Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีเปรียบเทียบคีย์เวิร์ด YouTube ด้วย Google Trends ช่วยให้ทราบว่าผู้ชมสนใจคำใดมากกว่า คำใดกำลังเติบโต และคำใดได้รับความนิยมตามฤดูกาล โดยไม่ต้องเลือกคีย์เวิร์ดจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือต้องตั้งค่าประเทศ ช่วงเวลา หมวดหมู่ และประเภทการค้นหาให้เหมือนกัน พร้อมเลือก YouTube Search หรือการค้นหาบน YouTube ไม่ใช่ Web Search เพราะความนิยมของคำค้นบนสองแพลตฟอร์มอาจแตกต่างกัน
Google Trends นำความสนใจของแต่ละคำมาแสดงด้วยเส้นกราฟคนละสี ทำให้เห็นว่าคำใดมีระดับความสนใจสูงกว่าในพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนด
สามารถใช้เปรียบเทียบสิ่งต่อไปนี้:
Google Trends ไม่ได้บอกจำนวนการค้นหาที่แน่นอน แต่ช่วยเปรียบเทียบระดับความสนใจของคำภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
Google Trends สามารถเปรียบเทียบได้หลายคำในครั้งเดียว แต่ไม่ควรใส่คำที่มี Search Intent แตกต่างกันมากจนไม่สามารถนำผลไปตัดสินใจร่วมกันได้
คีย์เวิร์ดทั้งหมดต้องใช้การตั้งค่าเดียวกัน มิฉะนั้นผลลัพธ์อาจทำให้เข้าใจผิด
หากทำช่องภาษาไทยและผู้ชมหลักอยู่ประเทศไทย ให้เลือกประเทศไทยกับทุกคำ ไม่ควรนำข้อมูลคำหนึ่งจากไทยไปเปรียบเทียบกับอีกคำจากทั่วโลกโดยตรง
ใช้ช่วงเวลาเดียวกัน เช่น 30 วันล่าสุดกับทุกคำ เพื่อให้เส้นกราฟอยู่บนฐานเปรียบเทียบเดียวกัน
หากคำมีหลายความหมาย ให้เลือกหมวดหมู่เดียวกัน เช่น เกม เทคโนโลยี กีฬา หรือความงาม
ควรเลือก YouTube Search ทุกคำ หากคำหนึ่งใช้ Web Search แต่อีกคำใช้ YouTube Search จะเปรียบเทียบกันไม่ได้อย่างเหมาะสม
ค่าที่แสดงใน Google Trends เป็นดัชนีความสนใจเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่จำนวนผู้ค้นหา
ตัวอย่างเช่น หากคำ A มีค่าเฉลี่ย 80 และคำ B มีค่าเฉลี่ย 40 ภายใต้การตั้งค่าเดียวกัน สามารถกล่าวได้ว่าคำ A มีระดับความสนใจเชิงเปรียบเทียบสูงกว่า แต่ไม่ควรสรุปว่ามีจำนวนผู้ค้นหามากกว่าสองเท่าอย่างแน่นอน
เมื่อพิมพ์คีย์เวิร์ด Google Trends อาจเสนอให้เลือกเป็น ข้อความค้นหา หรือ หัวข้อ
วิเคราะห์คำที่ผู้ใช้พิมพ์ตามรูปแบบนั้น เหมาะกับ:
รวมความสนใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกัน ซึ่งอาจครอบคลุมหลายภาษาและรูปแบบคำ เหมาะกับ:
💡 เพื่อให้แปลผลง่าย ควรเปรียบเทียบ Search term กับ Search term หรือ Topic กับ Topic ไม่ควรผสมกันโดยไม่มีเหตุผล
ผู้ชมไทยอาจค้นหาเรื่องเดียวกันด้วยคำไทย คำอังกฤษ หรือคำทับศัพท์ จึงควรเปรียบเทียบหลายรูปแบบ
ตัวอย่าง:
หากคำอังกฤษได้รับความสนใจมากกว่า สามารถใช้คำอังกฤษเป็นคีย์เวิร์ดหลักและใส่คำไทยเพื่ออธิบาย หากคำไทยได้รับความนิยมมากกว่า ควรวางคำไทยในตำแหน่งสำคัญของชื่อวิดีโอ
คำค้นเดียวกันอาจมีการสะกดต่างกัน เช่น:
นำคำเหล่านี้ไปเปรียบเทียบเพื่อดูว่าผู้ชมใช้รูปแบบใดมากกว่า แต่ควรเลือกการสะกดที่ถูกต้องและอ่านง่ายเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องใช้คำสะกดผิดเพียงเพราะมีผู้ค้นหา
คำรูปแบบอื่นสามารถใส่อย่างเป็นธรรมชาติในคำอธิบาย วิดีโอ หรือคำพูดภายในคลิปได้
ตัวอย่างเช่น:
ข้อดีคืออาจมีความสนใจสูง แต่ Search Intent กว้างและการแข่งขันสูง
ตัวอย่างเช่น:
คีย์เวิร์ดยาวอาจมีกราฟต่ำหรือไม่มีข้อมูล แต่มี Search Intent ชัดเจนและอาจแข่งขันง่ายกว่า
ดังนั้น หาก Long-tail Keyword ไม่มีข้อมูลใน Google Trends ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนค้นหา ควรตรวจสอบ YouTube Autocomplete และผลการค้นหาเพิ่มเติม
| เป้าหมาย | ช่วงเวลาที่แนะนำ |
|---|---|
| ข่าวด่วน | 24 ชั่วโมง |
| เทรนด์ที่กำลังพุ่ง | 7 วัน |
| เลือกหัวข้อคลิปปัจจุบัน | 30–90 วัน |
| วิเคราะห์ความนิยมรายปี | 12 เดือน |
| ตรวจสอบฤดูกาล | 5 ปี |
| เปรียบเทียบก่อนและหลังเหตุการณ์ | กำหนดช่วงเวลาเอง |
การดูช่วงเวลาเดียวอาจทำให้เข้าใจผิด ควรตรวจสอบทั้งช่วงสั้นและช่วงยาว เช่น ดู 30 วันเพื่อวิเคราะห์กระแสปัจจุบัน แล้วดู 5 ปีเพื่อประเมินแนวโน้มระยะยาว
มีทั้งความสนใจและโมเมนตัม เหมาะกับการสร้างวิดีโอเร็ว แต่ควรตรวจสอบการแข่งขันก่อน
อาจเป็นคีย์เวิร์ดใหม่ที่กำลังเริ่มเติบโต เหมาะกับการเข้าทำคอนเทนต์ก่อนคู่แข่ง
ยังอาจมีผู้ชมจำนวนมาก แต่ควรตรวจสอบว่ากระแสผ่านจุดสูงสุดแล้วหรือไม่
เหมาะกับวิดีโอ Evergreen ที่ต้องการยอดดูระยะยาว
ควรวางแผนเผยแพร่ก่อนช่วงที่กราฟพุ่ง ไม่ควรรอถึงวันสำคัญแล้วจึงเริ่มผลิตคลิป
อาจมีปริมาณความสนใจต่ำเกินไป ให้ลอง:
ส่วนความสนใจตามภูมิภาคช่วยดูว่าคำใดได้รับความสนใจในแต่ละจังหวัดหรือพื้นที่
ตัวอย่างการนำไปใช้:
ค่าที่สูงในจังหวัดหนึ่งหมายถึงสัดส่วนความสนใจต่อคำนั้นสูง ไม่ได้หมายความว่าจังหวัดนั้นมีจำนวนผู้ค้นหามากที่สุดเสมอไป
หลังจากเปรียบเทียบเส้นกราฟแล้ว ให้เลื่อนลงดู Related queries หรือคำค้นที่เกี่ยวข้องของแต่ละคำ
บางครั้งคีย์เวิร์ดหลักที่มีกราฟต่ำกว่าอาจมีคำค้นย่อยที่ตรงกับผู้ชมมากกว่า จึงไม่ควรตัดสินจากค่าเฉลี่ยของกราฟเพียงอย่างเดียว
ไม่ควรนำคีย์เวิร์ดหลายคำที่มี Intent ต่างกันมายัดรวมในชื่อวิดีโอ เพราะจะทำให้ชื่ออ่านยากและไม่ชัดเจนว่าคลิปตอบคำถามใด
Google Trends บอกระดับความสนใจ แต่ไม่ได้บอกความยากในการจัดอันดับ จึงต้องนำคีย์เวิร์ดไปตรวจสอบบน YouTube เพิ่มเติม
สมมุติว่าต้องการทำคลิปเกี่ยวกับการออกแบบภาพปก YouTube และมีคำให้เลือกดังนี้:
หาก “ทำปก YouTube” มีความสนใจสูงและตรงกับความต้องการเรียนรู้ อาจใช้เป็นคีย์เวิร์ดหลัก ส่วน “Thumbnail YouTube” และ “ภาพปกคลิป” สามารถใช้เป็นคำรองในเนื้อหาได้
สามารถให้คะแนนแต่ละคำจาก 1–5 เพื่อช่วยตัดสินใจ
| ปัจจัย | สิ่งที่ประเมิน |
|---|---|
| ความสนใจ | กราฟและค่าเฉลี่ยสูงเพียงใด |
| แนวโน้ม | เพิ่มขึ้น คงที่ หรือลดลง |
| Search Intent | ตรงกับเนื้อหาที่จะทำหรือไม่ |
| การแข่งขัน | คู่แข่งแข็งแรงมากเพียงใด |
| ความทันสมัย | คำยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบันหรือไม่ |
| ความเหมาะสม | ตรงกับผู้ชมเดิมของช่องหรือไม่ |
| อายุเนื้อหา | มีโอกาสสร้างยอดดูระยะยาวหรือไม่ |
คีย์เวิร์ดที่คะแนนรวมสูงที่สุดอาจเป็นคำหลัก ส่วนคำที่เกี่ยวข้องและคะแนนรองลงมาสามารถใช้เป็นคีย์เวิร์ดรอง
สามารถเพิ่มหลายคำเพื่อเปรียบเทียบพร้อมกันได้ แต่ควรเลือกเฉพาะคำที่มี Search Intent ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผลลัพธ์นำไปตัดสินใจได้ง่าย
ไม่เสมอไป ต้องพิจารณา Intent แนวโน้ม คู่แข่ง และความเกี่ยวข้องกับผู้ชมด้วย คำที่มีความสนใจต่ำกว่าแต่อธิบายเนื้อหาได้ตรงกว่าอาจเหมาะกว่า
เพราะ Google Trends ปรับค่าตามจุดสูงสุดภายในพื้นที่และช่วงเวลาที่เลือก เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ฐานการเปรียบเทียบก็เปลี่ยนตาม
ไม่จำเป็น อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับแสดงผล โดยเฉพาะคำค้นยาวหรือพื้นที่ขนาดเล็ก ควรตรวจสอบจาก Autocomplete และผลการค้นหา YouTube เพิ่มเติม
ใช้ 30–90 วันสำหรับกระแสปัจจุบัน ใช้ 12 เดือนสำหรับความนิยมโดยรวม และใช้ 5 ปีเพื่อตรวจสอบฤดูกาลหรือแนวโน้มระยะยาว
ได้ หากอ่านเป็นธรรมชาติและตรงกับเนื้อหา ควรวางใกล้ต้นชื่อ แต่ไม่ต้องใส่ซ้ำหลายครั้งหรือยัดคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
วิธีเปรียบเทียบคีย์เวิร์ด YouTube ด้วย Google Trends ที่ถูกต้องคือใส่คำที่มี Search Intent ใกล้เคียงกัน แล้วกำหนดประเทศ ช่วงเวลา หมวดหมู่ และประเภทเป็น YouTube Search ให้เหมือนกันทั้งหมด
อย่าตัดสินจากเส้นกราฟหรือค่าเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว ควรดูแนวโน้ม คำค้นที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ คู่แข่ง และคุณภาพของผลการค้นหาบน YouTube ร่วมกัน คีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดคือคำที่มีความสนใจเพียงพอ ตรงกับผู้ชม และสามารถสร้างวิดีโอที่ตอบคำถามได้ดีกว่าผลลัพธ์เดิม