื่อควรมี Angle ต่างกันจริง
ดีกว่าสร้าง 20 ชื่อที่ต่างกันเพียงคำเดียว
ใช้:
สร้าง Thumbnail Concept 10 แบบสำหรับวิดีโอ “[Title]”
สำหรับแต่ละแบบระบุ:
- Hero Object
- Background
- ข้อความ Thumbnail ไม่เกิน 4 คำ
- Emotion
- สิ่งที่ Thumbnail เพิ่มจาก Title
เงื่อนไข:
- ห้ามเขียนข้อความเดียวกับ Title ทั้งหมด
- ต้องเข้าใจได้เมื่อย่อบนมือถือ
- ไม่ Clickbait
- Hero Object ไม่เกิน 3 จุดสำคัญ
ใช้ Prompt นี้ก่อน Generate ภาพจริง
ใช้:
เขียน YouTube Description จาก Final Script นี้
[Script]
Keyword หลัก: [Keyword]
เงื่อนไข:
- 2 บรรทัดแรกบอกทันทีว่าคลิปเกี่ยวกับอะไร
- ใช้ Keyword อย่างเป็นธรรมชาติ
- สรุปสิ่งที่คนดูจะได้
- สร้าง Bullet Point
- ห้าม Keyword Stuffing
- ห้ามเพิ่มข้อมูลที่ไม่มีใน Script
- ถ้าควรมี Chapters ให้เสนอชื่อ Chapter แต่ห้ามเดา Timestamp
ช่วยให้ Description สอดคล้องกับเนื้อหาจริง
ใช้:
ฉันมีหัวข้อ 40 คลิปนี้:
[รายการ]
จัด Content Calendar 8 สัปดาห์
เงื่อนไข:
- กระจาย Content Pillar ให้สมดุล
- ไม่ลง Intent ใกล้กันติดกัน
- สลับ Beginner, How-to, Comparison และ Troubleshooting
- ห้ามเพิ่มหัวข้อใหม่
แสดงเป็น Week → Video Order
เหมาะกับการนำคลัง Topic มาเรียงแผนผลิต
ใช้:
แตกหัวข้อ “[หัวข้อใหญ่]” เป็น YouTube Series 20 ตอน
เรียง:
Beginner → Intermediate → Advancedแต่ละตอนต้อง:
- มี Primary Intent เดียว
- ดูแยกเดี่ยวได้
- ไม่ซ้ำตอนอื่น
- ต่อเป็น Playlist ได้
ตัวอย่างหัวข้อใหญ่
YouTube SEO
สามารถแตกเป็น Keyword, Title, Description, CTR, Retention และ Analytics ได้
อย่าให้ AI เดาว่าคู่แข่งมีอะไรถ้ายังไม่ได้ให้ข้อมูล
ใช้:
ฉันรวบรวมหัวข้อวิดีโอของช่องคู่แข่งดังนี้:
[ข้อมูล]
วิเคราะห์:
- Topic ที่เขาทำบ่อย
- Content Pillar
- Topic Gap
- Intent ที่ช่องฉันยังไม่ได้ทำ
ห้าม Copy Title
ห้ามเลียนแบบเอกลักษณ์ของช่อง
เน้นหา Opportunity ที่เราสามารถสร้างเนื้อหา Original ได้
เหมาะกับ Competitive Content Research
หากมีข้อมูลจริง:
วิเคราะห์ข้อมูล YouTube นี้:
[ข้อมูล]
Fields:
- Topic
- Impressions
- CTR
- Average View Duration
- Retention
- Traffic Source
- Subscribers Gained
แยกคำตอบเป็น:
- Facts จากข้อมูล
- Pattern
- Hypotheses
- สิ่งที่ควรทดสอบในคลิปถัดไป
ห้ามอ้างสาเหตุที่ข้อมูลยังพิสูจน์ไม่ได้
จุดสำคัญคือแยก “Fact” ออกจาก “Hypothesis”
Gemini สามารถช่วยหา Claim ที่ต้องตรวจได้ แต่ Google เตือนว่า Gemini Apps สามารถสร้างคำตอบผิดได้ จึงไม่ควรถือว่าการที่ Gemini บอกว่า “ถูก” เป็นการตรวจสอบขั้นสุดท้าย
ใช้:
ตรวจ Script นี้และทำรายการ Claim ที่ต้อง Fact-check
แบ่งเป็น:
- ตัวเลข
- วันที่
- ราคา
- Feature
- Policy
- งานวิจัย
- สเปก
- Quote
ห้ามยืนยัน Claim ว่าถูก ถ้ายังไม่มี Source
ระบุว่าควรหา Source ประเภทใดมาตรวจ
จากนั้นตรวจ Primary Source จริง
ใส่ไว้ท้าย Prompt สำคัญได้:
ถ้าข้อมูลไม่มีอยู่ใน Context หรือ Source ที่ให้ ห้ามแต่ง
ห้ามสร้าง:
- ตัวเลข
- ราคา
- สถิติ
- ผลทดลอง
- Quote
- ประสบการณ์ส่วนตัว
หากข้อมูลไม่พอ ให้ระบุว่า “ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม”
ช่วยกำหนดกรอบการตอบให้เข้มขึ้น
Gemini สามารถทำงานกับไฟล์ และ Custom Gems สามารถเพิ่ม Knowledge Files เพื่อใช้เป็น Context ได้ โดย Google ระบุว่าสามารถเพิ่มไฟล์จากอุปกรณ์หรือ Google Drive ใน Knowledge ของ Gem ได้
ตัวอย่าง:
ใช้เฉพาะข้อมูลจากไฟล์ที่ฉันอัปโหลด
งาน:
สร้าง Outline YouTube เรื่อง [หัวข้อ]หากคำตอบไม่มีในไฟล์ ให้เขียนว่า “ไม่พบข้อมูลใน Source”
ห้ามเติม Facts จากความจำของโมเดล
เมื่อสร้าง Outline ให้ระบุว่าหัวข้อใดใช้ข้อมูลจากส่วนใดของไฟล์
เหมาะกับ Technical Content และ Product Review ที่มี Datasheet
ถ้าต้องใช้ Rules เดิมทุกวัน ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ Prompt Master ใหม่ทุกครั้ง
Google ระบุว่า Gems เป็น Gemini เวอร์ชันที่ปรับแต่งด้วยคำสั่งสำหรับงานซ้ำ และแนะนำให้กำหนด Persona, Task, Context และ Format รวมถึงสามารถเพิ่ม Knowledge Files เพื่อให้ Gem มี Context เพิ่มได้
Instruction ตัวอย่าง:
คุณคือ YouTube Content Assistant ภาษาไทย
Audience หลัก: มือใหม่
ทุกหัวข้อต้องเริ่มจาก Primary Intent
ทุก Script ต้อง:
- ภาษาไทยธรรมชาติ
- เข้าเรื่องเร็ว
- มี Outline ก่อน
- ไม่ Clickbait
- ไม่ Keyword Stuffing
- ไม่แต่ง Facts
ถ้า Content มีข้อมูลปัจจุบัน ให้ระบุว่าต้อง Research ก่อน
ห้ามเขียน Full Script จนกว่า Outline จะถูกตรวจ
จากนั้นเวลาใช้งาน อาจสั่งเพียง
ทำ Outline หัวข้อ Wi-Fi ช้า
โดยไม่ต้องพิมพ์ Rules เดิมทั้งหมด
Google มีฟังก์ชันให้ Gemini ช่วย Rewrite Instructions ตอนสร้าง Custom Gem และแนะนำให้ตรวจและแก้ Instruction ก่อน Save
สามารถเริ่ม Instruction สั้นๆ ว่า
ฉันต้องการ Gem สำหรับเขียน Script YouTube ภาษาไทยสำหรับมือใหม่ โดยเน้น SEO, Search Intent, Fact-check และไม่ใช้ Clickbait
แล้วให้ Gemini ขยาย
หลังจากนั้นต้องอ่านและตัด Rules ที่ไม่ต้องการออกเอง
Gemini มีฟีเจอร์ Instructions สำหรับกำหนดลักษณะการตอบในบัญชีส่วนบุคคลที่รองรับ เช่นให้สรุปก่อนหรือใช้ Bullet มากขึ้น แต่ Google ระบุว่าฟีเจอร์ Instructions นี้ไม่ได้ทำงานในบางส่วน เช่น Gems
ดังนั้นสำหรับ Workflow YouTube เฉพาะทางที่มี Rules จำนวนมาก การสร้าง Gem แยกสำหรับงานนั้นอาจจัดระเบียบได้ง่ายกว่า
ใช้เป็น QA:
Audit Final Script นี้ก่อน Recording
ตรวจ:
- ตรง Primary Search Intent
- Hook เข้าเรื่องเร็ว
- Intro ยาวเกินไปหรือไม่
- มีประโยคซ้ำหรือไม่
- มีข้อมูลออกนอก Intent หรือไม่
- มี Claim ใดต้อง Fact-check
- มีสำนวน AI มากเกินไปหรือไม่
- มีศัพท์ที่มือใหม่ไม่เข้าใจหรือไม่
- Conclusion ซ้ำเนื้อหาหรือไม่
- มีคำถามสำคัญใดของผู้ชมที่ยังไม่ตอบ
รายงานปัญหาก่อน
ห้าม Rewrite ในรอบนี้
จากนั้นค่อยแก้เฉพาะจุด
หลัง Audit:
Rewrite Script ตาม Audit นี้
เงื่อนไข:
- แก้เฉพาะปัญหาที่พบ
- รักษา Facts เดิม
- ห้ามเพิ่ม Claim ใหม่
- ห้ามเพิ่มความยาวโดยไม่จำเป็น
- ใช้ภาษาไทยแบบพูดจริง
- รักษา Primary Intent เดิม
นี่ช่วยลดปัญหา AI Rewrite ทั้งหมดจนเนื้อหาที่ดีเปลี่ยนไปด้วย
สามารถเก็บ Prompt นี้ไว้ใช้เป็นแม่แบบ:
Persona
คุณคือผู้ช่วยวางแผนและเขียน Content YouTube
Channel Context
Niche: [Niche]
Audience: [Audience]
Tone: [Tone]Video
Topic: [Topic]
Primary Search Intent: [Intent]
Goal: [Goal]Sources
ใช้ข้อมูลจาก:
[Research Notes / Files / Sources]Requirements
- เขียนสำหรับคนดูก่อน
- ตอบ Intent โดยตรง
- ใช้ภาษาไทยธรรมชาติ
- เรียงข้อมูลจากสำคัญไปหารอง
- ใช้ Example เมื่อช่วยให้เข้าใจ
- How-to ต้องเป็น Step-by-step
Constraints
ห้าม:
- Clickbait
- Keyword Stuffing
- เกริ่นทั่วไป
- พูดซ้ำ
- แต่งข้อมูล
- แต่งตัวเลข
- แต่งผลทดลอง
- แต่ง Quote
หากข้อมูลไม่พอ ให้ระบุว่าต้อง Research เพิ่ม
ขั้นแรกให้ทำเฉพาะ:
- Primary Intent
- Secondary Questions
- Outline
ยังไม่ต้องเขียน Full Script
จากนั้นค่อยใช้ Prompt ต่อเนื่องสำหรับ Hook, Script, Audit และ Final
ทำได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับงานสำคัญ
ตัวอย่าง Prompt เดียวอาจสั่ง
หา Intent + Research + Outline + Script + Title + Description
พร้อมกัน
ปัญหาคือถ้า Intent ผิดตั้งแต่ต้น งานส่วนที่เหลือก็จะผิดตามไปด้วย
วิธีที่ควบคุมง่ายกว่าคือ
Intent → ตรวจ → Outline → ตรวจ → Script
โดยเฉพาะวิดีโอที่ต้องการคุณภาพสูง
ไม่มีความยาวตายตัว
Prompt ง่าย:
สร้าง Hook 10 แบบ ห้าม Clickbait
อาจเพียงพอ
Prompt ซับซ้อน เช่น Script จาก Research 10 แหล่ง ก็อาจต้องมี Context ยาวกว่า
Google ระบุว่าคำสั่งที่ชัดและมีรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมาย พฤติกรรม และ Format ช่วยให้ Gemini ปรับคำตอบได้ตรงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทุกองค์ประกอบในทุก Prompt
Master Prompt มีประโยชน์
แต่ทุกวิดีโอควรเปลี่ยน
Topic
Intent
Audience
Research
และข้อกำหนด
ตามงานจริง
ถ้าใช้ Prompt + Structure เดิมแบบไม่ปรับเลย คลิปจำนวนมากอาจเริ่มมี
Hook คล้ายกัน
Transition คล้ายกัน
Conclusion คล้ายกัน
และภาษาคล้าย Template
Prompt Library ควรช่วยลดเวลา ไม่ใช่ลดความแตกต่างของ Content
Gemini ต้องเดา Audience และ Intent
เกิดหัวข้อซ้ำ
เสี่ยงข้อมูลผิด
แต่ต้องการข้อมูลล่าสุด
ผลลัพธ์ไม่ตรง Workflow
Script อาจเกริ่นหรือพูดซ้ำ
AI เติมข้อความเพื่อให้ได้ความยาว
ไม่มี QA
Google ระบุเองว่า Gemini สามารถทำผิดได้ จึงต้องตรวจข้อมูลสำคัญ
ไม่ควรวัดจาก
ความยาว
จำนวนคำสั่ง
หรือจำนวนศัพท์เทคนิค
Prompt ที่ดีควรทำให้
ถ้า Prompt 10 บรรทัดได้ Draft ที่นำไปใช้ต่อได้ทันที ก็อาจดีกว่า Prompt 100 บรรทัดที่ทำให้ Gemini สับสน
Google แนะนำองค์ประกอบหลักอย่าง Persona, Task, Context และ Format การเพิ่มข้อจำกัดและ Source เมื่อจำเป็นจะช่วยกำหนด Output สำหรับงาน YouTube ได้ชัดขึ้น
ได้ แต่สำหรับงานสำคัญควรสร้าง Search Intent และ Outline ก่อน จากนั้นใช้ Research ที่ตรวจแล้วเป็น Context และค่อยสร้าง Script
ได้ Deep Research สามารถใช้ Google Search เป็นแหล่งเริ่มต้นและเพิ่ม Source อื่น เช่น Drive, Gmail, ไฟล์ หรือ NotebookLM ตามการตั้งค่าและสิทธิ์ของบัญชี เหมาะกับการเตรียมข้อมูลก่อนเขียนวิดีโอเชิงลึก
ได้ Google ระบุว่า Gemini Apps สามารถทำผิดได้ จึงควรตรวจข้อมูลสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง
สามารถสร้าง Gem ที่เก็บ Instruction ประจำช่องไว้ใช้ซ้ำ เช่น Tone, Audience, รูปแบบ Script และข้อห้ามต่างๆ รวมถึงสามารถเพิ่ม Knowledge Files ให้ Gem ใช้เป็น Context ได้
ไม่จำเป็น งานง่ายใช้ Prompt สั้นได้ ส่วนงานที่ซับซ้อนควรเพิ่ม Context, Source, Format และ Constraints เท่าที่จำเป็น
ทำได้ แต่ Workflow แยกขั้นมักตรวจคุณภาพง่ายกว่า เพราะสามารถแก้ Intent และ Outline ก่อนสร้างส่วนที่เหลือ
Prompt Gemini สำหรับ YouTube ที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ควรทำให้ Gemini เข้าใจว่า
ทำหน้าที่อะไร → ต้องทำอะไร → กำลังทำให้ใคร → ใช้ข้อมูลอะไร → ต้องส่งออกแบบไหน → อะไรที่ห้ามทำ
สูตรพื้นฐานคือ
Persona + Task + Context + Format + Constraints
จากนั้นสร้าง Prompt Library สำหรับงานซ้ำ เช่น
Topic → Intent → Research → Outline → Hook → Script → Shorts → Title → Thumbnail → Audit → Final
หากทำช่องจำนวนมาก สามารถสร้าง Gem สำหรับช่องโดยเฉพาะ และเพิ่ม Instructions กับ Knowledge Files เพื่อไม่ต้องพิมพ์กฎเดิมซ้ำทุกครั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งใน Use Case หลักที่ Google ออกแบบ Gems มาเพื่อรองรับ
แนวทางของ comsiam คือใช้ Prompt เพื่อทำให้ Gemini เข้าใจงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่พยายามหาประโยค “วิเศษ” ที่กดครั้งเดียวแล้วได้วิดีโอสมบูรณ์
Prompt ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ Prompt ที่ช่วยให้ Research ถูกทิศ Outline ชัด Script ตรง Intent และ Creator ใช้เวลาแก้งาน Final น้อยลง โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้ตรวจข้อเท็จจริงและตัดสินคุณภาพก่อนเผยแพร่