เปลี่ยนเบอร์แล้วเข้า Google Account ไม่ได้ ทำอย่างไร? เบอร์เก่าใช้ไม่ได้ รับ OTP ไม่ได้

หากคุณ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์แล้วเข้า Google Account ไม่ได้ เพราะ Google ยังส่ง OTP หรือรหัสยืนยันไปเบอร์เก่า ปัญหานี้มักเกิดจากหมายเลขเดิมยังถูกตั้งเป็น Recovery Phone หรือหมายเลขสำหรับ 2-Step Verification อยู่ในบัญชี

วิธีแก้ไม่ได้มีเพียงการรับ SMS เท่านั้น Google รองรับวิธียืนยันหลายแบบ เช่น Google Prompt, Google Authenticator, Backup Codes, Passkey, Security Key หรืออุปกรณ์อื่นที่ยังลงชื่อเข้า Google Account อยู่ ดังนั้นหากไม่มีเบอร์เดิมแล้ว ให้กด Try another way และใช้ช่องทางสำรองก่อนเข้าสู่ Account Recovery.

① เปลี่ยนเบอร์แล้วทำไม Google ยังส่ง OTP ไปเบอร์เก่า

เพราะการเปลี่ยน SIM หรือเปลี่ยนหมายเลขที่ใช้ในโทรศัพท์ ไม่ได้เปลี่ยนหมายเลขใน Google Account โดยอัตโนมัติ

Google Account สามารถเก็บหมายเลขไว้เพื่อใช้ในหลายบทบาท เช่น:

  • Recovery Phone
  • 2-Step Verification
  • Verification Code ทาง SMS
  • การตรวจสอบด้านความปลอดภัย

ดังนั้นแม้มือถือของคุณใช้หมายเลขใหม่แล้ว Google อาจยังมีหมายเลขเดิมอยู่ในการตั้งค่าบัญชี.

② ถ้ายังมีมือถือเครื่องเก่าที่ Login Google อยู่ อย่า Logout

นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หากมีมือถือ Tablet หรือคอมพิวเตอร์เครื่องใดที่ยังลงชื่อเข้า Google Account ได้อยู่ อย่าเพิ่ง Logout, Remove Account หรือ Factory Reset

อุปกรณ์ดังกล่าวอาจช่วยให้คุณ:

  • รับ Google Prompt
  • เข้า Security Settings
  • เปลี่ยน Recovery Phone
  • เพิ่มวิธี 2-Step Verification ใหม่
  • สร้าง Backup Codes
  • ตรวจ Passkey
  • ยืนยันการเข้าสู่ระบบจากเครื่องใหม่

Google ระบุว่าเมื่อไม่สามารถใช้โทรศัพท์หลักได้ คุณอาจใช้โทรศัพท์อีกเครื่องที่ลงชื่อเข้า Google Account อยู่เพื่อยืนยันตัวตนได้.

③ กด Try another way ก่อน

หากหน้า Google Login ขึ้นว่าจะส่ง Code ไปเบอร์เก่า อย่าหยุดอยู่ที่หน้านั้น

ให้มองหา:

Try another way

หรือข้อความความหมายใกล้เคียง

Google รองรับวิธียืนยันสำรองหลายแบบ และหากไม่สามารถใช้โทรศัพท์หลักได้ อาจใช้วิธีอื่นที่เคยเพิ่มไว้ในบัญชี.

คุณอาจพบตัวเลือก เช่น:

  • Google Prompt
  • Google Authenticator
  • Backup Code
  • Passkey
  • Hardware Security Key
  • หมายเลขสำรอง
  • Trusted Device

ตัวเลือกที่ปรากฏจริงขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของบัญชีคุณ

④ มี Google Prompt บนเครื่องอื่น ใช้ได้ทันที

ถ้า Google Account ของคุณยัง Login อยู่บน Android อีกเครื่อง Google Prompt อาจถูกส่งไปที่เครื่องนั้น

บน iPhone Google Prompt สามารถปรากฏผ่านแอป Google บางตัวที่ลงชื่อบัญชีนี้อยู่ เช่น Gmail, Google Photos, YouTube หรือ Google App.

เมื่อหน้าจอขึ้นประมาณ:

Are you trying to sign in?

หากเป็นคุณ ให้กด Yes

จากนั้นทำตามคำแนะนำบนหน้าจอ

วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ SMS จากเบอร์เก่า

⑤ มี Google Authenticator ใช้แทนเบอร์เก่าได้ไหม

ได้ หากเคยตั้ง Google Authenticator ไว้

Google ระบุว่า Authenticator หรือแอปสร้างรหัสยืนยันสามารถสร้าง One-time Verification Code ได้แม้ไม่มี Mobile Service หรืออินเทอร์เน็ตหลังจากตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว.

วิธีใช้:

  1. เปิด Google Authenticator
  2. เลือก Account ที่ต้องการ
  3. ดู Verification Code
  4. กลับไปหน้า Google Sign-in
  5. เลือกวิธียืนยันด้วย Authenticator
  6. ใส่ Code ก่อนหมดเวลา

หาก Authenticator อยู่ในมือถือเครื่องเก่าที่ยังมีอยู่ อย่า Reset เครื่องนั้นจนกว่าจะย้ายระบบยืนยันเรียบร้อย

⑥ มี Backup Code ใช้ได้ไหม

ได้

Google มี Backup Codes สำหรับใช้ในกรณีโทรศัพท์หายหรือไม่สามารถใช้วิธียืนยันปกติได้ โดยเป็นรหัสสำรองที่ควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัย.

ให้กด:

Try another way

แล้วเลือกการใช้ Backup Code หากบัญชีเสนอทางเลือกนี้

อย่าส่ง Backup Code ให้คนอื่น เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้ช่วยยืนยันเข้าสู่บัญชีได้.

⑦ มี Passkey ใช้แทน OTP ได้ไหม

มีโอกาสได้ หากเคยสร้าง Passkey บนอุปกรณ์ที่ยังเข้าถึงได้

Google ระบุว่า Passkey สามารถใช้เข้าสู่ Google Account ผ่านการยืนยันด้วย:

  • Fingerprint
  • Face Scan
  • PIN หรือ Screen Lock ของอุปกรณ์

และเมื่อ Sign in ด้วย Passkey ระบบสามารถข้าม Second Authentication Step ได้ เนื่องจาก Passkey ยืนยันการครอบครองอุปกรณ์อยู่แล้ว.

ดังนั้นหากไม่มีเบอร์เดิม แต่มี Passkey บนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ของคุณ ให้ลองใช้ Passkey ก่อนเข้าสู่ Account Recovery

⑧ มี Security Key ใช้ได้ไหม

หากเคยตั้ง Hardware Security Key เช่น USB/NFC Security Key ไว้ สามารถใช้ยืนยันตัวตนตามขั้นตอนที่ Google เสนอได้

Google รองรับ Hardware Security Key เป็นหนึ่งในวิธีการยืนยันสำหรับ 2-Step Verification.

หากไม่มี Key อยู่กับตัว ให้กลับไปเลือก Try another way

⑨ เบอร์เก่าถูกยกเลิกแต่ยังเป็นเบอร์ของเรา ขอ SIM ใหม่ได้ไหม

ถ้าหมายเลขเดิมยังเป็นของคุณและผู้ให้บริการสามารถออก SIM หรือ eSIM ใหม่ด้วยหมายเลขเดิมได้ นี่อาจเป็นอีกทางหนึ่ง

Google ระบุว่าในกรณีโทรศัพท์หาย ผู้ใช้สามารถสอบถามผู้ให้บริการเพื่อ ย้ายหมายเลขโทรศัพท์ไปยังโทรศัพท์หรือ SIM ใหม่ แล้วนำหมายเลขนั้นกลับมาใช้รับการยืนยันได้.

แต่หากหมายเลขถูกยกเลิกไปแล้วหรือถูกจัดสรรให้บุคคลอื่น อย่าพยายามพึ่งวิธีนี้

ให้ใช้วิธี Recovery หรือ Verification Method อื่นแทน

⑩ รู้ Password แต่ไม่มีเบอร์เดิม ทำไมยังเข้าไม่ได้

เพราะหากเปิด 2-Step Verification อยู่ Password เป็นเพียงขั้นแรก

Google ระบุว่าเมื่อเปิด 2-Step Verification และใช้ Password ในการ Sign in ผู้ใช้จะต้องผ่าน Second Step ที่ระบบเลือกเพื่อยืนยันตัวตนเพิ่มเติม.

ดังนั้นกรณี:

Email ถูก
Password ถูก
แต่ OTP ส่งไปเบอร์เก่า

ไม่ใช่ปัญหา Password

ต้องแก้ที่ Second Step

⑪ ไม่มีวิธีสำรองเลย ต้องทำอย่างไร

หากไม่มี:

  • เบอร์เดิม
  • Google Prompt
  • Authenticator
  • Backup Code
  • Passkey
  • Security Key
  • Trusted Device

ทางเลือกต่อไปคือ Google Account Recovery

Google ระบุว่าหากไม่สามารถใช้ตัวเลือกสำรองที่มีได้ ให้ดำเนินการกู้คืน Google Account ตามกระบวนการที่ระบบเสนอ.

ระหว่าง Recovery ควรให้ข้อมูลที่ตรงกับความจริงมากที่สุด

⑫ Account Recovery ควรทำจากเครื่องไหน

หากเป็นไปได้ ควรทำจาก:

  • มือถือที่เคยใช้บัญชี
  • คอมพิวเตอร์ที่เคย Login
  • Browser เดิม
  • สถานที่ที่เคยใช้ Google Account เป็นประจำ

วิธีนี้ช่วยให้กระบวนการกู้บัญชีเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับการใช้งานปกติของเจ้าของบัญชี

อย่าพยายามเปลี่ยน:

  • VPN หลายประเทศ
  • Browser หลายตัว
  • Device หลายเครื่อง

โดยไม่จำเป็นระหว่างกำลังกู้บัญชี

⑬ เปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้วเพิ่มเข้า Google Account ได้อย่างไร

หากคุณยังสามารถเข้าบัญชีได้ ให้เปลี่ยน Recovery Phone ทันที

Google ระบุขั้นตอนทั่วไปว่า:

  1. เข้า Google Account
  2. เข้า Security & sign-in
  3. ไปที่ส่วน How you sign in to Google
  4. เลือก Recovery phone
  5. ทำตามขั้นตอนเพื่อเพิ่มหรือเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์.

ชื่อเมนูอาจเปลี่ยนเล็กน้อยตามอุปกรณ์และหน้าตา Google Account ปัจจุบัน

⑭ เปลี่ยน Recovery Phone อย่างเดียวพอไหม

ไม่ควรคิดว่า Recovery Phone กับหมายเลขในทุกระบบเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ

หลังเปลี่ยนเบอร์ ควรตรวจทั้ง:

  • Recovery Phone
  • 2-Step Verification
  • SMS/Voice Verification
  • Passkeys
  • Google Prompt Devices
  • Backup Codes

เพราะหมายเลขเก่าอาจยังอยู่ใน 2-Step Verification แม้คุณแก้ Recovery Phone แล้ว

Google แยกการตั้งค่า Recovery Phone และวิธี Second Step ไว้ในส่วน Security ของบัญชี.

⑮ เพิ่มเบอร์ใหม่แล้วทำไม Google ยังไม่ใช้ทันที

นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก

Google ระบุว่า หมายเลขใหม่ที่เพิ่มสำหรับ 2-Step Verification อาจใช้เวลาสูงสุด 7 วันก่อนที่ Google จะเชื่อถือหมายเลขนั้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของบัญชี.

ดังนั้นกรณี:

เปลี่ยนเบอร์วันนี้
เพิ่มเบอร์ใหม่วันนี้
แต่ Google ยังไม่ใช้เบอร์ใหม่กับทุกการ Sign in

ไม่ได้หมายความว่าการตั้งค่าล้มเหลวเสมอไป

Google ยังระบุว่าหากตรวจพบความน่าสงสัยเกี่ยวกับหมายเลข 2SV ใหม่ ระบบสามารถ Disable หมายเลขนั้นและแจ้งให้เจ้าของบัญชียืนยันเพิ่มเติมได้.

⑯ อย่าปิดเบอร์เก่าก่อนย้ายระบบยืนยัน ถ้ายังไม่สายเกินไป

หากกำลังวางแผนเปลี่ยนเบอร์ในอนาคต วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือ อัปเดต Google Account ก่อนยกเลิกหมายเลขเดิม

ควรทำ:

  1. เพิ่มเบอร์ใหม่
  2. ตรวจ Recovery Phone
  3. ตรวจ 2-Step Verification
  4. ตั้ง Google Prompt
  5. ตั้ง Authenticator
  6. สร้าง Backup Codes
  7. ทดสอบ Login
  8. จากนั้นจึงยกเลิกหมายเลขเดิม

การทำตามลำดับนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกล็อกออกจากบัญชีเมื่อเบอร์เก่าใช้งานไม่ได้

⑰ เปลี่ยนมือถือพร้อมเปลี่ยนเบอร์ ยิ่งต้องระวัง

กรณีที่เสี่ยงที่สุดคือทำหลายอย่างพร้อมกัน เช่น:

  • เปลี่ยนมือถือ
  • เปลี่ยนเบอร์
  • Factory Reset เครื่องเก่า
  • Logout ทุกอุปกรณ์

แล้วค่อยพยายาม Login Google Account

คุณอาจสูญเสียพร้อมกันทั้ง:

  • Trusted Device
  • Google Prompt
  • Authenticator
  • หมายเลข 2SV

ดังนั้นหากยังมีมือถือเครื่องเก่า อย่า Reset จนกว่าเครื่องใหม่จะ Login และรับ Verification ได้เรียบร้อย

⑱ เบอร์ใหม่ใช้รับ OTP ได้ แต่ Google ยังส่งไปเบอร์เก่า

ให้เข้า Google Account Security แล้วตรวจว่าเบอร์ใหม่ถูกเพิ่มในตำแหน่งใดบ้าง

เพราะการเพิ่มหมายเลขใน Contact Info ไม่ได้หมายความว่าระบบ 2-Step Verification ทุกส่วนจะถูกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

Google ระบุว่า Recovery Phone สามารถเพิ่มหรือเปลี่ยนได้จากส่วน Security และ 2-Step Verification ก็มีการจัดการวิธียืนยันของตัวเอง.

ตรวจจนแน่ใจว่าเบอร์เก่าไม่ใช่ Verification Method หลักที่คุณยังพึ่งอยู่

⑲ เบอร์เก่ากลายเป็นของคนอื่น อันตรายไหม

มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

หากหมายเลขเก่าถูกยกเลิกและต่อมาผู้ให้บริการนำไปแจกให้คนอื่น แต่บัญชีออนไลน์ของคุณยังใช้หมายเลขนั้นเป็น Recovery หรือ Verification Method บุคคลอื่นอาจได้รับข้อความที่ไม่ควรถูกส่งไปยังหมายเลขดังกล่าว

ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนเบอร์ ควรรีบอัปเดตหมายเลขใน:

  • Google
  • Email
  • Social Media
  • Mobile Banking
  • แอปสำคัญอื่น

และลบหมายเลขเก่าออกเมื่อระบบอนุญาต

⑳ อย่าให้ OTP กับเจ้าของเบอร์เก่าหรือคนอื่น

หากคุณโทรไปยังเบอร์เก่าแล้วพบว่ามีคนอื่นใช้หมายเลขนั้นอยู่ อย่าขอให้เขาส่ง OTP ให้

วิธีที่ถูกต้องคือเปลี่ยน Verification Method หรือ Account Recovery

Google ระบุว่าไม่ควรแชร์ Verification Code กับใคร และ Google จะไม่โทรมาขอให้คุณบอกรหัส Verification.

อย่าให้:

  • OTP
  • Backup Code
  • Password
  • Recovery Code

กับบุคคลอื่น

㉑ ร้านรับกู้ Gmail ขอ OTP ควรให้ไหม

ไม่ควร

หากบริการใดขอ:

  • Password Gmail
  • OTP
  • Backup Codes
  • Google Prompt ให้กด Yes
  • Passkey Confirmation

คุณกำลังมอบข้อมูลที่สามารถใช้ยืนยัน Account ให้บุคคลนั้น

การกู้ Google Account ควรดำเนินการผ่านระบบ Google โดยตรง

สำหรับผู้อ่าน comsiam จุดนี้สำคัญมาก เพราะปัญหาเปลี่ยนเบอร์ไม่ได้หมายความว่าต้องให้บุคคลอื่นเข้าบัญชีของคุณเพื่อแก้

㉒ Factory Reset มือถือช่วยไหม

ไม่ช่วย และอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง

หากต้นเหตุคือ Google ยังใช้เบอร์เก่าสำหรับ Verification การ Factory Reset ไม่ได้เปลี่ยนหมายเลขบน Google Account

ตรงกันข้าม คุณอาจสูญเสีย:

  • อุปกรณ์ที่ยัง Login
  • Google Prompt
  • Authenticator
  • Passkey
  • Session ที่เชื่อถือได้

แล้วเหลือทางเลือกกู้ Account น้อยลง

ดังนั้นอย่า Factory Reset เครื่องที่ยังช่วยยืนยันตัวตนได้

㉓ เปลี่ยน Password ช่วยเปลี่ยนเบอร์ Verification ไหม

ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

การเปลี่ยน Password ไม่ได้หมายความว่า Recovery Phone หรือหมายเลข 2-Step Verification จะถูกเปลี่ยนตามอัตโนมัติ

หลังกลับเข้า Account ได้ควรจัดการหมายเลขโทรศัพท์ใน Security Settings โดยตรง.

㉔ หลังเข้า Account ได้แล้ว ต้องทำอะไรทันที

ให้จัดการก่อน Logout อีกครั้ง

เปลี่ยน Recovery Phone

ใส่เบอร์ใหม่ที่ใช้งานจริง.

ตรวจ 2-Step Verification

ลบหมายเลขเก่าที่ไม่ใช้และเพิ่มวิธีใหม่

เปิด Google Prompt

Google แนะนำ Google Prompt เป็นวิธี Second Step และระบุว่าช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาศัยหมายเลขโทรศัพท์ เช่น SIM Swap.

ตั้ง Authenticator

ช่วยลดการพึ่ง SMS

สร้าง Backup Codes

เก็บไว้ในที่ปลอดภัยแยกจากโทรศัพท์หลัก.

ตรวจ Passkey

หากใช้งาน Passkey ให้รู้ว่าอยู่บนอุปกรณ์ใด

㉕ ควรใช้ SMS เป็นวิธีหลักเพียงอย่างเดียวไหม

ไม่แนะนำให้พึ่งเพียงช่องทางเดียว

Google ระบุว่ารหัส SMS/Voice สำหรับ 2-Step Verification มีความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาศัยหมายเลขโทรศัพท์ และแนะนำ Google Prompt รวมถึงรองรับ Passkey, Security Key, Authenticator และ Backup Codes เป็นทางเลือกเพิ่มเติม.

โครงสร้างที่เหมาะกว่าคือมีหลายทาง เช่น:

Google Prompt + Authenticator + Backup Codes

เมื่อเปลี่ยนเบอร์ คุณจึงยังมีทางเข้าบัญชีได้

㉖ คำถามที่พบบ่อย

เปลี่ยนเบอร์แล้ว Gmail เข้าไม่ได้ทำอย่างไร

กด Try another way แล้วใช้ Google Prompt, Authenticator, Backup Code, Passkey, Security Key หรืออุปกรณ์ที่ยัง Login อยู่ หากไม่มีวิธีใดใช้ได้ ให้เข้าสู่ Account Recovery.

ไม่มีเบอร์เก่าแล้วทำอย่างไร

ไม่จำเป็นต้องมีเบอร์เก่าเสมอไป หากบัญชีมี Verification Method อื่น Google ระบุว่าสามารถใช้โทรศัพท์อีกเครื่อง หมายเลขสำรอง Backup Code Security Key หรือ Passkey ได้.

มีมือถือเครื่องเก่าที่ยัง Login อยู่ควรทำอย่างไร

อย่า Logout ใช้เครื่องนั้นช่วยยืนยัน Google Prompt และเข้า Security Settings เพื่อเปลี่ยนข้อมูล Account ก่อน

เพิ่มเบอร์ใหม่แล้วใช้ได้ทันทีไหม

หมายเลขที่เพิ่มใหม่สำหรับ 2-Step Verification อาจใช้เวลาสูงสุด 7 วันก่อน Google จะเชื่อถือหมายเลข.

Recovery Phone เปลี่ยนตรงไหน

เข้า Google Account > Security & sign-in > How you sign in to Google > Recovery phone แล้วทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ.

Factory Reset ช่วยไหม

ไม่ช่วยแก้หมายเลขใน Google Account และอาจลบอุปกรณ์หรือข้อมูลที่ใช้ช่วยยืนยันตัวตน

สร้าง Gmail ใหม่แทนได้ไหม

ทำได้หากต้องการ Account ใหม่ แต่จะไม่ช่วยกู้ข้อมูลใน Gmail, Photos, Drive หรือบริการต่าง ๆ ที่อยู่ใน Account เดิม

สรุป เปลี่ยนเบอร์แล้วเข้า Google Account ไม่ได้ ทำอย่างไร

หาก เปลี่ยนเบอร์แล้ว Google ยังส่ง OTP ไปเบอร์เก่า ให้แก้ตามลำดับนี้:

  1. อย่า Logout อุปกรณ์ที่ยังเข้า Google Account ได้
  2. กด Try another way
  3. ตรวจ Google Prompt บนมือถือหรือ Tablet เครื่องอื่น
  4. ใช้ Google Authenticator หากมี
  5. ใช้ Backup Codes หากเคยสร้างไว้
  6. ตรวจ Passkey หรือ Security Key
  7. หากยังเป็นเจ้าของหมายเลขเดิม อาจสอบถามเครือข่ายเรื่อง SIM ใหม่
  8. หากไม่มีวิธี Verification ใดเลย ให้ใช้ Google Account Recovery
  9. เมื่อกลับเข้าได้ ให้เปลี่ยน Recovery Phone เป็นเบอร์ใหม่
  10. ตรวจและอัปเดต 2-Step Verification แยกต่างหาก
  11. สร้างวิธีสำรองอย่าง Authenticator และ Backup Codes
  12. อย่า Factory Reset เครื่องที่ยังใช้ช่วยยืนยันตัวตนได้

Google ระบุว่าหากสูญเสียการเข้าถึงโทรศัพท์หลัก ยังสามารถใช้โทรศัพท์อีกเครื่อง หมายเลขสำรอง Backup Code Security Key หรือ Passkey ที่ตั้งไว้ก่อนหน้าเพื่อกลับเข้าสู่ Account ได้ และหากไม่มีตัวเลือกเหล่านั้นให้ใช้กระบวนการ Account Recovery.

นอกจากนี้ เบอร์ใหม่ที่เพิ่มสำหรับ 2-Step Verification อาจต้องใช้เวลาสูงสุด 7 วัน ก่อนที่ Google จะเชื่อถือหมายเลขนั้น จึงควรอัปเดตหมายเลขก่อนยกเลิกเบอร์เดิมเมื่อมีโอกาส.

สำหรับผู้อ่าน comsiam ถ้ายังมีอุปกรณ์สักเครื่องที่ Login Google Account อยู่ ให้ถือว่าอุปกรณ์นั้นสำคัญมาก อย่า Logout อย่า Remove Account และอย่า Factory Reset จนกว่าจะย้าย Recovery Phone และวิธียืนยันไปยังเบอร์หรืออุปกรณ์ใหม่เรียบร้อย

comsiam แนะนำให้มีวิธียืนยันอย่างน้อย 2–3 ทาง ไม่พึ่ง SMS เพียงอย่างเดียว เช่น Google Prompt + Authenticator + Backup Codes เพราะเมื่อเปลี่ยนเบอร์หรือ SIM หาย คุณจะยังสามารถกลับเข้า Google Account ได้โดยไม่ต้องติดอยู่กับ OTP ที่ส่งไปหมายเลขเดิม