Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

การใส่เพลงใน YouTube Shorts ไม่ให้ติดลิขสิทธิ์ ควรเริ่มจากการเลือกเพลงจากแหล่งที่ YouTube อนุญาตให้ใช้งานอย่างชัดเจน ไม่ใช่ดาวน์โหลดเพลงดังจากอินเทอร์เน็ตแล้วนำมาตัดต่อใส่เอง
วิธีที่ปลอดภัยและง่ายที่สุดมี 2 แนวทางหลัก คือ
ใช้เพลงจาก Shorts Audio Library ผ่านเครื่องมือของ YouTube
หรือ
ใช้เพลงและ Sound Effect จาก YouTube Audio Library
ทั้งสองแหล่งต่างกันเล็กน้อย โดย Shorts Audio Library มีเพลงเชิงพาณิชย์จำนวนมากที่ YouTube มีข้อตกลงสำหรับการนำไปใช้ใน Shorts ส่วน YouTube Audio Library มีเพลงและเอฟเฟกต์เสียงที่ YouTube จัดไว้สำหรับ Creator โดยเฉพาะ
สิ่งสำคัญคืออย่าคิดว่า
เพลงดังไม่กี่วินาที = ไม่ติดลิขสิทธิ์
เพราะไม่มีจำนวนวินาทีตายตัวที่ทำให้เพลงของผู้อื่นกลายเป็นเพลงที่ใช้ฟรีได้โดยอัตโนมัติ
เมื่อสร้าง Shorts ในแอป YouTube สามารถเลือก
Add sound
หรือเมนูเพิ่มเสียง
จากนั้นเลือกเพลงที่มีอยู่ในคลังเสียงของ Shorts
เพลงในคลังนี้มีข้อตกลงระหว่าง YouTube กับเจ้าของสิทธิ์สำหรับการใช้งานใน Shorts ตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
นี่ต่างจากการดาวน์โหลดไฟล์เพลงเดียวกันจากแหล่งอื่น แล้วเอามาใส่ใน CapCut หรือโปรแกรมตัดต่อด้วยตัวเอง
ดังนั้นถ้าต้องการใช้เพลงดัง วิธีที่เหมาะกว่าคือเพิ่มเพลงผ่านเครื่องมือ Shorts ของ YouTube โดยตรง
ขั้นตอนทั่วไปคือ
เมื่อเลือกเพลง ระบบจะแสดงว่าคุณสามารถใช้เพลงนั้นได้เป็นระยะเวลาเท่าใด
บางเพลงอาจใช้ได้ยาวกว่าเพลงอื่น
จึงควรดูข้อมูลที่ YouTube แสดงสำหรับเพลงนั้นโดยตรง
สำหรับ Shorts ที่ยาวได้สูงสุด 3 นาที เพลงใน Shorts Audio Library จำนวนมากสามารถใช้ได้สูงสุดประมาณ
90 วินาที
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเพลงใช้ได้ 90 วินาที
บางเพลงอาจจำกัดไว้เพียง
60 วินาที
หรือ
30 วินาที
ขึ้นอยู่กับสิทธิ์ของเพลงแต่ละเพลง
เมื่อเลือกเพลง YouTube จะแสดงระยะเวลาที่อนุญาตให้ใช้
จึงควรยึดตัวเลขที่ระบบแสดงมากกว่าการจำว่า “ทุกเพลงใช้ได้เท่ากัน”
Shorts Audio Library คือคลังเสียงภายในระบบสร้าง Shorts
มีทั้ง
จุดสำคัญคือเพลงเหล่านี้ถูกนำเสนอภายใต้ระบบของ Shorts
จึงไม่ควรตีความว่า
เห็นเพลงใน Shorts Library = ดาวน์โหลดไฟล์เพลงนั้นไปใช้ที่ไหนก็ได้
สิทธิ์อาจผูกกับการใช้งานผ่านระบบ Shorts ของ YouTube
อีกทางเลือกคือ
YouTube Audio Library
ซึ่งอยู่ใน YouTube Studio
ภายในมี
สำหรับนำไปใช้กับวิดีโอของ Creator
YouTube ระบุว่าเพลงและ Sound Effect ใน Audio Library เป็น Content ที่ปลอดภัยด้านลิขสิทธิ์สำหรับการใช้งานบน YouTube ตามเงื่อนไขของแต่ละรายการ
เหมาะมากกับ
โดยเฉพาะ Creator ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เพลงดังติดชาร์ต
บนคอมพิวเตอร์ให้เข้า
YouTube Studio
จากนั้นเลือก
Audio Library
สามารถค้นหาเพลงจาก
แล้ว Preview เพลงก่อนดาวน์โหลดได้
เมื่อได้เพลงที่ต้องการ สามารถดาวน์โหลดแล้วนำไปตัดต่อใน CapCut, Premiere Pro, DaVinci Resolve หรือโปรแกรมอื่นได้
มีเพลงจำนวนมากที่สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติมตามเงื่อนไขของ YouTube Audio Library
แต่ Creator ต้องตรวจประเภท License ด้วย
บางเพลง
ไม่ต้องใส่เครดิต
บางเพลงใช้ Creative Commons และ
ต้องใส่ Attribution
หรือเครดิตตามข้อความที่ YouTube กำหนด
ดังนั้นก่อนดาวน์โหลดให้ตรวจช่อง License ทุกครั้ง
ถ้าเพลงระบุว่าต้อง Attribution
YouTube จะมีข้อความเครดิตให้ Copy
ให้นำข้อความนั้นไปใส่ใน Description ของวิดีโอตามที่ระบุ
ไม่ควร
ถ้าต้องการ Workflow ง่าย สามารถกรองหาเพลงประเภท
Attribution not required
หรือเพลงที่ไม่จำเป็นต้องระบุเครดิตได้
YouTube ระบุว่าเพลงและ Sound Effect จาก Audio Library เป็นเพลงที่ปลอดภัยด้านลิขสิทธิ์บน YouTube และไม่ควรได้รับ Content ID Claim จากเจ้าของสิทธิ์ตามปกติเมื่อใช้อย่างถูกต้อง
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Audio Library เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ Creator
โดยเฉพาะ Channel ที่ต้องผลิต Content จำนวนมากและไม่ต้องการเสียเวลาจัดการ Claim
ไม่จำเป็น
คำว่า
Royalty-Free
ไม่ได้หมายความว่า
ไม่มีลิขสิทธิ์
โดยอัตโนมัติ
เพลงอาจยังมีเจ้าของลิขสิทธิ์ เพียงแต่ License อนุญาตให้ใช้งานภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น
ดังนั้นต้องอ่าน License ของแต่ละบริการ
การมี Subscription Spotify ไม่ได้หมายความว่าคุณได้รับสิทธิ์นำเพลงไปประกอบวิดีโอ YouTube
Spotify ให้สิทธิ์ในการฟังเพลงตามเงื่อนไขของบริการ ไม่ใช่ License สำหรับ Synchronization กับวิดีโอของคุณ
ดังนั้น
ฟังเพลงได้ ≠ นำเพลงไปใส่วิดีโอได้
ถ้าต้องการใช้เพลงนั้นใน Shorts ให้ตรวจว่ามีอยู่ใน Shorts Audio Library หรือไม่
ไม่ควรสมมติว่าสามารถใช้ได้
เพลงที่ได้รับอนุญาตสำหรับ TikTok อาจมี License ที่ผูกกับแพลตฟอร์มนั้น
เมื่อดาวน์โหลดวิดีโอหรือเสียงแล้วนำมาลง YouTube อาจถูก Content ID ตรวจพบได้
ดังนั้นอย่าใช้วิธี
TikTok → Download → YouTube
เพียงเพราะเพลงนั้นใช้งานได้บน TikTok
License ของแต่ละแพลตฟอร์มอาจแตกต่างกัน
ต้องดู License ของเพลงแต่ละรายการ
อย่าคิดว่า
อยู่ใน CapCut = ใช้ YouTube ได้ทุกเพลง
บางเพลงอาจมีสิทธิ์สำหรับ
แตกต่างกัน
ถ้าต้องการลดความเสี่ยงที่สุด ให้ใช้เพลงจาก YouTube Shorts Audio Library หรือ YouTube Audio Library
ถ้าคุณเป็นเจ้าของ Copyright ของเพลงและเสียงทั้งหมดจริง ก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก
เช่น
แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ได้ใช้
เพราะแม้จะสร้างงานเองบางส่วน ก็ยังอาจมีองค์ประกอบที่บุคคลอื่นถือสิทธิ์อยู่
ไม่ควรสรุปว่าเพลงที่ AI สร้างขึ้นใช้ได้เสมอ
ต้องดู
บางบริการอนุญาต Commercial Use
บางบริการอนุญาตเฉพาะ Plan ที่จ่ายเงิน
จึงต้องตรวจ License ก่อนนำไปใช้
มีโอกาส
แม้คุณจะร้องเองและบันทึกเสียงเอง แต่
ตัวเพลงหรือ Composition
อาจยังมีเจ้าของลิขสิทธิ์
ดังนั้น
“ร้องเอง”
ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์ทั้งหมดของเพลง
YouTube อาจตรวจพบองค์ประกอบทางดนตรีและเกิด Claim ได้ตามสิทธิ์ของเจ้าของเพลง
หลักเดียวกับ Cover
คุณอาจเป็นเจ้าของ Recording ที่บันทึกเอง แต่ Melody และ Composition ยังอาจมี Copyright
ดังนั้นการเล่น
เพลงของศิลปินอื่น ไม่ได้ทำให้ลิขสิทธิ์ของเพลงต้นฉบับหายไป
ไม่จริง
ไม่มี “กฎ 5 วินาที” ที่ทำให้สามารถใช้เพลงที่มีลิขสิทธิ์ได้โดยอัตโนมัติ
เช่นเดียวกับ
7 วินาที
10 วินาที
15 วินาที
หรือ
30 วินาที
ไม่ได้กลายเป็น Safe Zone ทางลิขสิทธิ์เพียงเพราะใช้ช่วงสั้น
Content ID สามารถตรวจพบเสียงสั้นได้ในบางกรณี
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือใช้เพลงที่มีสิทธิ์อย่างถูกต้องตั้งแต่แรก
ไม่ควรใช้วิธีนี้
การลดเสียงไม่ได้เปลี่ยนสถานะ Copyright
เช่นเดียวกับการ
ไม่ได้ทำให้เพลงกลายเป็นเพลงที่คุณมีสิทธิ์ใช้งาน
และการพยายามหลบระบบตรวจจับไม่ใช่แนวทางที่ควรใช้
ไม่
การเปลี่ยน Pitch หรือ Key ไม่ได้ทำให้ Copyright หาย
เพลงยังสามารถเป็นงานที่มีเจ้าของสิทธิ์
ควรแก้ปัญหาที่
สิทธิ์ในการใช้
ไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนไฟล์เสียงเพื่อให้ระบบหาไม่เจอ
Remix มักเกี่ยวข้องกับสิทธิ์ของงานต้นฉบับ
แม้คุณจะเพิ่ม
แต่หากยังใช้ Recording หรือ Composition ที่มีลิขสิทธิ์ ก็อาจต้องมีสิทธิ์จากเจ้าของ
หากต้องการ Remix ผ่านฟีเจอร์ Remix ของ YouTube ให้ใช้เครื่องมือภายในแพลตฟอร์มและปฏิบัติตามสิทธิ์ที่ระบบกำหนด
การที่วิดีโอเปิดดูได้บน YouTube ไม่ได้หมายความว่าเสียงในคลิปนั้นสามารถ Copy ไปใช้ได้
Creator คนอื่นอาจ
คุณไม่ได้รับสิทธิ์เดียวกันโดยอัตโนมัติ
จึงไม่ควร Download Audio จากวิดีโออื่นแล้วนำมาใช้
YouTube มีฟีเจอร์ Remix และใช้เสียงจาก Content บางประเภทภายใต้เครื่องมือของแพลตฟอร์ม
ถ้าระบบมีปุ่ม
Use this sound
หรือฟีเจอร์ Remix ให้ใช้ผ่านเครื่องมือที่ YouTube จัดไว้
วิธีนี้ต่างจากการ Download ไฟล์เสียงออกมาแล้ว Upload ใหม่เอง
หลักคือ
ใช้ผ่านเครื่องมือที่แพลตฟอร์มอนุญาต
Content ID เป็นระบบที่ช่วยตรวจ Content ที่ตรงกับไฟล์ของเจ้าของสิทธิ์
หากตรวจพบเพลงที่มีลิขสิทธิ์ อาจเกิด
Content ID Claim
ผลที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับนโยบายของเจ้าของสิทธิ์ เช่น
ดังนั้น Claim แต่ละเพลงอาจให้ผลต่างกัน
ไม่เหมือนกัน
โดยทั่วไปเป็นการอ้างสิทธิ์กับวิดีโอ และอาจเกี่ยวกับรายได้หรือการรับชม
เป็นคำขอลบ Content ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์
หากคำขอลบถูกต้อง อาจนำไปสู่
Copyright Strike
ดังนั้น Claim ไม่ได้เท่ากับ Strike โดยอัตโนมัติ
แต่ก็ควรจัดการอย่างถูกต้อง
Shorts สามารถยาวได้ถึง 3 นาที แต่ข้อจำกัดเพลงไม่ได้เพิ่มตามความยาววิดีโอแบบอัตโนมัติ
ตัวอย่าง
Shorts 3 นาที
ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้เพลงดังเต็ม 3 นาทีได้
เพลงใน Shorts Audio Library อาจอนุญาตเพียง
30
60
หรือ 90 วินาที
ตามเพลงนั้น
ดังนั้นต้องตรวจเวลาที่ระบบแสดงก่อนใช้
ณ วันที่ 19 กันยายน 2026 YouTube มีการประกาศการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ Shorts ที่ยาวกว่า 1 นาทีและมี Active Copyright Claim โดยกำหนดเริ่มใช้ตั้งแต่
24 กันยายน 2026
นโยบาย YouTube สามารถเปลี่ยนได้ ดังนั้น Creator ที่ทำ Shorts ยาว 1–3 นาทีควรตรวจข้อมูลล่าสุดใน YouTube Studio ก่อนเผยแพร่
แต่แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดยังเหมือนเดิม คือ
หลีกเลี่ยง Claim ตั้งแต่ต้นด้วยการใช้เพลงที่ได้รับอนุญาต
การใช้เพลงใน Shorts ผ่านระบบที่ YouTube อนุญาตสามารถอยู่ภายใต้ระบบแบ่งรายได้ของ Shorts ตามกฎของ YouTube
แต่ถ้านำเพลงที่มีลิขสิทธิ์เข้ามาเองและเกิด Standard Copyright Claim ผลอาจแตกต่างออกไปตามนโยบายของเจ้าของสิทธิ์
ดังนั้น Creator ที่ต้องการสร้างรายได้ระยะยาวควรจัดการเรื่องสิทธิ์ให้ชัดตั้งแต่ต้น
หากต้องการ Workflow ที่ง่ายและความเสี่ยงต่ำ
ตัวเลือกที่แข็งแรงคือ
เมื่อต้องการเพลงที่ YouTube อนุญาตให้ใช้ใน Shorts
เมื่อต้องการ Background Music ที่ปลอดภัยและควบคุมได้ง่าย
เมื่อถือสิทธิ์ครบจริง
ใช้ได้เฉพาะเมื่อ License อนุญาต YouTube และ Commercial Use อย่างชัดเจน
อย่าเลือกเพลงจากคำว่า
Free
เพียงคำเดียว
YouTube Studio สามารถตรวจสอบปัญหาบางประเภทระหว่างขั้นตอน Upload ได้
หากระบบพบ Content ที่ตรงกับ Copyright ระบบอาจแสดงข้อมูลในขั้นตอน Checks
ดังนั้นก่อน Publish ควรรอให้ระบบตรวจสอบเสร็จก่อนเมื่อทำได้
หากพบ Claim ให้ดูว่า
ไม่ควรกด Publish โดยไม่อ่าน
ก่อนอื่นอย่าตื่นตระหนก
ตรวจข้อมูล Claim ก่อน
หาก Claim ถูกต้อง สามารถพิจารณาตัวเลือกที่ YouTube มีให้ เช่น
หากคุณมีสิทธิ์ใช้เพลงจริงและเชื่อว่า Claim ผิด จึงค่อยพิจารณากระบวนการ Dispute
อย่า Dispute เพียงเพราะไม่ต้องการ Claim หากไม่มีสิทธิ์รองรับ
ควรทำเมื่อมีเหตุผลจริง เช่น
แต่ข้อยกเว้นด้านลิขสิทธิ์ เช่น Fair Use เป็นเรื่องที่พิจารณาตามกรณีและกฎหมายของแต่ละประเทศ
การเขียนว่า
No copyright intended
ไม่ได้ทำให้คุณมีสิทธิ์ใช้เพลง
ไม่ช่วยให้สิทธิ์เปลี่ยน
ข้อความประเภท
No copyright infringement intended
หรือ
เครดิตเจ้าของเพลง
ไม่ได้เท่ากับการได้รับ Permission
ถ้า License ต้องการเครดิต ให้ใส่ตามเงื่อนไข
แต่ถ้าคุณไม่มีสิทธิ์ใช้เพลง การให้เครดิตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ใช้งานได้โดยอัตโนมัติ
ไม่ได้โดยอัตโนมัติ
การเขียน
Song: xxx
Artist: xxx
เป็นเพียงการระบุเจ้าของผลงาน
ไม่ใช่ License
ต้องมีสิทธิ์หรือใช้เพลงผ่านระบบที่ YouTube อนุญาต
นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยมาก
ตัวอย่าง
ถ่ายที่
แล้วมีเพลงเปิดอยู่เบื้องหลัง
เพลงนั้นก็อาจถูก Content ID ตรวจพบได้
แม้คุณไม่ได้ตั้งใจเพิ่มเพลงเข้าไปเอง
หากทำ Content จริงจัง ควรระวัง Background Music ตอนถ่าย
อาจใช้
ตามความเหมาะสม
ได้
Gameplay ไม่ได้หมายความว่าเพลงประกอบเกมทุกเพลงสามารถใช้ในวิดีโอได้โดยไม่มีข้อจำกัด
เกมบางเกมมี
Streamer Mode
หรือ
Copyright-Safe Music Mode
เพื่อปิดเพลงที่อาจสร้าง Claim
หากทำ Gaming Shorts ควรตรวจ Setting นี้ก่อน Record
เพลง Trend อาจช่วยให้ Content เชื่อมกับความสนใจของผู้ชมบางกลุ่ม แต่ไม่ได้รับประกันยอดวิว
Shorts ยังต้องมี
หากเพลงไม่จำเป็นต่อ Content ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เพียงเพราะกำลังดัง
สำหรับ How-to บางคลิป Voice ที่ชัดอาจสำคัญกว่าการมีเพลงดัง
หากมี Voice-over
เพลงควรอยู่ด้านหลังเสียงพูด
หลักง่าย ๆ คือ
ผู้ชมต้องฟังทุกคำได้โดยไม่พยายาม
หากต้องเลือกระหว่าง
เพลงเพราะ
กับ
เสียงพูดชัด
ให้เลือกเสียงพูดชัด
โดยเฉพาะ
ได้แน่นอน
ไม่มีกฎว่า Shorts ต้องมีเพลง
หลาย Content เหมาะกับ
มากกว่า Background Music
ตัวอย่างคลิปสอนตั้งค่า Android สามารถใช้แค่ Voice-over และเสียงแตะหน้าจอได้
ถ้าเพลงไม่ได้ช่วย Content ก็ไม่ต้องใส่
ต้องดูเช่นกัน
Sound Effect ก็เป็นผลงานที่สามารถมีลิขสิทธิ์ได้
วิธีง่ายคือใช้
YouTube Audio Library
ซึ่งมี Sound Effect ให้เลือกหลายประเภท
เช่น
ช่วยลดความเสี่ยงจากการดาวน์โหลดเสียงแบบสุ่มจากอินเทอร์เน็ต
ดีมาก
หากผลิต Shorts จำนวนมาก สามารถเลือกเพลงจาก YouTube Audio Library ประมาณ 10–20 เพลงแล้วแบ่งตามประเภท
ตัวอย่าง
เพลง Modern
เพลงเบา
เพลง Neutral
เพลง Upbeat
จากนั้นใช้หมุนเวียนตาม Content
ช่วยให้ไม่ต้องค้นหาเพลงใหม่ทุกคลิปและลดความผิดพลาดเรื่อง License
ทำได้ถ้าเพลงที่ใช้มี License เหมาะสม
แต่ถ้าใช้เพลงจาก Shorts Audio Library วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือ
ตัดต่อภาพใน CapCut ก่อน
จากนั้น Export โดยยังไม่ใส่เพลงดัง
แล้วค่อยเพิ่มเพลงผ่าน YouTube Shorts Editor
วิธีนี้ทำให้การใช้เพลงอยู่ภายใต้ระบบ Shorts ของ YouTube โดยตรง
ถ้าต้องการใช้เพลงดังใน Shorts สามารถทำแบบนี้
ถ่าย → ตัดต่อ → Export โดยไม่มีเพลง → Upload เข้า YouTube Shorts → Add Sound จาก Shorts Library → เลือกช่วงเพลง → Publish
เหมาะกับ Creator ที่ต้องการใช้เสียง Trend แต่ไม่อยากนำไฟล์เพลงเข้ามาเอง
ถ้าไม่ต้องใช้เพลงดัง สามารถทำ
YouTube Audio Library → ดาวน์โหลดเพลง → CapCut/Premiere → ใส่ Voice → ปรับระดับ → Export → Upload
Workflow นี้ควบคุมเสียงได้ง่ายและเหมาะกับการผลิต Content จำนวนมาก
สำหรับ comsiam วิธีนี้เหมาะกับ Shorts จากบทความ How-to เพราะไม่จำเป็นต้องไล่ตามเพลง Trend ทุกคลิป
ไม่ควรพึ่งวิธีอย่าง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้าง License ให้คุณ
วิธีแก้ที่ถูกต้องคือใช้เพลงที่มีสิทธิ์
ก่อน Publish ตรวจว่า
ถ้าสงสัยเรื่องสิทธิ์ของเพลงใดเพลงหนึ่ง อย่ารีบ Publish
เปลี่ยนไปใช้เพลงที่สิทธิ์ชัดเจนง่ายกว่า
วิธีใส่เพลงใน YouTube Shorts ไม่ให้ติดลิขสิทธิ์ ที่ง่ายที่สุดคือใช้เพลงผ่าน Shorts Audio Library โดยตรง หรือใช้เพลงและ Sound Effect จาก YouTube Audio Library
ถ้าต้องการใช้เพลงดัง ให้เพิ่มเพลงผ่านเครื่องมือสร้าง Shorts ของ YouTube เพราะเพลงในคลังนั้นอยู่ภายใต้ข้อตกลงสำหรับ Shorts และ YouTube จะแสดงระยะเวลาที่สามารถใช้เพลงแต่ละเพลงได้
สำหรับ Shorts 3 นาที เพลงบางเพลงอาจใช้ได้สูงสุดประมาณ 90 วินาที ขณะที่บางเพลงอาจจำกัดเพียง 60 หรือ 30 วินาที จึงต้องตรวจเพลงเป็นรายรายการ
อย่าเชื่อความเข้าใจผิดว่าใช้เพลงเพียง 5, 10 หรือ 15 วินาทีแล้วจะไม่ติดลิขสิทธิ์ และอย่าคิดว่าการลดเสียง เปลี่ยน Pitch หรือให้เครดิตเจ้าของเพลงจะเปลี่ยนสถานะสิทธิ์ในการใช้งาน
สำหรับ comsiam หากทำ Shorts จำนวนมากจากบทความความรู้ วิธีที่จัดการง่ายที่สุดคือใช้ Background Music จาก YouTube Audio Library และสร้างชุดเพลงมาตรฐานสำหรับแต่ละหมวด Content
ส่วนคลิปที่ต้องใช้เพลง Trend ให้ comsiam ตัดต่อวิดีโอให้เสร็จก่อน แล้วค่อยเพิ่มเพลงผ่านเครื่องมือ Shorts ของ YouTube วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงกว่าการดาวน์โหลดเพลงมาใส่ในไฟล์วิดีโอด้วยตัวเอง