Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

หากสงสัยว่า มือถือถูกควบคุมจากระยะไกล มีคนดูหน้าจอ เปิดแอป หรือเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าใช้เพียงอาการอย่างหน้าจอเลื่อนเอง เครื่องร้อน หรือแบตหมดเร็วแล้วสรุปว่าถูกแฮก เพราะอาการเหล่านี้อาจเกิดจากปัญหา Hardware, Software หรือแอปทั่วไปได้เช่นกัน
สิ่งที่ควรตรวจจริง ๆ คือ มีแอปที่ไม่รู้จักหรือไม่, มี Permission ผิดปกติหรือไม่, มีอุปกรณ์แปลก Sign in บัญชีหรือไม่, มี Remote/Management Profile หรือไม่ และระบบ Security ตรวจพบ Harmful App หรือไม่
Google แนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่า Google Account ถูกบุคคลอื่นใช้ ตรวจ Recent security events และอุปกรณ์ใน Your devices และหากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักให้ดำเนินการรักษาความปลอดภัย Account ทันที.
ส่วน iPhone มี Safety Check ซึ่ง Apple ออกแบบให้ผู้ใช้ตรวจบุคคล แอป อุปกรณ์ และการแชร์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Apple Account รวมถึงเปลี่ยน Password และ Device Passcode ได้จากจุดเดียว.
อาการที่ควรตรวจเพิ่มเติม เช่น:
อาการใดอาการหนึ่งเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีคน Remote Control เครื่อง
ควรตรวจหลายจุดประกอบกัน
ไม่จำเป็น
อาการหน้าจอเลื่อนหรือแตะเองอาจเกิดจากปัญหาหน้าจอสัมผัส, ฟิล์ม, ความชื้น, Software หรือ Ghost Touch ได้
ดังนั้นหาก:
หน้าจอเลื่อนเองอย่างเดียว
อย่าเพิ่งสรุปว่ามี Hacker
แต่ถ้าพร้อมกับ:
ควรตรวจ Security เพิ่มทันที
เข้าโดยทั่วไป:
Settings > Apps
หรือเมนูชื่อใกล้เคียง เช่น:
จากนั้นตรวจว่าในเครื่องมีแอปที่:
หรือไม่
อย่าดูเฉพาะหน้า Home เพราะบางแอปไม่มี Shortcut บนหน้า Home
แอป Remote Support สามารถมี用途ที่ถูกต้อง เช่น:
สิ่งสำคัญคือถามว่า:
คุณเป็นคนติดตั้งและอนุญาตหรือไม่
ถ้าคุณไม่เคยติดตั้ง ไม่เคยให้ใคร Remote และไม่รู้ว่าแอปนั้นมาจากไหน ควรตรวจสอบและถอนสิทธิ์ก่อน
บางครั้งผู้ใช้เคย:
แล้วลืมถอนแอปออก
ดังนั้นให้ดูประวัติของตัวเองก่อนว่าเคยติดตั้ง Remote Support App หรือไม่
ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว ควร:
ตามความเหมาะสม
Google ให้ผู้ใช้ Android ตรวจและเปลี่ยน Permission รายแอปได้จาก:
Settings > Apps > [ชื่อแอป] > Permissions.
ให้ดูว่าแอปที่ไม่น่าเชื่อถือได้รับสิทธิ์เช่น:
หรือไม่
ถ้าแอปไม่มีเหตุผลต้องใช้ Permission นั้น ให้ปิด Permission
ควรตรวจเป็นพิเศษหากเป็นแอปที่คุณไม่รู้จัก
Google ระบุว่า Android มี Restricted Settings เพื่อช่วยป้องกันผู้ใช้จากแอปที่อาจขอให้เปลี่ยน Settings ซึ่งทำให้อุปกรณ์หรือข้อมูลมีความเสี่ยง และ Accessibility เป็นหนึ่งใน Settings ที่ต้องระมัดระวังกับแอปจากแหล่งที่ไม่เชื่อถือ.
ดังนั้นถ้าแอปแปลกขอให้:
เปิด Accessibility ก่อน
อย่ากดตามโดยไม่ตรวจผู้พัฒนาและที่มา
Accessibility มีไว้เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมและใช้งานอุปกรณ์ได้สะดวกขึ้น เช่น Android Accessibility Suite สามารถใช้ Gesture, Menu และฟังก์ชันต่าง ๆ เพื่อโต้ตอบกับอุปกรณ์ได้.
ดังนั้นแอปที่ไม่ควรต้องใช้ Accessibility แต่กลับร้องขอ Permission นี้ควรได้รับการตรวจสอบ
อย่าปิด Accessibility ของแอปช่วยเหลือที่คุณใช้งานจริงแบบสุ่ม แต่ให้เน้นแอปที่ไม่รู้จักก่อน
นี่เป็นขั้นตอนสำคัญ
Google ระบุว่า Play Protect:
เข้า:
Google Play Store > รูปโปรไฟล์ > Play Protect
แล้ว Scan
Google ระบุว่า Play Protect เปิดเป็นค่าเริ่มต้นและแนะนำให้เปิดไว้เสมอเพื่อความปลอดภัย.
ตรวจที่:
Play Store > Profile > Play Protect > Settings
แล้วเปิด:
Scan apps with Play Protect
หากเคยถูกใครสั่งให้ปิด Play Protect เพื่อ Install APK ให้ตรวจแอปดังกล่าวเป็นพิเศษ
Google ระบุว่าเมื่อ Play Protect พบ Potentially Harmful App ระบบสามารถ:
ตามระดับของความเสี่ยง.
ถ้าเป็นแอปที่คุณไม่รู้จักและไม่จำเป็นต้องใช้ ควรทำตามคำแนะนำของ Play Protect
อย่าฝืนเปิดแอปเพียงเพราะมีคนบอกว่า:
“Google เตือนผิด”
โดยที่คุณไม่สามารถตรวจสอบแหล่งแอปได้
หากมือถือเป็น Android และใช้ Google Account ให้ตรวจ:
Google Account > Security & sign-in > Your devices > Manage devices
Google แนะนำให้ตรวจอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ Account และหากพบ Device ที่ไม่รู้จัก ให้เลือก Don’t recognize a device? แล้วทำตามขั้นตอนเพื่อ Secure Account.
นี่สำคัญมาก เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “Remote Control โทรศัพท์” แต่เป็น Account ถูก Sign in จากเครื่องอื่น
เข้า:
Google Account > Security & sign-in > Recent security events
Google ระบุว่าสามารถตรวจ Security Events และถ้าพบกิจกรรมที่คุณไม่ได้เป็นคนทำ ให้เลือก:
No, it wasn’t me
แล้วดำเนินขั้นตอนรักษาความปลอดภัย Account.
ให้ตรวจเหตุการณ์ เช่น:
ที่คุณจำไม่ได้
ให้:
Google แนะนำให้เปลี่ยน Password ทันทีหากคิดว่ามีบุคคลอื่น Sign in Account และตรวจ/ลบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก.
ใช่
Google ระบุว่าการเปลี่ยนข้อมูล Security สำคัญที่คุณไม่ได้ทำ เช่น:
เป็นกิจกรรมที่ควรตรวจทันที.
สถานการณ์นี้เป็นหลักฐานด้าน Account Security ที่มีน้ำหนักมากกว่าอาการ “มือถือร้อน”
Google ระบุว่าอาการ Suspicious Gmail Activity อาจรวมถึง:
กรณีนี้ควรตรวจ Google Account Security ทันที
ไม่ใช่แค่ Restart โทรศัพท์
บน iPhone เข้า:
Settings > [ชื่อของคุณ]
แล้วเลื่อนดูรายการ Devices
Apple แนะนำให้ตรวจอุปกรณ์ที่ Sign in Apple Account และถ้าเห็นเครื่องที่ไม่รู้จัก ให้เลือก Device แล้ว Remove from Account.
นี่เป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่สุดในการตรวจว่ามีบุคคลอื่นเข้าถึง Apple Account หรือไม่
Apple ระบุใน Personal Safety Checklist ว่าควรตรวจหา Face ID หรือ Touch ID Fingerprint ที่ไม่คาดคิด บนอุปกรณ์.
หากสงสัยว่ามีคนเคยเข้าถึงเครื่องและเพิ่ม Biometrics โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้:
ถ้าใช้ iPhone ที่มี iOS 16 หรือใหม่กว่า Apple มี Safety Check ที่:
Settings > Privacy & Security > Safety Check.
Safety Check สามารถช่วย:
Apple ระบุว่า Emergency Reset สามารถหยุดการแชร์ข้อมูลกับ People และ Apps อย่างรวดเร็ว พร้อมให้ตรวจ:
เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการตัด Sharing/Access อย่างเร่งด่วน
แต่ก่อนเปลี่ยน Settings ควรพิจารณาผลกระทบด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของตนเองตามคำแนะนำของ Apple.
อีกตัวเลือกของ Safety Check คือ:
Manage Sharing & Access
Apple ระบุว่าสามารถใช้เพื่อตรวจ:
วิธีนี้เหมาะเมื่อไม่ต้องการตัด Sharing ทุกอย่างพร้อมกัน
เข้า:
Settings > General > VPN & Device Management
Apple ระบุว่าตรงนี้สามารถดู Configuration Profiles ที่ติดตั้งใน iPhone ได้.
Configuration Profile ใช้ตั้งค่าอุปกรณ์สำหรับ:
ดังนั้นถ้าเป็นเครื่องส่วนตัวแต่มี Profile ที่คุณไม่รู้จัก ต้องตรวจว่ามาจากไหน
ไม่เสมอไป
Apple ระบุว่า MDM Profile มักติดตั้งโดย:
เพื่อจัดการอุปกรณ์อย่างถูกต้อง.
ดังนั้นถ้าเป็น iPhone บริษัท การมี Device Management เป็นเรื่องปกติได้
แต่ถ้าเป็น iPhone ส่วนตัว และคุณไม่เคยสมัครหรืออนุญาตให้บริษัทใดจัดการเครื่อง การเห็น Unknown Profile ควรได้รับการตรวจสอบ
Apple ระบุว่าถ้าเข้า:
Settings > General > VPN & Device Management
แล้วไม่มี Profiles แสดงอยู่ ก็ไม่มี Device Management Configuration Profile ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์นั้น.
จุดนี้ช่วยตัดความเป็นไปได้ของ MDM Profile ออกได้ส่วนหนึ่ง
แต่ไม่ได้หมายความว่า Account และ Apps ทุกอย่างปลอดภัย 100%
ยังต้องตรวจ Apple Account และ Apps ต่อ
Apple ระบุขั้นตอน:
Settings > General > VPN & Device Management > [Profile] > Delete Profile
แล้วทำตามหน้าจอและ Restart Device.
แต่ต้องระวัง:
การลบ Profile จะลบ Settings, Apps หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Profile นั้นด้วย.
ถ้าเป็นเครื่องบริษัทหรือโรงเรียน ให้ถาม IT ก่อนลบ
Apple ระบุใน Personal Safety Checklist ว่าควรตรวจว่า iPhone Mirroring ถูกตั้งค่าอยู่หรือไม่และ Revoking Access หากไม่ต้องการ.
และ Safety Check บน iOS รุ่นที่รองรับสามารถช่วย Review และ Remove Computers ที่ตั้ง iPhone Mirroring ไว้ได้.
ดังนั้นถ้าใช้ Mac หรือเคยให้บุคคลอื่นใช้งาน Mac ร่วมกัน ควรตรวจจุดนี้ด้วย
ทั้ง Android และ iPhone สามารถมีฟังก์ชัน Sharing/Support ที่ผู้ใช้เป็นผู้อนุญาตเอง
ดังนั้นถ้าคุณ:
แล้วอีกฝ่ายเห็นหน้าจอ นั่นอาจเป็นการทำงานของฟีเจอร์ที่คุณอนุญาต ไม่ใช่การเจาะระบบ
ปัญหาเกิดเมื่อคุณ ไม่ได้อนุญาตหรือไม่รู้ว่ามี Session/แอปดังกล่าวอยู่
หากสงสัยว่าแอปแปลกเข้าถึงกล้องหรือไมโครโฟน ให้ตรวจ Permission
บน Android Google ระบุว่าผู้ใช้สามารถเข้า App Permissions และเลือกอนุญาตหรือปฏิเสธ Permission ของแต่ละแอปได้.
ให้ตรวจเฉพาะแอปที่:
แล้วปิด Permission
โทรศัพท์รุ่นใหม่สามารถแสดง Privacy Indicator เมื่อมี App ใช้ Camera หรือ Microphone
ให้ดูว่า App ใดใช้อยู่ในขณะนั้นก่อน
เช่น:
สามารถใช้ Camera/Mic ตามปกติได้
แต่ถ้า Indicator เปิดโดยไม่มีเหตุผลและตรวจพบ App ไม่รู้จัก ให้ตรวจ Permissions เพิ่ม
VPN ที่ผู้ใช้ติดตั้งเองเพื่อ:
อาจเป็นเรื่องปกติ
แต่ถ้าเครื่องส่วนตัวมี VPN หรือ Profile ที่คุณไม่รู้จัก ควรตรวจว่า:
โดยเฉพาะ iPhone สามารถตรวจ Profile ผ่าน VPN & Device Management ได้.
Apple แนะนำให้ผู้ที่กังวลเรื่อง Device Access ตรวจ Apps ที่ติดตั้งในอุปกรณ์และลบ Apps ที่ไม่รู้จักหรือจำไม่ได้ว่าติดตั้ง.
อย่าเพียงดู Home Screen
ใช้ App Library หรือ Storage/Settings เพื่อตรวจรายการ Apps ทั้งหมด
ถ้าคุณพบว่า:
โดยไม่ได้เป็นคนทำ นี่เป็นเหตุการณ์ Security ที่ต้องจัดการทันที
Google ระบุว่าการเปลี่ยนข้อมูล Security ที่ไม่รู้จักเป็น Suspicious Account Activity และควรแก้ Settings และ Secure Account.
Google ระบุว่า หากคิดว่ามีบุคคลอื่น Sign in Google Account ควรเปลี่ยน Password ทันที และตรวจ Apps/Sites ที่ใช้ Password เดียวกันด้วย.
หลังเปลี่ยนแล้วให้:
อย่าใช้ Password ใหม่เหมือน Password เก่าหรือบริการอื่น
หากพบ Device ที่ไม่รู้จักหรือเชื่อว่ามีบุคคลเข้าถึงเครื่อง Apple แนะนำให้:
Safety Check ยังสามารถช่วยเปลี่ยน Apple Account Password และ Device Passcode ได้จากกระบวนการเดียว.
ถ้าคนอื่นรู้:
เขาอาจไม่ต้อง Remote เครื่องเลย แต่อาจเข้าถึงโทรศัพท์ตอนมีเครื่องอยู่ในมือ
Google แนะนำให้ใช้ Screen Lock เพื่อป้องกันอุปกรณ์จากการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต.
หากสงสัยว่ามีคนรู้ Screen Lock ให้เปลี่ยนทันที
ถ้า Account หนึ่งอาจถูกยึดและคุณใช้ Password เดียวกับ:
ควรเปลี่ยน Password ของบริการสำคัญที่ใช้ซ้ำ
Google แนะนำให้เปลี่ยน Password ของ Apps/Sites ที่ใช้ Password เดียวกับ Google Account หาก Account ถูก Compromise.
หากเป็นเครื่อง:
ระบบ MDM สามารถถูกใช้เพื่อบริหาร Settings และ Apps ของอุปกรณ์โดยองค์กรได้
Apple ระบุว่า MDM Profiles โดยทั่วไปถูกใช้โดย Employer, School หรือองค์กรทางการ.
ดังนั้นอย่าลบ Profile ของบริษัทก่อนถาม IT
สิ่งที่ดูเหมือน “ถูกควบคุมจากระยะไกล” อาจเป็นนโยบายองค์กรที่คุณยอมรับตอนตั้งค่าเครื่อง
หากมีคนโทรมาอ้างว่าเป็น:
แล้วให้ติดตั้งแอปเพื่อ “ช่วยตรวจเครื่อง” หรือ “ยืนยันบัญชี” ให้หยุดก่อน
โดยเฉพาะหากหลังติดตั้งแอปนั้นขอ:
ไม่ควรอนุญาตจนกว่าจะยืนยันหน่วยงานผ่านช่องทางทางการด้วยตัวเอง
Google Play Protect มีมาตรการตรวจแอปที่ใช้ Sensitive Permissions ซึ่งมักถูกนำไปใช้ในการ Fraud.
ทำตามนี้:
หากอีกฝ่ายเห็นหน้าจอตอนคุณกรอก Password หรือ Banking PIN ให้ถือว่าข้อมูลดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงและเปลี่ยน Credential ผ่านช่องทางทางการ
อย่าหยุดแค่ถอนแอป Remote
หากมีความเป็นไปได้ว่าคนอื่นเห็น:
ควรตรวจ Mobile Banking และติดต่อธนาคารผ่านหมายเลขหรือแอปทางการหากพบสิ่งผิดปกติ
Google เองแนะนำให้ตรวจข้อมูลและธุรกรรมทางการเงินเมื่อสงสัยว่า Account ถูก Compromise.
ไม่ควรเป็นขั้นแรกทุกกรณี
ก่อน Factory Reset ให้ทำ:
Factory Reset ควรพิจารณาเมื่อ:
และต้อง Backup ข้อมูลสำคัญก่อน
หาก Reset เพื่อกำจัด Problem App แต่หลัง Setup เลือก Restore Apps ทุกอย่างโดยไม่ตรวจ คุณอาจนำแอปที่สงสัยกลับมาอีก
หลัง Reset ควรติดตั้งเฉพาะ:
และหลีกเลี่ยง APK เดิมที่เป็นจุดเริ่มของปัญหา
ก่อน Reset Android ต้องมั่นใจว่าจำ:
ก่อน Reset iPhone ต้องจำ:
เพราะหลัง Reset อุปกรณ์อาจต้องยืนยัน Account ของเจ้าของเครื่องอีกครั้ง
อย่าแก้ปัญหา Remote Control จนกลายเป็นปัญหา Account Lock
Google แนะนำให้ใช้ Operating System, Browser และ Apps เวอร์ชันล่าสุดเพื่อช่วยป้องกัน Account และอุปกรณ์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัย.
ดังนั้นหลังแก้ปัญหาแล้วให้ตรวจ:
อย่างสม่ำเสมอ
ถ้าสงสัยว่า Android ถูกควบคุมจากระยะไกล ให้ทำตามนี้:
เข้า Settings > Apps ดูแอปทั้งหมด
หา Remote/Support App ที่ไม่รู้จัก
ตรวจ App Permissions.
ตรวจ Accessibility และ Restricted Settings ของแอปแปลก
Scan Google Play Protect.
Google Account > Your devices > Manage devices
ตรวจ Recent security events.
Remove Device ที่ไม่รู้จัก
เปลี่ยน Google Password
เปิด 2-Step Verification
ถ้าสงสัยว่า iPhone ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต:
Settings > [ชื่อของคุณ] > Devices
Remove Device ที่ไม่รู้จัก.
Settings > Privacy & Security > Safety Check.
ตรวจ Apps และ People ที่แชร์ข้อมูล
ตรวจ Apple Account Password
เปลี่ยน Device Passcode
ตรวจ Face ID/Touch ID
Settings > General > VPN & Device Management.
ตรวจ Unknown Profile
Update iOS
ไม่เสมอไป อาจเกิดจากปัญหาหน้าจอหรือ Software ต้องตรวจแอป Permission และ Account Security เพิ่มก่อนสรุป
เข้า Google Account > Security & sign-in > Your devices > Manage devices และตรวจอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก รวมถึง Recent security events.
ใช้ Google Play Protect ซึ่ง Google ระบุว่าสามารถตรวจ Potentially Harmful Apps และ Warn, Disable หรือ Remove แอปอันตรายได้.
ใช้ Safety Check ที่ Settings > Privacy & Security > Safety Check บน iOS 16 หรือใหม่กว่า.
เข้า Settings > General > VPN & Device Management.
ไม่เสมอไป Apple ระบุว่า MDM มักถูกใช้โดย Employer, School หรือ Organization เพื่อจัดการอุปกรณ์.
เข้า Settings > [ชื่อ] > Devices เลือกเครื่องที่ไม่รู้จักแล้ว Remove from Account และตรวจ Security ของ Account.
ไม่ควรเป็นขั้นแรก ให้ตรวจ Apps, Permissions, Account Devices, Play Protect หรือ Safety Check ก่อน หากยังมีพฤติกรรมผิดปกติรุนแรงจึงค่อยพิจารณา Reset
หากสงสัยว่า มือถือมีคน Remote Control หรือเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าใช้แค่อาการหน้าจอขยับเอง เครื่องร้อน หรือแบตหมดไวตัดสิน แต่ให้ตรวจหลักฐานที่ชัดกว่า:
Google แนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่า Account ถูก Compromise ตรวจ Recent Security Events และ Devices ที่ Sign in พร้อมเปลี่ยน Password หากพบการเข้าถึงที่ไม่รู้จัก ส่วน Play Protect สามารถช่วยตรวจ Potentially Harmful Apps ใน Android ได้.
Apple แนะนำให้ตรวจ Devices, Apps, Face ID/Touch ID และ Unknown MDM Profiles และสำหรับ iPhone ที่ใช้ iOS 16 ขึ้นไปสามารถใช้ Safety Check เพื่อ Review และหยุด Sharing/Access พร้อมปรับ Account Security ได้จากจุดเดียว.
สำหรับผู้อ่าน comsiam หากสงสัยว่ามือถือถูกควบคุมจากระยะไกล จุดที่มีน้ำหนักมากกว่าคำว่า “เครื่องแปลก ๆ” คือ พบแอป Remote ที่ไม่รู้จัก + Permission สูงผิดปกติ + อุปกรณ์แปลกใน Account + Security Settings เปลี่ยนเอง หากเจอหลายข้อพร้อมกันควร Secure Account และถอน Access ทันที
comsiam แนะนำว่า ถ้าเคยติดตั้งแอป Remote ตามคำแนะนำของคนแปลกหน้าและเคยเปิด Mobile Banking หรือกรอก Password ระหว่าง Session นั้น อย่าหยุดแค่ลบแอป ให้เปลี่ยน Password ตรวจ Account Sessions และตรวจธุรกรรมกับบริการที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะข้อมูลอาจถูกเปิดเผยไปแล้ว