Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Google Gemini สามารถช่วยค้นคว้า อธิบาย และสรุปข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อคำตอบมีข้อเท็จจริง ตัวเลข งานวิจัย ข่าว หรือข้อมูลที่ต้องนำไปใช้อ้างอิง คำถามสำคัญต่อมาคือ
ข้อมูลเหล่านี้มาจากไหน?
หนึ่งในวิธีที่ควรใช้คือสั่ง Gemini ตั้งแต่ใน Prompt ว่าให้ ระบุแหล่งข้อมูล ที่มา หรือหลักฐานที่ใช้สนับสนุนคำตอบ
ตัวอย่างง่าย ๆ
อธิบายเรื่องนี้พร้อมระบุแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบคำตอบ
แต่ถ้าต้องการให้ผลลัพธ์มีคุณภาพมากขึ้น ไม่ควรหยุดเพียงเท่านี้ เพราะเรายังกำหนดได้ว่า
บทความนี้จะอธิบายวิธีสั่ง Gemini ให้ใส่แหล่งอ้างอิงอย่างเป็นระบบ พร้อม Prompt ที่นำไปใช้ได้ทันที
ได้ในบางคำตอบ
Gemini อาจแสดง Sources หรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหาในคำตอบ เช่น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคำตอบของ Gemini จะมี Sources แสดงให้เห็น
ดังนั้นไม่ควรเข้าใจว่าเพียงสั่ง
ใส่แหล่งอ้างอิง
แล้วทุกประโยคจะมีแหล่งข้อมูลยืนยันโดยอัตโนมัติ
ผู้ใช้ยังต้องตรวจสอบแหล่งต้นทางก่อนนำข้อมูลสำคัญไปใช้งานจริง
Prompt พื้นฐานคือ
อธิบาย [หัวข้อ] พร้อมระบุแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำตอบ
ตัวอย่าง
อธิบาย Generative AI คืออะไร พร้อมระบุแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำตอบ
หรือ
สรุปข้อมูลเรื่องนี้และใส่แหล่งอ้างอิงสำหรับข้อเท็จจริงสำคัญ
วิธีนี้เหมาะกับงานค้นคว้าทั่วไป
คำว่า “แหล่งข้อมูล” กว้างมาก
ถ้าต้องการคุณภาพ ควรระบุประเภทแหล่งข้อมูลที่ต้องการ
เช่น
ให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลทางการ งานวิจัย และเว็บไซต์ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
หรือ
ใช้แหล่งข้อมูลต้นทางก่อนบทความสรุปจากเว็บไซต์อื่น
ตัวอย่าง
อธิบายข้อมูลเกี่ยวกับ Android โดยให้ความสำคัญกับเอกสารจาก Google หรือ Android Developers ก่อนแหล่งข้อมูลรอง
แนวทางนี้ช่วยลดการพึ่งพาบทความที่เพียงนำข้อมูลจากที่อื่นมาเล่าต่อ
Primary Source คือแหล่งต้นทางของข้อมูล
ตัวอย่าง เช่น
Prompt ตัวอย่าง
ให้ใช้ Primary Source เป็นอันดับแรก หากไม่มีจึงใช้แหล่งข้อมูลรองที่น่าเชื่อถือ
เหมาะมากกับข้อมูลประเภท
ข้อมูลบางประเภทเปลี่ยนเร็วมาก เช่น
จึงสามารถเขียนว่า
ใช้ข้อมูลล่าสุดที่สามารถตรวจสอบได้ และระบุวันที่ของแหล่งข้อมูลเมื่อมี
หรือ
หากมีข้อมูลหลายปี ให้ใช้ข้อมูลล่าสุดก่อน
ตัวอย่าง
สรุปสถานะล่าสุดของเทคโนโลยีนี้ โดยใช้ข้อมูลล่าสุดที่สามารถยืนยันได้และใส่วันที่ของแหล่งอ้างอิง
หากต้องการรู้ว่าแต่ละแหล่งรองรับข้อความใด สามารถสั่งว่า
ใส่แหล่งอ้างอิงหลังข้อความหรือย่อหน้าที่ใช้ข้อมูลนั้น แทนการรวมแหล่งทั้งหมดไว้ท้ายคำตอบอย่างเดียว
นี่มีประโยชน์มาก เพราะถ้ามี Source 10 แหล่งอยู่ท้ายบทความ เราอาจไม่รู้ว่าแหล่งใดสนับสนุนข้อความไหน
สามารถใช้
หลังคำตอบ ให้สร้างส่วน “แหล่งข้อมูล” แยกรายการแหล่งที่ใช้
ตัวอย่างรูปแบบ
แหล่งข้อมูล
- ชื่อหน่วยงาน — ชื่อเอกสาร
- ชื่อเว็บไซต์ — ชื่อบทความ
- ชื่อรายงาน — ปีที่เผยแพร่
เหมาะกับ
รายการ URL อย่างเดียวอ่านยาก
ควรสั่งว่า
สำหรับแต่ละ Source ให้ระบุชื่อหน่วยงาน ชื่อหน้า/เอกสาร วันที่ถ้ามี และลิงก์
โครงสร้างที่ดีคือ
ชื่อแหล่งข้อมูล
ชื่อเอกสารหรือหน้า
วันที่เผยแพร่
URL
ทำให้ตรวจแหล่งได้สะดวกกว่า
สำหรับงานค้นคว้าจริงจัง สามารถใช้
แบ่ง Sources เป็น Primary Sources และ Secondary Sources
ตัวอย่าง
เอกสารจากหน่วยงานต้นทาง
บทวิเคราะห์หรือบทความที่อธิบายข้อมูลต้นทาง
วิธีนี้ช่วยให้ประเมินคุณภาพหลักฐานได้ง่ายขึ้น
Prompt ที่มีประโยชน์มากคือ
สำหรับแต่ละแหล่ง ให้ระบุว่าถูกใช้สนับสนุนข้อเท็จจริงหรือประเด็นใดในคำตอบ
ตัวอย่างตาราง
| ข้อเท็จจริง | แหล่งข้อมูล |
|---|---|
| ข้อมูล A | Source 1 |
| ข้อมูล B | Source 2 |
| ข้อมูล C | Source 3 |
เหมาะกับงานที่ต้องตรวจ Verification ทีละ Claim
นี่เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมาก
ใช้ Prompt ว่า
หากไม่สามารถระบุแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ให้บอกว่าไม่พบแหล่งยืนยัน ห้ามสร้างชื่อแหล่งอ้างอิง URL งานวิจัย หรือเอกสารขึ้นเอง
หรือ
ห้ามเดา Citation
เนื่องจาก AI สามารถสร้างข้อมูลที่ดูเหมือนแหล่งอ้างอิงจริงได้ แต่แหล่งนั้นอาจไม่มีอยู่จริง
อธิบาย [หัวข้อ] โดยใช้แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หากข้อใดไม่มีแหล่งสนับสนุนที่ชัดเจน ให้ระบุว่า “ยังไม่พบแหล่งยืนยัน” และห้ามสร้าง Citation ขึ้นเอง
เงื่อนไขนี้ช่วยให้คำตอบโปร่งใสมากขึ้น
ถ้า Gemini ให้ลิงก์ สามารถถามต่อว่า
ตรวจว่า URL แต่ละรายการตรงกับแหล่งข้อมูลที่กล่าวถึงหรือไม่ และตัดลิงก์ที่ไม่สามารถยืนยันได้
อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วย AI เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ผู้ใช้ควรเปิด Source จริงและตรวจเองอีกครั้ง
สำหรับ Claim ที่สำคัญ อาจใช้
หากเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ ให้พยายามตรวจเทียบกับแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันมากกว่าหนึ่งแหล่ง
เหมาะกับ
แต่จำนวน Source ไม่ได้สำคัญกว่าคุณภาพ
แหล่งข้อมูลต้นทางที่ดีหนึ่งแหล่งอาจมีค่ามากกว่าบทความที่คัดลอกกันมา 20 เว็บไซต์
Prompt ตัวอย่าง
แยกข้อมูลในคำตอบเป็น “ข้อเท็จจริงที่มีแหล่งอ้างอิง” กับ “การวิเคราะห์หรือความคิดเห็น”
นี่มีประโยชน์มาก เพราะผู้อ่านจะรู้ว่าอะไรสามารถตรวจได้ และอะไรเป็น Interpretation
สำหรับงานวิเคราะห์ขั้นสูง ใช้
แบ่งข้อสรุปเป็น:
- Fact — มีแหล่งข้อมูลยืนยัน
- Inference — ข้อสรุปจากข้อมูล
- Assumption — สมมติฐานที่ยังไม่ได้ยืนยัน
วิธีนี้ช่วยลดปัญหาที่ความคิดเห็นถูกเขียนเหมือนข้อเท็จจริง
สามารถถามว่า
สำหรับข้อสรุปสำคัญ ให้ระบุระดับความมั่นใจ High, Medium หรือ Low พร้อมเหตุผลจากคุณภาพของ Source
อย่างไรก็ตาม Confidence ของ AI ไม่ใช่หลักฐานยืนยันความจริง
ควรใช้เพื่อช่วยระบุส่วนที่ควรตรวจเพิ่มเท่านั้น
ตัวอย่าง
ตอบคำถามโดยให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานหรือผู้ผลิตก่อนเว็บไซต์อื่น
เหมาะกับ
หากต้องการข้อมูลฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มักเป็นแหล่งแรกที่ควรตรวจ
Prompt
ใช้งานวิจัยหรือบทความวิชาการที่ตรวจสอบได้เป็นหลัก ระบุชื่อผู้แต่ง ปี และชื่อ Paper เมื่อมีข้อมูล
สามารถเพิ่ม
หากไม่พบ Paper ที่ยืนยันข้อความนั้น อย่าอ้างว่ามีงานวิจัยรองรับ
เงื่อนไขนี้สำคัญมาก
ตัวอย่าง
สำหรับตัวเลขสถิติ ให้ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลหรือฐานข้อมูลทางการก่อน
เหมาะกับข้อมูล
สำหรับ Programming และ Software
ใช้ Official Documentation เป็น Source หลัก และหากอธิบาย API ให้ระบุ Documentation ที่เกี่ยวข้อง
เหมาะกับ
เพราะรายละเอียดทางเทคนิคเปลี่ยนตาม Version ได้
Prompt
สรุปข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแหล่ง แยกข้อเท็จจริงที่ยืนยันตรงกันออกจากข้อมูลที่ยังขัดแย้งกัน และระบุวันที่ของข่าว
สำหรับข่าวปัจจุบัน วันที่สำคัญมาก เพราะบทความเก่าอาจถูกอันดับค้นหานำหน้าข่าวใหม่
ตัวอย่าง
สำหรับสเปกสินค้า ให้ใช้เว็บไซต์ผู้ผลิตเป็น Source หลัก ห้ามใช้ข้อมูลจากร้านค้าปลีกแทน หากข้อมูลสองแหล่งขัดกันให้ระบุความแตกต่าง
เหมาะมากกับการเปรียบเทียบ
ราคาเปลี่ยนบ่อย
Prompt ที่ดีคือ
หากระบุราคา ให้ใส่วันที่ตรวจสอบราคาและแหล่งที่มา และระบุว่าราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้
ไม่ควรนำราคาที่ AI จำได้จากอดีตไปใช้โดยไม่ตรวจ
ตัวอย่าง Prompt แบบเต็ม
สรุปข้อมูลล่าสุดเรื่อง [หัวข้อ] โดยใช้แหล่งข้อมูลที่เผยแพร่หรืออัปเดตล่าสุดก่อน ให้ความสำคัญกับ Primary Sources ระบุวันที่ของแต่ละ Source และหากมีข้อมูลเก่ากว่าที่ขัดกับข้อมูลใหม่ ให้ใช้ข้อมูลใหม่พร้อมอธิบายความแตกต่าง
ค้นคว้าเรื่อง [หัวข้อ] และสร้างคำตอบโดย:
- ใช้ Primary Sources ก่อน
- ใช้แหล่งที่เชื่อถือได้หลายแหล่ง
- ใส่ Citation หลัง Claim สำคัญ
- สร้าง Sources List ท้ายคำตอบ
- ห้ามสร้าง Citation ที่ตรวจสอบไม่ได้
- แยก Fact ออกจาก Analysis
เขียนบทความเรื่อง [หัวข้อ] โดยใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ สำหรับตัวเลข วันที่ งานวิจัย และข้อเท็จจริงสำคัญให้ระบุแหล่งข้อมูล ห้ามสร้าง Source ขึ้นเอง หากข้อมูลใดไม่แน่ชัดให้ใช้ภาษาที่สะท้อนความไม่แน่นอน
ตรวจ Claim ต่อไปนี้ทีละข้อ และสร้างตาราง:
- Claim
- จริง/ไม่จริง/ยังยืนยันไม่ได้
- หลักฐาน
- Source
- วันที่ของ Source
หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ ห้ามเดาข้อสรุป
อธิบาย [หัวข้อ] สำหรับนักศึกษา และท้ายแต่ละหัวข้อให้ระบุแหล่งสำหรับอ่านเพิ่มเติม โดยเน้นตำรา เว็บไซต์มหาวิทยาลัย งานวิจัย หรือแหล่งทางการ
เขียนรายงานโดยแยกข้อมูลจากแหล่งภายนอกออกจากการวิเคราะห์ของคุณ ตัวเลขตลาดทุกตัวต้องมีแหล่งและปีของข้อมูลกำกับ
อธิบาย [เทคโนโลยี] โดยใช้ Official Documentation เป็นหลัก ระบุ Version หากมีผลต่อคำตอบ และห้ามใช้คำสั่งหรือ API ที่เลิกใช้แล้วโดยไม่เตือน
หากได้คำตอบมาแล้วแต่ไม่มีแหล่งข้อมูล ไม่จำเป็นต้องถามใหม่ทั้งหมด
ใช้
จากคำตอบก่อนหน้า ช่วยระบุแหล่งข้อมูลสำหรับข้อเท็จจริงสำคัญแต่ละข้อ
หรือ
แยก Claim ที่ควรมี Citation แล้วหา Source รองรับแต่ละ Claim
หรือ
ข้อไหนในคำตอบก่อนหน้าที่คุณไม่สามารถระบุ Source ที่ตรวจสอบได้?
คำถามสุดท้ายมีประโยชน์มากในการหา Weak Point
ตัวอย่าง
ในข้อ 3 คุณระบุว่า [Claim] ขอแหล่งข้อมูลต้นทางสำหรับข้อความนี้โดยเฉพาะ
ดีกว่า
ขอ Source
เพราะ Gemini รู้ว่ากำลังตรวจ Claim ใด
Prompt
ตรวจ Sources ที่ให้มาอีกครั้ง และแยกว่า:
- Source ต้นทาง
- Source รอง
- Source ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง
ตัด Source ที่ไม่สนับสนุน Claim ออก
นี่ช่วยลด Reference ที่ดูเยอะแต่ไม่ตรงประเด็น
Prompt ที่ไม่ดีคือ
ขอ 50 Sources
จำนวนมากไม่ได้รับประกันคุณภาพ
ควรใช้
เลือกเฉพาะ Source ที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือที่สุด
สำหรับหัวข้อทั่วไป 3–5 แหล่งคุณภาพสูงอาจเพียงพอกว่า 30 แหล่งที่อ้างต่อกันมา
สามารถให้ Gemini ช่วยประเมินตามเกณฑ์ เช่น
ใครเป็นผู้เผยแพร่?
เป็นต้นทางหรือสรุปต่อ?
ข้อมูลใหม่หรือเก่า?
สนับสนุน Claim ตรงหรือไม่?
มีข้อมูลหรือหลักฐานจริงหรือไม่?
Prompt
ประเมิน Source แต่ละแหล่งด้าน Authority, Recency และ Relevance ก่อนใช้
Source คือแหล่งข้อมูล
เช่น เอกสาร เว็บไซต์ หรือรายงาน
Citation คือการระบุว่าเนื้อหาส่วนใดมาจาก Source นั้น
ตัวอย่าง
บทความของหน่วยงานแห่งหนึ่งคือ Source
การใส่หมายเลขหรือชื่อแหล่งหลังประโยคคือ Citation
ดังนั้นการขอ
Sources
กับ
Citation สำหรับทุก Claim
ไม่เหมือนกัน
ในงานทั่วไปมักใช้ใกล้เคียงกัน แต่ในงานวิชาการ
หากต้องการรูปแบบวิชาการ ควรระบุ Style ให้ชัด
Prompt
จัดรายการอ้างอิงท้ายคำตอบตามรูปแบบ APA
แต่ต้องตรวจรายละเอียดอีกครั้ง เพราะ AI อาจจัด Format หรือ Bibliographic Data ผิดได้
สามารถเปลี่ยนเป็น
จัด References แบบ MLA
หรือ
จัด Bibliography แบบ Chicago
หากเป็นงานวิชาการจริง ควรตรวจตามคู่มือ Style ล่าสุดของสถาบันอีกครั้ง
ถ้ามีกฎเฉพาะ
ไม่ใช้ Wikipedia เป็น Source หลัก ให้ใช้แหล่งต้นทางหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องก่อน
อย่างไรก็ตาม Wikipedia สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับหาแหล่งอื่นได้ในบางงาน แต่ไม่ควรแทน Primary Source เมื่อมีต้นทางที่ดีกว่า
Prompt
หลีกเลี่ยงเว็บไซต์ที่ไม่มีผู้เขียน ไม่ระบุแหล่งข้อมูล หรือมีเนื้อหาที่คัดลอกต่อกันมา หากมี Source ทางการให้ใช้ Source ทางการก่อน
Prompt
หาก Source หลายแหล่งให้ข้อมูลต่างกัน ให้แสดงข้อมูลของแต่ละแหล่งและอธิบายว่าความแตกต่างอาจเกิดจากอะไร แทนการเลือกตัวเลขหนึ่งโดยไม่อธิบาย
มีประโยชน์มากกับ
สำหรับข้อมูลออนไลน์ที่เปลี่ยนได้ สามารถขอ
ระบุวันที่ตรวจสอบหรือวันที่เข้าถึงข้อมูล
เหมาะกับข้อมูลราคา ฟีเจอร์ และหน้าผลิตภัณฑ์
หากเราให้เอกสาร Gemini วิเคราะห์
ใช้
ตอบจากไฟล์ที่ฉันให้เท่านั้น สำหรับแต่ละข้อให้ระบุว่าอ้างอิงจากส่วนใดของไฟล์ หากไม่มีข้อมูลในไฟล์ให้บอกว่าไม่พบ
เหมาะกับ
ตัวอย่าง
ใช้เฉพาะข้อมูลจาก Source ต่อไปนี้ในการตอบ ห้ามนำข้อมูลจากแหล่งอื่นมาผสม
เหมาะกับงานที่ต้องควบคุม Evidence Base
ตอบคำถามเรื่อง [หัวข้อ] พร้อมแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญกับ Primary Source หากหาแหล่งยืนยัน Claim ใดไม่ได้ ให้ระบุว่าไม่สามารถยืนยันได้และห้ามสร้าง Citation ขึ้นเอง
อธิบาย [หัวข้อ] โดยมีเงื่อนไข:
- ใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
- ให้ความสำคัญกับ Primary Source
- ใส่ Citation หลัง Claim สำคัญ
- ระบุชื่อ Source และวันที่เมื่อมี
- สร้างรายการ Sources ท้ายคำตอบ
- ห้ามสร้าง URL, Paper หรือ Citation ขึ้นเอง
- หากข้อมูลไม่สามารถยืนยันได้ ให้ระบุอย่างชัดเจน
สรุปข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ [หัวข้อ] โดยใช้ Source ที่ใหม่และน่าเชื่อถือที่สุด ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ทางการ ระบุวันที่ของ Source และอย่าใช้ข้อมูลเก่าหากมีข้อมูลใหม่มาแทนแล้ว
ตรวจสอบ Claim ต่อไปนี้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างน้อยหนึ่งแหล่งต่อ Claim หาก Source ขัดกันให้แสดงความแตกต่าง และใช้สถานะ Verified, False หรือ Unclear แทนการเดา
วิเคราะห์ [หัวข้อ] โดยใช้ Primary Research และแหล่งวิชาการที่ตรวจสอบได้ อ้างอิง Claim สำคัญในเนื้อหา และสร้าง Reference List ท้ายคำตอบ ห้ามสร้างชื่อ Paper หรือผู้แต่งหากไม่สามารถยืนยันได้
ตอบคำถามเรื่อง [Software] โดยใช้ Official Documentation เป็น Source หลัก ระบุ Version ที่เกี่ยวข้อง และแจ้งหากข้อมูลหรือเมนูอาจเปลี่ยนตาม Version
เปรียบเทียบ [สินค้า] โดยใช้เว็บไซต์ผู้ผลิตสำหรับสเปกหลัก ระบุ Source ของข้อมูลสำคัญ และห้ามเติมสเปกที่ไม่สามารถยืนยันได้
หลังตอบ ให้สร้างตาราง:
| Claim | Source | ประเภท Source | วันที่ | หมายเหตุ |
ทุก Claim สำคัญต้องจับคู่กับ Source ที่สนับสนุนโดยตรง หากไม่มีให้เขียน “ยังไม่พบแหล่งยืนยัน”
ชื่อเว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือไม่ได้หมายความว่าหน้านั้นรองรับ Claim จริง
ชื่อ Paper ผู้แต่ง หรือ DOI อาจผิดได้
จำนวนไม่ได้รับประกันคุณภาพ
ทำให้ได้ Blog แทน Primary Source
โดยเฉพาะ Technology, Software, Price และ News
Source ใหม่อาจแก้ข้อมูลเก่าไปแล้ว
ลิงก์อาจเกี่ยวข้องกับหัวข้อแต่ไม่ได้ยืนยันข้อความที่กล่าว
ควรให้ระบุว่าไม่สามารถยืนยันแทน
ไม่แน่นอน
การมี Source ทำให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบต่อได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า
ทุกประโยคได้รับการยืนยันจาก Source นั้น
หรือ
Gemini ตีความ Source ถูกต้องทุกครั้ง
จึงควรตรวจอย่างน้อย 3 อย่าง
① Source มีอยู่จริงหรือไม่
② Source พูดสิ่งเดียวกับ Claim หรือไม่
③ Source ยังเป็นข้อมูลปัจจุบันหรือไม่
ขึ้นอยู่กับหัวข้อ แต่โดยทั่วไปควรเริ่มจาก
ต้นทางโดยตรง
เอกสารเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือระบบ
หน่วยงานทางการ
สำหรับข้อมูลวิชาการ
สำหรับเหตุการณ์และข่าว
สำหรับการอธิบายและวิเคราะห์เพิ่มเติม
ไม่ควรตัดสินคุณภาพจากอันดับ Google เพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะ
ส่วนคำอธิบายพื้นฐานทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องมี Citation ทุกประโยค
ก่อนนำข้อมูลสำคัญไปเผยแพร่ ให้ตรวจว่า
① มี Source หรือไม่
② Source เป็นแหล่งต้นทางหรือไม่
③ Source น่าเชื่อถือหรือไม่
④ วันที่ใหม่พอหรือไม่
⑤ Source รองรับ Claim จริงหรือไม่
⑥ มี Source อื่นยืนยันหรือไม่
⑦ มีข้อมูลที่ขัดแย้งกันหรือไม่
⑧ Citation หรือ URL มีอยู่จริงหรือไม่
⑨ Gemini แยก Fact กับ Assumption หรือไม่
⑩ จำเป็นต้องตรวจจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานทางการเพิ่มเติมหรือไม่
วิธีพื้นฐานคือ
อธิบายเรื่องนี้พร้อมแหล่งข้อมูล
แต่ถ้าต้องการคำตอบที่ตรวจสอบได้มากขึ้น ควรกำหนดเพิ่มว่า
① ใช้ Source ประเภทใด
② ให้ความสำคัญกับ Primary Source
③ ใช้ข้อมูลล่าสุด
④ ใส่ Citation ให้ Claim สำคัญ
⑤ ระบุชื่อ Source และวันที่
⑥ แยก Fact กับ Analysis
⑦ ห้ามสร้าง Citation ขึ้นเอง
⑧ ถ้ายืนยันไม่ได้ให้บอกตรง ๆ
⑨ ตรวจว่า Source สนับสนุน Claim จริง
⑩ ผู้ใช้ต้องเปิด Source ตรวจอีกครั้งก่อนนำไปใช้
Prompt พร้อมใช้คือ
ตอบคำถามเรื่อง [หัวข้อ] โดยใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญกับ Primary Sources และแหล่งข้อมูลทางการ ใส่แหล่งอ้างอิงสำหรับข้อเท็จจริง ตัวเลข และ Claim สำคัญ หากไม่สามารถหา Source ที่ยืนยันข้อความใดได้ ให้ระบุว่า “ยังไม่สามารถยืนยันได้” และห้ามสร้าง URL, Citation หรืองานวิจัยขึ้นเอง
การขอ Sources ไม่ได้ทำให้คำตอบของ Gemini ถูกต้องโดยอัตโนมัติ แต่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้เรา ย้อนกลับไปตรวจต้นทาง แยกข้อเท็จจริงออกจากการวิเคราะห์ และลดความเสี่ยงจากการนำข้อมูล AI ไปใช้โดยไม่ตรวจสอบ