CapCut ขึ้น Media Lost หรือไฟล์ต้นฉบับหาย แก้อย่างไรให้โปรเจกต์กลับมา

CapCut ขึ้น Media Lost, Media Not Found หรือไฟล์ต้นฉบับหาย หมายความว่าโปรเจกต์ยังมีข้อมูลการตัดต่ออยู่ แต่แอปหาไฟล์วิดีโอ รูป หรือเสียงที่เคยนำเข้าไม่พบ มักเกิดหลังย้ายไฟล์ เปลี่ยนชื่อไฟล์ ลบรูปออกจากเครื่อง ถอด SD Card หรือเปิดโปรเจกต์บนอุปกรณ์ใหม่

วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือค้นหาไฟล์ต้นฉบับให้พบ แล้วนำกลับไปไว้ตำแหน่งเดิมหรือใช้คำสั่ง Locate, Relink หรือ Replace เพื่อเชื่อมไฟล์กลับเข้า Timeline หากไฟล์ถูกลบจริง ต้องกู้จากถังขยะ Cloud ข้อมูลสำรอง หรืออุปกรณ์เครื่องเดิมก่อน

อย่ารีบลบโปรเจกต์ เพราะข้อความ Media Lost ไม่ได้หมายความว่า Timeline และการตัดต่อทั้งหมดหาย โปรเจกต์ยังอาจกลับมาใช้งานได้เมื่อเชื่อมไฟล์ต้นฉบับถูกต้อง

สารบัญ

  • Media Lost ใน CapCut คืออะไร
  • สาเหตุที่ไฟล์ต้นฉบับหาย
  • สิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มแก้
  • วิธีค้นหาไฟล์ต้นฉบับ
  • วิธี Relink หรือ Replace ไฟล์
  • วิธีแก้บน Android และ iPhone
  • วิธีแก้บน Windows และ Mac
  • ถ้าไฟล์ถูกลบจริงทำอย่างไร
  • วิธีป้องกัน Media Lost
  • คำถามที่พบบ่อย

Media Lost ใน CapCut คืออะไร

โปรเจกต์ CapCut ประกอบด้วยข้อมูลสองส่วนสำคัญ ได้แก่

  • ข้อมูลการตัดต่อ เช่น ตำแหน่งคลิป การตัด ความเร็ว ข้อความ เอฟเฟกต์ และเสียง
  • ไฟล์ต้นฉบับ เช่น วิดีโอ รูปภาพ เพลง เสียงพากย์ และกราฟิก

เมื่อไฟล์ต้นฉบับถูกย้าย ลบ เปลี่ยนชื่อ หรือไม่สามารถเข้าถึงได้ CapCut ยังอาจเปิด Timeline ได้ แต่จะแสดง Media Lost, Media Not Found หน้าจอดำ ภาพตัวอย่างหาย หรือเครื่องหมายเตือนแทนไฟล์เดิม

ดังนั้น Media Lost ไม่เท่ากับโปรเจกต์ถูกลบ แต่หมายถึงเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโปรเจกต์กับไฟล์ต้นฉบับขาดหาย

อาการที่บอกว่าไฟล์ต้นฉบับหาย

  • Timeline ยังอยู่แต่คลิปบางส่วนเป็นสีดำ
  • ขึ้นข้อความ Media Lost หรือ Media Not Found
  • รูปหรือวิดีโอแสดงเครื่องหมายเตือน
  • เสียงบางช่วงหาย
  • เปิดโปรเจกต์แล้วระบบขอให้ Locate ไฟล์
  • เปิดบนคอมเครื่องใหม่แล้วคลิปทั้งหมดหาย
  • ถอดฮาร์ดดิสก์ภายนอกแล้วโปรเจกต์เปิดไม่ครบ
  • ย้ายวิดีโอไปโฟลเดอร์ใหม่แล้ว Timeline หาไฟล์ไม่พบ
  • เปิดโปรเจกต์จาก Cloud ได้แต่สื่อบางรายการไม่ดาวน์โหลด
  • CapCut มองไม่เห็นรูปที่ยังอยู่ในแกลเลอรี

สาเหตุที่ CapCut ขึ้น Media Lost

สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ลบวิดีโอหรือรูปต้นฉบับออกจากเครื่อง
  • ย้ายไฟล์ไปโฟลเดอร์อื่น
  • เปลี่ยนชื่อไฟล์หลังนำเข้า CapCut
  • ย้ายไฟล์จากหน่วยความจำเครื่องไป SD Card
  • ถอด SD Card, USB Drive หรือฮาร์ดดิสก์ภายนอก
  • เปลี่ยนตัวอักษรไดรฟ์บน Windows
  • เปิดโปรเจกต์บนคอมพิวเตอร์อีกเครื่องโดยไม่ได้ย้ายไฟล์ต้นฉบับ
  • แอปล้างพื้นที่ลบไฟล์ที่คิดว่าไม่ใช้งาน
  • ไฟล์อยู่ใน Cloud แต่ยังไม่ได้ดาวน์โหลดลงเครื่อง
  • CapCut ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงรูปและวิดีโอ
  • อัลบั้มถูกซ่อนหรือจำกัดการเข้าถึง
  • ไฟล์เสียหรือรูปแบบไฟล์ไม่รองรับ
  • เปลี่ยนบัญชีหรือ Space ทำให้ Cloud Asset โหลดไม่ครบ
  • ไฟล์ต้นฉบับอยู่ในโฟลเดอร์ที่กำลังซิงค์และถูกย้ายอัตโนมัติ

⚠️ สิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มแก้

ก่อนเชื่อมไฟล์หรือเปลี่ยนแปลง Timeline ควรทำสำเนาโปรเจกต์ก่อน หาก CapCut ยังมีคำสั่ง Duplicate หรือ Back up ให้สร้างสำเนาและทดลองแก้กับสำเนาเท่านั้น

อย่าทำสิ่งต่อไปนี้

  • อย่าลบโปรเจกต์เดิม
  • อย่าล้างข้อมูล CapCut
  • อย่าถอนการติดตั้ง
  • อย่าลบโฟลเดอร์ Draft
  • อย่าแทนที่ไฟล์หลายรายการพร้อมกันโดยไม่ตรวจสอบ
  • อย่าเลือกไฟล์อื่นที่มีความยาวไม่ตรงกับต้นฉบับ
  • อย่าแก้ชื่อไฟล์จำนวนมาก
  • อย่าใช้แอปล้างไฟล์ซ้ำกับโฟลเดอร์งาน
  • อย่าบันทึกทับสำเนาไฟล์ต้นฉบับเพียงชุดเดียว

① ตรวจสอบว่าไฟล์ต้นฉบับยังอยู่หรือไม่

เริ่มจากค้นหาชื่อไฟล์ที่ CapCut แจ้งว่าหาย หากจำชื่อไม่ได้ ให้ตรวจสอบรูปหรือวิดีโอที่ใช้ในช่วง Timeline นั้น

ค้นหาในตำแหน่งต่อไปนี้

  • แอปรูปภาพหรือแกลเลอรี
  • อัลบั้มวิดีโอ
  • โฟลเดอร์ Camera
  • โฟลเดอร์ Movies
  • โฟลเดอร์ Downloads
  • โฟลเดอร์ DCIM
  • SD Card
  • USB Drive
  • ฮาร์ดดิสก์ภายนอก
  • Desktop หรือ Documents
  • Cloud Storage
  • โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เครื่องเดิม
  • แชตที่เคยรับหรือส่งไฟล์
  • ถังขยะหรือรายการที่ลบล่าสุด

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นไฟล์ต้นฉบับจริง ไม่ใช่ไฟล์ที่ถูกตัด ลดความละเอียด หรือส่งผ่านแชตจนเปลี่ยนคุณภาพ

② นำไฟล์กลับไปไว้ตำแหน่งเดิม

หากเพิ่งย้ายหรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ ให้ลองนำกลับไปไว้ในโฟลเดอร์เดิมและใช้ชื่อเดิม จากนั้นปิด CapCut แล้วเปิดโปรเจกต์ใหม่

ตัวอย่างเช่น หากเคยนำเข้าวิดีโอจากโฟลเดอร์ Downloads แล้วภายหลังย้ายไป Videos ให้ย้ายกลับไปยัง Downloads ก่อนทดลองเปิดโปรเจกต์

หากไฟล์อยู่ใน SD Card หรือฮาร์ดดิสก์ภายนอก ให้เชื่อมต่ออุปกรณ์เดิมก่อนเปิด CapCut และตรวจสอบว่าอุปกรณ์แสดงตามปกติ

③ ใช้ Locate, Relink หรือ Replace เชื่อมไฟล์ใหม่

ชื่อคำสั่งอาจแตกต่างกันตามเวอร์ชันและอุปกรณ์ แต่หลักการเหมือนกัน คือบอก CapCut ว่าไฟล์ต้นฉบับอยู่ที่ใด

วิธีทั่วไปบนคอมพิวเตอร์ ได้แก่

  1. เปิดสำเนาของโปรเจกต์
  2. เลือกคลิปที่ขึ้น Media Lost
  3. คลิกคำสั่ง Locate, Relink หรือ Replace
  4. ไปยังโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ต้นฉบับ
  5. เลือกไฟล์ที่ตรงกับคลิปเดิม
  6. ตรวจสอบภาพ เสียง ความยาว และจังหวะตัด
  7. บันทึกโปรเจกต์เป็นสำเนาใหม่
  8. ทดลอง Export ช่วงสั้นเพื่อตรวจสอบ

หากมี Media Lost หลายไฟล์และทุกไฟล์อยู่ในโฟลเดอร์เดียวกัน CapCut บางเวอร์ชันอาจค้นหาไฟล์อื่นที่เหลือให้อัตโนมัติหลังระบุไฟล์แรก

④ เลือกไฟล์ทดแทนให้ตรงกับต้นฉบับ

ถ้าหาไฟล์เดิมไม่พบแต่มีสำเนา ต้องเลือกไฟล์ที่ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด โดยตรวจสอบ

  • ความยาววิดีโอ
  • ความละเอียด
  • FPS
  • อัตราส่วนภาพ
  • ทิศทางการหมุน
  • จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
  • เสียงภายในคลิป
  • ชื่อและประเภทไฟล์

หากใช้ไฟล์ที่สั้นกว่าเดิม ตำแหน่งการตัด เอฟเฟกต์ และเสียงอาจไม่ตรง หากใช้ไฟล์ที่ถูกส่งผ่านแชต คุณภาพและ FPS อาจเปลี่ยนไปด้วย

หลัง Replace ต้องดู Timeline ตั้งแต่ก่อนถึงหลังคลิปนั้น เพื่อยืนยันว่าจังหวะตัดยังถูกต้อง

⑤ เปิดสิทธิ์เข้าถึงรูปและวิดีโอ

บางครั้งไฟล์ยังอยู่ แต่ CapCut มองไม่เห็นเพราะสิทธิ์ถูกปิดหรืออนุญาตเฉพาะบางรูป

Android

ไปที่:

การตั้งค่า > แอป > CapCut > การอนุญาต

เปิดสิทธิ์รูปภาพ วิดีโอ เพลง เสียง หรือพื้นที่เก็บข้อมูลตามที่ระบบแสดง แล้วปิด CapCut และเปิดใหม่

iPhone และ iPad

ไปที่:

การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > รูปภาพ > CapCut

เลือกอนุญาตการเข้าถึงรูปภาพทั้งหมด หากเลือกเฉพาะบางรูป CapCut อาจมองไม่เห็นไฟล์ที่ใช้ในโปรเจกต์เก่า

⑥ ตรวจสอบอัลบั้มซ่อนและไฟล์บน Cloud

รูปหรือวิดีโออาจยังอยู่แต่ถูกเก็บใน Hidden Album หรืออยู่บน Cloud โดยไม่ได้ดาวน์โหลดไฟล์ต้นฉบับลงเครื่อง

ให้ตรวจสอบดังนี้

  • เปิดอัลบั้มที่ซ่อน
  • ตรวจสอบสัญลักษณ์ Cloud บนไฟล์
  • ดาวน์โหลดไฟล์ต้นฉบับลงเครื่อง
  • รอให้ดาวน์โหลดเสร็จก่อนเปิด CapCut
  • ตรวจสอบว่ามีพื้นที่ว่างเพียงพอ
  • อย่าปิดแอปรูปภาพระหว่างดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่
  • เปิด CapCut ใหม่หลังไฟล์อยู่ในเครื่องแล้ว

การเห็นภาพตัวอย่างในแกลเลอรีไม่ได้หมายความว่าไฟล์ต้นฉบับถูกดาวน์โหลดลงเครื่องครบแล้วเสมอไป

⑦ เชื่อมต่อ SD Card หรือไดรฟ์ภายนอกเดิม

หากโปรเจกต์สร้างจากไฟล์ใน SD Card, USB Drive หรือ External Drive ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์นั้นก่อนเปิดโปรเจกต์

บนคอมพิวเตอร์ให้ตรวจสอบว่า

  • ไดรฟ์แสดงในระบบ
  • สายเชื่อมต่อไม่หลวม
  • ใช้พอร์ตที่ทำงานปกติ
  • โฟลเดอร์ต้นฉบับยังอยู่
  • ตัวอักษรไดรฟ์ไม่เปลี่ยน
  • ไฟล์เปิดเล่นได้จากโปรแกรมอื่น

เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำ ควรคัดลอกไฟล์งานไปยังไดรฟ์ภายในเครื่อง แล้วสร้างสำเนาโปรเจกต์ใหม่ที่เชื่อมกับไฟล์ชุดนั้น

⑧ ตรวจสอบโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เครื่องเดิม

หาก Media Lost เกิดหลังเปลี่ยนเครื่อง ไฟล์ต้นฉบับอาจยังอยู่ในอุปกรณ์เดิม แม้โปรเจกต์จะถูกซิงค์ขึ้น Cloud แล้วก็ตาม

ให้เปิดเครื่องเดิมและทำดังนี้

  1. ตรวจสอบว่าไฟล์ยังเปิดได้
  2. รวมวิดีโอ รูป และเสียงไว้ในโฟลเดอร์เดียว
  3. สำรองไฟล์ทั้งหมด
  4. ส่งไฟล์ต้นฉบับไปยังเครื่องใหม่โดยไม่บีบอัด
  5. เปิดโปรเจกต์บนเครื่องใหม่
  6. ใช้ Replace หรือ Relink
  7. ตรวจสอบ Timeline ก่อน Export

หลีกเลี่ยงการส่งไฟล์ผ่านแอปแชตที่บีบอัดวิดีโอ ควรใช้การส่งแบบไฟล์หรือวิธีที่รักษาคุณภาพต้นฉบับ

⑨ กู้ไฟล์จากถังขยะหรือข้อมูลสำรอง

หากไฟล์ถูกลบ ให้ตรวจสอบ

  • Recently Deleted ในแอปรูปภาพ
  • ถังขยะของแกลเลอรี
  • Recycle Bin บน Windows
  • Trash บน macOS
  • Cloud Storage
  • ข้อมูลสำรองของโทรศัพท์
  • ฮาร์ดดิสก์สำรอง
  • การ์ดหน่วยความจำ
  • เครื่องเดิม
  • แชตหรืออีเมลที่เคยส่งไฟล์

เมื่อกู้ไฟล์กลับมาแล้ว ให้เปิดเล่นเพื่อยืนยันว่าไฟล์สมบูรณ์ จากนั้นจึงนำกลับตำแหน่งเดิมหรือใช้คำสั่ง Replace

ถ้าไฟล์ถูกลบถาวรและไม่มีสำเนา CapCut ไม่สามารถสร้างรายละเอียดของไฟล์ต้นฉบับกลับมาจาก Timeline ได้ครบทั้งหมด

⑩ ตรวจสอบว่าไฟล์เสียหรือรูปแบบไม่รองรับ

หากไฟล์ยังอยู่แต่ CapCut ไม่ยอมเชื่อม ให้ลองเปิดด้วยแอปเล่นวิดีโอหรือแอปรูปภาพอื่น

  • ถ้าเปิดไม่ได้: ไฟล์อาจเสีย
  • ถ้าเปิดได้แต่ CapCut ไม่รับ: รูปแบบหรือ Codec อาจไม่รองรับ
  • ถ้ามีแต่เสียงไม่มีภาพ: Codec วิดีโออาจมีปัญหา
  • ถ้ามีภาพไม่มีเสียง: รูปแบบเสียงภายในไฟล์อาจไม่รองรับ
  • ถ้าไฟล์มีขนาด 0 ไบต์: ไฟล์ไม่มีข้อมูลใช้งาน

หากต้องแปลงไฟล์ ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้และทดลองกับสำเนา เลือกรูปแบบมาตรฐาน เช่น MP4 ที่ใช้ H.264 และตรวจสอบความละเอียดกับ FPS ให้ตรงกับต้นฉบับมากที่สุด

⑪ แก้ Media Lost บน Android และ iPhone

ทำตามลำดับนี้

  1. อย่าลบโปรเจกต์
  2. สร้างสำเนาโปรเจกต์
  3. เปิดสิทธิ์รูปและวิดีโอทั้งหมด
  4. ตรวจสอบแกลเลอรีและอัลบั้มซ่อน
  5. ตรวจสอบ Recently Deleted
  6. ดาวน์โหลดไฟล์จาก Cloud ลงเครื่อง
  7. เชื่อมต่อ SD Card หากเคยใช้
  8. นำไฟล์กลับตำแหน่งเดิม
  9. ใช้ Replace หากมีคำสั่ง
  10. ตรวจสอบ Timeline และ Export ช่วงสั้น

หากไฟล์อยู่ในเครื่องแต่ CapCut ยังไม่เห็น ให้รีสตาร์ตโทรศัพท์ อัปเดต CapCut และตรวจสอบพื้นที่ว่าง โดยไม่ล้างข้อมูลแอป

⑫ แก้ Media Lost บน Windows และ Mac

ทำตามลำดับนี้

  1. ทำสำเนาโฟลเดอร์โปรเจกต์
  2. เชื่อมต่อไดรฟ์ที่เก็บไฟล์ต้นฉบับ
  3. ตรวจสอบตำแหน่งและชื่อไฟล์
  4. เปิดไฟล์ต้นฉบับด้วยโปรแกรมอื่น
  5. เปิดสำเนาโปรเจกต์
  6. ใช้ Locate, Relink หรือ Replace
  7. เลือกไฟล์ที่ตรงกับต้นฉบับ
  8. ตรวจสอบคลิปทั้งหมดที่ขึ้น Missing
  9. บันทึกเป็นโปรเจกต์ใหม่
  10. ทดลอง Export ช่วงสั้น
  11. เก็บไฟล์งานไว้ในไดรฟ์ภายในเครื่อง
  12. สำรองทั้งโปรเจกต์และไฟล์ต้นฉบับ

ถ้าหาไฟล์ต้นฉบับไม่พบเลยทำอย่างไร

หากไม่มีไฟล์ในถังขยะ Cloud ข้อมูลสำรอง หรือเครื่องเดิม ให้ตรวจสอบว่ามีวิดีโอที่เคย Export ไว้หรือไม่

สามารถนำวิดีโอที่ Export แล้วกลับเข้า CapCut และใช้แทนช่วงที่หายได้ แต่จะไม่สามารถแยกข้อความ Layer เอฟเฟกต์ หรือเสียงเดิมออกมาแก้ไขได้ครบเหมือนโปรเจกต์ต้นฉบับ

หากไม่มีทั้งไฟล์ต้นฉบับและวิดีโอที่ Export อาจต้องถ่ายหรือสร้างส่วนนั้นใหม่ โดยใช้ Timeline เดิมเป็นแนวทาง

วิธีป้องกัน CapCut ขึ้น Media Lost อีก

  • รวมไฟล์ของแต่ละโปรเจกต์ไว้ในโฟลเดอร์เดียว
  • อย่าย้ายหรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ระหว่างตัดต่อ
  • อย่าลบไฟล์ต้นฉบับหลังนำเข้า CapCut
  • เก็บสำเนาไว้อีกหนึ่งไดรฟ์หรือ Cloud
  • หลีกเลี่ยงการตัดต่อจากแฟลชไดรฟ์โดยตรง
  • ดาวน์โหลดไฟล์จาก Cloud ลงเครื่องก่อนใช้งาน
  • ตรวจสอบการซิงค์ก่อนเปลี่ยนอุปกรณ์
  • ส่งวิดีโอระหว่างเครื่องแบบไม่บีบอัด
  • ทำสำเนาโปรเจกต์ก่อน Relink
  • Export วิดีโอฉบับล่าสุดเก็บไว้
  • ไม่ใช้แอปล้างไฟล์กับโฟลเดอร์งาน
  • ตรวจสอบไฟล์ทั้งหมดก่อนลบออกจากเครื่อง

คำถามที่พบบ่อย

Media Lost หมายความว่าโปรเจกต์หายไหม

ไม่จำเป็น โปรเจกต์และ Timeline อาจยังอยู่ แต่ CapCut หาไฟล์วิดีโอ รูป หรือเสียงต้นฉบับไม่พบ เมื่อนำไฟล์กลับมาหรือ Relink ถูกต้อง โปรเจกต์อาจกลับมาใช้งานได้

ลบวิดีโอต้นฉบับแล้ว CapCut ยังใช้ได้ไหม

หาก CapCut ไม่ได้เก็บสำเนาไว้ โปรเจกต์จะไม่สามารถอ่านวิดีโอนั้นได้ ต้องกู้ไฟล์จากถังขยะ ข้อมูลสำรอง Cloud หรือเครื่องเดิม

เปลี่ยนชื่อไฟล์แล้ว Media Lost แก้อย่างไร

เปลี่ยนกลับเป็นชื่อเดิมและนำกลับตำแหน่งเดิม หรือใช้ Locate, Relink หรือ Replace เพื่อเลือกไฟล์ที่เปลี่ยนชื่อแล้ว

ย้ายโปรเจกต์ไปคอมเครื่องใหม่แล้วไฟล์หายเพราะอะไร

อาจย้ายเฉพาะข้อมูลโปรเจกต์ แต่ไม่ได้ย้ายไฟล์วิดีโอ รูป เสียง และฟอนต์ต้นฉบับ ต้องคัดลอกไฟล์ทั้งหมดไปด้วยและ Relink บนเครื่องใหม่

ใช้ไฟล์อื่นแทนไฟล์เดิมได้ไหม

ได้ แต่ควรมีความยาว ความละเอียด FPS และอัตราส่วนตรงกับไฟล์เดิม มิฉะนั้นจังหวะตัด เอฟเฟกต์ และเสียงอาจคลาดเคลื่อน

ล้าง Cache ช่วยแก้ Media Lost ได้ไหม

ช่วยได้เฉพาะกรณี CapCut แสดงรายการผิดพลาดชั่วคราว แต่ไม่สามารถนำไฟล์ต้นฉบับที่ถูกลบกลับมาได้ และอย่ากดล้างข้อมูลแอป

ไฟล์ยังอยู่ในแกลเลอรีแต่ CapCut มองไม่เห็นทำอย่างไร

ตรวจสอบสิทธิ์เข้าถึงรูปและวิดีโอ เปิดอัลบั้มที่ซ่อน ดาวน์โหลดไฟล์จาก Cloud ลงเครื่อง แล้วรีสตาร์ต CapCut

สรุป

เมื่อ CapCut ขึ้น Media Lost ให้เก็บโปรเจกต์เดิมไว้ ทำสำเนา และค้นหาไฟล์วิดีโอ รูป หรือเสียงต้นฉบับก่อน หากไฟล์ถูกย้ายหรือเปลี่ยนชื่อ ให้นำกลับตำแหน่งเดิมหรือใช้ Locate, Relink หรือ Replace

หากไฟล์ถูกลบ ต้องกู้จากถังขยะ Cloud ข้อมูลสำรอง หรืออุปกรณ์เครื่องเดิม CapCut ไม่สามารถสร้างไฟล์ต้นฉบับที่ถูกลบถาวรกลับมาได้ จึงควรเก็บโปรเจกต์และไฟล์ต้นฉบับแยกสำรองอย่างน้อยอีกหนึ่งชุดเสมอ