Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

เครื่องมือหา Keyword YouTube ที่ดีที่สุด ไม่ได้มีเพียงเครื่องมือเดียว เพราะแต่ละเครื่องมือมีจุดเด่นแตกต่างกัน บางตัวเหมาะสำหรับดูสิ่งที่ผู้ชมกำลังค้นหาจริง บางตัวช่วยประมาณ Search Volume และ Competition ขณะที่บางตัวเหมาะสำหรับหา Keyword ใหม่จำนวนมากอย่างรวดเร็ว
หากเป็นมือใหม่ เครื่องมือที่ควรเริ่มใช้ก่อนคือ YouTube Search และ YouTube Studio เพราะใช้งานฟรีและอ้างอิงพฤติกรรมภายในแพลตฟอร์ม YouTube โดยตรง
หลังจากนั้นจึงใช้เครื่องมือภายนอก เช่น vidIQ, TubeBuddy, Google Trends หรือ Ahrefs เพื่อเพิ่มข้อมูลประกอบในการตัดสินใจ
สิ่งสำคัญคืออย่าเลือก Keyword เพียงเพราะเครื่องมือให้คะแนนสูง แต่ต้องตรวจ Search Intent และผลการค้นหาจริงบน YouTube ทุกครั้ง
หากต้องเลือกเครื่องมือแรกสำหรับ Creator ที่มีช่อง YouTube อยู่แล้ว YouTube Studio ควรเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรก
ใน Analytics สามารถมีส่วน Trends สำหรับสำรวจสิ่งที่ผู้ชมของช่องและผู้ชมบน YouTube กำลังค้นหา
ข้อมูลที่พบอาจช่วยหา
ข้อได้เปรียบที่สำคัญคือข้อมูลอยู่ใน Ecosystem ของ YouTube เอง
จึงเหมาะกับการใช้หา Idea และ Search Demand ก่อนสร้างวิดีโอ
✓ ใช้งานผ่าน YouTube Studio
✓ เชื่อมโยงกับผู้ชมของช่อง
✓ เหมาะกับการหา Topic ใหม่
✓ ไม่ต้องติดตั้ง Extension เพิ่ม
ข้อมูลบางประเภทอาจไม่ได้แสดงในทุกประเทศ ภาษา หรือบัญชี
และหน้าตาของเครื่องมือสามารถเปลี่ยนตามการอัปเดตของ YouTube Studio
เครื่องมือหา Keyword ที่หลายคนมองข้ามคือช่องค้นหาของ YouTube เอง
ลองพิมพ์
YouTube SEO
แล้วดูคำที่ระบบแนะนำต่อท้าย
ตัวอย่างอาจเป็นแนว
คำเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็น Seed Keyword เพื่อวิเคราะห์ต่อได้
ข้อดีคือไม่ต้องสมัครบริการหรือจ่ายเงิน
เริ่มจาก Seed Keyword เช่น
YouTube Shorts
จากนั้นทดลองต่อท้ายด้วย
เราจะเริ่มเห็น Search Intent หลายรูปแบบ
เช่น
YouTube Shorts 0 วิว
กับ
วิธีเพิ่มยอดวิว YouTube Shorts
แม้เกี่ยวกับหัวข้อเดียวกัน แต่เป็นคนละ Intent และสามารถสร้างวิดีโอแยกกันได้
เหมาะมากสำหรับมือใหม่ เพราะฟรีและใช้ง่ายที่สุด
หากช่องมี Search Traffic อยู่แล้ว อย่ามองข้าม Search Terms
ข้อมูลนี้ช่วยบอกว่าผู้ชมใช้คำค้นอะไรแล้วเข้ามาดูวิดีโอของเรา
สมมติวิดีโอชื่อ
วิธีตั้งค่า Router D-Link
แต่พบว่าคนเข้ามาจาก
Keyword เหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะมาจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับช่องจริง
เราสามารถนำไปสร้างวิดีโอใหม่โดยแยก Intent ได้
ตัวอย่าง
วิธีเปลี่ยนรหัส Wi-Fi D-Link
เข้า Router D-Link ไม่ได้ แก้อย่างไร
แทนที่จะเดา Keyword ใหม่ทั้งหมดจากศูนย์
vidIQ เป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับ Creator ที่ต้องการหา Keyword และวิเคราะห์โอกาสของคำค้น
เครื่องมือ Keyword Research สามารถแสดงข้อมูลในลักษณะ เช่น
จุดที่มีประโยชน์คือสามารถเริ่มจาก Keyword หนึ่งคำแล้วขยายออกมาเป็นคำที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
ตัวอย่าง
ค้น
YouTube SEO
อาจพบคำที่เกี่ยวข้องกับ
จากนั้นนำแต่ละคำไปตรวจ Search Intent ต่อ
ไม่ควร
คะแนน Keyword เป็นเครื่องมือช่วยคัดกรองเท่านั้น
ตัวเลข Search Volume และ Competition จากเครื่องมือภายนอกควรมองเป็น ค่าประมาณ
ไม่ควรเห็นคะแนน 90/100 แล้วสร้างวิดีโอทันที
ต้องเปิด YouTube Search ตรวจด้วยว่า
TubeBuddy เป็นอีกเครื่องมือยอดนิยมสำหรับ YouTube โดยเฉพาะ
Keyword Explorer สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะ เช่น
จุดที่น่าสนใจคือมีการประเมิน Keyword ตามความสามารถในการแข่งขันของช่องด้วยในบางฟีเจอร์
จึงเหมาะกับการตอบคำถามว่า
Keyword นี้ใหญ่เกินไปสำหรับช่องเราหรือไม่
Keyword ที่เหมาะกับช่องใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับช่องเล็ก
ตัวอย่าง
Keyword:
YouTube
อาจมี Demand สูงมาก
แต่ช่องใหม่แทบไม่มีเหตุผลที่จะเริ่มแข่งขันด้วยคำกว้างขนาดนี้
ในขณะที่
วิธีเพิ่ม CTR YouTube สำหรับช่องใหม่
มี Intent เฉพาะกว่าและอาจสร้างคำตอบได้ตรงกว่า
ดังนั้นคะแนนที่คำนึงถึงการแข่งขันของช่องสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบได้
แต่ไม่ควรปล่อยให้คะแนนตัดสินแทน Search Intent
Google Trends ไม่ใช่เครื่องมือ Keyword Research สำหรับ YouTube แบบเต็มรูปแบบ
แต่มีประโยชน์มากในการตอบคำถามว่า
ความสนใจในหัวข้อนี้กำลังเพิ่มหรือลด?
ตัวอย่างต้องเลือกระหว่างหัวข้อ
YouTube Shorts
กับ
YouTube Podcast
สามารถใช้ Trends ดูการเปลี่ยนแปลงของความสนใจในช่วงเวลาได้
เหมาะกับหัวข้อประเภท
Google Trends ไม่ได้แสดง Search Volume แบบตัวเลขตรง ๆ สำหรับทุกคำ
ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นระดับความสนใจเชิงเปรียบเทียบ
ดังนั้นค่าที่สูงกว่าไม่ได้แปลตรง ๆ ว่า
มีคนค้นเดือนละกี่ครั้ง
ควรใช้สำหรับ
เปรียบเทียบแนวโน้ม
มากกว่า
หาจำนวน Search ที่แน่นอน
Ahrefs มีเครื่องมือสำหรับหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ YouTube และสามารถช่วยสร้าง Keyword Ideas จาก Seed Keyword
สิ่งที่เครื่องมือประเภทนี้มีประโยชน์คือการขยายคำหนึ่งคำออกมาเป็นหลายรูปแบบ
ตัวอย่าง Seed Keyword
Canva
สามารถแตกเป็น
จากนั้นค่อยแยกแต่ละ Topic ต่อ
Ahrefs ยังมีระบบ Keyword Research ที่เหมาะกับผู้ที่ทำ SEO เว็บไซต์ควบคู่กับ YouTube
ตัวเลขจากเครื่องมือภายนอกไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อมูล Search Volume อย่างเป็นทางการจาก YouTube
ต้องใช้เป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น
Google Search สามารถใช้เป็นเครื่องมือ Keyword Research เสริมได้
โดยเฉพาะเนื้อหาประเภท
Keyword ที่คนค้นใน Google อาจมี Demand บน YouTube เช่นกัน
แต่ต้องระวังว่า
Google Search Intent และ YouTube Search Intent ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
ตัวอย่างบางคำ คนอาจต้องการอ่านบทความบน Google มากกว่าดูวิดีโอ
ดังนั้นต้องตรวจ YouTube Search อีกครั้งทุกครั้ง
เครื่องมือประเภท Autocomplete Keyword Generator เหมาะสำหรับสร้าง Keyword Ideas จำนวนมาก
โดยนำ Seed Keyword ไปขยายเป็นคำต่าง ๆ
เช่น
Seed:
YouTube Shorts
แตกเป็น
ข้อดีคือประหยัดเวลาจากการพิมพ์ทีละคำด้วยตัวเอง
แต่จำนวน Keyword เยอะไม่ได้หมายความว่าทุกคำควรทำ
ต้องผ่านขั้นตอนคัด Intent และ Competition ต่อ
AI สามารถช่วย Brainstorm Keyword และจัด Cluster ได้ดี
ตัวอย่างสามารถสั่งว่า
สร้าง Search Intent ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ YouTube CTR และแบ่งเป็น Informational, How-to และ Problem Intent
AI สามารถช่วยสร้างโครงสร้างหัวข้อได้เร็วมาก
แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ
AI ไม่ควรถูกใช้แทนข้อมูล Search จริงเพียงอย่างเดียว
เพราะคำที่ฟังดูสมเหตุสมผลอาจไม่มี Demand จริง
ดังนั้น Workflow ที่ดีกว่าคือ
AI หา Idea → YouTube ตรวจ Demand → Analytics ตรวจข้อมูลจริง
ไม่ใช่
AI บอก Keyword → ทำวิดีโอทันที
คำถามนี้ต้องระวังมาก
YouTube ไม่ได้เปิดตัวเลข Search Volume สาธารณะสำหรับทุก Keyword แบบที่ Creator สามารถดึงออกมาเป็นฐานข้อมูลสมบูรณ์ได้
ดังนั้นเครื่องมือภายนอกจึงต้องใช้
แต่ละเครื่องมือสามารถให้ตัวเลขไม่เท่ากัน
จึงเป็นเรื่องปกติที่ Keyword เดียวกันจะมี Search Volume ต่างกันระหว่าง vidIQ, TubeBuddy หรือเครื่องมืออื่น
อย่าถามเพียงว่า
ตัวเลขไหนจริงที่สุด
ควรถามว่า
หลายสัญญาณกำลังบอกเรื่องเดียวกันหรือไม่
สมมติ Keyword เดียวกัน
Tool A บอก Volume 10,000
Tool B บอก 25,000
Tool C บอก Medium
ไม่ได้หมายความว่าสองตัวผิดและอีกตัวถูกทันที
วิธีใช้ที่เหมาะกว่าคือเลือกเครื่องมือหลักหนึ่งตัว
แล้วเปรียบเทียบ Keyword ภายใน Dataset เดียวกัน
เช่น
Keyword A = 80
Keyword B = 40
Keyword C = 15
เราจะเห็น Relative Demand ได้ง่ายกว่า
การเอาตัวเลขคนละระบบมาเทียบตรง ๆ อาจทำให้ตัดสินใจผิด
ถ้ายังไม่ต้องการเสียเงิน สามารถใช้ชุดนี้ได้
หา Autocomplete Keyword
ดู Trends และข้อมูลผู้ชม
ดู Keyword ที่สร้าง Traffic จริง
ตรวจแนวโน้ม
หา Related Questions เพิ่ม
เพียงชุดนี้ก็สามารถวาง Content Plan ได้จำนวนมากแล้ว
มือใหม่ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือทันที
เมื่อช่องเริ่มมี Content จำนวนมาก สามารถเพิ่มเครื่องมืออย่าง
vidIQ
หรือ
TubeBuddy
เข้ามาเพื่อช่วย
ประโยชน์หลักคือประหยัดเวลา
ไม่ใช่การมี “ข้อมูลลับ” ที่ทำให้ทุกคลิปติดอันดับ
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน
ต้องการ Research Keyword และ Content Idea จำนวนมาก รวมถึงข้อมูล Rising Keywords และคำที่เกี่ยวข้อง
ต้องการ Keyword Explorer ที่เชื่อมกับ Workflow ใน YouTube และช่วยประเมิน Competition/Keyword Score
ทั้งสองสามารถใช้ทำ Keyword Research ได้
ไม่จำเป็นต้องสมัครทั้งสองบริการพร้อมกันตั้งแต่เริ่ม
ทดลอง Workflow ก่อนว่าตัวไหนเข้ากับวิธีทำงานมากกว่า
เครื่องมือเสียเงินช่วยประหยัดเวลาและรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก
แต่ Keyword ที่ดีสุดบางครั้งสามารถหาได้ฟรีจาก Search Terms ของช่องตัวเอง
ตัวอย่าง
Creator ซื้อเครื่องมือราคาแพงและหา Keyword
วิธีตั้งค่า D-Link
แต่ข้อมูลของช่องเองบอกว่าผู้ชมกำลังค้น
D-Link เข้าไม่ได้
คำหลังอาจมีคุณค่ากับช่องมากกว่า เพราะมาจาก Audience จริง
จึงควรเริ่มจาก First-party Data ก่อนเสมอเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุก Tool ทุกครั้ง
ใช้ YouTube Search
ใช้ YouTube Studio
ใช้ Search Terms
ใช้ Google Trends
ใช้ vidIQ หรือ TubeBuddy
ใช้เครื่องมือ Keyword Database เช่น Ahrefs หรือแพลตฟอร์ม Keyword Research อื่น
เลือกตามปัญหา ไม่ใช่เลือกเพราะเครื่องมือมี Feature เยอะที่สุด
วิธีที่มีประสิทธิภาพคือใช้เครื่องมือเป็นลำดับ
เริ่มจากหัวข้อ เช่น
YouTube CTR
หา Keyword ต่อ เช่น
ตรวจ Trends และ Audience
ดูว่าช่องมี Keyword นี้อยู่แล้วหรือไม่
ประเมิน Demand และ Competition เพิ่ม
ตรวจว่าความสนใจเพิ่มหรือลด หากหัวข้อนั้นมีลักษณะเป็น Trend
ดูคู่แข่งจริง
ขั้นสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด
เพราะคะแนนจากเครื่องมือไม่สามารถแทนหน้าผล Search จริงได้
เครื่องมืออาจบอกว่า
Keyword Score = Excellent
แต่เมื่อค้นจริงอาจพบว่า
ดังนั้น Score เป็นเพียง Filter
มนุษย์ยังต้องตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ต่อให้เครื่องมือบอก Keyword มี Volume สูง เราก็ต้องรู้ว่าคนต้องการอะไร
ตัวอย่าง
YouTube CTR
อาจแตกได้เป็น
ถ้านำทั้งหมดรวมเป็นวิดีโอเดียว อาจไม่ตอบ Intent ใดลึกพอ
เครื่องมือหา Keyword จึงต้องทำงานคู่กับ Search Intent Analysis
ไม่มีเครื่องมือใดสามารถบอกได้แน่นอนว่า
ทำ Keyword นี้แล้วจะติดอันดับ 1
เพราะ Search Ranking ยังขึ้นอยู่กับ
เครื่องมือช่วยให้เราตัดสินใจด้วยข้อมูลมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ได้ควบคุม Algorithm
เมื่อเครื่องมือสร้าง Keyword จำนวนมาก อย่ารีบทำทุกคำเป็นวิดีโอ
ตัวอย่าง
อาจเป็น Intent เดียวกันเกือบทั้งหมด
ไม่จำเป็นต้องสร้าง 4 คลิป
ควรรวมเป็นคลิปหลักหนึ่งตัว
แล้วแยก Intent ที่ต่างจริง เช่น
แบบนี้ Content Structure แข็งแรงกว่า
หลังรวบรวม Keyword แล้ว ให้จัดกลุ่ม
ตัวอย่าง
จากนั้นเลือกหนึ่ง Intent ต่อหนึ่งวิดีโอ
นี่เป็น Workflow ที่ comsiam ใช้ได้ดีกว่าการเก็บ Keyword เป็นรายการยาวโดยไม่มีโครงสร้าง
สำหรับการทำ Content ภาษาไทย ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลจริงของ YouTube Search และ Audience ไทยก่อน
เพราะฐานข้อมูลของเครื่องมือภายนอกบางตัวอาจมีข้อมูลภาษาอังกฤษมากกว่า
Workflow ที่เหมาะคือ
YouTube Search ภาษาไทย
↓
YouTube Studio
↓
Search Terms ภาษาไทย
↓
เครื่องมือภายนอกสำหรับข้อมูลเสริม
หาก Keyword ไทยไม่มี Volume ใน Tool ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนค้นเสมอไป
ต้องตรวจ Search และ Audience จริงประกอบ
ไม่ต้องใช้เยอะ
เริ่มจาก 3 ตัวก็เพียงพอ
YouTube Search
YouTube Studio
Google Trends
เมื่อเริ่มจริงจังขึ้น ค่อยเพิ่ม
vidIQ หรือ TubeBuddy
อย่าเสียเวลาสลับเครื่องมือ 10 ตัวเพื่อหาตัวเลขที่สมบูรณ์แบบ เพราะไม่มี Dataset ใดสมบูรณ์แบบ 100%
เวลาส่วนใหญ่ควรไปอยู่ที่การสร้าง Content ที่ตอบ Intent
| เครื่องมือ | เหมาะกับอะไร | ฟรีเริ่มต้นได้ไหม |
|---|---|---|
| YouTube Search | หา Keyword และ Intent | ได้ |
| YouTube Studio Trends | หา Topic จาก Audience | ได้ |
| Search Terms | Keyword ที่สร้าง Traffic จริง | ได้ |
| Google Trends | ดูแนวโน้ม | ได้ |
| vidIQ | Volume/Competition/Keyword Ideas | มีระดับเริ่มต้น |
| TubeBuddy | Keyword Score/Competition | มีระดับเริ่มต้น |
| Ahrefs | Research Keyword จำนวนมาก | มีทั้งเครื่องมือบางส่วนและระบบเต็ม |
| AI Tools | Brainstorm และจัด Cluster | แล้วแต่บริการ |
ถ้าต้องเลือกจุดเริ่มต้นสำหรับ Creator ส่วนใหญ่ ให้เริ่มจาก YouTube Search และ YouTube Studio เพราะใกล้กับข้อมูลของแพลตฟอร์มและ Audience มากที่สุด
จากนั้นค่อยใช้ vidIQ หรือ TubeBuddy สำหรับข้อมูลประมาณการด้าน Volume และ Competition
ทั้งสองเหมาะกับ YouTube Keyword Research แต่ Workflow แตกต่างกัน
ควรเลือกตัวที่ตอบโจทย์การ Research และงบประมาณของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องใช้พร้อมกัน
มี
สามารถใช้ YouTube Search, YouTube Studio, Search Terms และ Google Trends ได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือ Keyword ตั้งแต่แรก
ควรมองเป็นค่าประมาณ
YouTube ไม่ได้เปิด Search Volume สาธารณะสำหรับทุก Keyword แบบสมบูรณ์ ดังนั้นเครื่องมือภายนอกจึงต้องใช้ Dataset และวิธีประมาณของตัวเอง
สามารถใช้เป็นข้อมูลเสริมเกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นหาบน Google ได้ แต่ไม่ควรถือว่า Volume ของ Google Search เท่ากับ Volume บน YouTube
ใช้ตรวจแนวโน้มและเปรียบเทียบความสนใจระหว่างหัวข้อได้ดี แต่ไม่ควรมองเป็น Search Volume แบบตัวเลขตรง ๆ
ใช้ Brainstorm, แยก Search Intent และสร้าง Keyword Cluster ได้ดี
แต่ควรตรวจ Demand กับ YouTube Search และ Analytics อีกครั้งก่อนสร้างวิดีโอ
ไม่จำเป็น
มือใหม่สามารถทำ Keyword Research ได้ค่อนข้างลึกจากเครื่องมือฟรีก่อน แล้วค่อยซื้อ Tool เมื่อจำนวน Content เพิ่มขึ้นและต้องการประหยัดเวลา
ไม่มีเครื่องมือหา Keyword YouTube ตัวเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกงาน
เครื่องมือแต่ละตัวควรมีหน้าที่ต่างกัน
YouTube Search — เหมาะกับการหา Keyword และ Search Intent
YouTube Studio Trends — เหมาะกับการดูสิ่งที่ Audience กำลังสนใจ
Search Terms — เหมาะกับการหา Keyword จากผู้ชมจริงของช่อง
Google Trends — เหมาะกับการวิเคราะห์แนวโน้ม
vidIQ — เหมาะกับการหา Keyword Ideas และประเมิน Volume/Competition
TubeBuddy — เหมาะกับการวิเคราะห์ Keyword Score และการแข่งขัน
Ahrefs — เหมาะกับ Research จำนวนมากและคนทำ SEO หลายแพลตฟอร์ม
ถ้าเป็นมือใหม่ comsiam แนะนำให้เริ่มจาก
YouTube Search + YouTube Studio + Search Terms
ก่อน
จากนั้นเมื่อ Content เพิ่มขึ้น ค่อยใช้เครื่องมืออย่าง vidIQ หรือ TubeBuddy เพื่อประหยัดเวลาในการ Research
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยให้ Keyword Score จากเครื่องมือเป็นผู้ตัดสินหัวข้อแทนเรา
Workflow ที่แข็งแรงกว่าคือ
เครื่องมือหา Keyword → ตรวจ Search Intent → ตรวจคู่แข่งจริง → สร้างคำตอบ → Publish → ดู Search Terms → Research รอบใหม่
เมื่อ comsiam ใช้เครื่องมือหลายประเภทตามหน้าที่ ไม่ยึดติดกับ Score เพียงตัวเดียว การเลือก Keyword จะอิงทั้ง Demand, Competition, Audience และ Intent ซึ่งมีประโยชน์กว่าการค้นหาคำที่มี Search Volume สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว