มือถือถูกควบคุมจากระยะไกลดูอย่างไร? วิธีเช็ก Android และ iPhone ว่ามีคนเข้าถึงเครื่องหรือไม่

หากสงสัยว่า มือถือถูกควบคุมจากระยะไกล มีคนดูหน้าจอ เปิดแอป หรือเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าใช้เพียงอาการอย่างหน้าจอเลื่อนเอง เครื่องร้อน หรือแบตหมดเร็วแล้วสรุปว่าถูกแฮก เพราะอาการเหล่านี้อาจเกิดจากปัญหา Hardware, Software หรือแอปทั่วไปได้เช่นกัน

สิ่งที่ควรตรวจจริง ๆ คือ มีแอปที่ไม่รู้จักหรือไม่, มี Permission ผิดปกติหรือไม่, มีอุปกรณ์แปลก Sign in บัญชีหรือไม่, มี Remote/Management Profile หรือไม่ และระบบ Security ตรวจพบ Harmful App หรือไม่

Google แนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่า Google Account ถูกบุคคลอื่นใช้ ตรวจ Recent security events และอุปกรณ์ใน Your devices และหากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักให้ดำเนินการรักษาความปลอดภัย Account ทันที.

ส่วน iPhone มี Safety Check ซึ่ง Apple ออกแบบให้ผู้ใช้ตรวจบุคคล แอป อุปกรณ์ และการแชร์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Apple Account รวมถึงเปลี่ยน Password และ Device Passcode ได้จากจุดเดียว.

① อาการอะไรที่ทำให้สงสัยว่ามีคนควบคุมมือถือ

อาการที่ควรตรวจเพิ่มเติม เช่น:

  • แอปเปิดขึ้นมาเองโดยไม่แตะ
  • มีแอป Remote Access ที่ไม่รู้จัก
  • Notification แจ้งการแชร์หน้าจอ
  • มีอุปกรณ์แปลกใน Google Account หรือ Apple Account
  • Password หรือ Recovery Information ถูกเปลี่ยนเอง
  • มีแอปใหม่ที่ไม่เคยติดตั้ง
  • Play Protect แจ้ง Harmful App
  • มี VPN หรือ Device Management Profile ที่ไม่รู้จัก
  • มีการ Login ที่ไม่ได้เป็นคนทำ
  • Permission กล้อง ไมโครโฟน หรือตำแหน่งถูกให้กับแอปแปลก

อาการใดอาการหนึ่งเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีคน Remote Control เครื่อง

ควรตรวจหลายจุดประกอบกัน

② หน้าจอแตะเองหรือเลื่อนเอง = มีคน Remote หรือไม่

ไม่จำเป็น

อาการหน้าจอเลื่อนหรือแตะเองอาจเกิดจากปัญหาหน้าจอสัมผัส, ฟิล์ม, ความชื้น, Software หรือ Ghost Touch ได้

ดังนั้นหาก:

หน้าจอเลื่อนเองอย่างเดียว

อย่าเพิ่งสรุปว่ามี Hacker

แต่ถ้าพร้อมกับ:

  • แอป Remote Access
  • Account Login แปลก
  • Permission ผิดปกติ
  • แอปไม่รู้จัก

ควรตรวจ Security เพิ่มทันที

③ สิ่งแรกบน Android คือดูแอปทั้งหมด

เข้าโดยทั่วไป:

Settings > Apps

หรือเมนูชื่อใกล้เคียง เช่น:

  • Apps
  • Manage apps
  • App management
  • Applications

จากนั้นตรวจว่าในเครื่องมีแอปที่:

  • ไม่รู้จัก
  • ไม่เคยติดตั้ง
  • เพิ่งปรากฏ
  • ชื่อเกี่ยวกับ Remote, Support, Control, Screen Sharing
  • ติดตั้งจาก APK

หรือไม่

อย่าดูเฉพาะหน้า Home เพราะบางแอปไม่มี Shortcut บนหน้า Home

④ มีแอป Remote Support ไม่ได้แปลว่าเป็นมัลแวร์เสมอไป

แอป Remote Support สามารถมี用途ที่ถูกต้อง เช่น:

  • ฝ่าย IT ช่วยแก้ปัญหา
  • เจ้าหน้าที่ Support
  • บริษัทจัดการอุปกรณ์
  • ผู้ใช้ติดตั้งเองเพื่อ Remote Device

สิ่งสำคัญคือถามว่า:

คุณเป็นคนติดตั้งและอนุญาตหรือไม่

ถ้าคุณไม่เคยติดตั้ง ไม่เคยให้ใคร Remote และไม่รู้ว่าแอปนั้นมาจากไหน ควรตรวจสอบและถอนสิทธิ์ก่อน

⑤ ถ้าเคยให้ร้านหรือคนอื่น Remote เครื่อง ต้องตรวจแอปนั้น

บางครั้งผู้ใช้เคย:

  • ให้ช่างช่วยตั้งค่า
  • ให้เพื่อน Remote
  • ให้ฝ่าย IT ดูเครื่อง
  • ติดตั้งแอปช่วยเหลือชั่วคราว

แล้วลืมถอนแอปออก

ดังนั้นให้ดูประวัติของตัวเองก่อนว่าเคยติดตั้ง Remote Support App หรือไม่

ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว ควร:

  1. ถอน Permission
  2. Sign out
  3. ถอนแอป

ตามความเหมาะสม

⑥ Android ให้ตรวจ Permission ของแอปที่สงสัย

Google ให้ผู้ใช้ Android ตรวจและเปลี่ยน Permission รายแอปได้จาก:

Settings > Apps > [ชื่อแอป] > Permissions.

ให้ดูว่าแอปที่ไม่น่าเชื่อถือได้รับสิทธิ์เช่น:

  • Camera
  • Microphone
  • Location
  • Contacts
  • SMS
  • Phone
  • Files/Photos

หรือไม่

ถ้าแอปไม่มีเหตุผลต้องใช้ Permission นั้น ให้ปิด Permission

⑦ แอปขอ Accessibility ต้องระวังหรือไม่

ควรตรวจเป็นพิเศษหากเป็นแอปที่คุณไม่รู้จัก

Google ระบุว่า Android มี Restricted Settings เพื่อช่วยป้องกันผู้ใช้จากแอปที่อาจขอให้เปลี่ยน Settings ซึ่งทำให้อุปกรณ์หรือข้อมูลมีความเสี่ยง และ Accessibility เป็นหนึ่งใน Settings ที่ต้องระมัดระวังกับแอปจากแหล่งที่ไม่เชื่อถือ.

ดังนั้นถ้าแอปแปลกขอให้:

เปิด Accessibility ก่อน

อย่ากดตามโดยไม่ตรวจผู้พัฒนาและที่มา

⑧ ทำไม Accessibility จึงควรตรวจ

Accessibility มีไว้เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมและใช้งานอุปกรณ์ได้สะดวกขึ้น เช่น Android Accessibility Suite สามารถใช้ Gesture, Menu และฟังก์ชันต่าง ๆ เพื่อโต้ตอบกับอุปกรณ์ได้.

ดังนั้นแอปที่ไม่ควรต้องใช้ Accessibility แต่กลับร้องขอ Permission นี้ควรได้รับการตรวจสอบ

อย่าปิด Accessibility ของแอปช่วยเหลือที่คุณใช้งานจริงแบบสุ่ม แต่ให้เน้นแอปที่ไม่รู้จักก่อน

⑨ Android ให้ Scan Google Play Protect

นี่เป็นขั้นตอนสำคัญ

Google ระบุว่า Play Protect:

  • ตรวจแอปและอุปกรณ์หา Harmful Behavior
  • ตรวจ Potentially Harmful Apps จากแหล่งอื่น
  • แจ้งเตือนผู้ใช้
  • อาจ Disable แอป
  • อาจ Remove Harmful App ได้.

เข้า:

Google Play Store > รูปโปรไฟล์ > Play Protect

แล้ว Scan

⑩ ตรวจว่า Play Protect เปิดอยู่

Google ระบุว่า Play Protect เปิดเป็นค่าเริ่มต้นและแนะนำให้เปิดไว้เสมอเพื่อความปลอดภัย.

ตรวจที่:

Play Store > Profile > Play Protect > Settings

แล้วเปิด:

Scan apps with Play Protect

หากเคยถูกใครสั่งให้ปิด Play Protect เพื่อ Install APK ให้ตรวจแอปดังกล่าวเป็นพิเศษ

⑪ Play Protect พบ Harmful App ควรทำอย่างไร

Google ระบุว่าเมื่อ Play Protect พบ Potentially Harmful App ระบบสามารถ:

  • ส่ง Notification
  • Disable แอป
  • Remove แอป

ตามระดับของความเสี่ยง.

ถ้าเป็นแอปที่คุณไม่รู้จักและไม่จำเป็นต้องใช้ ควรทำตามคำแนะนำของ Play Protect

อย่าฝืนเปิดแอปเพียงเพราะมีคนบอกว่า:

“Google เตือนผิด”

โดยที่คุณไม่สามารถตรวจสอบแหล่งแอปได้

⑫ ตรวจ Google Account ว่ามีอุปกรณ์แปลกหรือไม่

หากมือถือเป็น Android และใช้ Google Account ให้ตรวจ:

Google Account > Security & sign-in > Your devices > Manage devices

Google แนะนำให้ตรวจอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ Account และหากพบ Device ที่ไม่รู้จัก ให้เลือก Don’t recognize a device? แล้วทำตามขั้นตอนเพื่อ Secure Account.

นี่สำคัญมาก เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “Remote Control โทรศัพท์” แต่เป็น Account ถูก Sign in จากเครื่องอื่น

⑬ ตรวจ Recent Security Events ของ Google

เข้า:

Google Account > Security & sign-in > Recent security events

Google ระบุว่าสามารถตรวจ Security Events และถ้าพบกิจกรรมที่คุณไม่ได้เป็นคนทำ ให้เลือก:

No, it wasn’t me

แล้วดำเนินขั้นตอนรักษาความปลอดภัย Account.

ให้ตรวจเหตุการณ์ เช่น:

  • Login ใหม่
  • Password Change
  • Recovery Phone Change
  • Security Setting Change

ที่คุณจำไม่ได้

⑭ ถ้าพบเครื่องที่ไม่รู้จักใน Google Account ทำอย่างไร

ให้:

  1. Remove/Sign out เครื่องที่ไม่รู้จัก
  2. เปลี่ยน Google Password
  3. เปิด 2-Step Verification
  4. ตรวจ Recovery Phone
  5. ตรวจ Recovery Email
  6. ตรวจ Apps ที่เข้าถึง Account

Google แนะนำให้เปลี่ยน Password ทันทีหากคิดว่ามีบุคคลอื่น Sign in Account และตรวจ/ลบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก.

⑮ Recovery Phone ถูกเปลี่ยนเองถือว่าน่าสงสัยไหม

ใช่

Google ระบุว่าการเปลี่ยนข้อมูล Security สำคัญที่คุณไม่ได้ทำ เช่น:

  • Recovery Phone
  • Recovery Email
  • Contact Email
  • ชื่อ Account
  • Apps ที่เข้าถึง Account

เป็นกิจกรรมที่ควรตรวจทันที.

สถานการณ์นี้เป็นหลักฐานด้าน Account Security ที่มีน้ำหนักมากกว่าอาการ “มือถือร้อน”

⑯ Gmail มี Email ส่งออกเองต้องระวัง

Google ระบุว่าอาการ Suspicious Gmail Activity อาจรวมถึง:

  • มี Email ใน Sent ที่ไม่ได้ส่ง
  • Email หาย
  • เพื่อนบอกว่าได้รับ Spam จากคุณ
  • Username หรือ Settings เปลี่ยนผิดปกติ.

กรณีนี้ควรตรวจ Google Account Security ทันที

ไม่ใช่แค่ Restart โทรศัพท์

⑰ iPhone ให้เริ่มตรวจจาก Apple Account Devices

บน iPhone เข้า:

Settings > [ชื่อของคุณ]

แล้วเลื่อนดูรายการ Devices

Apple แนะนำให้ตรวจอุปกรณ์ที่ Sign in Apple Account และถ้าเห็นเครื่องที่ไม่รู้จัก ให้เลือก Device แล้ว Remove from Account.

นี่เป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่สุดในการตรวจว่ามีบุคคลอื่นเข้าถึง Apple Account หรือไม่

⑱ Apple แนะนำให้ตรวจ Face ID หรือ Touch ID ที่ไม่รู้จักด้วย

Apple ระบุใน Personal Safety Checklist ว่าควรตรวจหา Face ID หรือ Touch ID Fingerprint ที่ไม่คาดคิด บนอุปกรณ์.

หากสงสัยว่ามีคนเคยเข้าถึงเครื่องและเพิ่ม Biometrics โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้:

  • Reset Face ID/Touch ID ตามความเหมาะสม
  • เปลี่ยน Device Passcode
  • ตรวจ Apple Account

⑲ iPhone มี Safety Check ใช้ตรวจได้โดยตรง

ถ้าใช้ iPhone ที่มี iOS 16 หรือใหม่กว่า Apple มี Safety Check ที่:

Settings > Privacy & Security > Safety Check.

Safety Check สามารถช่วย:

  • ดูว่าใครเข้าถึงข้อมูล
  • ตรวจ Location Sharing
  • ตรวจ Apps ที่เข้าถึงข้อมูล
  • ตรวจ Devices ใน Apple Account
  • เปลี่ยน Apple Account Password
  • เปลี่ยน iPhone Passcode
  • Reset App Privacy Permissions.

⑳ Safety Check มี Emergency Reset คืออะไร

Apple ระบุว่า Emergency Reset สามารถหยุดการแชร์ข้อมูลกับ People และ Apps อย่างรวดเร็ว พร้อมให้ตรวจ:

  • Devices ที่เชื่อม Apple Account
  • Trusted Phone Numbers
  • Apple Account Password
  • Account Security.

เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการตัด Sharing/Access อย่างเร่งด่วน

แต่ก่อนเปลี่ยน Settings ควรพิจารณาผลกระทบด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของตนเองตามคำแนะนำของ Apple.

㉑ Manage Sharing & Access ช่วยอะไร

อีกตัวเลือกของ Safety Check คือ:

Manage Sharing & Access

Apple ระบุว่าสามารถใช้เพื่อตรวจ:

  • People ที่คุณแชร์ข้อมูลด้วย
  • Apps ที่เข้าถึงข้อมูล
  • Devices ใน Apple Account
  • Trusted Phone Numbers
  • Password
  • Passcode
  • Face ID/Touch ID.

วิธีนี้เหมาะเมื่อไม่ต้องการตัด Sharing ทุกอย่างพร้อมกัน

㉒ iPhone ต้องตรวจ VPN & Device Management

เข้า:

Settings > General > VPN & Device Management

Apple ระบุว่าตรงนี้สามารถดู Configuration Profiles ที่ติดตั้งใน iPhone ได้.

Configuration Profile ใช้ตั้งค่าอุปกรณ์สำหรับ:

  • บริษัท
  • โรงเรียน
  • Network
  • Account

ดังนั้นถ้าเป็นเครื่องส่วนตัวแต่มี Profile ที่คุณไม่รู้จัก ต้องตรวจว่ามาจากไหน

㉓ มี MDM Profile แปลว่าถูกแฮกไหม

ไม่เสมอไป

Apple ระบุว่า MDM Profile มักติดตั้งโดย:

  • Employer
  • School
  • Organization

เพื่อจัดการอุปกรณ์อย่างถูกต้อง.

ดังนั้นถ้าเป็น iPhone บริษัท การมี Device Management เป็นเรื่องปกติได้

แต่ถ้าเป็น iPhone ส่วนตัว และคุณไม่เคยสมัครหรืออนุญาตให้บริษัทใดจัดการเครื่อง การเห็น Unknown Profile ควรได้รับการตรวจสอบ

㉔ ถ้าไม่เห็น VPN & Device Management Profile หมายความว่าอะไร

Apple ระบุว่าถ้าเข้า:

Settings > General > VPN & Device Management

แล้วไม่มี Profiles แสดงอยู่ ก็ไม่มี Device Management Configuration Profile ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์นั้น.

จุดนี้ช่วยตัดความเป็นไปได้ของ MDM Profile ออกได้ส่วนหนึ่ง

แต่ไม่ได้หมายความว่า Account และ Apps ทุกอย่างปลอดภัย 100%

ยังต้องตรวจ Apple Account และ Apps ต่อ

㉕ ลบ Unknown Profile บน iPhone อย่างไร

Apple ระบุขั้นตอน:

Settings > General > VPN & Device Management > [Profile] > Delete Profile

แล้วทำตามหน้าจอและ Restart Device.

แต่ต้องระวัง:

การลบ Profile จะลบ Settings, Apps หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Profile นั้นด้วย.

ถ้าเป็นเครื่องบริษัทหรือโรงเรียน ให้ถาม IT ก่อนลบ

㉖ iPhone Mirroring ต้องตรวจด้วยหรือไม่

Apple ระบุใน Personal Safety Checklist ว่าควรตรวจว่า iPhone Mirroring ถูกตั้งค่าอยู่หรือไม่และ Revoking Access หากไม่ต้องการ.

และ Safety Check บน iOS รุ่นที่รองรับสามารถช่วย Review และ Remove Computers ที่ตั้ง iPhone Mirroring ไว้ได้.

ดังนั้นถ้าใช้ Mac หรือเคยให้บุคคลอื่นใช้งาน Mac ร่วมกัน ควรตรวจจุดนี้ด้วย

㉗ Screen Sharing ที่ผู้ใช้เป็นคนอนุญาตไม่เท่ากับถูกแฮก

ทั้ง Android และ iPhone สามารถมีฟังก์ชัน Sharing/Support ที่ผู้ใช้เป็นผู้อนุญาตเอง

ดังนั้นถ้าคุณ:

  • กด Share Screen
  • กด Allow
  • ยืนยัน Remote Session

แล้วอีกฝ่ายเห็นหน้าจอ นั่นอาจเป็นการทำงานของฟีเจอร์ที่คุณอนุญาต ไม่ใช่การเจาะระบบ

ปัญหาเกิดเมื่อคุณ ไม่ได้อนุญาตหรือไม่รู้ว่ามี Session/แอปดังกล่าวอยู่

㉘ ตรวจ Camera และ Microphone Permissions

หากสงสัยว่าแอปแปลกเข้าถึงกล้องหรือไมโครโฟน ให้ตรวจ Permission

บน Android Google ระบุว่าผู้ใช้สามารถเข้า App Permissions และเลือกอนุญาตหรือปฏิเสธ Permission ของแต่ละแอปได้.

ให้ตรวจเฉพาะแอปที่:

  • ไม่รู้จัก
  • ไม่มีเหตุผลต้องใช้กล้อง
  • ไม่มีเหตุผลต้องใช้ไมโครโฟน

แล้วปิด Permission

㉙ กล้องหรือไมโครโฟนขึ้นจุดสี ไม่ได้แปลว่ามี Hacker เสมอไป

โทรศัพท์รุ่นใหม่สามารถแสดง Privacy Indicator เมื่อมี App ใช้ Camera หรือ Microphone

ให้ดูว่า App ใดใช้อยู่ในขณะนั้นก่อน

เช่น:

  • Camera
  • LINE Call
  • Messenger
  • Zoom

สามารถใช้ Camera/Mic ตามปกติได้

แต่ถ้า Indicator เปิดโดยไม่มีเหตุผลและตรวจพบ App ไม่รู้จัก ให้ตรวจ Permissions เพิ่ม

㉚ มี VPN ที่ไม่รู้จักควรตรวจ

VPN ที่ผู้ใช้ติดตั้งเองเพื่อ:

  • บริษัท
  • Privacy
  • Work
  • School

อาจเป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้าเครื่องส่วนตัวมี VPN หรือ Profile ที่คุณไม่รู้จัก ควรตรวจว่า:

  • ใครติดตั้ง
  • แอปไหนสร้าง
  • จำเป็นหรือไม่

โดยเฉพาะ iPhone สามารถตรวจ Profile ผ่าน VPN & Device Management ได้.

㉛ ตรวจ Apps ที่ไม่รู้จักบน iPhone

Apple แนะนำให้ผู้ที่กังวลเรื่อง Device Access ตรวจ Apps ที่ติดตั้งในอุปกรณ์และลบ Apps ที่ไม่รู้จักหรือจำไม่ได้ว่าติดตั้ง.

อย่าเพียงดู Home Screen

ใช้ App Library หรือ Storage/Settings เพื่อตรวจรายการ Apps ทั้งหมด

㉜ Password เปลี่ยนเองเป็นสัญญาณสำคัญกว่าเครื่องร้อน

ถ้าคุณพบว่า:

  • Google Password เปลี่ยน
  • Apple Account Password เปลี่ยน
  • Recovery Phone เปลี่ยน
  • Trusted Device เพิ่ม
  • Email Security เปลี่ยน

โดยไม่ได้เป็นคนทำ นี่เป็นเหตุการณ์ Security ที่ต้องจัดการทันที

Google ระบุว่าการเปลี่ยนข้อมูล Security ที่ไม่รู้จักเป็น Suspicious Account Activity และควรแก้ Settings และ Secure Account.

㉝ ถ้าสงสัย Google Account ถูกใช้ ให้เปลี่ยน Password

Google ระบุว่า หากคิดว่ามีบุคคลอื่น Sign in Google Account ควรเปลี่ยน Password ทันที และตรวจ Apps/Sites ที่ใช้ Password เดียวกันด้วย.

หลังเปลี่ยนแล้วให้:

  • ตรวจ Your devices
  • เปิด 2-Step Verification
  • ตรวจ Recovery Information

อย่าใช้ Password ใหม่เหมือน Password เก่าหรือบริการอื่น

㉞ iPhone ควรเปลี่ยน Apple Account Password และ Passcode เมื่อใด

หากพบ Device ที่ไม่รู้จักหรือเชื่อว่ามีบุคคลเข้าถึงเครื่อง Apple แนะนำให้:

  • เปลี่ยน Device Passcode
  • ตรวจ Devices ใน Apple Account
  • ตรวจ Trusted Devices
  • ตรวจ Security Information.

Safety Check ยังสามารถช่วยเปลี่ยน Apple Account Password และ Device Passcode ได้จากกระบวนการเดียว.

㉟ อย่าลืมเปลี่ยน Screen Lock

ถ้าคนอื่นรู้:

  • PIN
  • Pattern
  • Passcode

เขาอาจไม่ต้อง Remote เครื่องเลย แต่อาจเข้าถึงโทรศัพท์ตอนมีเครื่องอยู่ในมือ

Google แนะนำให้ใช้ Screen Lock เพื่อป้องกันอุปกรณ์จากการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต.

หากสงสัยว่ามีคนรู้ Screen Lock ให้เปลี่ยนทันที

㊱ ใช้ Password ซ้ำหลายบัญชีต้องแก้

ถ้า Account หนึ่งอาจถูกยึดและคุณใช้ Password เดียวกับ:

  • Facebook
  • Email
  • Banking
  • Samsung
  • Microsoft

ควรเปลี่ยน Password ของบริการสำคัญที่ใช้ซ้ำ

Google แนะนำให้เปลี่ยน Password ของ Apps/Sites ที่ใช้ Password เดียวกับ Google Account หาก Account ถูก Compromise.

㊲ โทรศัพท์เครื่องบริษัทอาจถูกจัดการจากระยะไกลอย่างถูกต้อง

หากเป็นเครื่อง:

  • บริษัท
  • โรงเรียน
  • มหาวิทยาลัย

ระบบ MDM สามารถถูกใช้เพื่อบริหาร Settings และ Apps ของอุปกรณ์โดยองค์กรได้

Apple ระบุว่า MDM Profiles โดยทั่วไปถูกใช้โดย Employer, School หรือองค์กรทางการ.

ดังนั้นอย่าลบ Profile ของบริษัทก่อนถาม IT

สิ่งที่ดูเหมือน “ถูกควบคุมจากระยะไกล” อาจเป็นนโยบายองค์กรที่คุณยอมรับตอนตั้งค่าเครื่อง

㊳ ถ้ามีคนโทรมาให้ติดตั้ง Remote App ต้องระวัง

หากมีคนโทรมาอ้างว่าเป็น:

  • ธนาคาร
  • ตำรวจ
  • บริษัทขนส่ง
  • ฝ่าย Support
  • เจ้าหน้าที่รัฐ

แล้วให้ติดตั้งแอปเพื่อ “ช่วยตรวจเครื่อง” หรือ “ยืนยันบัญชี” ให้หยุดก่อน

โดยเฉพาะหากหลังติดตั้งแอปนั้นขอ:

  • Accessibility
  • SMS
  • Notification Access
  • Screen Sharing

ไม่ควรอนุญาตจนกว่าจะยืนยันหน่วยงานผ่านช่องทางทางการด้วยตัวเอง

Google Play Protect มีมาตรการตรวจแอปที่ใช้ Sensitive Permissions ซึ่งมักถูกนำไปใช้ในการ Fraud.

㊴ ถ้าเคยให้ Remote Control ไปแล้วควรทำอะไร

ทำตามนี้:

  1. ตัด Remote Session
  2. ถอนแอป Remote ที่ไม่ต้องการ
  3. ตรวจ Permissions
  4. Scan Play Protect ถ้าเป็น Android
  5. ตรวจ Google/Apple Account Devices
  6. เปลี่ยน Password ที่อาจถูกเห็น
  7. ตรวจ Mobile Banking
  8. ตรวจ OTP และธุรกรรม

หากอีกฝ่ายเห็นหน้าจอตอนคุณกรอก Password หรือ Banking PIN ให้ถือว่าข้อมูลดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงและเปลี่ยน Credential ผ่านช่องทางทางการ

㊵ ถ้าเคยเปิด Mobile Banking ระหว่างถูก Remote ต้องทำอย่างไร

อย่าหยุดแค่ถอนแอป Remote

หากมีความเป็นไปได้ว่าคนอื่นเห็น:

  • Banking PIN
  • Account Number
  • OTP
  • Transaction

ควรตรวจ Mobile Banking และติดต่อธนาคารผ่านหมายเลขหรือแอปทางการหากพบสิ่งผิดปกติ

Google เองแนะนำให้ตรวจข้อมูลและธุรกรรมทางการเงินเมื่อสงสัยว่า Account ถูก Compromise.

㊶ ต้อง Factory Reset ทันทีไหม

ไม่ควรเป็นขั้นแรกทุกกรณี

ก่อน Factory Reset ให้ทำ:

  1. ตรวจ Apps
  2. ตรวจ Permissions
  3. Scan Play Protect
  4. ตรวจ Account Devices
  5. เปลี่ยน Password
  6. ตรวจ Profiles/MDM
  7. Update ระบบ

Factory Reset ควรพิจารณาเมื่อ:

  • ยังมีพฤติกรรมรุนแรง
  • ลบแอปต้นเหตุไม่ได้
  • Malware กลับมา
  • ไม่มั่นใจในความสมบูรณ์ของระบบ

และต้อง Backup ข้อมูลสำคัญก่อน

㊷ ถ้าจะ Factory Reset อย่า Restore แอปน่าสงสัยกลับมา

หาก Reset เพื่อกำจัด Problem App แต่หลัง Setup เลือก Restore Apps ทุกอย่างโดยไม่ตรวจ คุณอาจนำแอปที่สงสัยกลับมาอีก

หลัง Reset ควรติดตั้งเฉพาะ:

  • แอปที่รู้จัก
  • แอปจำเป็น
  • แอปจาก Store ทางการ

และหลีกเลี่ยง APK เดิมที่เป็นจุดเริ่มของปัญหา

㊸ ก่อน Reset ต้องจำ Account

ก่อน Reset Android ต้องมั่นใจว่าจำ:

  • Google Account
  • Google Password
  • Samsung Account ถ้ามี

ก่อน Reset iPhone ต้องจำ:

  • Apple Account
  • Password

เพราะหลัง Reset อุปกรณ์อาจต้องยืนยัน Account ของเจ้าของเครื่องอีกครั้ง

อย่าแก้ปัญหา Remote Control จนกลายเป็นปัญหา Account Lock

㊹ Update ระบบมีความสำคัญ

Google แนะนำให้ใช้ Operating System, Browser และ Apps เวอร์ชันล่าสุดเพื่อช่วยป้องกัน Account และอุปกรณ์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัย.

ดังนั้นหลังแก้ปัญหาแล้วให้ตรวจ:

  • Android Update
  • Google Play System Update
  • iOS Update
  • App Updates

อย่างสม่ำเสมอ

㊺ ตรวจแบบเร็วที่สุดใน Android

ถ้าสงสัยว่า Android ถูกควบคุมจากระยะไกล ให้ทำตามนี้:

ขั้นที่ 1

เข้า Settings > Apps ดูแอปทั้งหมด

ขั้นที่ 2

หา Remote/Support App ที่ไม่รู้จัก

ขั้นที่ 3

ตรวจ App Permissions.

ขั้นที่ 4

ตรวจ Accessibility และ Restricted Settings ของแอปแปลก

ขั้นที่ 5

Scan Google Play Protect.

ขั้นที่ 6

Google Account > Your devices > Manage devices

ขั้นที่ 7

ตรวจ Recent security events.

ขั้นที่ 8

Remove Device ที่ไม่รู้จัก

ขั้นที่ 9

เปลี่ยน Google Password

ขั้นที่ 10

เปิด 2-Step Verification

㊻ ตรวจแบบเร็วที่สุดใน iPhone

ถ้าสงสัยว่า iPhone ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต:

ขั้นที่ 1

Settings > [ชื่อของคุณ] > Devices

ขั้นที่ 2

Remove Device ที่ไม่รู้จัก.

ขั้นที่ 3

Settings > Privacy & Security > Safety Check.

ขั้นที่ 4

ตรวจ Apps และ People ที่แชร์ข้อมูล

ขั้นที่ 5

ตรวจ Apple Account Password

ขั้นที่ 6

เปลี่ยน Device Passcode

ขั้นที่ 7

ตรวจ Face ID/Touch ID

ขั้นที่ 8

Settings > General > VPN & Device Management.

ขั้นที่ 9

ตรวจ Unknown Profile

ขั้นที่ 10

Update iOS

㊼ คำถามที่พบบ่อย

หน้าจอมือถือขยับเองแปลว่ามีคน Remote หรือไม่

ไม่เสมอไป อาจเกิดจากปัญหาหน้าจอหรือ Software ต้องตรวจแอป Permission และ Account Security เพิ่มก่อนสรุป

Android เช็กว่ามีคนเข้า Google Account อย่างไร

เข้า Google Account > Security & sign-in > Your devices > Manage devices และตรวจอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก รวมถึง Recent security events.

Android ใช้อะไรตรวจแอปอันตราย

ใช้ Google Play Protect ซึ่ง Google ระบุว่าสามารถตรวจ Potentially Harmful Apps และ Warn, Disable หรือ Remove แอปอันตรายได้.

iPhone ตรวจคนที่เข้าถึงข้อมูลอย่างไร

ใช้ Safety Check ที่ Settings > Privacy & Security > Safety Check บน iOS 16 หรือใหม่กว่า.

iPhone ตรวจว่ามี MDM หรือไม่ตรงไหน

เข้า Settings > General > VPN & Device Management.

MDM แปลว่าถูกแฮกหรือไม่

ไม่เสมอไป Apple ระบุว่า MDM มักถูกใช้โดย Employer, School หรือ Organization เพื่อจัดการอุปกรณ์.

มีอุปกรณ์แปลกใน Apple Account ทำอย่างไร

เข้า Settings > [ชื่อ] > Devices เลือกเครื่องที่ไม่รู้จักแล้ว Remove from Account และตรวจ Security ของ Account.

Factory Reset จำเป็นไหม

ไม่ควรเป็นขั้นแรก ให้ตรวจ Apps, Permissions, Account Devices, Play Protect หรือ Safety Check ก่อน หากยังมีพฤติกรรมผิดปกติรุนแรงจึงค่อยพิจารณา Reset

สรุป มือถือถูกควบคุมจากระยะไกลดูอย่างไร

หากสงสัยว่า มือถือมีคน Remote Control หรือเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าใช้แค่อาการหน้าจอขยับเอง เครื่องร้อน หรือแบตหมดไวตัดสิน แต่ให้ตรวจหลักฐานที่ชัดกว่า:

  1. มี Remote App ที่ไม่รู้จักหรือไม่
  2. มีแอปแปลกหรือไม่
  3. แอปใดมี Permissions ผิดปกติ
  4. มี Accessibility Access ที่ไม่รู้จักหรือไม่
  5. Android ให้ Scan Google Play Protect
  6. ตรวจ Google Account Recent Security Events
  7. ตรวจ Google Account Devices
  8. iPhone ตรวจ Devices ใน Apple Account
  9. ใช้ Safety Check บน iOS 16 ขึ้นไป
  10. ตรวจ VPN & Device Management Profile
  11. ตรวจ Face ID/Touch ID ที่ไม่รู้จัก
  12. เปลี่ยน Account Password และ Screen Lock หากสงสัย
  13. Update ระบบ
  14. Factory Reset เฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ

Google แนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่า Account ถูก Compromise ตรวจ Recent Security Events และ Devices ที่ Sign in พร้อมเปลี่ยน Password หากพบการเข้าถึงที่ไม่รู้จัก ส่วน Play Protect สามารถช่วยตรวจ Potentially Harmful Apps ใน Android ได้.

Apple แนะนำให้ตรวจ Devices, Apps, Face ID/Touch ID และ Unknown MDM Profiles และสำหรับ iPhone ที่ใช้ iOS 16 ขึ้นไปสามารถใช้ Safety Check เพื่อ Review และหยุด Sharing/Access พร้อมปรับ Account Security ได้จากจุดเดียว.

สำหรับผู้อ่าน comsiam หากสงสัยว่ามือถือถูกควบคุมจากระยะไกล จุดที่มีน้ำหนักมากกว่าคำว่า “เครื่องแปลก ๆ” คือ พบแอป Remote ที่ไม่รู้จัก + Permission สูงผิดปกติ + อุปกรณ์แปลกใน Account + Security Settings เปลี่ยนเอง หากเจอหลายข้อพร้อมกันควร Secure Account และถอน Access ทันที

comsiam แนะนำว่า ถ้าเคยติดตั้งแอป Remote ตามคำแนะนำของคนแปลกหน้าและเคยเปิด Mobile Banking หรือกรอก Password ระหว่าง Session นั้น อย่าหยุดแค่ลบแอป ให้เปลี่ยน Password ตรวจ Account Sessions และตรวจธุรกรรมกับบริการที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะข้อมูลอาจถูกเปิดเผยไปแล้ว