Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

การดูสตรีมมิงหลายจอควรมีอินเทอร์เน็ตประมาณ 10 Mbps ต่อจอสำหรับ HD และประมาณ 25 Mbps ต่อจอสำหรับ 4K แล้วบวกความเร็วสำรองอีก 20–30% ตัวอย่างเช่น ดู HD พร้อมกัน 4 จอควรมีประมาณ 50 Mbps ขึ้นไป ส่วนดู 4K พร้อมกัน 2 จอควรมีประมาณ 60–70 Mbps ขึ้นไป
ความเร็วที่ใช้ขึ้นอยู่กับความละเอียด ระบบบีบอัดภาพ อุปกรณ์ และบริการสตรีมมิง โดยสามารถใช้ค่าประมาณต่อไปนี้เป็นจุดเริ่มต้น
| คุณภาพวิดีโอ | ความเร็วต่อหนึ่งจอโดยประมาณ |
|---|---|
| SD | 3–5 Mbps |
| HD 720p | 5–8 Mbps |
| Full HD 1080p | 8–15 Mbps |
| 4K Ultra HD | 20–25 Mbps หรือมากกว่า |
ตัวเลขจริงอาจแตกต่างกันในแต่ละแอป หากต้องการให้เล่นต่อเนื่อง ควรคำนวณจากค่าด้านบนแล้วเพิ่มความเร็วสำรองเสมอ
ตารางนี้คำนวณจากการรับชมที่ความละเอียดใกล้เคียงกัน พร้อมเผื่อความเร็วสำหรับความผันผวนระดับหนึ่ง
| จำนวนจอ | รับชม HD หรือ Full HD | รับชม 4K |
|---|---|---|
| 1 จอ | 10–15 Mbps | 25–35 Mbps |
| 2 จอ | 20–30 Mbps | 60–70 Mbps |
| 3 จอ | 35–50 Mbps | 90–100 Mbps |
| 4 จอ | 50–70 Mbps | 120–150 Mbps |
| 5 จอ | 70–100 Mbps | 150 Mbps ขึ้นไป |
หากมีการดาวน์โหลดเกม ประชุมวิดีโอ หรือสำรองไฟล์พร้อมกัน ควรเลือกความเร็วสูงกว่าตาราง
ใช้สูตรง่าย ๆ ดังนี้
ความเร็วที่ต้องใช้ = ความเร็วต่อจอ × จำนวนจอ + ความเร็วสำรอง 20–30%
ตัวอย่าง ดู Full HD 4 จอ โดยกำหนดจอละ 10 Mbps
ควรคำนวณจากคุณภาพสูงสุดที่แต่ละจอจะใช้ ไม่ใช่เฉพาะความละเอียดที่รับชมเป็นประจำ
หากทีวีหนึ่งเครื่องและแท็บเล็ตหนึ่งเครื่องดูวิดีโอ HD พร้อมกัน สามารถคำนวณได้ดังนี้
ดังนั้นควรมีอินเทอร์เน็ตประมาณ 25–30 Mbps ขึ้นไป หากไม่มีการดาวน์โหลดหรือใช้งานหนักประเภทอื่น
สมมติแต่ละจอใช้ประมาณ 10 Mbps
หากสมาชิกในบ้านเล่นเกม ดาวน์โหลดไฟล์ หรือประชุมวิดีโอพร้อมกัน แพ็กเกจประมาณ 100 Mbps จะมีพื้นที่เผื่อมากกว่า
สมมติวิดีโอ 4K ใช้จอละ 25 Mbps
อย่างไรก็ตาม ทีวีทั้งสองเครื่องต้องได้รับความเร็วจากเราเตอร์อย่างสม่ำเสมอด้วย การมีแพ็กเกจเร็วแต่ Wi-Fi อ่อนอาจยังทำให้ภาพกระตุก
บ้านหนึ่งมีการใช้งานดังนี้
รวมประมาณ 51 Mbps เมื่อบวกความเร็วสำรอง 20–30% ควรมีอินเทอร์เน็ตประมาณ 65–70 Mbps ขึ้นไป และอาจเลือก 100 Mbps หากมีการใช้งานประเภทอื่นร่วมด้วย
ความเร็วอินเทอร์เน็ตจริงอาจไม่เท่ากับตัวเลขของแพ็กเกจตลอดเวลา เนื่องจาก
การเผื่อความเร็วจึงช่วยลดโอกาสที่วิดีโอจะลดความชัดหรือหมุนโหลดเมื่อทุกจอใช้งานพร้อมกัน
แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตคือความเร็วสูงสุดที่ส่งมาถึงเราเตอร์ แต่ทีวีอาจได้รับน้อยกว่านั้นจากระยะทาง กำแพง สัญญาณรบกวน และประสิทธิภาพของอุปกรณ์
ตัวอย่างเช่น แพ็กเกจ 500 Mbps ไม่ได้หมายความว่าทีวีทุกเครื่องจะได้รับ 500 Mbps พร้อมกัน หากทีวีอยู่ไกลเราเตอร์หรือเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่แออัด ความเร็วจริงอาจลดลงมาก
ควรทดสอบความเร็วใกล้กับทีวีหรืออุปกรณ์ที่ใช้สตรีม ไม่ควรทดสอบเฉพาะโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเราเตอร์
แนวทางการทดสอบที่เหมาะสม ได้แก่
แต่ละย่านเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน
ควรเลือกจากความเสถียรที่ตำแหน่งใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกจากชื่อย่านเพียงอย่างเดียว
สาย LAN มักให้การเชื่อมต่อที่สม่ำเสมอกว่า Wi-Fi เหมาะกับ Smart TV กล่องสตรีมมิง และคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่กับที่
หากทำได้ ควรเชื่อมต่อทีวีหลักผ่านสาย LAN แล้วให้โทรศัพท์และแท็บเล็ตใช้ Wi-Fi วิธีนี้ช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ไร้สายที่แย่งช่องสัญญาณกัน
เราเตอร์เก่าหรือรุ่นที่รองรับอุปกรณ์พร้อมกันได้น้อย อาจทำให้ภาพกระตุกแม้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมีความเร็วสูง
สัญญาณที่ควรตรวจสอบเราเตอร์ ได้แก่
ควรวางเราเตอร์ในตำแหน่งเปิด สูงจากพื้น และไม่ซ่อนไว้หลังทีวีหรือตู้โลหะ
กิจกรรมต่อไปนี้สามารถแย่งความเร็วจากการสตรีมได้
โดยเฉพาะการอัปโหลดที่ใช้ความเร็วเต็มช่องทาง อาจเพิ่มความหน่วงและทำให้วิดีโอบนอุปกรณ์อื่นสะดุดได้
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแสดงความเร็วเป็น Mbps หรือเมกะบิตต่อวินาที ส่วนการดาวน์โหลดไฟล์มักแสดงเป็น MB/s หรือเมกะไบต์ต่อวินาที
โดยประมาณ 8 Mbps เท่ากับ 1 MB/s ดังนั้นแพ็กเกจ 100 Mbps จะมีความเร็วดาวน์โหลดทางทฤษฎีประมาณ 12.5 MB/s ก่อนหักปัจจัยอื่น
ไม่ควรนำตัวเลขสองหน่วยนี้มาเปรียบเทียบโดยตรงโดยไม่แปลงหน่วยก่อน
แอปสตรีมมิงส่วนใหญ่ปรับความละเอียดตามอินเทอร์เน็ต หากหลายจอเริ่มเล่นพร้อมกัน ความเร็วที่แต่ละจอได้รับจะลดลง ระบบจึงลดคุณภาพเพื่อให้วิดีโอเล่นต่อ
หากต้องการรักษาความชัด ให้หยุดการดาวน์โหลด ใช้สาย LAN ปรับตำแหน่งเราเตอร์ หรือเลือกแพ็กเกจที่มีความเร็วสำรองมากขึ้น
การเริ่มเล่นพร้อมกันทุกเครื่องอาจทำให้เกิดการใช้แบนด์วิดท์สูงชั่วคราว เพราะแต่ละแอปกำลังโหลดข้อมูลสำรองและตรวจสอบคุณภาพภาพ
ควรเปิดจอหลักก่อน รอให้ภาพชัดและเล่นต่อเนื่อง แล้วค่อยเปิดจอถัดไปทีละเครื่อง วิธีนี้ช่วยลดการกระชากของเครือข่ายในช่วงเริ่มต้น
แนวทางทั่วไปสำหรับบ้านที่ใช้งานสตรีมมิงเป็นหลัก ได้แก่
| รูปแบบการใช้งาน | ความเร็วที่ควรพิจารณา |
|---|---|
| 1–2 จอแบบ HD | 30 Mbps ขึ้นไป |
| 3–4 จอแบบ HD หรือ Full HD | 50–100 Mbps |
| 1–2 จอแบบ 4K พร้อมอุปกรณ์อื่น | 100 Mbps ขึ้นไป |
| หลายจอ 4K พร้อมดาวน์โหลดและเล่นเกม | 200 Mbps ขึ้นไป |
ควรเลือกตามจำนวนจอที่ใช้งานพร้อมกันจริง ไม่ใช่จำนวนอุปกรณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้าน
ให้ตรวจสอบตามลำดับนี้
สามารถอ่านแนวทางจัดเครือข่ายสำหรับ Smart TV เพิ่มเติมได้ภายใน comsiam
เริ่มจากเปิดวิดีโอความละเอียดที่ต้องการบนหนึ่งจอ รอให้เล่นต่อเนื่อง แล้วเพิ่มจอทีละเครื่อง
สังเกตอาการต่อไปนี้
หากเริ่มกระตุกเมื่อเปิดจอสุดท้าย แสดงว่าความเร็วหรือเครือข่ายภายในมีพื้นที่สำรองไม่เพียงพอ
หากดู HD พร้อมกัน 2 จอ ควรมีประมาณ 20–30 Mbps ขึ้นไป หากทั้งสองจอดู 4K ควรมีประมาณ 60–70 Mbps ขึ้นไป
โดยประมาณสามารถรองรับ HD หลายจอ หรือ 4K ประมาณ 2–3 จอได้ แต่จำนวนจริงขึ้นอยู่กับ Wi-Fi กิจกรรมอื่น และความเร็วที่แต่ละอุปกรณ์ได้รับ
จำนวนโปรไฟล์ไม่ทำให้ใช้เน็ตเพิ่ม การใช้งานจะเพิ่มเมื่อมีการเปิดวิดีโอพร้อมกันจริง
การรับชมสตรีมมิงใช้ความเร็วดาวน์โหลดเป็นหลัก แต่หากมีอุปกรณ์อัปโหลดข้อมูลจำนวนมากพร้อมกัน อาจทำให้เครือข่ายหน่วงและภาพกระตุกได้
ควรแก้ตำแหน่งเราเตอร์ ย่าน Wi-Fi หรือใช้สาย LAN ก่อน เพราะเพิ่มความเร็วแพ็กเกจอาจไม่ช่วยหากปัญหาอยู่ที่สัญญาณภายในบ้าน
ควรเผื่อมากขึ้นเมื่อมีผู้ใช้หลายคน มีการดาวน์โหลด เล่นเกม ประชุมวิดีโอ หรือใช้อุปกรณ์จำนวนมากพร้อมกัน
ให้คำนวณประมาณ 10 Mbps ต่อจอสำหรับ HD และ 25 Mbps ต่อจอสำหรับ 4K แล้วเพิ่มความเร็วสำรองอีก 20–30% ตัวอย่างเช่น HD 4 จอควรมีประมาณ 50–60 Mbps ส่วน 4K จำนวน 2 จอควรมีประมาณ 60–70 Mbps ขึ้นไป
นอกจากความเร็วแพ็กเกจ ควรตรวจสอบ Wi-Fi เราเตอร์ ระยะห่าง และกิจกรรมอื่นในบ้านด้วย หากต้องการความเสถียร ให้ใช้สาย LAN กับทีวีหลักและทดสอบความเร็วบริเวณที่ใช้งานจริง สามารถติดตามบทความเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและแอปสตรีมมิงหัวข้ออื่นได้ภายใน comsiam