วิธีใช้ Google Trends ค้นหาเทรนด์ YouTube พร้อมวิธีอ่านข้อมูลอย่างถูกต้อง

Google Trends เป็นเครื่องมือฟรีที่ช่วยดูว่าความสนใจต่อคำค้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละช่วงเวลา หากต้องการหาไอเดียทำวิดีโอ ควรเปลี่ยนประเภทการค้นหาจาก Google Search เป็น YouTube Search หรือการค้นหาบน YouTube เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ชม YouTube มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขใน Google Trends ไม่ใช่จำนวนการค้นหาจริง แต่เป็นค่าความสนใจเชิงเปรียบเทียบตั้งแต่ 0–100 บทความนี้จึงจะแนะนำตั้งแต่วิธีตั้งค่า การอ่านกราฟ การค้นหาคำที่กำลังพุ่งขึ้น ไปจนถึงการนำข้อมูลไปวางแผนคอนเทนต์ YouTube

📈 Google Trends ใช้หาเทรนด์ YouTube ได้อย่างไร

Google Trends ช่วยตอบคำถามสำคัญก่อนสร้างวิดีโอ เช่น:

  • คำค้นนี้กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • ช่วงใดมีคนสนใจหัวข้อนี้มากที่สุด
  • จังหวัดหรือประเทศใดสนใจหัวข้อนี้
  • คำค้นใดได้รับความนิยมมากกว่า
  • มีหัวข้อหรือคำค้นใดกำลังเติบโต
  • เทรนด์เป็นกระแสระยะสั้นหรือตามฤดูกาล
  • ควรเผยแพร่วิดีโอในช่วงใด
  • หัวข้อใดมีโอกาสเติบโตต่อในอนาคต

Google Trends ไม่ได้บอกจำนวนการค้นหาที่แน่นอนและไม่ได้รับประกันว่าวิดีโอจะมียอดดูสูง แต่ช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลได้ดีกว่าการเดาหัวข้อเพียงอย่างเดียว

🔎 วิธีใช้ Google Trends ค้นหาเทรนด์ YouTube

ขั้นตอนแบบทีละขั้นตอน

  1. เปิดเว็บไซต์ Google Trends
  2. เลือกเมนูสำรวจ
  3. พิมพ์คีย์เวิร์ดที่ต้องการตรวจสอบ
  4. เลือกประเทศหรือพื้นที่เป้าหมาย
  5. กำหนดช่วงเวลา
  6. เลือกหมวดหมู่ให้ตรงกับหัวข้อ
  7. เปลี่ยนประเภทการค้นหาเป็น YouTube Search
  8. ตรวจสอบกราฟความสนใจตามช่วงเวลา
  9. ดูความสนใจตามภูมิภาค
  10. ตรวจสอบหัวข้อและคำค้นที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น หากต้องการทำวิดีโอเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ ให้ค้นหาชื่อรุ่นหรือหัวข้อที่ต้องการ แล้วตั้งประเทศเป็นประเทศไทย ช่วงเวลา 30 วัน และประเภทการค้นหาเป็น YouTube Search

⚙️ การตั้งค่า Google Trends ที่เหมาะกับ YouTube

Google Trends มีตัวกรองสำคัญหลายรายการ หากตั้งค่าไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลที่ได้อาจนำไปใช้ผิดทาง

1. ประเทศหรือพื้นที่

เลือกประเทศที่ผู้ชมเป้าหมายอาศัยอยู่ เช่น:

  • ประเทศไทย สำหรับช่องภาษาไทย
  • ทั่วโลก สำหรับค้นหาเทรนด์สากล
  • สหรัฐอเมริกา สำหรับตลาดภาษาอังกฤษ
  • ญี่ปุ่น สำหรับเกม อนิเมะ และเทคโนโลยี
  • เกาหลีใต้ สำหรับเพลง ความงาม และบันเทิง
  • อินโดนีเซีย สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2. ช่วงเวลา

  • ชั่วโมงที่ผ่านมา: เหมาะกับข่าวด่วน
  • 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา: เหมาะกับเทรนด์รายวัน
  • 7 วันที่ผ่านมา: เหมาะกับหัวข้อที่กำลังพุ่งขึ้น
  • 30 วันที่ผ่านมา: เหมาะกับการดูทิศทางปัจจุบัน
  • 90 วันที่ผ่านมา: เหมาะกับการวิเคราะห์อายุของกระแส
  • 12 เดือนที่ผ่านมา: เหมาะกับเทรนด์ตามฤดูกาล
  • 5 ปีที่ผ่านมา: เหมาะกับแนวโน้มระยะยาว
  • กำหนดเอง: เหมาะกับการเปรียบเทียบช่วงเวลาก่อนและหลังเหตุการณ์

3. หมวดหมู่

หากคำค้นมีหลายความหมาย ควรเลือกหมวดหมู่เพื่อจำกัดข้อมูลให้ตรงกับเจตนาของผู้ชม

ตัวอย่างเช่น คำว่า “Apple” อาจหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีหรือผลไม้ การเลือกหมวดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ข้อมูลใกล้เคียงกับหัวข้อเทคโนโลยีมากขึ้น

4. ประเภทการค้นหา

ตัวเลือกอาจประกอบด้วย:

  • Web Search
  • Image Search
  • News Search
  • Google Shopping
  • YouTube Search

หากกำลังวางแผนวิดีโอ ควรเลือก YouTube Search เพราะความนิยมใน Google Search กับ YouTube Search อาจไม่เหมือนกัน

💯 ตัวเลข 0–100 ใน Google Trends หมายถึงอะไร

Google Trends ปรับข้อมูลให้เป็นค่าความสนใจเชิงเปรียบเทียบตามพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนด

  • 100: จุดที่คำค้นได้รับความสนใจสูงสุดในการเปรียบเทียบนั้น
  • 75: ความสนใจประมาณสามในสี่ของจุดสูงสุด
  • 50: ความสนใจประมาณครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุด
  • 25: ความสนใจประมาณหนึ่งในสี่ของจุดสูงสุด
  • 0: ความสนใจต่ำมากหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอ

ตัวอย่างเช่น หากกราฟแสดง 100 ในวันอาทิตย์และ 50 ในวันจันทร์ หมายความว่าความสนใจเชิงสัดส่วนในวันจันทร์อยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุดภายใต้การตั้งค่านั้น ไม่ได้หมายความว่ามีผู้ค้นหา 100 และ 50 คน

📊 วิธีอ่านกราฟความสนใจตามช่วงเวลา

กราฟ Interest over time หรือความสนใจตามช่วงเวลา ช่วยดูทิศทางของคำค้น

กราฟเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หมายถึงความสนใจมีแนวโน้มเติบโต เหมาะกับการสร้างคอนเทนต์ในช่วงที่กราฟยังเพิ่มขึ้นและคู่แข่งยังไม่มากเกินไป

กราฟพุ่งขึ้นทันที

อาจเกิดจาก:

  • ข่าวด่วน
  • การเปิดตัวผลิตภัณฑ์
  • เหตุการณ์ไวรัล
  • การแข่งขันกีฬา
  • การอัปเดตเกม
  • คลิปจากบุคคลมีชื่อเสียง
  • การประกาศฟีเจอร์ใหม่

ควรตรวจสอบต้นเหตุของกระแสก่อนทำวิดีโอ เพราะกราฟอาจลดลงอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์จบ

กราฟขึ้นลงเป็นรอบ

มักเกี่ยวข้องกับฤดูกาล เช่น:

  • วันวาเลนไทน์
  • สงกรานต์
  • เปิดเทอม
  • ฟุตบอลรายการใหญ่
  • วันแม่
  • ลอยกระทง
  • ปีใหม่
  • การยื่นภาษี

หัวข้อเหล่านี้ควรวางแผนและเผยแพร่ก่อนวันที่ความสนใจขึ้นสูงสุด

กราฟลดลงต่อเนื่อง

อาจหมายถึงกระแสเริ่มหมดลง แต่ยังไม่ควรตัดสินทันที ควรลองขยายช่วงเวลาและตรวจสอบว่าการลดลงเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้นหรือแนวโน้มระยะยาว

กราฟคงที่

เหมาะกับคอนเทนต์ Evergreen หรือเนื้อหาที่มีคนค้นหาตลอดปี แม้อาจไม่สร้างยอดดูแบบไวรัล แต่มีโอกาสสร้างผู้ชมอย่างสม่ำเสมอ

🚀 วิธีหาคำค้น YouTube ที่กำลังพุ่งขึ้น

เลื่อนลงมายังส่วน คำค้นที่เกี่ยวข้อง แล้วเปลี่ยนการแสดงผลจากคำค้นยอดนิยมเป็นคำค้นที่กำลังเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ควรสังเกต

  • เปอร์เซ็นต์การเติบโตสูง
  • คำว่า Breakout
  • ชื่อสินค้าใหม่
  • ชื่อฟีเจอร์ใหม่
  • คำถามเกี่ยวกับวิธีใช้
  • ปัญหาและข้อความ Error
  • ชื่อบุคคลหรือเหตุการณ์ใหม่
  • คำที่ยังมีวิดีโอภาษาไทยไม่มาก

คำค้นที่กำลังพุ่งขึ้นอาจเป็นโอกาสทำวิดีโอ แต่ควรนำคำนั้นไปค้นหาบน YouTube อีกครั้ง เพื่อดูว่ามีผู้สร้างรายอื่นทำเนื้อหามากเพียงใด

🔥 Breakout ใน Google Trends คืออะไร

Breakout หมายถึงคำค้นที่มีความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า มักพบในหัวข้อใหม่ ข่าวด่วน หรือคำที่เดิมมีปริมาณความสนใจค่อนข้างต่ำ

เมื่อพบคำว่า Breakout ควรตรวจสอบทันทีว่า:

  1. เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
  2. ข่าวหรือข้อมูลมาจากแหล่งใด
  3. กระแสเริ่มเมื่อไร
  4. มีวิดีโอภาษาไทยแล้วกี่คลิป
  5. คำค้นยังเพิ่มขึ้นหรือเริ่มลดลง
  6. หัวข้อตรงกับผู้ชมของช่องหรือไม่
  7. สามารถผลิตวิดีโอได้ทันเวลาหรือไม่

คำว่า Breakout ไม่ได้รับประกันว่าคำนั้นจะมีจำนวนผู้ค้นหาสูงมาก เพราะอาจเป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ต่ำ

🧩 หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับคำค้นที่เกี่ยวข้องต่างกันอย่างไร

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

เป็นเรื่อง บุคคล สถานที่ ผลิตภัณฑ์ หรือแนวคิดที่ระบบเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดหลัก เหมาะสำหรับค้นหาหมวดเนื้อหาใหม่

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

เป็นวลีที่ผู้ใช้ค้นหาจริงในรูปแบบใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดหลัก เหมาะสำหรับตั้งชื่อวิดีโอ สร้างหัวข้อย่อย และวิเคราะห์ Search Intent

ตัวอย่างเช่น เมื่อค้นหา “Canva” อาจพบคำค้นที่เกี่ยวข้องอย่าง:

  • Canva ใช้ยังไง
  • Canva ฟรี
  • Canva Pro ราคา
  • วิธีทำโลโก้ใน Canva
  • Canva AI
  • วิธีดาวน์โหลด Canva

คำเหล่านี้สามารถนำไปแยกเป็นวิดีโอที่ตอบความต้องการเฉพาะของผู้ชมได้

🆚 ควรเลือก “คำค้น” หรือ “หัวข้อ”

ขณะพิมพ์ใน Google Trends อาจมีตัวเลือกเป็น Search term หรือ Topic

เลือกคำค้นเมื่อ

  • ต้องการวิเคราะห์ข้อความที่ผู้ใช้พิมพ์ตรง ๆ
  • ต้องการเปรียบเทียบรูปแบบคำ
  • ต้องการหา Long-tail Keyword
  • ทำคอนเทนต์ภาษาไทยโดยเจาะจง

เลือกหัวข้อเมื่อ

  • ต้องการรวมความสนใจจากหลายภาษา
  • ชื่อแบรนด์หรือบุคคลมีหลายรูปแบบ
  • ต้องการศึกษาภาพรวมของเรื่อง
  • วิเคราะห์เทรนด์ระดับโลก

ก่อนเปรียบเทียบ ควรใช้ประเภทเดียวกัน เช่น เปรียบเทียบคำค้นกับคำค้น หรือหัวข้อกับหัวข้อ เพื่อให้ตีความง่ายขึ้น

🗺️ วิธีดูว่าจังหวัดไหนสนใจหัวข้อนั้น

ส่วน Interest by subregion หรือความสนใจตามภูมิภาค ช่วยดูว่าพื้นที่ใดมีสัดส่วนความสนใจต่อคำค้นสูง

สามารถนำไปใช้กับคอนเทนต์ประเภท:

  • ท่องเที่ยว
  • ร้านอาหาร
  • ข่าวท้องถิ่น
  • การศึกษา
  • สมัครงาน
  • อสังหาริมทรัพย์
  • กีฬา
  • อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์
  • กิจกรรมประจำจังหวัด
  • สินค้าเฉพาะพื้นที่

ตัวเลขสูงไม่ได้หมายความว่าจังหวัดนั้นมีจำนวนผู้ค้นหามากที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงคำค้นนั้นมีสัดส่วนความสนใจสูงเมื่อเทียบกับการค้นหาทั้งหมดในพื้นที่นั้น

🎯 วิธีเลือกหัวข้อวิดีโอจาก Google Trends

ไม่ควรเลือกหัวข้อเพราะกราฟสูงเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบองค์ประกอบเพิ่มเติมด้วย

เช็กลิสต์ก่อนเลือกหัวข้อ

  • กราฟกำลังเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • คำค้นตรงกับกลุ่มผู้ชมของช่องหรือไม่
  • มีวิดีโอใหม่จากคู่แข่งมากแค่ไหน
  • วิดีโอที่มีอยู่ตอบคำถามครบหรือยัง
  • ครีเอเตอร์สามารถผลิตเนื้อหาได้ทันหรือไม่
  • หัวข้อมีข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้หรือไม่
  • หลังหมดกระแสแล้วยังมีคนค้นหาหรือไม่
  • สามารถสร้างเนื้อหาที่แตกต่างได้อย่างไร

หัวข้อที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องมีกราฟสูงที่สุด แต่ควรเป็นหัวข้อที่มีความสนใจเพียงพอ คู่แข่งไม่แข็งแรงเกินไป และตรงกับความเชี่ยวชาญของช่อง

🔍 วิธีหา Content Gap ด้วย Google Trends

Content Gap คือเรื่องที่ผู้ชมกำลังสนใจ แต่ยังไม่มีวิดีโอที่ตอบคำถามได้ดีหรือครบถ้วน

ขั้นตอนค้นหา

  1. ใส่คีย์เวิร์ดหลักใน Google Trends
  2. เลือกประเทศไทยและ YouTube Search
  3. ดูคำค้นที่กำลังเพิ่มขึ้น
  4. นำคำค้นเหล่านั้นไปค้นหาบน YouTube
  5. กรองวิดีโอเป็นเดือนนี้หรือปีนี้
  6. ตรวจสอบคุณภาพของผลลัพธ์หน้าแรก
  7. อ่านความคิดเห็นเพื่อหาคำถามเพิ่มเติม
  8. เลือกคำที่ยังไม่มีคำตอบครบถ้วน
  9. สร้างวิดีโอให้ตรงกับ Search Intent

สัญญาณของ Content Gap

  • ผลการค้นหามีแต่วิดีโอเก่า
  • ชื่อวิดีโอไม่ตรงกับคำถาม
  • ไม่มีวิดีโอภาษาไทย
  • ขั้นตอนในคลิปไม่เป็นปัจจุบัน
  • ผู้ชมถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ
  • มีคลิปสั้นแต่ไม่มีคำอธิบายฉบับเต็ม
  • วิดีโออันดับต้นอธิบายไม่ครบ
  • โปรแกรมหรือหน้าจอเปลี่ยนไปแล้ว

📅 วิธีหาเทรนด์ตามฤดูกาล

ขยายช่วงเวลาเป็น 5 ปี แล้วดูว่ากราฟเพิ่มขึ้นในเดือนเดิมของแต่ละปีหรือไม่

ตัวอย่างเทรนด์ตามฤดูกาล:

  • ของขวัญวาเลนไทน์
  • เที่ยวสงกรานต์
  • สมัครเรียน
  • เปิดเทอม
  • วันแม่
  • ลอยกระทง
  • ลดราคาปลายปี
  • ของขวัญปีใหม่
  • ยื่นภาษี
  • ฟุตบอลรายการสำคัญ

หากกราฟเพิ่มก่อนวันสำคัญประมาณ 2–4 สัปดาห์ ควรเผยแพร่วิดีโอก่อนช่วงพีค เพื่อให้ YouTube มีเวลาทำความเข้าใจและจัดอันดับเนื้อหา

📝 ตัวอย่างการใช้ Google Trends วางแผนคลิป

สมมุติว่าต้องการทำวิดีโอเกี่ยวกับโปรแกรมตัดต่อ ให้เริ่มจากคีย์เวิร์ดกว้าง เช่น “ตัดต่อวิดีโอ” แล้วตรวจสอบคำค้นที่เกี่ยวข้อง

หากพบคำที่กำลังเพิ่มขึ้น เช่น:

  • ตัดต่อวิดีโอด้วย AI
  • แอปตัดต่อวิดีโอฟรี
  • ตัดต่อ YouTube Shorts
  • ลบพื้นหลังวิดีโอ
  • ใส่คำบรรยายอัตโนมัติ

จากนั้นนำแต่ละคำไปค้นหาบน YouTube และประเมินคู่แข่ง หากผลลัพธ์มีวิดีโอเก่า ขั้นตอนไม่ครบ หรือยังไม่มีวิดีโอภาษาไทยที่ดี คำนั้นอาจเหมาะสำหรับสร้างคอนเทนต์ใหม่

📋 ตารางวางแผนคีย์เวิร์ดอย่างง่าย

คีย์เวิร์ดแนวโน้มคู่แข่งIntentการตัดสินใจ
คำที่ 1เพิ่มขึ้นต่ำวิธีทำทำทันที
คำที่ 2คงที่ปานกลางรีวิวทำแบบละเอียด
คำที่ 3ลดลงสูงข่าวรอดูสถานการณ์
คำที่ 4ตามฤดูกาลต่ำเปรียบเทียบวางแผนล่วงหน้า

ตารางนี้ช่วยป้องกันการเลือกหัวข้อจากกราฟเพียงอย่างเดียว และทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความสนใจ การแข่งขัน และความต้องการของผู้ชม

⚠️ ข้อจำกัดของ Google Trends

Google Trends มีประโยชน์มาก แต่ควรเข้าใจข้อจำกัดดังต่อไปนี้:

  • ไม่แสดงจำนวนการค้นหาที่แน่นอน
  • คำที่มีการค้นหาน้อยอาจไม่มีกราฟ
  • ตัวเลขเปลี่ยนตามประเทศและช่วงเวลา
  • ค่า 100 ไม่ได้หมายถึงผู้ค้นหา 100 คน
  • คำที่กราฟสูงอาจมีคู่แข่งสูงมาก
  • ข่าวด่วนอาจทำให้ข้อมูลพุ่งเพียงชั่วคราว
  • การสะกดต่างกันอาจให้ผลลัพธ์ต่างกัน
  • Search term กับ Topic ให้ข้อมูลคนละลักษณะ
  • เทรนด์ Google Search อาจไม่เหมือน YouTube Search
  • ต้องตรวจสอบผลการค้นหาจริงบน YouTube เพิ่มเติม

❌ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลืมเปลี่ยนประเภทเป็น YouTube Search
  • เลือกประเทศผิดจากกลุ่มเป้าหมาย
  • ดูกราฟช่วงสั้นเกินไป
  • เข้าใจว่า 100 คือจำนวนการค้นหา
  • เปรียบเทียบคำด้วยการตั้งค่าคนละแบบ
  • เลือกหัวข้อจากกราฟโดยไม่ตรวจสอบคู่แข่ง
  • ทำวิดีโอเมื่อกระแสผ่านจุดสูงสุดแล้ว
  • มองข้ามคำค้นที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่ตรวจสอบ Search Intent
  • เชื่อข้อมูลจาก Google Trends เพียงแหล่งเดียว

❓ คำถามที่พบบ่อย

Google Trends ใช้ฟรีหรือไม่

ใช้ได้ฟรีและไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็กเกจเพื่อดูแนวโน้มคำค้นทั่วไป

Google Trends บอกจำนวนการค้นหา YouTube ได้หรือไม่

ไม่บอกจำนวนการค้นหาที่แน่นอน แต่แสดงระดับความสนใจเชิงเปรียบเทียบในรูปแบบ 0–100

Google Trends กับ YouTube Analytics เหมือนกันหรือไม่

ไม่เหมือนกัน Google Trends แสดงแนวโน้มความสนใจโดยรวม ส่วน YouTube Analytics แสดงข้อมูลที่เกิดขึ้นกับช่องและวิดีโอของเจ้าของช่อง

ทำไมบางคำไม่มีข้อมูล

อาจมีปริมาณความสนใจต่ำเกินไป สะกดคำไม่ตรง หรือกำหนดประเทศและช่วงเวลาแคบเกินไป ให้ลองขยายช่วงเวลา เลือกพื้นที่กว้างขึ้น หรือลดจำนวนคำที่เปรียบเทียบ

ควรใช้ช่วงเวลาใดหาเทรนด์ YouTube

ใช้ 7–30 วันสำหรับกระแสปัจจุบัน ใช้ 12 เดือนสำหรับภาพรวม และใช้ 5 ปีเพื่อตรวจสอบฤดูกาลหรือแนวโน้มระยะยาว

Google Trends ใช้หาไอเดีย YouTube Shorts ได้หรือไม่

ได้ โดยมองหาคำค้นที่กำลังเพิ่มขึ้นแล้วตรวจสอบต่อใน YouTube Shorts ว่ามีเสียง รูปแบบ หรือหัวข้อเดียวกันกำลังแพร่กระจายหรือไม่

กราฟลดลงควรทำวิดีโอหรือไม่

ขึ้นอยู่กับ Search Intent หากเป็นข่าวที่กระแสหมดแล้วอาจไม่คุ้ม แต่ถ้าเป็นคำถามระยะยาวและยังมีผู้ค้นหาสม่ำเสมอ ก็สามารถทำเป็นคอนเทนต์ Evergreen ได้

📌 สรุป

วิธีใช้ Google Trends ค้นหาเทรนด์ YouTube ที่ถูกต้องคือกำหนดประเทศ ช่วงเวลา และหมวดหมู่ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นเปลี่ยนประเภทการค้นหาเป็น YouTube Search แล้วตรวจสอบกราฟ พื้นที่ และคำค้นที่เกี่ยวข้อง

อย่าเลือกหัวข้อจากค่า 100 หรือคำว่า Breakout เพียงอย่างเดียว ควรนำคีย์เวิร์ดไปตรวจสอบคู่แข่งและ Search Intent บน YouTube อีกครั้ง หากความสนใจกำลังเพิ่ม ผลการค้นหายังไม่ตอบโจทย์ และหัวข้อตรงกับผู้ชมของช่อง ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นวิดีโอที่ค้นหาเจอและสร้างยอดดูได้ต่อเนื่อง