Netflix เปิดไม่ได้บน LG Smart TV แก้อย่างไร เปิดค้าง จอดำ หรือเด้งออกทำตามนี้

หาก Netflix เปิดไม่ได้บน LG Smart TV ให้ปิดฟังก์ชัน Quick Start+ ถอดปลั๊กทีวีเพื่อรีสตาร์ตระบบ ตรวจสอบอินเทอร์เน็ต ออกจากระบบ Netflix แล้วเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นอัปเดต webOS และติดตั้งแอปใหม่ หากยังไม่หายจึงค่อยรีเซ็ตทีวีเป็นค่าเริ่มต้น

ปัญหาอาจแสดงเป็นแอปไม่เปิด ค้างที่โลโก้ Netflix จอดำ โหลดไม่หยุด หรือเปิดแล้วเด้งกลับหน้าหลัก โดยแต่ละอาการอาจมาจากแอป ระบบ webOS เครือข่าย หรือทีวีรุ่นเก่าที่ไม่รองรับ Netflix แล้ว บทความจาก comsiam จะเรียงวิธีแก้จากขั้นตอนง่ายไปหาขั้นตอนที่กระทบการตั้งค่ามากขึ้น

สารบัญ

  • อาการ Netflix เปิดไม่ได้บน LG Smart TV
  • สาเหตุที่ทำให้ Netflix ใช้งานไม่ได้
  • วิธีแก้ Netflix เปิดไม่ได้ทีละขั้นตอน
  • วิธีปิด Quick Start+
  • วิธีอัปเดต webOS และติดตั้ง Netflix ใหม่
  • วิธีรีเซ็ต LG Smart TV
  • กรณีทีวี LG รุ่นเก่าไม่รองรับ Netflix
  • คำถามที่พบบ่อย
  • สรุปวิธีแก้

1. ตรวจสอบอาการที่เกิดขึ้นก่อนแก้ไข

Netflix บน LG Smart TV อาจมีอาการผิดปกติหลายรูปแบบ ได้แก่

  • กดไอคอน Netflix แล้วแอปไม่เปิด
  • เปิดแอปแล้วเด้งกลับหน้าหลัก
  • ค้างอยู่ที่โลโก้ Netflix
  • หน้าจอเป็นสีดำแต่ทีวียังตอบสนอง
  • วงกลมโหลดหมุนไม่หยุด
  • เปิดแอปได้แต่กดเล่นหนังไม่ได้
  • ภาพค้างแต่เสียงยังเล่น
  • รีโมตสั่งงานในแอปไม่ได้
  • เข้าสู่ระบบ Netflix ไม่สำเร็จ
  • ขึ้นข้อความว่าเชื่อมต่อ Netflix ไม่ได้
  • แสดงรหัสข้อผิดพลาด เช่น UI-800-3 หรือ tvq-pb-101
  • แอป Netflix หายไปจากหน้า Home หรือ LG Content Store

ถ้าแอปอื่น เช่น YouTube เปิดไม่ได้ด้วย ปัญหามักเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตหรือระบบ webOS แต่ถ้าเสียเฉพาะ Netflix ควรตรวจสอบตัวแอปและข้อมูลบัญชีก่อน

2. สาเหตุที่ Netflix เปิดไม่ได้บนทีวี LG

สาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • แอป Netflix ค้างอยู่ในหน่วยความจำ
  • ฟังก์ชัน Quick Start+ ทำให้ทีวีไม่ได้ปิดระบบอย่างสมบูรณ์
  • Wi-Fi เชื่อมต่ออยู่แต่ไม่มีอินเทอร์เน็ต
  • สัญญาณไร้สายอ่อนหรือไม่เสถียร
  • เราเตอร์หรือ DNS ทำงานผิดปกติ
  • วันที่และเวลาของทีวีไม่ถูกต้อง
  • แอป Netflix หรือ webOS ไม่ได้อัปเดต
  • ข้อมูลการเข้าสู่ระบบ Netflix มีปัญหา
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลของทีวีเหลือน้อย
  • ประเทศที่ให้บริการของ LG ตั้งค่าไม่ถูกต้อง
  • ระบบ Netflix ขัดข้องชั่วคราว
  • LG Smart TV รุ่นเก่าไม่รองรับแอปเวอร์ชันปัจจุบัน

ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการรีเซ็ตทีวีเป็นค่าโรงงาน เพราะวิธีพื้นฐาน เช่น ถอดปลั๊ก รีสตาร์ตเราเตอร์ หรือปิด Quick Start+ มักแก้ปัญหาได้โดยไม่ทำให้การตั้งค่าหาย

3. ปิด Netflix แล้วเปิดใหม่

ให้ทดลองออกจากแอปก่อน หาก webOS และรีโมตยังทำงานตามปกติ

  1. กดปุ่ม Home บนรีโมต LG
  2. กลับไปยังหน้าหลักของ webOS
  3. เปิดแอปอื่นประมาณ 10 วินาที
  4. กลับมาเปิด Netflix ใหม่
  5. ทดลองเล่นหนังหรือซีรีส์อีกครั้ง

หาก Netflix ค้างจนกดคำสั่งไม่ได้ ให้ถอดปลั๊กทีวีตามขั้นตอนถัดไป

4. ถอดปลั๊กเพื่อรีสตาร์ต LG Smart TV อย่างสมบูรณ์

การกดปุ่ม Power เพียงครั้งเดียวอาจทำให้ทีวีเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย โดยแอปและข้อมูลบางส่วนยังคงอยู่ในหน่วยความจำ

วิธีรีสตาร์ตที่ถูกต้องมีดังนี้

  1. ปิด LG Smart TV
  2. ถอดปลั๊กทีวีออกจากเต้าเสียบ
  3. รออย่างน้อย 1 นาที
  4. หากทีวีมีปุ่ม Power ที่ตัวเครื่อง ให้กดปุ่มค้างประมาณ 10–15 วินาทีขณะถอดปลั๊ก
  5. เสียบปลั๊กกลับ
  6. เปิดทีวี
  7. รอให้ระบบ webOS ทำงานเสร็จ
  8. เปิด Netflix อีกครั้ง

หากแอปค้างที่โลโก้ จอดำ หรือเปิดแล้วเด้งออก วิธีนี้มักได้ผลเพราะช่วยล้างสถานะการทำงานชั่วคราวของทีวี

5. ปิด Quick Start+ บน LG Smart TV

Quick Start+ ช่วยให้ทีวีเปิดเร็วขึ้น แต่ระบบอาจเก็บสถานะเดิมของแอปไว้ ทำให้ Netflix ที่ค้างอยู่ไม่เริ่มต้นใหม่อย่างสมบูรณ์

ตำแหน่งเมนูแตกต่างกันตามรุ่นและเวอร์ชัน webOS โดยทั่วไปให้ลองค้นหาตามเส้นทางต่อไปนี้

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > ทั่วไป > ระบบ > การตั้งค่าเพิ่มเติม > Quick Start+

ทีวีบางรุ่นอาจอยู่ที่

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > ทั่วไป > Quick Start+

จากนั้นทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ปิด Quick Start+
  2. ปิดทีวี
  3. ถอดปลั๊กออกอย่างน้อย 1 นาที
  4. เสียบปลั๊กและเปิดทีวี
  5. ทดลองใช้ Netflix

ถ้าปัญหาหาย สามารถปิด Quick Start+ ไว้ต่อได้ ทีวีอาจใช้เวลาเปิดเครื่องนานขึ้นเล็กน้อย แต่ช่วยให้ระบบและแอปเริ่มทำงานใหม่เมื่อเปิดทีวี

6. ตรวจสอบอินเทอร์เน็ตของ LG Smart TV

แม้ทีวีจะแสดงว่าเชื่อมต่อ Wi-Fi แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะออกอินเทอร์เน็ตได้เสมอไป

ทดสอบด้วยแอปอื่น

เปิด YouTube หรือเว็บเบราว์เซอร์ หากทุกแอปออนไลน์ใช้ไม่ได้ แสดงว่าปัญหาไม่ได้เกิดจาก Netflix เพียงแอปเดียว

ตรวจสอบสถานะเครือข่าย

ไปที่เมนูใกล้เคียงกับ

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > ทั่วไป หรือ การเชื่อมต่อ > เครือข่าย

เลือกการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Ethernet แล้วตรวจสอบว่าทีวีเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสำเร็จหรือไม่

ลบ Wi-Fi แล้วเชื่อมต่อใหม่

  1. เปิดการตั้งค่าเครือข่าย
  2. เลือกการเชื่อมต่อ Wi-Fi
  3. เลือกชื่อเครือข่ายที่กำลังใช้งาน
  4. เลือกลืมเครือข่ายหรือยกเลิกการเชื่อมต่อ หากมีตัวเลือก
  5. เลือกชื่อ Wi-Fi อีกครั้ง
  6. ป้อนรหัสผ่านใหม่
  7. เปิด Netflix เพื่อทดสอบ

ชื่อเมนูอาจแตกต่างกันตามปีที่ผลิตและเวอร์ชัน webOS

7. รีสตาร์ตเราเตอร์และโมเด็ม

ถ้าอินเทอร์เน็ตช้า แอปโหลดไม่หยุด หรือขึ้นรหัสเกี่ยวกับเครือข่าย ให้รีสตาร์ตอุปกรณ์อินเทอร์เน็ต

  1. ปิด LG Smart TV
  2. ถอดปลั๊กเราเตอร์และโมเด็ม
  3. รอประมาณ 30–60 วินาที
  4. เสียบปลั๊กโมเด็มก่อน
  5. รอจนไฟสถานะอินเทอร์เน็ตทำงานตามปกติ
  6. เสียบปลั๊กเราเตอร์และรอให้ Wi-Fi พร้อมใช้งาน
  7. เปิดทีวี
  8. เชื่อมต่อเครือข่าย
  9. เปิด Netflix อีกครั้ง

หากใช้ Wi-Fi และทีวีอยู่ไกลเราเตอร์ ให้ทดลองเชื่อมต่อย่าน 2.4 GHz หรือใช้สาย LAN เพื่อแยกว่าปัญหาเกิดจากสัญญาณไร้สายหรือไม่

8. ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตที่ช้าหรือความเร็วแกว่งมากอาจทำให้ Netflix ค้างที่หน้าโหลด แม้แอปจะเปิดได้ตามปกติ

สามารถตรวจสอบได้โดย

  • เปิดเว็บเบราว์เซอร์บนทีวีและเข้าเว็บไซต์ทดสอบความเร็ว
  • ทดสอบผ่านโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อ Wi-Fi เดียวกัน
  • ทดลองเปิด Netflix ผ่านเครือข่ายมือถือ
  • นำอุปกรณ์อื่นออกจากเครือข่ายชั่วคราว
  • หยุดการดาวน์โหลดไฟล์หรือเล่นเกมออนไลน์ก่อนทดสอบ

หาก Netflix ใช้งานได้เมื่อใช้เครือข่ายมือถือ แต่ใช้ไม่ได้กับ Wi-Fi บ้าน ปัญหาน่าจะอยู่ที่เราเตอร์ DNS หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

9. ตรวจสอบว่า Netflix ขัดข้องหรือไม่

ก่อนเปลี่ยนการตั้งค่าทีวีจำนวนมาก ให้ตรวจสอบว่า Netflix ใช้งานได้บนอุปกรณ์อื่นหรือไม่

  1. เปิด Netflix บนโทรศัพท์
  2. ทดลองผ่านคอมพิวเตอร์
  3. เปลี่ยนจาก Wi-Fi เป็นเครือข่ายมือถือ
  4. ตรวจสอบหน้าสถานะบริการของ Netflix
  5. รอประมาณ 15–30 นาทีแล้วทดลองใหม่

หากหลายอุปกรณ์เปิด Netflix ไม่ได้พร้อมกัน อาจเป็นปัญหาจากบัญชี ระบบ Netflix หรืออินเทอร์เน็ต ไม่ควรรีเซ็ตทีวีทันที

10. ออกจากระบบ Netflix แล้วเข้าสู่ระบบใหม่

ข้อมูลบัญชีที่บันทึกอยู่บนทีวีอาจหมดอายุหรือทำงานผิดปกติ

  1. เปิด Netflix
  2. ไปยังหน้าจอหลักของแอป
  3. เปิดเมนูด้านซ้าย
  4. เลือก รับความช่วยเหลือ หรือ Get Help
  5. เลือก ออกจากระบบ หรือ Sign Out
  6. ยืนยันการออกจากระบบ
  7. ปิดแอป
  8. เปิด Netflix ใหม่
  9. เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดิม

หากเปิดเมนู Netflix ไม่ได้ ให้ใช้ปุ่มทิศทางบนรีโมตตามลำดับนี้

ขึ้น > ขึ้น > ลง > ลง > ซ้าย > ขวา > ซ้าย > ขวา > ขึ้น > ขึ้น > ขึ้น > ขึ้น

เมื่อหน้าต่างคำสั่งปรากฏ ให้เลือกออกจากระบบ เริ่มใหม่ หรือปิดใช้งาน ตัวเลือกที่พบอาจแตกต่างกันตามรุ่นของทีวี

11. ตั้งวันที่และเวลาให้ถูกต้อง

วันที่และเวลาที่ผิดอาจทำให้ LG Smart TV เชื่อมต่อบริการออนไลน์หรือยืนยันความปลอดภัยไม่ได้

  1. กดปุ่ม Settings บนรีโมต
  2. เลือกการตั้งค่าทั้งหมด
  3. ไปที่ ทั่วไป > ระบบ > เวลาและตัวจับเวลา
  4. เปิดการตั้งค่าอัตโนมัติ
  5. ตรวจสอบเขตเวลาให้ตรงกับประเทศไทย
  6. ปิดและเปิดทีวีใหม่
  7. ทดลองเปิด Netflix

ทีวี LG รุ่นเก่าอาจใช้ชื่อเมนูว่า เวลาและวันที่ หรือ Date & Time

12. ยอมรับข้อตกลงผู้ใช้ของ LG ให้ครบ

LG Smart TV บางรุ่นอาจเปิด LG Content Store หรือแอปออนไลน์ไม่ได้ หากยังไม่ได้ยอมรับข้อตกลงผู้ใช้หลังอัปเดตระบบหรือรีเซ็ตทีวี

เส้นทางเมนูที่พบได้ทั่วไปคือ

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > การสนับสนุน > ความเป็นส่วนตัวและข้อกำหนด > ข้อตกลงผู้ใช้

จากนั้นทำดังนี้

  1. เปิดหน้าข้อตกลงผู้ใช้
  2. อ่านและเลือกข้อตกลงที่จำเป็นสำหรับบริการ Smart TV
  3. กดยอมรับ
  4. รีสตาร์ตทีวี
  5. เปิด LG Content Store และ Netflix ใหม่

ชื่อเมนูอาจต่างกันตามเวอร์ชัน webOS

13. ตรวจสอบประเทศที่ให้บริการของ LG

ถ้าตั้งประเทศไม่ตรงกับพื้นที่ใช้งาน แอป Netflix อาจหาย ดาวน์โหลดไม่ได้ หรือเปิดบริการไม่สำเร็จ

  1. เปิดการตั้งค่าทั้งหมด
  2. ไปที่ ทั่วไป > ระบบ > ตำแหน่ง
  3. ตรวจสอบประเทศที่ให้บริการของ LG
  4. เลือกประเทศไทย หากใช้งานอยู่ในประเทศไทย
  5. ยอมรับข้อตกลงที่ปรากฏ
  6. รอให้ระบบปรับรายการแอป
  7. ค้นหา Netflix ใหม่

การเปลี่ยนประเทศอาจทำให้รายการแอปและบัญชีบางส่วนเปลี่ยนแปลง จึงควรใช้ประเทศที่ตรงกับตำแหน่งและบริการที่ใช้งานจริง

14. อัปเดตซอฟต์แวร์ webOS

Netflix อาจเปิดไม่ได้หากซอฟต์แวร์ทีวีเก่าเกินไปหรือมีข้อผิดพลาดที่ได้รับการแก้ในเวอร์ชันใหม่

เส้นทางเมนูโดยทั่วไปคือ

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > การสนับสนุน > การอัปเดตซอฟต์แวร์

จากนั้นดำเนินการดังนี้

  1. เชื่อมต่อทีวีกับอินเทอร์เน็ต
  2. เลือกตรวจสอบการอัปเดต
  3. หากพบเวอร์ชันใหม่ ให้เลือกดาวน์โหลดและติดตั้ง
  4. ห้ามปิดหรือถอดปลั๊กระหว่างอัปเดต
  5. รอให้ทีวีรีสตาร์ต
  6. เปิด Netflix เพื่อทดสอบ

หากมีตัวเลือกอัปเดตอัตโนมัติ สามารถเปิดไว้เพื่อให้ทีวีรับซอฟต์แวร์รุ่นใหม่เมื่อพร้อมใช้งาน

15. ลบและติดตั้ง Netflix ใหม่

การติดตั้งใหม่ช่วยลบข้อมูลแอปที่เสียหายและดาวน์โหลดไฟล์โปรแกรมชุดใหม่

วิธีดำเนินการอาจแตกต่างกันตาม webOS โดยทั่วไปทำได้ดังนี้

  1. กดปุ่ม Home
  2. เปิดรายการแอป
  3. เข้าโหมดแก้ไขรายการแอป
  4. เลือก Netflix
  5. เลือกไอคอนลบ หากมี
  6. ยืนยันการถอนการติดตั้ง
  7. เปิด LG Content Store
  8. ค้นหา Netflix
  9. เลือกติดตั้ง
  10. เปิดแอปและเข้าสู่ระบบใหม่

Netflix อาจเป็นแอปติดตั้งล่วงหน้าใน LG Smart TV บางรุ่น หากไม่มีปุ่มลบ ให้ข้ามขั้นตอนนี้และเน้นการอัปเดต webOS ถอดปลั๊กทีวี หรือรีเซ็ตแอปด้วยการออกจากระบบแทน

16. ลบแอปที่ไม่ใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่าง

พื้นที่จัดเก็บที่เหลือน้อยอาจทำให้แอปเปิดช้า เด้งออก หรืออัปเดตไม่ได้

ให้ลบเฉพาะแอปที่ติดตั้งเพิ่มและไม่ใช้งาน โดยหลีกเลี่ยงการลบแอประบบที่จำเป็น จากนั้นให้ทำดังนี้

  1. ปิดทีวี
  2. ถอดปลั๊กประมาณ 1 นาที
  3. เปิดทีวีใหม่
  4. อัปเดตหรือติดตั้ง Netflix
  5. ทดลองเปิดแอป

ทีวีบางรุ่นไม่มีเมนูแสดงพื้นที่ว่างอย่างละเอียด จึงสามารถสังเกตจากการติดตั้งแอปใหม่ไม่ได้หรือระบบแจ้งว่าพื้นที่ไม่เพียงพอ

17. ค้นหาและแก้รหัสข้อผิดพลาดของ Netflix

หาก Netflix แสดงรหัสผิดพลาด ควรจดรหัสทั้งหมดรวมถึงตัวเลขในวงเล็บ เพราะรหัสคล้ายกันอาจใช้วิธีแก้ต่างกัน

ตัวอย่างเช่น

  • UI-800-3 มักเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่บันทึกในอุปกรณ์หรือเครือข่าย
  • tvq-pb-101 มักเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อทีวีกับ Netflix
  • จอดำไม่มีเสียงอาจเกิดจากแอปหรือระบบทีวีค้าง
  • เปิดแอปได้แต่เล่นไม่ได้อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหรือข้อมูลบัญชี

ให้ค้นหารหัสที่ตรงกันในศูนย์ช่วยเหลือ Netflix และเลือกขั้นตอนสำหรับ LG TV โดยเฉพาะ

18. รีเซ็ต LG Smart TV เป็นค่าเริ่มต้น

ควรใช้วิธีนี้เมื่อถอดปลั๊ก ปิด Quick Start+ อัปเดต webOS และติดตั้ง Netflix ใหม่แล้วยังไม่หาย

การรีเซ็ตจะลบข้อมูลสำคัญ เช่น

  • บัญชี LG
  • บัญชีแอปต่างๆ
  • รหัสผ่าน Wi-Fi
  • การตั้งค่าภาพและเสียง
  • รายการแอปที่ติดตั้ง
  • การจัดเรียงช่องและค่าระบบบางส่วน

ก่อนรีเซ็ตควรจดชื่อ Wi-Fi รหัสผ่าน และข้อมูลเข้าสู่ระบบแอปไว้ก่อน

เส้นทางเมนูทั่วไปคือ

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > ทั่วไป > ระบบ > รีเซ็ตเป็นการตั้งค่าเริ่มต้น

ทีวีบางรุ่นอาจอยู่ที่

การตั้งค่า > การตั้งค่าทั้งหมด > ทั่วไป > รีเซ็ตเป็นการตั้งค่าเริ่มต้น

หลังรีเซ็ตให้ตั้งค่าภาษา ประเทศ อินเทอร์เน็ต และข้อตกลงผู้ใช้ใหม่ จากนั้นอัปเดตซอฟต์แวร์และเปิด Netflix อีกครั้ง

19. LG Smart TV รุ่นเก่าดู Netflix ไม่ได้ต้องทำอย่างไร

Netflix อาจไม่รองรับทีวีและอุปกรณ์สตรีมมิงบางรุ่นที่เก่ากว่าปี 2015 แม้ทีวีจะยังเปิดใช้งานได้ตามปกติ

อาการที่อาจบ่งบอกว่าอุปกรณ์ไม่รองรับแล้ว ได้แก่

  • Netflix หายจาก LG Content Store
  • ไม่สามารถติดตั้งแอปกลับได้
  • มีข้อความว่าอุปกรณ์นี้ไม่รองรับ Netflix อีกต่อไป
  • อัปเดต webOS แล้วแต่แอปยังใช้ไม่ได้
  • LG ไม่มีซอฟต์แวร์รุ่นใหม่สำหรับทีวีเครื่องนั้น

กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทีวีทันที สามารถต่ออุปกรณ์สตรีมมิงที่รองรับ Netflix อย่างเป็นทางการเข้ากับพอร์ต HDMI ได้ แต่ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์รองรับความละเอียด Full HD, 4K หรือ HDR ตามที่ต้องการก่อนซื้อ

20. เมื่อใดควรติดต่อ LG หรือ Netflix

ควรติดต่อ LG เมื่อพบปัญหาเหล่านี้

  • LG Content Store เปิดไม่ได้
  • แอปหลายตัวเปิดไม่ได้พร้อมกัน
  • webOS อัปเดตไม่ได้
  • ทีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้
  • รีเซ็ตทีวีแล้ว Netflix ยังเปิดไม่ได้
  • ต้องการตรวจสอบว่ารุ่นทีวีรองรับ Netflix หรือไม่

ควรติดต่อ Netflix เมื่อพบกรณีต่อไปนี้

  • เข้าสู่ระบบไม่ได้บนทุกอุปกรณ์
  • ระบบไม่ยอมรับอีเมลหรือรหัสผ่าน
  • บัญชีมีปัญหาการชำระเงิน
  • มีรหัสข้อผิดพลาดเฉพาะ
  • Netflix เปิดไม่ได้บนหลายอุปกรณ์และหลายเครือข่าย

ก่อนติดต่อควรเตรียมหมายเลขรุ่นทีวี เวอร์ชัน webOS รหัสข้อผิดพลาด และภาพถ่ายหน้าจอที่มีปัญหา

คำถามที่พบบ่อย

Netflix ค้างที่โลโก้บน LG TV แก้อย่างไร?

ให้ปิด Quick Start+ ถอดปลั๊กทีวีอย่างน้อย 1 นาที รีสตาร์ตเราเตอร์ แล้วเปิด Netflix ใหม่ หากยังค้างให้อัปเดต webOS และติดตั้งแอปใหม่

ทำไม Netflix เปิดแล้วเด้งออกทันที?

อาจเกิดจากข้อมูลแอปเสียหาย พื้นที่ว่างไม่พอ หรือ webOS ล้าสมัย ให้ลบแอปที่ไม่ใช้ อัปเดตซอฟต์แวร์ และติดตั้ง Netflix ใหม่

ปิด Quick Start+ แล้วมีผลเสียหรือไม่?

ทีวีอาจใช้เวลาเปิดเครื่องนานขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ทำให้ข้อมูลหาย และช่วยให้ระบบเริ่มทำงานใหม่ได้สมบูรณ์กว่าเดิม

ทำไมเปิด Netflix ได้บนโทรศัพท์แต่เปิดไม่ได้บน LG TV?

ปัญหาอาจอยู่ที่แอป Netflix ในทีวี ระบบ webOS การเชื่อมต่อ Wi-Fi ของทีวี หรือข้อมูลบัญชีที่บันทึกไว้ ไม่ได้หมายความว่าอินเทอร์เน็ตหรือบัญชีเสียเสมอไป

ลบ Netflix ออกจาก LG Smart TV ได้หรือไม่?

บางรุ่นลบและติดตั้งใหม่ได้ แต่บางรุ่นติดตั้ง Netflix มาเป็นแอประบบและไม่มีปุ่มลบ ให้ใช้การออกจากระบบ อัปเดต webOS และถอดปลั๊กทีวีแทน

รีเซ็ต LG TV แล้ว Netflix จะหายหรือไม่?

หลังรีเซ็ตอาจต้องดาวน์โหลด Netflix ใหม่หรือเปิดจากรายการแอปที่ติดตั้งมาให้ รวมถึงต้องเข้าสู่ระบบบัญชีใหม่

เปลี่ยน DNS ช่วยได้หรือไม่?

อาจช่วยได้ในกรณี DNS ของผู้ให้บริการขัดข้อง แต่ควรใช้การตั้งค่าอัตโนมัติก่อน การเปลี่ยน DNS ไม่ใช่วิธีแรกสำหรับทุกอาการ

ทำไม Netflix หายจาก LG Content Store?

อาจเกิดจากประเทศที่ให้บริการตั้งค่าไม่ถูกต้อง ซอฟต์แวร์ทีวีเก่า หรือทีวีรุ่นนั้นไม่ได้รับการรองรับแล้ว

สรุป

หาก Netflix เปิดไม่ได้บน LG Smart TV ให้แก้ตามลำดับต่อไปนี้

  1. ปิดแอปแล้วเปิดใหม่
  2. ถอดปลั๊กทีวีอย่างน้อย 1 นาที
  3. ปิดฟังก์ชัน Quick Start+
  4. ตรวจสอบอินเทอร์เน็ตและเปิดแอปอื่นทดสอบ
  5. รีสตาร์ตเราเตอร์
  6. ลบ Wi-Fi แล้วเชื่อมต่อใหม่
  7. ตรวจสอบวันที่ เวลา และประเทศที่ให้บริการ
  8. ยอมรับข้อตกลงผู้ใช้ของ LG
  9. ออกจากระบบ Netflix แล้วเข้าสู่ระบบใหม่
  10. อัปเดตซอฟต์แวร์ webOS
  11. ลบและติดตั้ง Netflix ใหม่
  12. รีเซ็ตทีวีเมื่อทุกวิธีไม่ได้ผล
  13. ตรวจสอบว่ารุ่นทีวียังรองรับ Netflix หรือไม่

วิธีที่ควรทำก่อนคือปิด Quick Start+ และถอดปลั๊กทีวี เพราะช่วยล้างสถานะของแอปโดยไม่ทำให้ข้อมูลหาย หากทำครบแล้วยังเปิดไม่ได้ แนวทางของ comsiam แนะนำให้จดหมายเลขรุ่นทีวี เวอร์ชัน webOS และรหัสข้อผิดพลาดก่อนติดต่อ LG หรือ Netflix เพื่อให้ตรวจสอบปัญหาได้รวดเร็วขึ้น