VALORANT ขึ้น VAN 9003 แก้อย่างไร

VALORANT ขึ้น VAN 9003 เพราะ Riot Vanguard ตรวจพบว่า Secure Boot ไม่ได้เปิดหรือระบบไม่ผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยพบได้บ่อยบน Windows 11

ให้ตรวจสอบสถานะ Secure Boot ผ่าน msinfo32 ก่อน หาก BIOS Mode เป็น UEFI แต่ Secure Boot State เป็น Off สามารถเข้า UEFI Firmware Settings เพื่อเปิด Secure Boot ได้ แต่ถ้า BIOS Mode แสดง Legacy ไม่ควรสลับเป็น UEFI ทันที เพราะ Windows อาจบูตไม่ขึ้นและอาจต้องแปลงรูปแบบดิสก์ก่อน

📌 สารบัญ

  • VAN 9003 คืออะไร
  • Secure Boot คืออะไร
  • ตรวจสอบ BIOS Mode
  • ตรวจสอบ Secure Boot
  • ตรวจสอบ TPM 2.0
  • เตรียมตัวก่อนเข้า BIOS
  • วิธีเข้า UEFI Firmware Settings
  • เปิด Secure Boot อย่างปลอดภัย
  • ชื่อเมนู Secure Boot แต่ละยี่ห้อ
  • แก้ Secure Boot เปิดแล้วแต่ยังขึ้น VAN 9003
  • ติดตั้ง Riot Vanguard ใหม่
  • คำถามที่พบบ่อย
  • สรุป

🔍 VAN 9003 คืออะไร

VAN 9003 เป็นข้อผิดพลาดจาก Riot Vanguard ซึ่งมักระบุว่า Secure Boot ไม่ได้เปิดใช้งานตามข้อกำหนดของระบบ

ข้อความอาจมีลักษณะดังนี้

VAN 9003
This build of Vanguard requires Secure Boot to be enabled in order to play

หรืออาจแสดงร่วมกับข้อความเกี่ยวกับ:

  • Secure Boot
  • TPM 2.0
  • UEFI
  • Vanguard out of compliance
  • Vanguard security requirements
  • VAN: Restriction

ปัญหานี้ไม่ใช่การแบนบัญชี และไม่ได้หมายความว่าบัญชี VALORANT ถูกระงับ แต่เป็นการตรวจสอบการตั้งค่าความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์

🛡️ Secure Boot คืออะไร

Secure Boot เป็นคุณสมบัติของ UEFI Firmware ที่ช่วยตรวจสอบซอฟต์แวร์และส่วนประกอบสำคัญในช่วงเปิดเครื่อง เพื่อป้องกันโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตทำงานก่อน Windows

Riot Vanguard ใช้ข้อมูลจากระบบความปลอดภัยเหล่านี้เพื่อประเมินว่าสภาพแวดล้อมของ Windows พร้อมสำหรับการเปิดเกมหรือไม่

Secure Boot จะทำงานได้เมื่อ:

  • Windows บูตในโหมด UEFI
  • เมนบอร์ดรองรับ Secure Boot
  • ดิสก์และระบบถูกติดตั้งให้รองรับ UEFI
  • Secure Boot ถูกเปิดใน Firmware
  • Secure Boot Keys ถูกติดตั้งอย่างถูกต้อง
  • Legacy Boot หรือ CSM ไม่ขัดขวางการทำงาน

ไม่ควรเปิดหรือปิดตัวเลือกใน BIOS แบบสุ่ม เพราะการตั้งค่าบูตผิดอาจทำให้ Windows เปิดไม่ขึ้น

⚠️ สาเหตุที่ VALORANT ขึ้น VAN 9003

สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • Secure Boot ถูกปิด
  • Windows บูตแบบ Legacy BIOS
  • CSM หรือ Legacy Support ยังเปิดอยู่
  • Secure Boot Keys ยังไม่ได้ติดตั้ง
  • BIOS ถูกรีเซ็ตเป็นค่าเริ่มต้น
  • เพิ่งเปลี่ยนแบตเตอรี่เมนบอร์ด
  • เพิ่งอัปเดต BIOS
  • เปลี่ยน SSD หรือย้าย Windows
  • TPM 2.0 ถูกปิด
  • Riot Vanguard ตรวจสอบสถานะผิดพลาดชั่วคราว
  • Windows ไม่ได้รับการอัปเดต
  • Riot Vanguard ติดตั้งไม่สมบูรณ์
  • Firmware ของเมนบอร์ดเก่า
  • มีการตั้งค่าความปลอดภัยอื่นไม่ผ่านข้อกำหนด

ให้เริ่มจากการตรวจสอบสถานะใน Windows ก่อนเข้า BIOS

① รีสตาร์ตคอมพิวเตอร์

หาก VAN 9003 เพิ่งปรากฏหลังอัปเดต Riot Vanguard ให้รีสตาร์ตเครื่องก่อนหนึ่งครั้ง

  1. ปิด VALORANT
  2. ปิด Riot Client
  3. เลือก Restart
  4. รอ Windows เปิดขึ้นมา
  5. เปิด Riot Client
  6. กด Play

ต้องเลือก Restart ไม่ใช่เพียงปิดแล้วเปิด Riot Client เพราะ Vanguard มีบริการที่เริ่มทำงานพร้อม Windows

หากยังขึ้น VAN 9003 ให้ตรวจสอบ Secure Boot ในขั้นตอนถัดไป

② ตรวจสอบ BIOS Mode และ Secure Boot ผ่าน msinfo32

Windows สามารถแสดงสถานะ Firmware ได้โดยไม่ต้องเข้า BIOS

วิธีตรวจสอบ

  1. กด Windows + R
  2. พิมพ์
msinfo32
  1. กด Enter
  2. เปิดหน้า System Information
  3. มองหาหัวข้อ BIOS Mode
  4. มองหาหัวข้อ Secure Boot State

ผลที่ควรได้คือ:

BIOS Mode: UEFI
Secure Boot State: On

ผลที่อาจพบมีสามแบบหลัก

BIOS Mode เป็น UEFI และ Secure Boot State เป็น On

ระบบเปิด Secure Boot แล้ว ปัญหาอาจอยู่ที่ Vanguard, Windows หรือข้อกำหนดความปลอดภัยส่วนอื่น

BIOS Mode เป็น UEFI และ Secure Boot State เป็น Off

สามารถเข้า UEFI Firmware Settings เพื่อตรวจสอบและเปิด Secure Boot ได้

BIOS Mode เป็น Legacy

อย่าเปลี่ยน Boot Mode เป็น UEFI ทันที เพราะ Windows ที่ติดตั้งในโหมด Legacy อาจบูตไม่ขึ้น ต้องตรวจสอบรูปแบบดิสก์และวิธีแปลงระบบก่อน

หากไม่มั่นใจควรให้ช่างหรือผู้ที่มีประสบการณ์ตรวจสอบก่อนเปลี่ยน Boot Mode

③ ตรวจสอบ TPM 2.0

แม้ VAN 9003 จะเน้น Secure Boot แต่ Windows 11 และ Vanguard อาจตรวจสอบ TPM 2.0 ร่วมด้วย

วิธีตรวจสอบ TPM

  1. กด Windows + R
  2. พิมพ์
tpm.msc
  1. กด Enter
  2. ตรวจสอบหัวข้อ Status
  3. ตรวจสอบ Specification Version

ผลที่ควรพบคือ:

The TPM is ready for use
Specification Version: 2.0

หากขึ้น Compatible TPM cannot be found อาจหมายความว่า TPM ถูกปิดใน BIOS เมนบอร์ดไม่รองรับ หรือ Firmware TPM ยังไม่ได้เปิด

TPM อาจใช้ชื่อแตกต่างกัน เช่น

  • Intel Platform Trust Technology
  • Intel PTT
  • AMD CPU fTPM
  • AMD fTPM
  • Firmware TPM
  • Security Device Support
  • Trusted Computing

④ ตรวจสอบสถานะ Device Encryption หรือ BitLocker

ก่อนเปลี่ยนการตั้งค่า Secure Boot, TPM หรือ Boot Mode ต้องตรวจสอบระบบเข้ารหัสไดรฟ์

การเปลี่ยนค่าความปลอดภัยใน Firmware อาจทำให้ Windows ขอ BitLocker Recovery Key ในการบูตครั้งถัดไป

สิ่งที่ควรทำก่อนเข้า BIOS

  • ตรวจสอบว่าเปิด BitLocker หรือ Device Encryption หรือไม่
  • สำรอง BitLocker Recovery Key
  • ตรวจสอบว่าจำบัญชี Microsoft ได้
  • ถ่ายภาพค่าปัจจุบันใน BIOS
  • จดชื่อเมนบอร์ดหรือรุ่นโน้ตบุ๊ก
  • ปิดงานและสำรองข้อมูลสำคัญ
  • เชื่อมต่ออะแดปเตอร์ไฟหากเป็นโน้ตบุ๊ก
  • อย่าอัปเดต BIOS ระหว่างไฟฟ้าไม่เสถียร

หากไม่สามารถหา Recovery Key ได้ ไม่ควรเปลี่ยน Secure Boot หรือ TPM จนกว่าจะสำรองกุญแจเรียบร้อย

⑤ ตรวจสอบรูปแบบดิสก์ว่าเป็น GPT หรือ MBR

ระบบ UEFI มักใช้ดิสก์รูปแบบ GPT ส่วน Windows ที่ติดตั้งแบบ Legacy อาจใช้ MBR

วิธีตรวจสอบ

  1. กด Windows + X
  2. เลือก Disk Management
  3. คลิกขวาที่ชื่อดิสก์ที่ติดตั้ง Windows เช่น Disk 0
  4. เลือก Properties
  5. เปิดแท็บ Volumes
  6. ดู Partition style

ผลที่อาจพบ:

GUID Partition Table (GPT)

หรือ:

Master Boot Record (MBR)

หาก BIOS Mode เป็น Legacy และดิสก์เป็น MBR ไม่ควรเปิด UEFI หรือ Secure Boot โดยตรง เพราะ Windows อาจบูตไม่ได้

การแปลง MBR เป็น GPT มีความเสี่ยงต่อระบบบูตและข้อมูล จึงควรสำรองข้อมูลและใช้แนวทางที่ตรงกับเครื่องก่อนดำเนินการ

⑥ วิธีเข้า UEFI Firmware Settings ผ่าน Windows

การเข้าผ่าน Windows ช่วยลดการกดปุ่มผิดระหว่างเปิดเครื่อง

บน Windows 11

  1. เปิด Settings
  2. เลือก System
  3. เลือก Recovery
  4. ไปที่ Advanced startup
  5. กด Restart now
  6. เลือก Troubleshoot
  7. เลือก Advanced options
  8. เลือก UEFI Firmware Settings
  9. กด Restart

เครื่องจะเปิดเข้าสู่หน้าตั้งค่า UEFI หรือ BIOS

หากไม่มีเมนู UEFI Firmware Settings อาจหมายความว่า Windows บูตแบบ Legacy หรือเครื่องใช้วิธีเข้า Firmware แบบอื่น

⑦ วิธีเข้า BIOS ด้วยปุ่มลัด

ปุ่มเข้า BIOS แตกต่างกันตามยี่ห้อ เช่น

  • Delete
  • F2
  • F10
  • F12
  • Esc

ให้ปิดเครื่อง เปิดใหม่ แล้วกดปุ่มของผู้ผลิตตั้งแต่ช่วงแรก

ไม่ควรกดคำสั่ง Restore Defaults หรือ Load Optimized Defaults โดยไม่จำเป็น เพราะอาจเปลี่ยนค่า Storage, Boot และการตั้งค่าอื่นพร้อมกัน

⑧ เปิด Secure Boot ใน BIOS หรือ UEFI

ตำแหน่งเมนูแตกต่างกันตามเมนบอร์ดและโน้ตบุ๊ก แต่โดยทั่วไปอาจอยู่ใน:

  • Boot
  • Security
  • Authentication
  • Advanced
  • Windows OS Configuration
  • Trusted Computing

ขั้นตอนทั่วไป

  1. เข้า UEFI Firmware Settings
  2. ตรวจสอบว่า Boot Mode เป็น UEFI
  3. ค้นหา Secure Boot
  4. เปลี่ยน Secure Boot เป็น Enabled
  5. ตรวจสอบ OS Type หากมี
  6. เลือก Windows UEFI Mode ตามความเหมาะสม
  7. บันทึกการตั้งค่า
  8. เลือก Save Changes and Exit
  9. รอ Windows บูต
  10. ตรวจสอบด้วย msinfo32 อีกครั้ง

หาก BIOS Mode เดิมเป็น Legacy หรือ Windows อยู่บน MBR อย่าปิด CSM หรือเปลี่ยนเป็น UEFI โดยยังไม่ได้เตรียมระบบบูต

⑨ หากเปิด Secure Boot ไม่ได้หรือเมนูเป็นสีเทา

Secure Boot อาจเปิดไม่ได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • CSM ยังเปิดอยู่
  • Boot Mode ยังเป็น Legacy
  • Secure Boot Keys ยังไม่ถูกติดตั้ง
  • BIOS ต้องตั้ง Administrator Password ก่อน
  • OS Type ไม่ได้ตั้งเป็น Windows UEFI Mode
  • การ์ดจอหรืออุปกรณ์เก่าไม่รองรับ UEFI
  • Firmware เก่า

เมนูที่อาจพบ ได้แก่

  • Install Default Secure Boot Keys
  • Restore Factory Keys
  • Enroll All Factory Default Keys
  • Secure Boot Mode: Standard
  • Key Management

การติดตั้ง Default Secure Boot Keys ควรทำเฉพาะเมื่อแน่ใจว่าเครื่องใช้ค่ามาตรฐานและมีข้อมูลสำรองแล้ว

หากเมนูไม่ตรงกับคู่มือ ไม่ควรลองเปลี่ยน Key Management แบบสุ่ม เพราะอาจส่งผลต่อการบูตและความปลอดภัยของระบบ

⑩ เปิด TPM 2.0 หากระบบแจ้งร่วมด้วย

หาก tpm.msc ไม่พบ TPM ให้เข้า BIOS และค้นหาเมนูที่เกี่ยวข้อง

สำหรับ Intel อาจใช้ชื่อ

  • Intel PTT
  • Platform Trust Technology
  • Trusted Computing
  • Security Device Support

สำหรับ AMD อาจใช้ชื่อ

  • AMD fTPM
  • AMD CPU fTPM
  • Firmware TPM
  • Trusted Computing

หลังเปิดให้เลือก Save Changes and Exit แล้วตรวจสอบอีกครั้งด้วย tpm.msc

อย่าเลือกคำสั่ง Clear TPM เพราะอาจลบข้อมูลกุญแจที่ Windows ใช้ และอาจทำให้ระบบเข้ารหัสขอ Recovery Key

⑪ ตรวจสอบ Secure Boot หลังออกจาก BIOS

เมื่อ Windows เปิดขึ้นมา ให้ตรวจสอบอีกครั้ง

  1. กด Windows + R
  2. พิมพ์ msinfo32
  3. กด Enter
  4. ตรวจสอบ BIOS Mode
  5. ตรวจสอบ Secure Boot State

ผลที่ต้องการ:

BIOS Mode: UEFI
Secure Boot State: On

จากนั้นตรวจสอบ TPM:

  1. กด Windows + R
  2. พิมพ์ tpm.msc
  3. กด Enter
  4. ตรวจสอบว่า TPM พร้อมใช้งาน
  5. ตรวจสอบว่าเป็น Version 2.0

หากค่าถูกต้องแล้วให้รีสตาร์ตเครื่องอีกครั้งก่อนเปิด VALORANT

⑫ อัปเดต Windows

หาก Secure Boot เปิดแล้วแต่ Vanguard ยังแสดง VAN 9003 ให้ตรวจสอบ Windows Update

  1. เปิด Settings
  2. เข้า Windows Update
  3. กด Check for updates
  4. ติดตั้งการอัปเดตที่จำเป็น
  5. ตรวจสอบ Optional updates ตามความเหมาะสม
  6. รีสตาร์ตเครื่อง
  7. เปิด Riot Client
  8. เปิด VALORANT

ไม่ควรปิดเครื่องระหว่าง Windows กำลังติดตั้งการอัปเดต

⑬ ตรวจสอบ Firmware หรือ BIOS

Firmware รุ่นเก่าอาจรายงานสถานะ Secure Boot หรือ TPM ไม่ถูกต้อง

ก่อนอัปเดต BIOS ต้อง:

  • ตรวจสอบรุ่นเมนบอร์ดหรือโน้ตบุ๊กให้ตรง
  • ใช้ไฟล์ Firmware ที่ตรงรุ่นเท่านั้น
  • อ่านคำเตือนของผู้ผลิต
  • เชื่อมต่อไฟอย่างเสถียร
  • สำรองข้อมูล
  • สำรอง BitLocker Recovery Key
  • ไม่ปิดเครื่องระหว่างอัปเดต

การใช้ BIOS ผิดรุ่นอาจทำให้เครื่องเปิดไม่ขึ้น หากไม่มั่นใจควรให้ช่างดำเนินการ

⑭ ปิด Riot Client แล้วรีสตาร์ต Vanguard

หลังแก้ Secure Boot ให้เริ่มบริการของ Vanguard ใหม่ด้วยการรีสตาร์ตเครื่อง

  1. ปิด VALORANT
  2. ปิด Riot Client
  3. เปิด Task Manager
  4. ปิดกระบวนการ Riot Client
  5. เลือก Restart
  6. รอ Windows เปิด
  7. เปิด Riot Client
  8. กด Play

ไม่ควรปิดบริการ Vanguard แบบถาวร เพราะ VALORANT ต้องใช้บริการดังกล่าวในการเปิดเกม

⑮ ติดตั้ง Riot Vanguard ใหม่

หาก Secure Boot และ TPM ถูกต้อง แต่ VAN 9003 ยังปรากฏ Vanguard อาจติดตั้งไม่สมบูรณ์

วิธีติดตั้งใหม่

  1. ปิด VALORANT
  2. ปิด Riot Client
  3. เปิด Settings ของ Windows
  4. เลือก Apps
  5. เปิด Installed apps
  6. ค้นหา Riot Vanguard
  7. เลือก Uninstall
  8. รีสตาร์ตคอมพิวเตอร์
  9. เปิด Riot Client
  10. เปิด VALORANT
  11. รอให้ Vanguard ติดตั้งใหม่
  12. รีสตาร์ตเครื่องอีกครั้ง
  13. เปิดเกม

การรีสตาร์ตหลังติดตั้ง Vanguard เป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะไดรเวอร์และบริการต้องเริ่มพร้อม Windows

⑯ ใช้ Riot Client Repair

ไฟล์เกมหรือ Client อาจเสียหายร่วมกับปัญหา Vanguard

วิธี Repair

  1. เปิด Riot Client
  2. เปิด Settings
  3. เลือก VALORANT
  4. เลือก Repair หากมี
  5. รอจนตรวจสอบเสร็จ
  6. ปิด Riot Client
  7. รีสตาร์ตเครื่อง
  8. เปิดเกม

ไม่ควรถอน VALORANT ทั้งเกมก่อนทดลอง Repair และติดตั้ง Vanguard ใหม่

🧪 วิธีแยกสาเหตุอย่างรวดเร็ว

BIOS Mode เป็น UEFI แต่ Secure Boot เป็น Off

เข้า UEFI Firmware Settings แล้วเปิด Secure Boot โดยสำรอง Recovery Key ก่อน

BIOS Mode เป็น Legacy

อย่าเปลี่ยนเป็น UEFI ทันที ต้องตรวจสอบดิสก์และระบบบูตก่อน

Secure Boot State เป็น Unsupported

เมนบอร์ดอาจไม่รองรับ ระบบใช้ Legacy Mode หรือ Firmware ต้องได้รับการตั้งค่าเพิ่มเติม

Secure Boot เป็น On แต่ยังขึ้น VAN 9003

ตรวจสอบ TPM, Windows Update, Firmware และติดตั้ง Vanguard ใหม่

เปิด Secure Boot แล้ว Windows ขอ Recovery Key

ใช้ BitLocker Recovery Key ที่สำรองไว้ ไม่ควร Clear TPM หรือฟอร์แมตเครื่องทันที

เปิด Secure Boot แล้ว Windows บูตไม่ขึ้น

กลับเข้า BIOS และคืนค่าที่เปลี่ยนล่าสุด หากไม่แน่ใจควรหยุดและให้ช่างตรวจสอบระบบบูต

❓ คำถามที่พบบ่อย

VAN 9003 คือบัญชีถูกแบนหรือไม่

ไม่ใช่ เป็นข้อผิดพลาดด้านข้อกำหนดความปลอดภัยของ Riot Vanguard ไม่ได้หมายความว่าบัญชีถูกแบน

VAN 9003 ต้องเปิดอะไร

โดยหลักต้องตรวจสอบและเปิด Secure Boot รวมถึงตรวจสอบ UEFI และ TPM 2.0 ตามข้อกำหนดของระบบ

เปิด Secure Boot แล้วข้อมูลจะหายหรือไม่

การเปิด Secure Boot ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อลบข้อมูล แต่การเปลี่ยน Boot Mode หรือ TPM ผิดวิธีอาจทำให้ Windows บูตไม่ได้หรือขอ Recovery Key จึงต้องสำรองข้อมูลก่อน

BIOS Mode เป็น Legacy เปิด Secure Boot ได้หรือไม่

โดยทั่วไป Secure Boot ต้องใช้ UEFI ไม่ควรสลับจาก Legacy เป็น UEFI ทันทีโดยไม่ตรวจสอบรูปแบบดิสก์และระบบบูต

ต้อง Clear TPM หรือไม่

ไม่ต้อง และไม่ควรทำเพื่อแก้ VAN 9003 เพราะอาจกระทบกุญแจเข้ารหัสและทำให้ Windows ขอ Recovery Key

ทำไม Secure Boot เปิดใน BIOS แต่ msinfo32 ยังขึ้น Off

อาจเกิดจาก CSM, Legacy Mode, Secure Boot Keys หรือ OS Type ตั้งค่าไม่ถูกต้อง ต้องตรวจสอบคู่มือของเมนบอร์ดรุ่นนั้น

ถอน Vanguard แล้ว VALORANT เล่นได้หรือไม่

ไม่ได้ VALORANT บน PC ต้องใช้ Riot Vanguard หากถอนแล้วต้องติดตั้งใหม่และรีสตาร์ตเครื่อง

✅ สรุป

VALORANT ขึ้น VAN 9003 เพราะ Riot Vanguard ตรวจพบว่า Secure Boot ไม่ได้เปิดหรือระบบไม่ผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ให้ตรวจสอบ msinfo32 ก่อนว่า BIOS Mode เป็น UEFI และ Secure Boot State เป็น On หรือไม่

หาก BIOS Mode เป็น UEFI แต่ Secure Boot เป็น Off สามารถเข้า Firmware เพื่อเปิดได้ แต่ต้องสำรอง BitLocker Recovery Key และบันทึกค่าปัจจุบันก่อน หากระบบเป็น Legacy ไม่ควรสลับเป็น UEFI แบบทันที

แนวทางของ comsiam คือเริ่มจากตรวจสอบสถานะใน Windows ก่อนเข้า BIOS และไม่เปลี่ยน CSM, Boot Mode, TPM หรือ Secure Boot Keys แบบสุ่ม เพราะอาจกระทบการบูตของเครื่อง

เมื่อ Secure Boot และ TPM ถูกต้องแล้ว ให้รีสตาร์ตเครื่อง อัปเดต Windows และติดตั้ง Riot Vanguard ใหม่หากยังพบข้อผิดพลาด ส่วนวิธีแก้ปัญหา VALORANT เพิ่มเติมสามารถติดตามได้จาก comsiam