Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

ลำโพงหลังไม่มีเสียงตอนดูหนัง อาจเป็นพฤติกรรมปกติหากฉากนั้นมีเพียงเสียงพูดจากลำโพง Center หรือคอนเทนต์ต้นฉบับเป็น Stereo แต่ถ้าลำโพง Surround เงียบตลอดทั้งเรื่อง ควรตรวจตั้งแต่ Test Tone สายลำโพง Speaker Configuration ไปจนถึงรูปแบบเสียงที่ทีวีส่งเข้า Home Theater
จุดที่ผู้ใช้มักสับสนคือระบบ 5.1 ต้องต่อลำโพงด้านหลังเข้าช่อง Surround L/R ไม่ใช่ Surround Back L/R เพราะช่อง Surround Back ใช้กับระบบ 7.1 หรือรูปแบบลำโพงเพิ่มเติมใน Receiver บางรุ่น
| ผลการทดสอบ | ความหมาย |
|---|---|
| Test Tone ออกลำโพงหลังครบ | ลำโพงและสายทำงาน ให้ตรวจคอนเทนต์กับ Sound Mode |
| Test Tone ไม่ออกทั้งสองข้าง | Speaker Configuration, Amp Assign หรือการต่อสาย |
| Test Tone ไม่ออกข้างเดียว | สาย ลำโพง หรือ Channel นั้นมีปัญหา |
| ดูหนัง 5.1 มีเสียง แต่เปิดเพลงไม่มี | เพลงเป็น Stereo หรือเลือกโหมด 2 Channel |
| แอปทีวีไม่มีเสียงหลัง แต่เครื่องเล่นแผ่นมี | ทีวีหรือแอปส่งเสียงมาเป็น 2.0 |
| เสียงหลังเบาเฉพาะฉากพูด | เป็นลักษณะปกติของการมิกซ์เสียง |
| ลำโพงไร้สายไฟกะพริบ | ยังไม่จับคู่หรือการเชื่อมต่อไม่เสถียร |
| Surround L/R สลับด้าน | สายหรือตำแหน่งลำโพงต่อสลับกัน |
อย่าใช้เพลงหรือฉากพูดเพื่อตัดสินว่าลำโพงหลังเสีย เพราะแหล่งเสียงเหล่านั้นอาจไม่มี Surround Channel ให้เปิดเมนูของ AV Receiver แล้วมองหา
ลดระดับเสียงรวมก่อนเปิด Test Tone จากนั้นตรวจว่าเสียงทดสอบออกจาก Surround Left และ Surround Right หรือไม่
ลำโพง สาย และภาคขยายยังทำงาน ปัญหาน่าจะอยู่ที่แทร็กเสียง Sound Mode หรือสัญญาณจากทีวี
ตรวจการต่อสาย Speaker Configuration, Amp Assign และระดับ Channel ตามขั้นตอนต่อไป
ระบบ 5.1 ประกอบด้วย Front Left, Center, Front Right, Surround Left, Surround Right และ Subwoofer ลำโพงที่วางด้านหลังผู้ฟังจึงต้องต่อช่อง SURROUND L/R
ไม่ควรต่อเข้าช่องต่อไปนี้หากตั้งระบบเป็น 5.1 ปกติ
แม้ชื่อ “Surround Back” จะดูตรงกับลำโพงด้านหลัง แต่ Receiver จำนวนมากสงวนช่องนี้ไว้สำหรับระบบ 7.1 หากไม่มี Surround L/R ระบบอาจปิดการทำงานของ Surround Back ไปด้วย
ปิด Receiver และถอดปลั๊กก่อนตรวจหรือเปลี่ยนสายทุกครั้ง จากนั้นตรวจว่า
หากเส้นทองแดงขั้วบวกและลบสัมผัสกัน Receiver อาจเข้าโหมด Protect จึงไม่ควรเปิดทดสอบจนกว่าการเชื่อมต่อจะเรียบร้อย
ไม่ควรเปิดฝา Receiver หรือลำโพงเพื่อซ่อมวงจรภายในเอง หากพบขั้วแตก สายไฟเสียหาย หรือเครื่องขึ้น Protect ควรให้ผู้ใหญ่หรือช่างตรวจสอบ
เข้าเมนู Speaker > Configuration, Speaker Layout หรือ Speaker Pattern แล้วตรวจค่า
ถ้า Surround ถูกตั้งเป็น None, No หรือ Not Connected ตัว Receiver จะไม่ส่งเสียงออกลำโพงหลัง แม้สายต่อถูกต้องแล้ว
หากเป็นชุดลำโพงขนาดเล็ก สามารถเริ่มจากตั้ง Surround เป็น Small แล้วกำหนด Crossover ตามคู่มือของลำโพง
Receiver ที่รองรับหลายโซนอาจนำภาคขยายสอง Channel ไปใช้กับ Zone 2, Height หรือ Bi-Amp ทำให้ขั้วลำโพงหลังไม่ทำงานตามที่คาดไว้
เปิด Amp Assign แล้วเลือกการตั้งค่าที่ตรงกับระบบ เช่น
จากนั้นกลับไปเปิด Test Tone อีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเสียงถูกส่งไปยัง Surround L/R
หาก Test Tone มีเสียงแต่เบามาก ให้เปิด Speaker Level หรือ Channel Level แล้วตรวจค่า Surround Left และ Surround Right
เริ่มจากค่ากลางหรือใกล้ 0 dB แล้วเพิ่มทีละเล็กน้อย ไม่ควรเพิ่มจนสุดทันที เพราะอาจทำให้เสียงด้านหลังดังเกินจริงเมื่อดูฉากที่มีเอฟเฟกต์รุนแรง
ควรปรับให้ Test Tone จากลำโพงทุกตัวมีระดับใกล้เคียงกันเมื่อฟังจากตำแหน่งนั่งหลัก ไม่ใช่ปรับให้ตัวเลขทุก Channel เท่ากันเสมอไป
เมื่อเลือกโหมดต่อไปนี้ ลำโพงหลังอาจไม่มีเสียง
ให้เปลี่ยนเป็นโหมดที่ใช้ลำโพง Surround เช่น
ถ้าคอนเทนต์เป็น 5.1 แท้ ควรใช้ Auto หรือโหมดถอดรหัสที่ตรงกับสัญญาณ ส่วนคอนเทนต์ Stereo ต้องใช้ Upmix หากต้องการให้เสียงออกลำโพงหลังด้วย
เปิดหน้า Information, Signal Info หรือ Audio Status แล้วดูว่า Receiver ได้รับเสียงแบบใด
| ข้อมูลที่แสดง | ผลต่อลำโพงหลัง |
|---|---|
| PCM 2.0 | ไม่มี Surround แยก Channel |
| Stereo | ออกคู่หน้าเป็นหลัก |
| Dolby Digital 5.1 | มี Surround Channel |
| Dolby Digital Plus 5.1 | มี Surround เมื่ออุปกรณ์รองรับ |
| DTS 5.1 | มี Surround เมื่ออุปกรณ์รองรับ |
| Multi Channel PCM 5.1 | มีเสียงแยก 6 Channel |
| Unknown หรือ Unsupported | อาจไม่มีเสียงหรือถูกแปลงรูปแบบ |
ถ้าหน้าจอ Receiver แสดง PCM 2.0 ตลอด แม้เลือกภาพยนตร์ที่มี 5.1 แสดงว่าเสียงถูกลดเหลือ Stereo ก่อนถึง Receiver
เปิดเมนู Audio หรือ Audio and Subtitles แล้วตรวจว่าเลือกแทร็กที่มีคำว่า 5.1, Dolby Audio, Dolby Digital Plus หรือ Surround
อย่าสรุปจากชื่อภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว เพราะแทร็กเสียงแต่ละภาษาอาจมีจำนวน Channel ไม่เท่ากัน บางภาษาเป็น 5.1 ขณะที่อีกภาษาอาจเป็น Stereo
หลังเลือกแทร็ก ให้ตรวจหน้าจอ Receiver ว่ารูปแบบ Input เปลี่ยนเป็น 5.1 หรือไม่
หากทีวีตั้ง Audio Output เป็น PCM อาจส่งออกเพียง Stereo ในบางรุ่นและบางช่องทาง ให้เปิด Settings > Sound > Digital Audio Output แล้วทดลอง
ตรวจผลจากหน้า Input Signal ของ Receiver ทุกครั้ง หากเปลี่ยนแล้วไม่มีเสียง ให้กลับไปใช้ค่าที่รองรับ เช่น PCM หรือ Dolby Digital
ไม่ควรเลือก Pass Through หาก Home Theater รุ่นเก่าไม่รองรับ Codec จากแอปหรืออุปกรณ์ต้นทาง
ลำโพงหลังอาจไม่มีเสียงเพราะทีวีส่งสัญญาณ 5.1 ผ่านช่องเชื่อมต่อไม่ได้ตามการตั้งค่าปัจจุบัน
เหมาะกับรูปแบบเสียงหลาย Channel และรูปแบบความละเอียดสูง เมื่อทีวี Receiver และสายรองรับทั้งหมด
รองรับเสียง 5.1 แบบบีบอัดบางรูปแบบ ความสามารถขึ้นอยู่กับทีวีและ Receiver
รองรับ Dolby Digital 5.1 และรูปแบบบีบอัดบางชนิดตามอุปกรณ์ แต่ PCM ผ่าน Optical มักเป็น Stereo
เป็น Analog Stereo จึงไม่มี Surround Channel แยกสำหรับลำโพงหลัง
หากต่อ AUX แล้วเปิดเพลง ลำโพงหลังจะทำงานได้เฉพาะเมื่อ Receiver ใช้ระบบ Upmix
หากสงสัยว่าทีวีลดเสียงเหลือ Stereo ให้ทดลองต่อกล่องสตรีมมิง เครื่องเล่นเกม หรือเครื่องเล่นแผ่นเข้า HDMI IN ของ Receiver โดยตรง แล้วต่อ HDMI OUT จาก Receiver ไปยังทีวี
จากนั้นตั้งอุปกรณ์ต้นทางเป็น Auto, Bitstream หรือ 5.1 ตามที่ Receiver รองรับ
หากลำโพงหลังกลับมามีเสียง แสดงว่าการตั้งค่าหรือความสามารถส่งผ่านเสียงของทีวีเป็นจุดที่ต้องตรวจสอบ
ควรตรวจด้วยว่า Receiver รองรับรูปแบบภาพ เช่น 4K, HDR และ Refresh Rate ของอุปกรณ์ต้นทางก่อนเลือกการต่อแบบนี้เป็นการใช้งานถาวร
ระบบ Soundbar หรือ Home Theater ที่ใช้ลำโพง Surround ไร้สายต้องตรวจทั้งพลังงาน การจับคู่ และสัญญาณเชื่อมต่อ
ให้ตรวจตามลำดับนี้
หากไฟสถานะกำลังกะพริบตามรูปแบบการอัปเดตเฟิร์มแวร์ ไม่ควรปิดเครื่องหรือถอดปลั๊กจนกว่ากระบวนการจะเสร็จ
ลำโพง Surround ไม่ได้มีหน้าที่เล่นเสียงหลักตลอดเวลา ฉากสนทนาอาจมีเสียงเกือบทั้งหมดจาก Center ขณะที่ลำโพงหลังส่งเพียงบรรยากาศห้อง เสียงฝน หรือเอฟเฟกต์ที่อยู่ด้านหลัง
วิธีตรวจที่ถูกต้องคือใช้ Test Tone หรือฉากทดสอบที่มี Surround Channel ชัดเจน หาก Test Tone ดังตามปกติ แต่ฉากพูดเงียบ ไม่ถือว่าระบบเสีย
สามารถเพิ่ม Surround Level เล็กน้อยได้หากตำแหน่งนั่งอยู่ไกล แต่ไม่ควรเร่งสูงจนทำให้ทิศทางเสียงผิดธรรมชาติ
สำหรับระบบ 5.1 ลำโพง Surround ควรอยู่ด้านข้างค่อนไปด้านหลังของตำแหน่งนั่ง ไม่ควรวางติดกันตรงด้านหลังหรือหันออกจากผู้ฟังทั้งหมด
แนวทางทั่วไปคือ
ตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ลำโพงมีเสียงแต่ผู้ฟังรู้สึกว่าเบาหรือไม่มีทิศทาง
ใช้ไมโครโฟน Calibration ที่มากับ Receiver เช่นระบบ YPAO, Audyssey หรือระบบปรับห้องของผู้ผลิต
วางไมโครโฟนที่ตำแหน่งนั่งหลักตามคู่มือ แล้วเริ่มวัด ระบบจะตรวจจำนวนลำโพง ระยะ ระดับเสียง และ Crossover
หลังวัดเสร็จควรตรวจว่า
หาก Test Tone ไม่ออกข้างเดียว ให้ปิดและถอดปลั๊ก Receiver ก่อน แล้วนำลำโพงหรือสายที่ทราบว่าใช้งานได้มาทดสอบแทน
ไม่ควรเปลี่ยนสายขณะ Receiver เปิดอยู่ และไม่ควรให้เส้นทองแดงบวกกับลบสัมผัสกัน
วิดีโอ YouTube จำนวนมากส่งเสียงเป็น Stereo 2.0 จึงไม่มีเสียง Surround แยก Channel หากต้องการให้ลำโพงหลังทำงาน ให้เลือก Dolby Surround, DTS Neural:X หรือ Multi Channel Stereo ตามที่ Receiver รองรับ
เสียงที่สร้างจากการ Upmix ไม่เหมือนเสียง 5.1 แท้ เพราะระบบเป็นผู้กระจายเสียงจากต้นฉบับสอง Channel
ต้องตรวจทั้งแทร็กเสียง อุปกรณ์เล่น การตั้งค่า Digital Audio Output และข้อมูล Input Signal ที่ Receiver หาก Receiver แสดง PCM 2.0 แสดงว่าสัญญาณถูกแปลงเป็น Stereo ก่อนถึงระบบเสียง
นอกจากนี้ ลำโพงหลังอาจเงียบเป็นช่วงตามการมิกซ์ของแต่ละฉาก จึงควรใช้ Test Tone ยืนยันฮาร์ดแวร์ก่อน
ควรหยุดใช้งานและให้ช่างตรวจสอบเมื่อ
ไม่ควรแกะ Receiver, Soundbar หรือกล่องลำโพงไร้สาย เพราะภายในมีวงจรไฟฟ้าที่ควรตรวจโดยช่าง
เริ่มจากเปิด Test Tone หาก Surround L/R มีเสียง แสดงว่าลำโพงและสายทำงาน ให้เลือกแทร็ก 5.1 เปลี่ยน Sound Mode จาก Stereo หรือ Direct เป็น Auto Surround และตรวจว่า Receiver ได้รับ Dolby Digital 5.1 หรือสัญญาณหลาย Channel จริง
หาก Test Tone ไม่มีเสียง ให้ปิดและถอดปลั๊กก่อนตรวจว่าสายต่อเข้าช่อง Surround L/R ไม่ใช่ Surround Back จากนั้นเปิด Speaker Configuration, ตรวจ Amp Assign และปรับ Channel Level
สำหรับลำโพงไร้สาย ให้ตรวจไฟสถานะ โหมด Surround และจับคู่ใหม่ตามคู่มือ แนวทางของ comsiam แนะนำให้ใช้ Test Tone เป็นจุดเริ่มต้นเสมอ เพราะช่วยแยกปัญหาที่ลำโพงออกจากข้อจำกัดของคอนเทนต์ได้รวดเร็วที่สุด
ไม่ต้องดังตลอดเวลา เสียง Surround จะออกตามการมิกซ์ของฉาก เช่น เสียงบรรยากาศหรือเอฟเฟกต์ด้านหลัง ส่วนบทสนทนาหลักมักอยู่ที่ Center
โดยทั่วไปควรต่อ Surround L/R ช่อง Surround Back ใช้กับระบบที่มีลำโพงด้านหลังเพิ่มเติม เช่น 7.1 ตามการออกแบบของ Receiver
ไม่เสีย ให้ตรวจแทร็กเสียง Sound Mode และ Input Signal เพราะ Receiver อาจได้รับ Stereo 2.0
ใช้ Dolby Surround, DTS Neural:X, Surround Decoder หรือ Multi Channel Stereo ตามที่ Receiver รองรับ
ควรเพิ่มทีละน้อยโดยฟังจากตำแหน่งนั่งหลัก หรือใช้ Test Tone และระบบ Calibration ไม่ควรเพิ่มจนสุดเพื่อชดเชยปัญหาสายหรือการตั้งค่า
อาจยังไม่ได้อยู่ในโหมด Surround การจับคู่หลุด ระดับเสียงถูกลด หรือคอนเทนต์ไม่มี Surround Channel ให้เปิด Test Tone และตรวจสถานะการเชื่อมต่อก่อน