iPhone เปิดแล้วดับวนซ้ำหรือ Boot Loop เกิดจากอะไร แก้อย่างไร

อาการ iPhone เปิดแล้วดับวนซ้ำ หรือ Boot Loop คือเครื่องพยายามเปิดระบบ ขึ้นโลโก้ Apple แล้วดับ ก่อนจะกลับมาขึ้นโลโก้อีกครั้งซ้ำ ๆ โดยไม่สามารถเข้าสู่หน้าจอล็อกหรือหน้าจอหลักได้ตามปกติ

อาการนี้ต่างจาก iPhone ค้างที่โลโก้ Apple เพราะกรณี Boot Loop ตัวเครื่องจะมีการรีสตาร์ทหรือดับแล้วเปิดใหม่วนไปเรื่อย ๆ ส่วนอาการค้างโลโก้มักแสดงโลโก้ Apple ค้างอยู่โดยไม่มีการเริ่มเครื่องใหม่ซ้ำ

หากเกิดปัญหานี้ ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการ Restore หรือล้างเครื่องทันที เพราะยังมีขั้นตอนที่สามารถลองได้ก่อน โดยเฉพาะ Force Restart, การชาร์จแบตเตอรี่, การอัปเดต iOS ผ่านคอมพิวเตอร์ และ Recovery Mode

① เช็กก่อนว่าเป็น Boot Loop จริงหรือไม่

อาการที่เข้าข่าย Boot Loop เช่น

  • เปิดเครื่องแล้วขึ้นโลโก้ Apple
  • โลโก้หายและหน้าจอดำ
  • เครื่องเปิดขึ้นมาใหม่เอง
  • โลโก้ Apple ปรากฏอีกครั้ง
  • วนซ้ำหลายรอบ
  • ไม่สามารถเข้าสู่หน้าจอล็อกได้

ถ้าเครื่องแสดงโลโก้ Apple เพียงครั้งเดียวและค้างอยู่หลายนาทีโดยไม่ดับ อาการนั้นจะใกล้กับ iPhone ค้างที่โลโก้ Apple มากกว่า ซึ่ง Apple ระบุว่าเครื่องที่แสดงโลโก้เป็นเวลาหลายนาทีโดยไม่มีแถบความคืบหน้าอาจจำเป็นต้องใช้ Recovery Mode.

② iPhone Boot Loop เกิดจากอะไรได้บ้าง

Boot Loop ไม่ได้มีสาเหตุเดียว และไม่ควรสรุปทันทีว่าเมนบอร์ดเสีย

กลุ่มปัญหาที่ควรตรวจมีทั้งระบบซอฟต์แวร์ พลังงาน และฮาร์ดแวร์

ระบบ iOS มีปัญหา

หากอาการเกิดขึ้นหลัง

  • อัปเดต iOS
  • Restore เครื่อง
  • ย้ายข้อมูล
  • ระบบค้างอย่างรุนแรง
  • กระบวนการติดตั้งระบบไม่สำเร็จ

ควรเริ่มตรวจจากระบบก่อน Apple ระบุว่าเมื่อ iPhone ไม่สามารถเริ่มระบบได้ตามปกติ สามารถใช้ Recovery Mode เพื่อ Update หรือ Restore ระบบผ่านคอมพิวเตอร์ได้.

แบตเตอรี่มีปัญหา

แบตเตอรี่ที่มีระดับประจุต่ำมากหรือมีอายุทางเคมีสูงขึ้นสามารถเพิ่มโอกาสเกิดการดับโดยไม่คาดคิดได้ Apple ระบุว่าปัจจัยอย่างระดับแบตเตอรี่ต่ำ อายุทางเคมีของแบตเตอรี่ และอุณหภูมิต่ำสามารถสัมพันธ์กับ Unexpected Shutdown ได้.

ดังนั้นหากเครื่องขึ้นโลโก้แล้วดับ โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้มานานหรือมีปัญหาแบตเตอรี่อยู่แล้ว ไม่ควรมองข้ามระบบพลังงาน

ฮาร์ดแวร์มีความผิดปกติ

หาก Boot Loop เริ่มหลังเครื่องตก กระแทก โดนน้ำ ซ่อมเครื่อง หรือเปลี่ยนชิ้นส่วน และแก้ผ่านระบบแล้วไม่หาย ควรพิจารณาการตรวจฮาร์ดแวร์

Apple มีบริการตรวจสอบและซ่อม iPhone รวมถึงปัญหาแบตเตอรี่ผ่าน Apple และผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต.

③ เริ่มจาก Force Restart ก่อน

ขั้นตอนแรกที่ควรลองคือ บังคับรีสตาร์ท หรือ Force Restart

Apple แนะนำ Force Restart เมื่อ iPhone ไม่ตอบสนองหรือไม่สามารถเปิดและปิดเครื่องตามปกติได้.

iPhone 8 และรุ่นใหม่กว่า

รวมถึง iPhone SE รุ่นที่ 2 และใหม่กว่า

  1. กดปุ่ม เพิ่มเสียง แล้วปล่อยทันที
  2. กดปุ่ม ลดเสียง แล้วปล่อยทันที
  3. กด ปุ่มด้านข้างค้างไว้
  4. รอจนเห็นโลโก้ Apple
  5. เมื่อโลโก้ขึ้นจึงปล่อยปุ่ม

นี่เป็นลำดับ Force Restart ที่ Apple กำหนดสำหรับ iPhone รุ่นใหม่.

iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

กด ปุ่มด้านข้าง + ปุ่มลดเสียง พร้อมกันค้างไว้จนเห็นโลโก้ Apple.

iPhone 6s และรุ่นเก่า

กด ปุ่ม Home + ปุ่มด้านข้างหรือด้านบน พร้อมกันค้างไว้จนเห็นโลโก้ Apple.

④ Force Restart แล้วกลับมา Boot Loop เหมือนเดิม ทำอย่างไร

หาก Force Restart แล้วเครื่องยัง

โลโก้ Apple → ดับ → โลโก้ Apple → ดับ

วนซ้ำเหมือนเดิม แสดงว่าการ Restart อย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ขั้นต่อไปควรตรวจเรื่องพลังงานก่อน แล้วจึงพิจารณาการซ่อมระบบผ่านคอมพิวเตอร์

⑤ ชาร์จ iPhone ก่อนอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง

หากระดับแบตเตอรี่ต่ำมาก เครื่องอาจเปิดระบบไม่สำเร็จ

Apple แนะนำว่าเมื่อ iPhone ไม่เปิดหลัง Force Restart ให้ชาร์จเครื่องประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วลองอีกครั้ง.

ระหว่างนั้นควรใช้

  • สายชาร์จที่ใช้งานได้ปกติ
  • อะแดปเตอร์ที่เชื่อถือได้
  • เต้ารับไฟที่ใช้งานได้
  • ช่องชาร์จที่ไม่มีสิ่งสกปรกอุดตัน

จากนั้นลอง Force Restart อีกครั้ง

⑥ Boot Loop ตอนเสียบชาร์จ แต่ถอดสายแล้วดับ

อาการประเภทนี้อาจทำให้น่าสงสัยเรื่องระบบพลังงานหรือแบตเตอรี่มากขึ้น โดยเฉพาะหากเครื่องใช้งานมานานหรือเคยมีอาการดับทั้งที่แบตเตอรี่ยังเหลือ

Apple ระบุว่าแบตเตอรี่ที่มีอายุทางเคมีสูงขึ้นจะมีความสามารถในการส่งกำลังสูงสุดลดลง และมีโอกาสเกิด Unexpected Shutdown ได้มากขึ้นในบางสถานการณ์.

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่จากการเดาเพียงอย่างเดียว ควรทดสอบสาย อะแดปเตอร์ ระบบ และตรวจสภาพแบตเตอรี่ก่อน

⑦ ถ้าเครื่องเข้าใช้งานได้เป็นบางครั้ง ให้สำรองข้อมูลทันที

หาก Boot Loop หยุดชั่วคราวและสามารถเข้าสู่หน้าจอหลักได้ ควรถือว่าเป็นโอกาสสำคัญในการ Backup ข้อมูลก่อนทำขั้นตอนที่มีความเสี่ยง

Apple แนะนำให้สำรองข้อมูล iPhone เพื่อให้มีสำเนาข้อมูลสำหรับใช้เมื่ออุปกรณ์สูญหาย เสียหาย ถูกเปลี่ยน หรือจำเป็นต้องกู้คืนข้อมูล.

สามารถสำรองผ่าน

การตั้งค่า → ชื่อของคุณ → iCloud → ข้อมูลสำรอง iCloud → สำรองข้อมูลตอนนี้

โดยการสำรองผ่าน iCloud ต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi และควรรอจนกระบวนการเสร็จสมบูรณ์.

⑧ ถ้าเข้าเครื่องได้ ให้ตรวจและอัปเดต iOS

ถ้า iPhone สามารถเปิดใช้งานได้ระยะหนึ่งก่อนเกิดอาการอีกครั้ง ควรตรวจสอบการอัปเดต iOS

Apple ระบุว่าการอัปเดต iOS อาจช่วยแก้ปัญหาบางอย่าง และการอัปเดตตามปกติจะรักษาข้อมูลและการตั้งค่าของผู้ใช้ไว้.

ไปที่

การตั้งค่า → ทั่วไป → รายการอัปเดตซอฟต์แวร์

ก่อนอัปเดต ควร Backup ข้อมูลสำคัญไว้ก่อนตามคำแนะนำของ Apple.

⑨ Boot Loop จนเข้าเครื่องไม่ได้ ให้ใช้ Recovery Mode

หากเครื่องวนอยู่ที่โลโก้ Apple จนไม่สามารถเข้าหน้าจอหลักได้ ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือ Recovery Mode

Apple ระบุว่า Recovery Mode สามารถใช้เมื่อ iPhone ไม่สามารถ Update หรือ Restore ได้ตามปกติ รวมถึงกรณีที่เครื่องติดอยู่ที่โลโก้ Apple เป็นเวลานานหรือแสดงหน้าจอ Connect to computer.

สิ่งที่ต้องมีคือ

  • Mac หรือ Windows PC
  • สาย USB ที่ใช้งานได้
  • Finder บน Mac
  • Apple Devices บน Windows รุ่นปัจจุบัน

จากนั้นเชื่อมต่อ iPhone กับคอมพิวเตอร์

⑩ วิธีเข้า Recovery Mode สำหรับ iPhone รุ่นใหม่

สำหรับ iPhone 8 และรุ่นใหม่กว่า

  1. เชื่อมต่อ iPhone กับคอมพิวเตอร์
  2. กด เพิ่มเสียง แล้วปล่อย
  3. กด ลดเสียง แล้วปล่อย
  4. กด ปุ่มด้านข้างค้างไว้
  5. เมื่อเห็นโลโก้ Apple อย่าเพิ่งปล่อย
  6. กดต่อไปจนเห็นหน้าจอ Connect to computer

Apple ระบุลำดับปุ่มดังกล่าวสำหรับการนำ iPhone รุ่นใหม่เข้า Recovery Mode.

จุดที่คนทำผิดบ่อยคือปล่อยปุ่มด้านข้างทันทีที่เห็นโลโก้ Apple

ถ้าต้องการเข้า Recovery Mode ต้อง กดต่อจนหน้าจอเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ปรากฏ

⑪ Recovery Mode ขึ้น Update กับ Restore เลือกอะไร

นี่เป็นขั้นตอนสำคัญมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการเสียข้อมูล

หากคอมพิวเตอร์แสดงตัวเลือก Update และ Restore และคุณยังไม่ได้ลอง Update ระบบ ควรพิจารณา Update ก่อน

Apple ระบุในแนวทางการแก้ข้อผิดพลาดบางกรณีว่า การเลือก Update สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่โดยพยายามรักษาข้อมูลส่วนตัวไว้ ขณะที่ Restore จะติดตั้ง iOS ใหม่และลบข้อมูลในเครื่อง.

ดังนั้นจำง่าย ๆ ว่า

Update = พยายามซ่อมหรือติดตั้งระบบโดยรักษาข้อมูล

Restore = ลบเครื่องและติดตั้งระบบใหม่

⑫ อย่ารีบกด Restore ถ้ามีข้อมูลสำคัญ

Apple ระบุชัดว่า Restore จะติดตั้ง iOS ใหม่และลบข้อมูลบนอุปกรณ์.

ดังนั้นหาก

  • ไม่มี iCloud Backup
  • ไม่มี Backup ในคอมพิวเตอร์
  • มีรูปหรือข้อมูลสำคัญในเครื่อง

ควรคิดให้รอบคอบก่อนเลือก Restore

ถ้ามี Backup อยู่แล้ว หลัง Restore สามารถนำข้อมูลกลับจาก iCloud หรือ Backup ในคอมพิวเตอร์ได้.

⑬ ถ้า Update ผ่าน Recovery Mode สำเร็จ

หลัง Update สำเร็จ iPhone ควรพยายามเปิดเข้าสู่ระบบอีกครั้ง

หากสามารถเข้าเครื่องได้แล้ว แนะนำให้

  1. สำรองข้อมูลทันที
  2. ตรวจพื้นที่จัดเก็บ
  3. ตรวจสุขภาพแบตเตอรี่
  4. สังเกตว่าเครื่องยัง Restart เองหรือไม่
  5. ตรวจว่าเกิดเฉพาะตอนใช้แอปใดแอปหนึ่งหรือไม่

หากปัญหาเกิดเฉพาะเมื่อเปิดแอปหนึ่ง Apple แนะนำสำหรับแอปที่ค้างหรือปิดเองให้ลองปิดและเปิดใหม่ รีสตาร์ทเครื่อง ตรวจอัปเดตแอป และตรวจอัปเดต iOS.

⑭ Update ไม่ผ่านและขึ้น Error ต้องทำอย่างไร

หากคอมพิวเตอร์ขึ้น Error ระหว่าง Update หรือ Restore เช่น Error 9, 4005, 4013 หรือ 4014 Apple แนะนำให้ตรวจว่าคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นเวอร์ชันล่าสุด จากนั้น Force Restart เชื่อมต่อเครื่องใหม่ และลอง Update อีกครั้ง.

Apple ยังมีแนวทางแยกสำหรับ Error ระหว่างการ Update และ Restore ซึ่งรวมถึงการตรวจซอฟต์แวร์บน Mac หรือ PC และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ใหม่.

หากทำซ้ำแล้วยังเกิด Error เดิม ควรเพิ่มความเป็นไปได้ของปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจโดยช่าง

⑮ Restore แล้ว Boot Loop ยังไม่หาย หมายความว่าอะไร

ถ้า

  • Recovery Mode ใช้งานได้
  • Restore iOS สำเร็จ
  • ตั้งค่าเครื่องใหม่แล้ว
  • แต่เครื่องยัง Boot Loop

ความเป็นไปได้ของปัญหาฮาร์ดแวร์จะน่าสงสัยมากขึ้น เพราะเราได้ตัดปัญหาระบบออกไปบางส่วนแล้ว

กรณีนี้ไม่ควร Restore ซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผล ควรนำเครื่องเข้ารับการตรวจวินิจฉัย

Apple ระบุว่า หากไม่สามารถ Update หรือ Restore อุปกรณ์ด้วย Recovery Mode ได้ อุปกรณ์อาจจำเป็นต้องเข้ารับบริการ.

⑯ ตรวจสุขภาพแบตเตอรี่เมื่อเข้าเครื่องได้

หากเครื่องสามารถเปิดใช้งานได้ ให้ตรวจสถานะแบตเตอรี่ด้วย โดยเฉพาะเครื่องที่มีอาการ

  • ดับเอง
  • เปิดติดเฉพาะตอนเสียบสาย
  • แบตเตอรี่ลดเร็ว
  • เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่กระโดด
  • ใช้งานหนักแล้วดับ
  • ใช้งานมาหลายปี

Apple อธิบายว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะมีอายุทางเคมีเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน และความสามารถในการส่งกำลังสูงสุดจะลดลง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการดับโดยไม่คาดคิดได้.

หากระบบแจ้งว่าควรรับบริการแบตเตอรี่ สามารถให้ Apple หรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตตรวจและเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้.

⑰ Boot Loop หลังเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือซ่อมเครื่อง

หากอาการเกิดทันทีหลังจากซ่อมเครื่องหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ ควรแจ้งร้านหรือศูนย์ที่ดำเนินการซ่อมให้ตรวจสอบอีกครั้ง

Apple เตือนว่าแบตเตอรี่ที่ไม่ใช่ชิ้นส่วนแท้อาจมีปัญหาได้ เช่น เป็นแบตเตอรี่ที่ออกแบบหรือผลิตไม่เหมาะสม เป็นแบตเตอรี่ใช้แล้ว เสียหาย หรือไม่ตรงกับรุ่นของ iPhone.

ดังนั้นหาก Boot Loop เริ่มหลังเปลี่ยนชิ้นส่วน ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นบั๊กของ iOS

⑱ Boot Loop หลังเครื่องตกหรือโดนน้ำ

หากก่อนเกิดอาการมีเหตุการณ์ เช่น

  • เครื่องตกพื้นอย่างแรง
  • ตัวเครื่องงอ
  • โดนน้ำ
  • มีความชื้น
  • เครื่องถูกกระแทก
  • เพิ่งซ่อมฮาร์ดแวร์

ควรแจ้งประวัติเหล่านี้ให้ช่างทราบ เพราะช่วยจำกัดขอบเขตการตรวจสอบได้

หากแก้ผ่าน Force Restart, การชาร์จ และ Recovery Mode แล้วยังไม่หาย การนำเครื่องเข้ารับบริการจะเหมาะกว่าการ Restore ซ้ำหลายครั้ง

Apple มีช่องทางบริการแบบเข้ารับการตรวจที่ Apple และผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต ซึ่งช่างจะตรวจเครื่องก่อนเสนอแนวทางซ่อม.

⑲ Boot Loop กับ Restart เองบ่อย ต่างกันอย่างไร

สองอาการนี้ควรแยกจากกัน

Boot Loop

เครื่องไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ตามปกติ และวนอยู่ระหว่าง

เปิด → โลโก้ Apple → ดับ → เปิดใหม่

Restart เองบ่อย

เครื่องสามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ แต่ระหว่างใช้งานเกิดการดับหรือ Restart ขึ้นมาเองเป็นครั้งคราว

ถ้า iPhone ยังเข้าใช้งานได้ แต่ Restart เองเป็นระยะ จะตรงกับหัวข้อ

456. iPhone รีสตาร์ทเองบ่อย แก้อย่างไร

จึงไม่ควรใช้วิธีแก้ทุกอย่างเหมือนกันตั้งแต่ต้น

⑳ ลำดับแก้ iPhone Boot Loop ที่แนะนำ

หาก iPhone เปิดแล้วดับวนซ้ำ ให้ไล่ตามลำดับนี้

  1. ดูว่าเป็น Boot Loop จริงหรือเพียงค้างโลโก้ Apple
  2. ทำ Force Restart ให้ถูกต้องตามรุ่น
  3. ชาร์จเครื่องประมาณ 1 ชั่วโมง
  4. เปลี่ยนสายหรืออะแดปเตอร์ถ้าสงสัยระบบชาร์จ
  5. ถ้าเข้าเครื่องได้ ให้ Backup ข้อมูลทันที
  6. ตรวจและอัปเดต iOS
  7. หากเข้าเครื่องไม่ได้ ให้ต่อคอมพิวเตอร์
  8. เข้า Recovery Mode
  9. หากยังไม่ได้ลอง Update ให้ลอง Update ก่อน
  10. อย่ากด Restore จนกว่าจะเข้าใจว่าข้อมูลจะถูกลบ
  11. หาก Update ไม่สำเร็จและมี Backup แล้ว จึงพิจารณา Restore
  12. หาก Restore แล้วยัง Boot Loop ให้ตรวจฮาร์ดแวร์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ iPhone Boot Loop

iPhone ขึ้นรูป Apple แล้วดับ แล้วเปิดใหม่เอง เกิดจากอะไร?

อาการนี้เรียกว่า Boot Loop ได้เมื่อเครื่องพยายามเปิดระบบซ้ำแต่ไม่สามารถเข้าสู่หน้าจอหลัก สาเหตุที่ต้องตรวจมีทั้งระบบ iOS พลังงาน แบตเตอรี่ และฮาร์ดแวร์ จึงไม่ควรสรุปว่าเมนบอร์ดเสียทันที

iPhone Boot Loop ข้อมูลจะหายไหม?

ตัวอาการ Boot Loop ไม่ได้แปลว่าข้อมูลถูกลบ แต่หากต้องใช้ Recovery Mode ต้องระวังขั้นตอน Restore เพราะ Apple ระบุว่า Restore จะลบข้อมูลบนเครื่อง.

Recovery Mode ควรกด Update หรือ Restore?

หากยังไม่ได้ลอง Update และต้องการรักษาข้อมูล ควรลอง Update ก่อนในกรณีที่ระบบเปิดไม่ขึ้น ส่วน Restore จะลบข้อมูลและติดตั้ง iOS ใหม่.

Boot Loop หลังอัปเดต iOS ต้องล้างเครื่องเลยไหม?

ไม่ควรเริ่มจากการล้างเครื่อง ให้ลอง Force Restart และ Recovery Mode ก่อน หากคอมพิวเตอร์เปิดโอกาสให้ Update ระบบโดยไม่ลบข้อมูล ควรพิจารณาขั้นตอนนั้นก่อน Restore.

Boot Loop เพราะแบตเตอรี่ได้ไหม?

เป็นไปได้ที่ปัญหาด้านแบตเตอรี่หรือพลังงานจะเกี่ยวข้องกับการดับหรือ Restart โดย Apple ระบุว่าแบตเตอรี่ที่มีประจุต่ำหรืออายุทางเคมีสูงขึ้นมีโอกาสเกิด Unexpected Shutdown มากขึ้น.

Restore แล้ว Boot Loop ไม่หาย ทำอย่างไร?

หาก Restore สำเร็จแล้วเครื่องยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ ควรพิจารณาการตรวจฮาร์ดแวร์ ไม่ควร Restore ซ้ำไปเรื่อย ๆ Apple ระบุว่าอุปกรณ์ที่ยังมีปัญหาหลังขั้นตอน Recovery หรือไม่สามารถ Update/Restore ได้อาจจำเป็นต้องเข้ารับบริการ.

สรุป

อาการ iPhone เปิดแล้วดับวนซ้ำ หรือ Boot Loop ควรแก้จากขั้นตอนที่ปลอดภัยก่อน ได้แก่ Force Restart → ชาร์จแบตเตอรี่ → Backup หากยังเข้าเครื่องได้ → อัปเดต iOS → Recovery Mode

หากต้องใช้ Recovery Mode และมีข้อมูลสำคัญ อย่ารีบเลือก Restore เพราะขั้นตอนดังกล่าวจะลบข้อมูลในเครื่อง โดยควรลอง Update ก่อนเมื่อเหมาะสม.

ถ้า Restore ระบบสำเร็จแล้ว iPhone ยังขึ้นโลโก้ Apple แล้วดับวนซ้ำ หรือมีประวัติตก น้ำเข้า ซ่อมเครื่อง หรือปัญหาแบตเตอรี่ ควรนำเครื่องไปตรวจฮาร์ดแวร์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง