Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หาก iPhone ไม่มีเสียงเรียกเข้า ไม่สั่น สายเข้าแล้วไม่ดัง โทรเข้ามาแต่หน้าจอเงียบ หรือบางเบอร์โทรเข้าแล้วเข้าวอยซ์เมลทันที อย่าเพิ่งสรุปว่าลำโพงหรือมอเตอร์สั่นเสีย เพราะสาเหตุที่พบบ่อยมากคือ Silent Mode, Focus/Do Not Disturb, Ringtone and Alerts เบา, Haptics ถูกปิด, Unknown Callers/Spam Filtering, Blocked Contacts หรือ Call Forwarding
Apple แนะนำให้ตรวจ Silent Mode, Do Not Disturb, Blocked Contacts, Call Forwarding และการกรองสายจากผู้โทรที่ไม่รู้จัก เมื่อ iPhone รับสายไม่ได้หรือสายเข้าไม่ดังตามปกติ.
สองอาการนี้ไม่เหมือนกัน
มักเกี่ยวกับ
ควรตรวจเพิ่ม
การแยกสองกรณีนี้ช่วยลดการ Reset เครื่องโดยไม่จำเป็น
Apple ระบุว่าเมื่อ Silent Mode เปิดอยู่ iPhone จะไม่เล่นเสียงเรียกเข้าและเสียงเตือนตามปกติ แม้เครื่องอาจยังสั่นได้ตาม Haptics Settings.
ถ้า iPhone มี Ring/Silent Switch ให้ตรวจว่าสวิตช์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง Silent
ถ้าเป็นรุ่นที่ใช้ Action Button ให้ตรวจ Silent Mode จาก Settings หรือ Action Button
บน iPhone รุ่นที่มี Action Button สามารถเข้า
Settings → Sounds & Haptics
แล้วเปิดหรือปิด Silent Mode ได้ตามรุ่นและการตั้งค่าของเครื่อง
Apple ระบุว่า Action Button สามารถกำหนดให้ควบคุม Silent Mode ได้ด้วย.
ดังนั้นถ้าสายเข้าแล้วไม่ดังหลังเปลี่ยนการตั้งค่า Action Button ให้ตรวจจุดนี้ก่อน
เข้า
Settings → Sounds & Haptics
ดูแถบ
Ringtone and Alerts
แล้วลากไปทางขวา
Apple ระบุว่า Slider นี้ใช้กำหนดระดับเสียงสำหรับ Ringtone และ Alerts.
ถ้าอยู่ต่ำเกือบสุด สายเข้าอาจดังเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ขณะที่อยู่ใน
Settings → Sounds & Haptics
ลาก Slider ของ Ringtone and Alerts ไปมา
ถ้าลำโพงทำงานปกติ ควรได้ยินเสียงตัวอย่าง
หาก Slider เพิ่มสุดแต่ไม่มีเสียงเลย ควรทดสอบลำโพงเพิ่มเติมตามขั้นตอน Speaker Troubleshooting ของ Apple.
นี่เป็นจุดที่คนสับสนมาก
การเพิ่มเสียง YouTube หรือ Music ไม่จำเป็นต้องทำให้ Ringtone and Alerts ดังขึ้นเสมอไป
ให้เข้า
Settings → Sounds & Haptics
แล้วตรวจ Ringtone and Alerts โดยตรง
Apple มีการควบคุมระดับ Ringer/Alert แยกจาก Media Volume.
ใน
Settings → Sounds & Haptics
มีตัวเลือก Change with Buttons
ถ้าเปิดอยู่ ปุ่ม Volume สามารถเปลี่ยน Ringer/Alert Volume ในบางสถานการณ์ได้
Apple ระบุว่าหากต้องการล็อกระดับ Ringer และ Alert ไว้ ให้ปิด Change with Buttons.
ถ้าชอบเผลอกดลดเสียง ควรลองปิดตัวเลือกนี้
เข้า
Settings → Sounds & Haptics
ตั้ง Ringtone and Alerts ให้ได้ระดับที่ต้องการ
จากนั้นปิด
Change with Buttons
Apple ระบุว่าวิธีนี้จะล็อกระดับ Ringer และ Alert ไม่ให้ปุ่ม Volume เปลี่ยนได้ง่าย.
เข้า
Settings → Sounds & Haptics → Ringtone
แล้วเลือกเสียงเรียกเข้า
Apple ระบุว่าสามารถแตะ Ringtone เพื่อ Preview และกำหนดเสียงใหม่ได้.
ถ้าใช้ Custom Ringtone ที่มีปัญหา ให้ลองเปลี่ยนเป็น Ringtone มาตรฐานของ iPhone เพื่อทดสอบ
Apple รองรับการดาวน์โหลด Tone ที่เคยซื้อกลับได้
เข้า
Settings → Sounds & Haptics → Ringtone
แล้วดูตัวเลือก Download All Purchased Tones หากมี.
อย่างไรก็ตามหากเพียงต้องการทดสอบเสียง ให้ใช้เสียงมาตรฐานก่อน
ไม่เสมอไป
ถ้าเครื่องยังสั่นแต่ไม่มีเสียง ให้ตรวจ
ก่อน
Silent Mode สามารถปิดเสียงแต่ยังให้ Haptics ทำงานได้ตามการตั้งค่า.
เข้า
Settings → Sounds & Haptics → Haptics
Apple มีตัวเลือก เช่น
ถ้าเลือก Never Play เครื่องจะไม่สั่นสำหรับ Incoming Calls และ Alerts.
เข้า
Settings → Sounds & Haptics → Haptics
แล้วเลือกตัวเลือกที่อนุญาต Haptics ใน Silent Mode เช่น Always Play หรือ Play in Silent Mode ตามความต้องการ.
หากเลือก Don’t Play in Silent Mode แล้วเปิด Silent อยู่ คุณอาจไม่ได้รับแรงสั่นตามที่คาด
ตรวจอีกจุดที่
Settings → Accessibility → Touch → Vibration
Apple ระบุว่าถ้าปิด Vibration ตรงนี้ จะเป็นการปิดการสั่นทั้งหมดของ iPhone รวมถึงการแจ้งเตือนหลายประเภท.
ดังนั้น Haptics ใน Sounds & Haptics อาจตั้งถูก แต่ถ้า Vibration ระดับ Accessibility ถูกปิด เครื่องก็ยังไม่สั่น
Apple เตือนว่าการปิด
Settings → Accessibility → Touch → Vibration
จะปิดการสั่นทั้งหมด และอาจรวมถึง Emergency Alerts บางประเภทด้วย.
ดังนั้นไม่ควรปิดตัวเลือกนี้เพียงเพราะไม่ชอบแรงสั่นของ Keyboard
Keyboard Haptics มี Settings แยกต่างหาก
ได้
Apple ระบุว่าเมื่อ Do Not Disturb เปิดอยู่ คุณจะไม่ได้ยิน Ringtone หรือ Text Tone สำหรับ Incoming Calls, Messages และ Notifications ตามปกติ.
ตรวจที่
Settings → Focus → Do Not Disturb
แล้วปิดเพื่อทดสอบ
เปิด Control Center
แตะ Focus
ถ้า Do Not Disturb เปิดอยู่ ให้แตะเพื่อปิด
Apple รองรับการเปิด/ปิด Do Not Disturb จาก Control Center โดยตรง.
หลังปิด ให้ลองโทรเข้าจากอีกเครื่องทันที
อาจมี Schedule
Apple ระบุว่า Do Not Disturb สามารถตั้ง Schedule ให้เปิดอัตโนมัติตามเวลาได้
ตรวจที่
Settings → Focus → Do Not Disturb → Set a Schedule
แล้วดูว่ามี Schedule ที่เปิดใช้งานอยู่หรือไม่.
ถ้าสายไม่ดังเฉพาะกลางคืน จุดนี้สำคัญมาก
ไม่ได้มีเฉพาะ Do Not Disturb
ยังมี Focus เช่น
Focus สามารถกำหนดว่า People และ Apps ใดจะผ่านได้ และสามารถ Silence Notifications ตามกฎของแต่ละ Focus.
หากสายไม่ดังเฉพาะบางช่วง ให้ตรวจ Focus ที่กำลัง Active
ไม่จำเป็นต้องปิด Focus ทั้งหมด
เข้า
Settings → Focus → เลือก Focus → People
แล้วกำหนดคนที่อนุญาตให้ติดต่อผ่านได้
Apple รองรับการกำหนด People ที่สามารถส่ง Calls/Notifications ผ่าน Focus ได้.
เหมาะสำหรับ
Apple มี Emergency Bypass สำหรับ Contact สำคัญ
เข้า
Contacts → เลือกบุคคล → Edit → Ringtone
แล้วเปิด
Emergency Bypass
Apple ระบุว่าฟังก์ชันนี้สามารถให้เสียงและการสั่นของ Contact นั้นผ่านได้แม้ iPhone หรือ Notifications ถูก Silence.
ให้ตรวจ Contact นั้นโดยเฉพาะ
ถ้าคนอื่นโทรเข้าดังตามปกติ ลำโพงและ Ringtone System มีแนวโน้มว่ายังทำงาน
จึงไม่ควร Factory Reset ทั้งเครื่องเพราะ Contact เดียว
ใน iOS 26 Apple มีเมนูรวม Blocked Contacts ที่
Settings → Privacy & Security → Blocked Contacts
สามารถดูและ Unblock บุคคลที่ถูกบล็อกได้.
ถ้าเบอร์หนึ่งโทรเข้าไม่ถึงเลย ให้ตรวจตรงนี้ก่อน
เมื่อ Contact/Number ถูก Block การสื่อสารจากบุคคลนั้นจะถูกจำกัดตามระบบของ iOS
หากอาการเกิดเฉพาะคนเดียว ให้เปิด Blocked Contacts และตรวจว่าหมายเลขนั้นอยู่ในรายการหรือไม่
Apple เปิดให้จัดการรายการ Blocked Contacts ได้จาก Privacy & Security ใน iOS 26.
ให้ตรวจ Unknown Callers
ใน iOS 26 Apple มีระบบจัดการ Caller ที่ไม่อยู่ใน Contacts ซึ่งสามารถ
ผู้โทรที่ไม่รู้จักได้.
ถ้าเลือก Silence เบอร์ที่ไม่รู้จักอาจถูกส่งไป Voicemail โดยไม่ดังให้คุณได้ยิน
เข้า
Settings → Apps → Phone
แล้วดูส่วนจัดการ Unknown Callers/Call Screening
Apple ระบุว่าการตั้งค่า Call Screening สามารถกำหนดวิธีรับสายจากหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกใน Contacts ได้.
ถ้าต้องการให้เบอร์ใหม่โทรเข้าแล้วดัง ให้ปิด Silence หรือปรับการกรองให้เหมาะสม
Apple ระบุว่า Calls จาก Unknown Numbers ที่ถูกตั้งให้ Silence สามารถถูกส่งไป Voicemail และจัดอยู่ในรายการ Unknown Callers แทนการ Ring ตามปกติ.
ดังนั้นอาการ
ลูกค้าบอกโทรมาแล้ว แต่เราไม่ได้ยินเสียง
อาจมาจาก Caller Filtering ไม่ใช่เครือข่ายเสีย
Apple แนะนำว่า หากต้องการหลีกเลี่ยงการพลาดสายจากบุคคลหนึ่ง ให้เพิ่มหมายเลขนั้นเข้า Contacts เพื่อให้ iPhone รู้จัก Caller.
เหมาะกับ
โดยเฉพาะถ้าใช้ Unknown Caller Filtering
ใน iOS ปัจจุบัน iPhone สามารถใช้การกรอง Spam/Fraud ที่อาศัยข้อมูลจาก Carrier
Apple ระบุว่า Calls ที่ Carrier ระบุว่าเป็น Spam หรือ Fraud สามารถถูก Silence, ส่งไป Voicemail และย้ายไป Spam List ได้.
ถ้าสายจากบริษัทบางแห่งหาย ให้ตรวจ Spam Filtering ด้วย
ถ้าผู้โทรเป็นบุคคลที่รู้จักแต่สายถูกกรองเป็น Spam
ควร
เพราะ Apple ระบุว่าการระบุ Spam บางส่วนมาจากผู้ให้บริการเครือข่าย.
ได้
หากเปิด Call Forwarding สายสามารถถูกส่งต่อไปยังหมายเลขอื่นแทน
Apple แนะนำให้ตรวจ
Settings → Apps → Phone → Call Forwarding
และปิดหากไม่ได้ต้องการใช้.
นี่สำคัญเมื่อโทรเข้าแล้วเครื่องไม่ขึ้นสายเลย
Apple ระบุว่าบน iPhone ที่ใช้ Dual SIM เมื่อจัดการ Call Forwarding อาจต้องเลือก Line ก่อน.
ดังนั้นถ้ามี
และปัญหาเกิดเพียงหมายเลขเดียว ให้ตรวจการตั้งค่าของ Line นั้นโดยเฉพาะ
หาก Cellular Network ถูกตัดจาก Airplane Mode สายมือถือปกติอาจไม่เข้าตามที่คาด
Apple แนะนำเมื่อรับสายไม่ได้ให้เปิด Airplane Mode แล้วปิดอีกครั้ง โดยรอประมาณ 5 วินาทีระหว่างการสลับ.
วิธีนี้ช่วย Refresh Connection กับเครือข่ายมือถือ
ถ้า iPhone ขึ้น
ปัญหาหลักคือ Cellular Connection ไม่ใช่เสียงเรียกเข้า
กรณีนี้ให้แก้ตามหัวข้อ 477 — iPhone ไม่มีสัญญาณ ขึ้น SOS หรือกำลังค้นหา
การเพิ่ม Ringtone Volume ไม่ทำให้สายเข้าถึงเครื่องถ้าไม่มีเครือข่าย
นี่อาจเป็นพฤติกรรมปกติ
Apple ระบุว่าเมื่อมี Incoming Call สามารถกด Side Button หรือ Volume Button หนึ่งครั้งเพื่อ Silence สายเรียกเข้า โดยยังสามารถรับสายได้จนกว่าจะไป Voicemail.
ถ้าเผลอกดปุ่มในกระเป๋า เสียงเรียกเข้าอาจหยุดทันที
Apple ระบุว่า
ดังนั้นถ้าสายหายเร็วมากหลังจับเครื่อง อาจเกิดจากการกดปุ่มโดยไม่ตั้งใจ
บน iPhone ที่มี TrueDepth Camera Apple มี Attention Aware Features
เมื่อระบบตรวจว่าคุณกำลังมองหน้าจอ มันสามารถ ลดระดับเสียงของ Alerts ได้.
ดังนั้นหาก
ตอนแรกดัง → พอหยิบขึ้นมามองแล้วเสียงลด
อาจเป็นพฤติกรรมของ Attention Aware ไม่ใช่ลำโพงเสีย
บน iPhone รุ่นที่รองรับ เข้า
Settings → Face ID & Passcode → Attention Aware Features
แล้วปิดชั่วคราวเพื่อทดสอบ
Apple ระบุว่าการปิดตัวเลือกนี้จะหยุดพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การลดเสียง Alert เมื่อระบบเห็นว่าคุณกำลังมองอุปกรณ์.
หากเสียงไม่ลดเองอีก สาเหตุมีน้ำหนักไปที่ฟังก์ชันนี้
Apple ระบุว่า TrueDepth Camera สามารถรองรับ Attention Aware Features ได้แม้ผู้ใช้ไม่ได้ Enroll Face ID.
ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้ใช้ Face ID ก็ยังควรตรวจ Attention Aware หาก Alert Volume ลดลงเมื่อมองหน้าจอ
กรณีนี้ควรตรวจ Speaker
Apple แนะนำว่าเมื่อไม่มี Sound
หากยังไม่มีเสียง อุปกรณ์อาจต้องรับบริการ
กรณีนี้แสดงว่า Speaker สามารถสร้างเสียงได้ในการทดสอบ
ให้เน้นตรวจ
มากกว่า Hardware Speaker
ตรวจ Contact นั้น
Contacts → เลือกบุคคล → Edit → Ringtone
แล้วเลือก Ringtone มาตรฐานเพื่อทดสอบ
Apple รองรับการกำหนด Ringtone เฉพาะ Contact และ Emergency Bypass ได้.
ถ้ากำหนด Custom Tone ที่มีปัญหา ลองเปลี่ยนกลับเป็นเสียงมาตรฐาน
ใช้ Emergency Bypass
เข้า
Contacts → Contact → Edit → Ringtone → Emergency Bypass
Apple ระบุว่า Emergency Bypass สามารถให้เสียงและ Haptics ของ Contact นั้นผ่านได้แม้ iPhone หรือ Notifications ถูก Silence.
เหมาะกับบุคคลที่ต้องไม่พลาดสาย
หากใช้ Apple Watch ควรตรวจทั้ง iPhone และ Watch เพราะการแจ้งเตือนและ Haptics ของ Watch มี Settings แยก
Apple Watch สามารถกำหนด
ได้จาก Settings → Sounds & Haptics บน Watch.
ถ้าพึ่งการสั่นบนข้อมือ ควรตรวจ Watch Settings เพิ่มด้วย
ถ้า iPhone เชื่อมกับระบบรถหรือ Bluetooth Audio อยู่ Audio ระหว่างการโทรสามารถถูก Route ไปยังอุปกรณ์อื่นได้
Apple ระบุว่าขณะโทร ผู้ใช้สามารถเลือก Audio Destination เช่น Speaker หรือ Bluetooth Device ได้.
ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะตอนอยู่ในรถ ให้ Disconnect Bluetooth/CarPlay แล้วทดสอบสายใหม่
iPhone สามารถอนุญาตให้ iPad หรือ Mac รับและโทรออกผ่านหมายเลข iPhone ได้
ตั้งค่าที่
Settings → Apps → Phone → Calls on Other Devices
Apple ระบุว่าอุปกรณ์ที่เลือกสามารถรับสายเมื่ออยู่ใกล้ iPhone ใช้ Wi-Fi เดียวกัน และ Sign in Apple Account เดียวกัน.
ถ้า Environment มีหลายอุปกรณ์และพฤติกรรมสายดูแปลก ควรตรวจส่วนนี้ด้วย
ไม่จำเป็น
รูปแบบการแสดง Incoming Call สามารถแตกต่างตามสถานะการใช้งาน iPhone และ Version ของ iOS
สิ่งสำคัญคือดูว่า
ถ้ามี Banner แต่ไม่มี Sound ให้แก้ Sound/Focus มากกว่า Cellular
ตรวจทันที
Apple ระบุว่า Do Not Disturb สามารถตั้ง Schedule ให้กลับมาเปิดเองได้.
กรณีเกิดเวลาเดิมทุกวัน มักควรตรวจ Schedule ก่อน Hardware
ตรวจ
ก่อน
Apple ระบุว่า iOS ปัจจุบันสามารถ Silence Calls จากหมายเลขที่ไม่อยู่ใน Contacts และส่งไป Voicemail ได้.
ลองเพิ่มเบอร์นั้นเข้า Contacts แล้วโทรใหม่เพื่อทดสอบ
หากทุกคนโทรแล้วเครื่องเงียบ ให้ตรวจตามลำดับ
ถ้าโทรเข้าไม่ปรากฏใน Recents ด้วย ให้เพิ่มน้ำหนักไปทาง Network/Line มากกว่า Audio
ถ้า Call ปรากฏใน Recents แสดงว่าสายเคยเข้าระบบโทรศัพท์ของเครื่องในระดับหนึ่ง
ให้ตรวจ
โดยเฉพาะถ้า Missed Call มาจากเบอร์ที่ไม่บันทึก ให้ตรวจ Unknown Callers ก่อน.
กรณีนี้ควรตรวจ Network/Call Handling มากขึ้น เช่น
Apple แนะนำสำหรับอาการรับสายไม่ได้ให้ตรวจ Airplane Mode, Focus, Blocked Contacts, Call Forwarding และ Unknown Caller Settings.
หาก Settings ดูถูกต้อง แต่สายเข้าไม่ดังผิดปกติ ให้ Restart iPhone แล้วทดสอบใหม่
หลังเปิดเครื่อง
จะช่วยแยก Unknown Caller Filtering ออกจาก Sound Issue
หากปัญหาเริ่มหลัง Update หรือ Settings ทำงานผิดปกติหลายจุด ให้ตรวจ
Settings → General → Software Update
และใช้ iOS รุ่นปัจจุบันที่เครื่องรองรับ
หลัง Update ให้ Restart และทดสอบด้วยสายจริงอีกครั้ง
ไม่ควรเป็นขั้นตอนแรกถ้าสายเข้าถึงเครื่องแต่ไม่มีเสียง
Network Reset เหมาะกว่าเมื่อ
ถ้าเห็น Incoming Call แต่เครื่องไม่ดัง ให้แก้ Silent Mode, Focus, Ringtone และ Haptics ก่อน
ไม่ควรเป็นขั้นตอนแรก
ก่อน Reset ให้ตรวจครบก่อน
ส่วนใหญ่สามารถแก้เป็นราย Setting ได้โดยไม่ต้อง Reset ทั้งเครื่อง
ไม่ควร
Factory Reset ไม่สามารถแก้
ได้อย่างตรงจุด
ให้ตรวจการตั้งค่าและเครือข่ายก่อนเสมอ
ควรเพิ่มความสงสัยเมื่อ
Apple ระบุว่าหากยังไม่มี Sound หรือมี Distorted Sound หลัง Speaker Troubleshooting อาจต้องรับบริการ.
ควรเพิ่มความสงสัยเมื่อ
หาก Software Settings ถูกต้องแต่ไม่มี Haptic Response หลายระบบ อาจต้องตรวจ Hardware เพิ่ม
ควรติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายเมื่อ
Apple ระบุว่า Call Forwarding และ Call Filtering บางส่วนขึ้นกับ Carrier/Network ด้วย.
ทำตามลำดับนี้
ตรวจ Silent Mode → Settings → Sounds & Haptics → Ringtone and Alerts → Focus/Do Not Disturb ก่อน Apple ระบุว่าทั้ง Silent Mode และ Do Not Disturb สามารถทำให้สายเข้าไม่มีเสียงได้.
ตรวจว่าเพิ่ม Ringtone and Alerts ไม่ใช่เพียง Media Volume และตรวจ Focus, Ringtone, Unknown Callers และ Call Forwarding เพิ่ม.
เข้า Settings → Sounds & Haptics → Haptics และอย่าตั้ง Never Play จากนั้นตรวจ Settings → Accessibility → Touch → Vibration ว่ายังเปิดอยู่.
Apple ระบุว่าเมื่อ Haptics ตั้งเป็น Never Play คุณจะไม่ได้ยินหรือรู้สึกการสั่นของ Incoming Calls และ Alerts ตามการตั้งค่านั้น.
มักควรตรวจ Unknown Callers/Call Screening เพราะ iOS สามารถ Silence เบอร์ที่ไม่อยู่ใน Contacts และส่งไป Voicemail ได้.
ตรวจ
ก่อน เพราะทั้งหมดสามารถเกี่ยวข้องกับสายที่ไม่ Ring ตามปกติ.
Apple ระบุเส้นทางปัจจุบันเป็น
Settings → Privacy & Security → Blocked Contacts.
เข้า
Settings → Apps → Phone → Call Forwarding
และปิดหากไม่ได้ใช้งาน.
อาจมี Schedule เข้า Settings → Focus → Do Not Disturb → Set a Schedule แล้วตรวจ Schedule ที่กำลัง Active.
สามารถอนุญาต People ใน Focus หรือเปิด Emergency Bypass ใน Contact → Edit → Ringtone.
บน iPhone ที่รองรับ Attention Aware Apple ระบุว่าเครื่องสามารถลด Volume ของ Alerts เมื่อระบบตรวจว่าคุณกำลังมองหน้าจอ.
เข้า
Settings → Face ID & Passcode → Attention Aware Features
แล้วปิดเพื่อทดสอบ.
ไม่ Apple ระบุว่ากด Side Button หรือ Volume Button หนึ่งครั้งสามารถ Silence สายเรียกเข้าได้โดยยังรับสายได้อยู่.
Apple ระบุว่าการกด Side Button สองครั้งเร็ว ๆ สามารถ Decline Call และส่งไป Voicemail.
Disconnect Bluetooth/CarPlay เพื่อทดสอบ เพราะ Audio ของ Call สามารถถูกส่งไป Bluetooth Device ได้.
ตรวจ Silent Mode, Focus, Case/Film, Speaker Opening และลำโพงตามขั้นตอน Apple หากยังไม่มีเสียงอุปกรณ์อาจต้องรับบริการ.
ไม่ควรเป็นขั้นแรกถ้าสายเข้าปรากฏบนหน้าจอแต่ไม่มีเสียง ให้แก้ Sound/Focus/Haptics ก่อน
ไม่ควร เพราะสาเหตุจำนวนมากเป็น Settings เฉพาะจุด เช่น Silent Mode, Focus, Haptics, Unknown Callers, Blocked Contacts และ Call Forwarding ซึ่งสามารถแก้ได้โดยไม่ล้างเครื่อง
หาก iPhone ไม่มีเสียงเรียกเข้า ไม่สั่น หรือสายเข้าแล้วไม่ดัง ให้เริ่มจาก ปิด Silent Mode → Settings → Sounds & Haptics → เพิ่ม Ringtone and Alerts → ตรวจ Haptics → Settings → Accessibility → Touch → Vibration เพราะ Apple แยกการควบคุมเสียงเรียกเข้าและแรงสั่นออกจาก Media Volume อย่างชัดเจน และการตั้ง Haptics เป็น Never Play สามารถทำให้ Incoming Calls/Alerts ไม่สั่นได้.
ถ้าเครื่องมีเสียงทดสอบปกติแต่ สายจริงไม่ดัง ให้ตรวจ Focus/Do Not Disturb และ Schedule ต่อ เพราะ Do Not Disturb สามารถ Silence สายเข้าได้ และ Schedule สามารถทำให้มันกลับมาเปิดเองตามเวลาที่กำหนด.
หาก เบอร์ใน Contacts โทรเข้าดัง แต่เบอร์ใหม่ไม่ดัง ให้ตรวจ Unknown Callers, Call Screening และ Spam Filtering เพราะ iOS ปัจจุบันสามารถ Silence หมายเลขที่ไม่รู้จักหรือสายที่ Carrier ระบุว่าเป็น Spam แล้วส่งไป Voicemail โดยไม่ Ring ตามปกติ.
ถ้า สายไม่เข้าถึงเครื่องเลย ให้ตรวจ Blocked Contacts, Call Forwarding, Airplane Mode และ Cellular Network เพิ่ม โดย Apple แนะนำจุดเหล่านี้โดยตรงเมื่อ iPhone รับสายไม่ได้.
สุดท้าย หาก Ringtone Test, Music และ Speakerphone ล้วนไม่มีเสียง แม้ Silent Mode/Focus ปิดและ Volume ถูกต้อง ควรตรวจ Speaker Hardware ส่วนถ้าเสียงปกติแต่เครื่อง ไม่สั่นในทุกสถานการณ์ ทั้งที่ Haptics และ Accessibility → Vibration เปิดอยู่ จึงค่อยพิจารณาตรวจระบบ Haptic/Taptic Engine แทนการ Factory Reset แบบสุ่ม