มือถือไม่ได้รับรหัสยืนยัน Google แก้อย่างไร? OTP ไม่เข้า SMS ไม่มา ทำตามนี้

หากกำลังลงชื่อเข้า Gmail หรือ Google Account แล้ว มือถือไม่ได้รับรหัสยืนยัน Google, OTP ไม่เข้า, SMS ไม่มา หรือรอรหัสนานมาก อย่าเพิ่งกดขอรหัสซ้ำหลายครั้ง เพราะปัญหาอาจไม่ได้เกิดจาก Google Account เสีย แต่อาจเกี่ยวข้องกับสัญญาณมือถือ การรับ SMS ของเครือข่าย เบอร์โทรไม่ถูกต้อง Google เลือกวิธียืนยันแบบอื่น หรือระบบตรวจพบการเข้าสู่ระบบที่แตกต่างจากปกติ

Google ระบุว่าเมื่อใช้รหัสทาง SMS หรือโทรศัพท์สำหรับ 2-Step Verification ระบบจะส่ง รหัส 6 หลัก ไปยังหมายเลขที่เคยตั้งไว้ แต่ในบางสถานการณ์ Google อาจเลือกใช้ Google Prompt หรือวิธียืนยันอื่นแทน SMS และหากตรวจพบสิ่งที่แตกต่างเกี่ยวกับการ Sign in เช่น Location ใหม่ ผู้ใช้อาจไม่ได้รับตัวเลือกส่งรหัสทางข้อความตามปกติ

ดังนั้นให้แก้ตามลำดับต่อไปนี้ก่อนคิดว่าบัญชีถูกล็อกหรือมือถือมีปัญหา

① เช็กก่อนว่า Google กำลังส่ง SMS จริงหรือไม่

นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด

หน้า Login อาจไม่ได้กำลังส่ง SMS แต่กำลังรอให้คุณยืนยันด้วย:

  • Google Prompt
  • Passkey
  • Google Authenticator
  • Security Key
  • Backup Code
  • QR Code
  • โทรศัพท์ Voice Call
  • SMS Verification Code

Google แนะนำ Google Prompt มากกว่า SMS สำหรับ 2-Step Verification เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาศัยหมายเลขโทรศัพท์ และ Prompt จะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ที่ Sign in Google Account ไว้

ดังนั้นถ้ารอ SMS นานแต่หน้าจอเขียนประมาณ:

Check your phone

ให้ตรวจ Notification บนมือถือเครื่องอื่นที่ Login Google Account เดียวกันด้วย

อาจมีข้อความ:

Are you trying to sign in?

ให้กด Yes หากเป็นการ Login ของคุณเอง

② ถ้ารอ SMS ให้ตรวจสัญญาณมือถือก่อน

หาก Google ระบุชัดว่าจะส่ง Verification Code ทาง SMS ให้ตรวจว่าโทรศัพท์:

  • มีสัญญาณเครือข่าย
  • SIM ใช้งานได้
  • รับ SMS ปกติได้
  • ไม่อยู่ใน Airplane Mode
  • เบอร์ยังไม่ถูกระงับ
  • SIM ไม่ติด PIN/PUK Lock

Google ระบุว่าหากรหัสถูกส่งทาง SMS โทรศัพท์และแพ็กเกจบริการของผู้ใช้ต้องรองรับการรับข้อความ และปัญหาของผู้ให้บริการสามารถทำให้ข้อความล่าช้าได้

ลองให้คนอื่นส่ง SMS ธรรมดามาหาคุณหนึ่งข้อความ

ถ้า SMS ธรรมดาก็ไม่เข้า

มีโอกาสสูงว่าปัญหาอยู่ที่:

  • SIM
  • เครือข่าย
  • การรับ SMS
  • ผู้ให้บริการโทรศัพท์

ไม่ใช่ Google Account โดยตรง

ถ้า SMS อื่นเข้า แต่ Google ไม่เข้า

ให้ตรวจขั้นตอนต่อไป

③ Restart มือถือหนึ่งครั้ง

วิธีง่าย ๆ แต่ควรลอง

Google ระบุในคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาการรับ Verification Code ว่าการปิดและเปิดโทรศัพท์ใหม่สามารถช่วยในบางกรณี และหากยังไม่ได้รับข้อความ อาจต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อรีเซ็ตการตั้งค่าการรับข้อความ

ให้ทำดังนี้:

  1. Restart โทรศัพท์
  2. รอจนเครื่องจับสัญญาณเรียบร้อย
  3. ตรวจว่าโทรออกหรือรับ SMS ได้
  4. กลับไปหน้า Google Sign-in
  5. ขอรหัสอีกครั้งหนึ่งครั้ง

ไม่ควรกด Resend ติด ๆ กันหลายรอบโดยไม่ตรวจว่าปัญหาคืออะไร

④ เปิด Airplane Mode แล้วปิด

หากสัญญาณมือถือค้าง สามารถลอง:

  1. เปิด Airplane Mode
  2. รอสักครู่
  3. ปิด Airplane Mode
  4. รอให้เครือข่ายกลับมา
  5. ทดสอบรับ SMS
  6. ขอรหัส Google ใหม่

วิธีนี้ช่วยให้มือถือเชื่อมต่อกับเครือข่ายอีกครั้งโดยไม่ต้อง Factory Reset

หากยังไม่มีสัญญาณหรือรับ SMS ไม่ได้ ให้แก้ปัญหาเครือข่ายก่อน

⑤ ตรวจว่าเบอร์ที่ Google แสดงเป็นเบอร์ของคุณจริงหรือไม่

หน้า Verification มักซ่อนหมายเลขบางส่วน เช่น:

••• ••• 1234

ให้ดูเลขท้ายว่าเป็นเบอร์ที่คุณยังใช้อยู่หรือไม่

ปัญหาที่พบบ่อยคือ:

  • เปลี่ยนเบอร์แล้ว
  • SIM เก่าหาย
  • ยกเลิกเบอร์เดิม
  • ใช้เบอร์คนในครอบครัว
  • เปลี่ยน SIM แต่ไม่ได้อัปเดต Google Account
  • จำไม่ได้ว่าเคยตั้งเบอร์ใดไว้

หากหมายเลขที่ Google แสดงไม่ใช่เบอร์ที่เข้าถึงได้แล้ว อย่ารอ SMS ต่อ

ให้กด:

Try another way

เพื่อดูวิธียืนยันอื่นที่บัญชีของคุณมี

⑥ กด Try another way ถ้า SMS ไม่มา

นี่เป็นวิธีสำคัญมาก

Google ระบุว่าเมื่อไม่สามารถใช้โทรศัพท์หรือวิธีเดิมได้ ผู้ใช้สามารถเลือก Try another way เพื่อใช้วิธียืนยันอื่นที่มีอยู่ในบัญชี

ตัวเลือกที่อาจพบ ได้แก่:

  • Google Prompt
  • Google Authenticator
  • Backup Code
  • Passkey
  • Security Key
  • อุปกรณ์ที่เชื่อถือได้
  • วิธี Recovery อื่น

ตัวเลือกจริงขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเคยตั้งค่าไว้ก่อนหน้า

หากมีวิธีอื่น ใช้วิธีนั้นแทน SMS ได้เลย

⑦ เช็ก Google Prompt บนมือถือเครื่องเก่า

ถ้ามีมือถือหรือ Tablet เครื่องอื่นที่ยัง Login Google Account นี้อยู่ ให้เปิดเครื่องนั้นดู Notification

Google Prompt สามารถถูกส่งไปยัง Android ที่ Sign in บัญชีอยู่ และบน iPhone สามารถแสดงผ่านแอป Google บางตัว เช่น Gmail, Google Photos, YouTube หรือ Google App ที่ Login บัญชีนั้นอยู่

หากพบ:

Trying to sign in?

และเป็นคุณเอง ให้กด:

Yes

จากนั้นทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ

วิธีนี้ไม่ต้องรอ SMS

⑧ Google Prompt ไม่ขึ้น ทำอย่างไร

ถ้าระบบบอกให้ดู Google Prompt แต่ Notification ไม่มา Google แนะนำให้ตรวจว่า:

  • มือถือเชื่อม Internet
  • Wi-Fi หรือ Mobile Data เปิดอยู่
  • ปิด Do Not Disturb
  • Google Play services เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  • เครื่องยัง Sign in Google Account นั้นอยู่

จากนั้นกลับไปหน้า Sign-in แล้วกด:

Resend

หากยังไม่ขึ้น ให้กด:

Try another way

เพื่อเลือกวิธีอื่น

⑨ ทำไม Google ไม่ส่ง SMS แต่ส่ง Prompt แทน

ไม่ใช่ความผิดปกติเสมอไป

Google ระบุว่าบริษัทแนะนำ Google Prompt มากกว่ารหัส SMS เพราะ Prompt ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับหมายเลขโทรศัพท์ เช่น SIM Swap และยังแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ Device, Location และเวลาของความพยายาม Sign in ได้

ดังนั้นหาก Google เลือก Prompt แทน SMS ให้ใช้ Prompt ตามที่ระบบเสนอ

อย่าพยายามบังคับให้ต้องเป็น OTP ทาง SMS ทุกครั้ง

⑩ Google อาจไม่ให้รับ SMS หากการ Sign in ดูผิดปกติ

Google ระบุว่า หากตรวจพบสิ่งที่แตกต่างเกี่ยวกับวิธีที่คุณ Sign in เช่น Location แตกต่างจากปกติ ผู้ใช้อาจไม่สามารถรับ Verification Code ผ่านข้อความได้ในสถานการณ์นั้น

สถานการณ์ที่อาจทำให้ระบบขอการตรวจสอบเพิ่ม เช่น:

  • เปลี่ยนมือถือใหม่
  • Factory Reset
  • Login จากประเทศอื่น
  • ใช้เครือข่ายที่ไม่เคยใช้
  • ใช้ Browser ใหม่
  • ใช้อุปกรณ์ใหม่

ถ้าเป็นไปได้ ให้ลอง Sign in จาก:

  • มือถือที่เคยใช้
  • คอมพิวเตอร์ที่เคย Login
  • Browser เดิม
  • สถานที่หรือเครือข่ายที่ใช้งานเป็นประจำ

แล้วทำตามวิธี Verification ที่ Google เสนอ

⑪ เพิ่งเพิ่มเบอร์ใหม่ใน 2-Step Verification ต้องระวัง

Google ระบุว่าเมื่อเพิ่มหมายเลขใหม่สำหรับ 2-Step Verification ระบบอาจใช้เวลาสูงสุด 7 วัน ก่อนที่จะเชื่อถือหมายเลขนั้น และหากระบบตรวจพบความน่าสงสัยเกี่ยวกับหมายเลข 2SV ใหม่ Google สามารถ Disable หมายเลขดังกล่าวและแจ้งผู้ใช้ให้ตรวจสอบได้

ดังนั้นหากเพิ่ง:

  • เปลี่ยนเบอร์
  • เพิ่มเบอร์ใหม่
  • เปลี่ยน SIM
  • ตั้ง 2-Step Verification ใหม่

แล้วตัวเลือก SMS ใช้งานไม่ได้ทันที อย่าเพิ่งคิดว่าเบอร์เสีย

ให้ตรวจวิธี Verification อื่นในบัญชีก่อน

⑫ ใช้ Google Authenticator แทน SMS ได้ไหม

ได้ หากเคยตั้งไว้ก่อน

Google Authenticator สามารถสร้างรหัส Verification ได้แม้ไม่มี Mobile Service หรือ Internet สำหรับการสร้าง Code หลังตั้งค่าระบบไว้แล้ว

เปิด Google Authenticator แล้วเลือก Code ของบัญชีที่ต้องการ

จากนั้นใส่รหัสก่อนหมดเวลา

หากรหัส Authenticator ไม่ผ่าน Google แนะนำให้ตรวจว่า:

  • ใส่ Code ก่อนหมดอายุ
  • เลือก Service ถูก
  • เลือก Google Account ถูก
  • เวลาในโทรศัพท์ตรงกับ Time Zone ปัจจุบัน

⑬ Authenticator มีรหัสแต่ใส่แล้วผิดตลอด

ให้ตรวจ วันและเวลาโทรศัพท์

Google ระบุว่า Authenticator Code อาจไม่ทำงานหากเวลาในอุปกรณ์ไม่ Sync ถูกต้องกับ Time Zone

แนะนำให้เปิด:

Set time automatically

และ

Set time zone automatically

จากนั้นเปิด Authenticator ใหม่และใช้ Code ล่าสุด

อย่าใช้ Code ที่กำลังจะหมดอายุ

⑭ ใช้ Backup Code เข้า Google ได้หรือไม่

ได้ หากเคยสร้าง Backup Codes ไว้ก่อน

Google ระบุว่า Backup Code สามารถใช้เป็น Second Step ได้เมื่อ:

  • โทรศัพท์หาย
  • เปลี่ยนเบอร์
  • รับ SMS ไม่ได้
  • รับสายไม่ได้
  • ใช้ Authenticator ไม่ได้

ขั้นตอนคือ:

  1. Sign in Google Account
  2. เลือก Try another way
  3. เลือกใส่ Backup Code
  4. ใส่ Backup Code ที่ยังไม่ได้ใช้

Backup Code เป็นรหัส 8 หลัก และแต่ละ Code ใช้ได้ครั้งเดียว เมื่อใช้แล้วจะไม่สามารถใช้ซ้ำได้

⑮ อย่าส่ง Backup Code หรือ OTP ให้คนอื่น

จุดนี้สำคัญมาก

Google ระบุชัดว่า ห้ามแชร์ Verification Code หรือ Backup Code กับผู้อื่น และ Google จะไม่โทรหาคุณเพื่อขอให้บอกรหัส Verification

ดังนั้นถ้ามีคนโทรมาบอกว่า:

“ผมเป็นเจ้าหน้าที่ Google ขอรหัส 6 หลักที่เพิ่งส่งไป”

อย่าให้

เช่นเดียวกับคนที่ทักมาอ้างว่า:

  • ช่วยกู้ Gmail
  • ช่วยปลดบัญชี
  • เป็น Google Support
  • ขอ OTP เพื่อยืนยันตัวตน

Verification Code มีไว้ให้คุณกรอกบนหน้า Sign-in ของตัวเองเท่านั้น

⑯ ถ้ามี SMS Google เข้ามาเองทั้งที่ไม่ได้ Login

หากได้รับ OTP หรือ Google Prompt ทั้งที่คุณไม่ได้พยายาม Login มีโอกาสว่ามีบุคคลอื่นกำลังพยายามเข้าสู่บัญชี

ถ้าเป็น Google Prompt ให้กด:

No

Google แนะนำให้ปฏิเสธ Prompt หากไม่ได้เป็นผู้พยายาม Sign in และตรวจสอบกิจกรรมบัญชี เพราะอาจเป็นการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากนั้นควร:

  • เปลี่ยน Password
  • ตรวจอุปกรณ์ที่ Login
  • ตรวจ Recovery Phone
  • ตรวจ Recovery Email
  • เปิดหรือทบทวน 2-Step Verification

อย่าส่ง OTP ให้ใคร

⑰ SMS Google มาช้ามาก ทำอย่างไร

ข้อความยืนยันอาจล่าช้าได้จากปัญหาเครือข่ายหรือผู้ให้บริการ Google ระบุว่าพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นหรือปัญหาจาก Carrier สามารถทำให้ SMS Verification ล่าช้าได้

ถ้า OTP มาช้า:

  1. ตรวจสัญญาณ
  2. Restart โทรศัพท์
  3. ทดลอง SMS ปกติ
  4. เปลี่ยนตำแหน่งที่มีสัญญาณดีกว่า
  5. หลีกเลี่ยงกดขอ Code ซ้ำถี่ ๆ
  6. ใช้ Try another way หากมี

หาก SMS จากบริการอื่นก็ล่าช้าด้วย ควรติดต่อผู้ให้บริการเครือข่าย

⑱ รับ SMS ปกติได้ แต่ OTP จาก Google ไม่มา

หาก SMS จากคนอื่นเข้า แต่เฉพาะ Google ไม่มา ให้ตรวจ:

  • Google กำลังส่ง SMS จริงหรือกำลังใช้ Prompt
  • หมายเลขถูกต้องหรือไม่
  • Google มี Try another way หรือไม่
  • Sign-in เกิดจากอุปกรณ์/Location ที่ผิดปกติหรือไม่
  • เพิ่งเปลี่ยนหมายเลข 2-Step Verification หรือไม่

Google ระบุว่าในบางกรณีที่ลักษณะการ Sign in แตกต่าง ระบบอาจไม่ให้ Verification Code ผ่านข้อความและให้ใช้การยืนยันรูปแบบอื่นแทน

ดังนั้น SMS ไม่มาไม่ได้แปลว่า Google ล่มหรือ SIM เสมอไป

⑲ เปลี่ยนเครือข่ายมือถือแล้ว OTP ไม่เข้า

หากเพิ่ง:

  • ย้ายค่ายเบอร์เดิม
  • เปลี่ยน SIM
  • เปิด eSIM
  • เปลี่ยนมือถือ

แล้ว SMS Verification มีปัญหา ให้ทดสอบ SMS ปกติก่อน

หากรับข้อความทั่วไปไม่ได้หรือมีปัญหาเฉพาะข้อความบางประเภท ให้ติดต่อผู้ให้บริการมือถือเพื่อตรวจการรับ SMS ของหมายเลข

Google ระบุว่าหาก Restart ไม่ช่วย สามารถติดต่อผู้ให้บริการเพื่อให้ตรวจหรือรีเซ็ตการตั้งค่าการรับข้อความได้

⑳ ไม่ต้อง Factory Reset มือถือ

อย่า Factory Reset เพื่อแก้ OTP Google ไม่เข้า

เพราะถ้าต้นเหตุคือ:

  • SMS ของเครือข่าย
  • 2-Step Verification
  • เบอร์ Recovery
  • Google Prompt
  • Account Verification

Factory Reset ไม่ได้แก้ต้นเหตุ และยังอาจทำให้:

  • แอปหาย
  • ข้อมูลในเครื่องหาย
  • ต้อง Login Google ใหม่
  • สูญเสีย Trusted Device ที่ใช้ยืนยันตัวตน

หากยังมีเครื่องที่ Login Google Account อยู่ ควรเก็บเครื่องนั้นไว้ก่อน เพราะอาจใช้รับ Prompt หรือช่วย Recovery ได้

㉑ ไม่มีมือถือเครื่องเก่าและเบอร์เดิมแล้ว ทำอย่างไร

ให้กลับไปหน้า Sign-in แล้วกด:

Try another way

หรือข้อความลักษณะ:

I don’t have my phone

Google ระบุว่าหากไม่มีโทรศัพท์หรือใช้โทรศัพท์ไม่ได้ ให้เลือกวิธีอื่นจากหน้า Sign-in และถ้าไม่มีตัวเลือกที่ใช้งานได้ การลอง Sign in จากคอมพิวเตอร์ที่เคยใช้บ่อยอาจช่วยในกระบวนการยืนยันตัวตน

วิธีที่อาจมี ได้แก่:

  • Backup Code
  • Passkey
  • Authenticator
  • Trusted Device
  • Security Key
  • Account Recovery

สิ่งที่แสดงจริงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เคยตั้งค่าในบัญชี

㉒ ถ้าไม่มีวิธียืนยันใดใช้ได้ ต้องกู้บัญชี

หาก:

  • เบอร์เก่าใช้ไม่ได้
  • ไม่มีมือถือเก่า
  • ไม่มี Authenticator
  • ไม่มี Backup Code
  • Prompt เข้าไม่ได้

ต้องใช้ Google Account Recovery ตามขั้นตอนที่ระบบเสนอ

อย่าให้บุคคลอื่นทำ Recovery แทนโดยให้:

  • Password
  • OTP
  • Backup Code
  • Recovery Code

เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกใช้ยึดบัญชีได้

หากเป็นบัญชีบริษัท โรงเรียน หรือองค์กร ควรติดต่อ Administrator เพราะนโยบาย Account อาจถูกควบคุมโดยองค์กร

㉓ หลังกลับเข้าบัญชีได้ ควรตั้งค่าอะไรทันที

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิม ควรเพิ่มวิธียืนยันมากกว่าหนึ่งแบบ

Google รองรับวิธีต่าง ๆ เช่น:

  • Google Prompt
  • Passkey
  • Security Key
  • Google Authenticator
  • Verification Code ทาง SMS/Call
  • Backup Codes

Google ยังแนะนำให้มี Backup Methods เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล็อกออกจากบัญชีหากโทรศัพท์หายหรือใช้งานไม่ได้

อย่าพึ่ง OTP ทาง SMS เพียงวิธีเดียว

㉔ วิธีที่แนะนำสำหรับความปลอดภัย

Google แนะนำ Google Prompt มากกว่า SMS และยังรองรับ Passkeys หรือ Hardware Security Keys สำหรับการป้องกัน Phishing ที่สูงขึ้น

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป อาจตั้ง:

  • Google Prompt เป็นวิธีหลัก
  • Authenticator เป็นวิธีสำรอง
  • Backup Codes เก็บไว้ในที่ปลอดภัย
  • Recovery Phone ให้เป็นเบอร์ที่ยังใช้
  • Recovery Email ให้เข้าได้จริง

วิธีนี้ช่วยลดโอกาสติดอยู่หน้า Verification เมื่อเปลี่ยนโทรศัพท์หรือ SIM

㉕ คำถามที่พบบ่อย

ทำไมรหัส Google ไม่ส่งมา

อาจเกิดจากปัญหา SMS/เครือข่าย หรือ Google เลือกวิธี Verification อื่น เช่น Google Prompt ในบางสถานการณ์ Google ยังระบุว่าความแตกต่างของ Location ตอน Sign in อาจทำให้ไม่สามารถใช้ SMS Verification ได้ตามปกติ

OTP Google มีกี่หลัก

Google ระบุว่ารหัสที่ส่งทาง SMS หรือ Voice Call สำหรับ 2-Step Verification เป็น รหัส 6 หลัก

Google Prompt ไม่ขึ้นทำอย่างไร

ตรวจ Internet, ปิด Do Not Disturb, Update Google Play services และตรวจว่าเครื่องยัง Login บัญชีอยู่ จากนั้นกด Resend หรือ Try another way

ไม่มีเบอร์เดิมแล้วทำอย่างไร

กด Try another way และใช้ Backup Method ที่เคยตั้งไว้ เช่น Backup Code, Authenticator หรืออุปกรณ์อื่นที่เชื่อถือได้

Backup Code ใช้ซ้ำได้ไหม

ไม่ได้ Backup Code แต่ละรหัสใช้ได้ครั้งเดียว และเมื่อสร้างชุดใหม่ ชุดเก่าจะถูกทำให้ใช้งานไม่ได้

Google จะโทรมาขอ OTP ไหม

Google ระบุว่า จะไม่โทรหาคุณเพื่อขอ Verification Code และไม่ควรแชร์รหัสกับใคร

Factory Reset ช่วยให้ OTP เข้าไหม

ไม่ควรทำ เพราะปัญหามักเกี่ยวข้องกับบัญชี การยืนยันตัวตน หรือบริการ SMS และ Factory Reset ยังอาจทำให้คุณสูญเสียอุปกรณ์ที่ใช้รับ Google Prompt

สรุป มือถือไม่ได้รับรหัสยืนยัน Google แก้อย่างไร

หาก OTP Google ไม่เข้า หรือไม่ได้รับรหัสยืนยันทาง SMS ให้แก้ตามลำดับนี้:

  1. ตรวจว่าระบบกำลังส่ง SMS หรือ Google Prompt
  2. ตรวจสัญญาณและทดสอบรับ SMS ปกติ
  3. Restart มือถือ
  4. ตรวจเลขท้ายเบอร์ที่ Google แสดง
  5. หาก SMS ไม่มา ให้กด Try another way
  6. เช็ก Google Prompt บนอุปกรณ์อื่นที่ Login อยู่
  7. ใช้ Google Authenticator หากเคยตั้งไว้
  8. ใช้ Backup Code หากมี
  9. หาก Authenticator Code ผิด ให้ตรวจวันและเวลาเครื่อง
  10. หากไม่มีโทรศัพท์หรือเบอร์เดิม ให้ใช้วิธี Recovery ที่ Google เสนอ
  11. อย่า Factory Reset เพื่อแก้ปัญหานี้
  12. ห้ามส่ง OTP หรือ Backup Code ให้ใคร

Google ระบุว่ารหัส SMS สามารถล่าช้าจากปัญหาของผู้ให้บริการได้ และในบาง Sign-in ระบบอาจเลือกไม่ใช้ SMS โดยให้ยืนยันด้วยวิธีอื่น ขณะที่ Google Prompt, Authenticator และ Backup Codes เป็นทางเลือกที่ช่วยลดการพึ่ง SMS เพียงช่องทางเดียว

สำหรับผู้อ่าน comsiam หากยังมีมือถือเครื่องเก่าที่ Login Google Account อยู่ อย่าเพิ่ง Logout หรือ Factory Reset เครื่องนั้น เพราะอาจเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้รับ Google Prompt และช่วยยืนยันตัวตนกลับเข้าบัญชีได้

comsiam แนะนำให้หลังเข้าบัญชีสำเร็จแล้วเพิ่มวิธียืนยันสำรองอย่างน้อยหนึ่งวิธี เช่น Google Authenticator หรือ Backup Codes และตรวจ Recovery Phone ให้เป็นเบอร์ที่ยังใช้งานจริง เพื่อไม่ให้ติดปัญหา OTP Google ไม่เข้าอีกเมื่อเปลี่ยนมือถือหรือเปลี่ยน SIM