Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Google Gemini สามารถช่วยเขียน วิเคราะห์ สรุป เปรียบเทียบ และสร้างคำตอบได้อย่างรวดเร็ว แต่คำตอบแรกไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป
บางครั้งอาจพบปัญหา เช่น
วิธีหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาเหล่านี้คือเพิ่มคำสั่งให้ Gemini ตรวจทานคำตอบของตัวเองก่อนส่ง
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ
ก่อนตอบ ให้ตรวจสอบคำตอบของคุณอีกครั้งว่าถูกต้อง ครบถ้วน ตรงคำถาม และไม่มีข้อมูลขัดแย้งกัน
แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีกว่า ควรระบุด้วยว่า Gemini ต้องตรวจอะไรบ้าง ไม่ใช่สั่งเพียงว่า “เช็กให้ดี”
Prompt พื้นฐานที่ใช้ได้ทันทีคือ
ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจทานอีกครั้งว่า
- ตอบคำถามครบทุกข้อ
- ไม่มีข้อมูลขัดแย้งกันเอง
- ไม่ออกนอกประเด็น
- ทำตามเงื่อนไขทั้งหมดที่ฉันกำหนด
- หากพบข้อผิดพลาด ให้แก้ก่อนส่งคำตอบสุดท้าย
คำสั่งนี้เป็นเหมือน Quality Check ก่อน Gemini ส่ง Output กลับมา
อย่างไรก็ตาม การให้ Gemini ตรวจตัวเองไม่ได้รับประกันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกต้อง จึงยังควรตรวจข้อมูลสำคัญกับแหล่งที่เชื่อถือได้อีกครั้ง
คำว่า
ตรวจคำตอบให้ดี
ยังกว้างเกินไป
ควรระบุเกณฑ์การตรวจ เช่น
ตรวจความถูกต้อง ความครบถ้วน ความสอดคล้อง และความเกี่ยวข้องกับคำถาม
หรือ
ก่อนส่ง ให้ตรวจว่าคำตอบทำตาม Prompt ทุกข้อหรือไม่
ตัวอย่าง
เขียนแผนการตลาดตามข้อมูลด้านล่าง และก่อนตอบให้ตรวจว่าแผนไม่เกินงบ 10,000 บาท ไม่มีช่องทางที่ฉันห้ามใช้ และทุกกิจกรรมเกี่ยวข้องกับเป้าหมายเพิ่มยอดขาย
แบบนี้ Gemini รู้ชัดว่าต้องตรวจอะไร
ถ้า Prompt มีหลาย Task มีโอกาสที่บางข้อจะตกหล่น
ตัวอย่าง
ทำตามคำสั่งต่อไปนี้
- วิเคราะห์ปัญหา
- ระบุสาเหตุ
- เสนอวิธีแก้
- จัด Priority
- สรุป Action Plan
ก่อนตอบ ให้ตรวจว่าทำครบทั้ง 5 ข้อแล้ว
นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลด Missing Task
Prompt ที่มีประโยชน์มากคือ
ก่อนส่งคำตอบ ให้อ่าน Prompt ของฉันอีกครั้ง แล้วเปรียบเทียบกับคำตอบว่าทำตามทุกเงื่อนไขหรือไม่
สามารถเพิ่มว่า
หากมีข้อไหนยังไม่ตรง ให้แก้ก่อนส่ง
เหมาะกับ Prompt ที่มี Requirement หลายอย่าง
สำหรับบทความและคำตอบยาว สามารถสั่งว่า
ตรวจทุกหัวข้อว่าช่วยตอบคำถามหลักหรือไม่ หากส่วนใดไม่เกี่ยวข้องให้ตัดออก
ตัวอย่าง SEO
Search Intent หลักคือ “วิธีแก้มือถือชาร์จช้า” ก่อนส่งบทความให้ตรวจว่าไม่มีหัวข้อที่เปลี่ยนไปพูดเรื่อง “ชาร์จไม่เข้า” หรือเรื่องอื่นที่ไม่จำเป็น
วิธีนี้ช่วยลด Content Bloat และรักษา Focus
คำตอบยาวอาจมีปัญหาว่าเนื้อหาช่วงต้นกับช่วงท้ายไม่ตรงกัน
ใช้ Prompt ว่า
ตรวจว่ามีข้อความ ตัวเลข หรือข้อสรุปใดในคำตอบที่ขัดแย้งกันเองหรือไม่ หากมีให้แก้ก่อนส่ง
ตัวอย่าง
ช่วงต้นบอกว่า
แนะนำ RAM 16GB
แต่ตอนท้ายกลับบอกว่า
RAM 8GB เป็นตัวเลือกที่แนะนำที่สุด
การตรวจ Consistency ช่วยจับปัญหาประเภทนี้
ถ้าคำตอบมีตัวเลข ควรเพิ่มคำสั่งเฉพาะ
ตรวจการคำนวณทุกจุดอีกครั้งก่อนตอบ
หรือ
ตรวจว่าผลรวม เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ย และหน่วยถูกต้องหรือไม่
ตัวอย่าง
คำนวณงบประมาณรายเดือนจากข้อมูลนี้ จากนั้นตรวจผลรวมทั้งหมดอีกครั้งก่อนส่งคำตอบ
เหมาะกับ
แต่ตัวเลขสำคัญยังควรตรวจซ้ำด้วยเครื่องมือคำนวณหรือข้อมูลต้นทาง
AI อาจเติมสิ่งที่เราไม่ได้บอกเพื่อให้คำตอบสมบูรณ์
สามารถสั่งว่า
ตรวจว่าคำตอบมีข้อสมมติใดที่ฉันไม่ได้ให้ไว้หรือไม่ หากมีให้ระบุว่าเป็นสมมติฐานอย่างชัดเจน
หรือ
ห้ามนำสมมติฐานมาเขียนเหมือนเป็นข้อเท็จจริง
นี่สำคัญมากกับงานวิเคราะห์
Prompt ตัวอย่าง
ก่อนสรุป ให้ตรวจและแยกข้อมูลเป็น
- ข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ให้
- สมมติฐาน
- ข้อสรุป
- ข้อมูลที่ยังขาด
วิธีนี้ช่วยให้เราเห็นว่า Recommendation เกิดจากข้อมูลจริงมากแค่ไหน
ถ้างานต้องใช้ข้อมูลที่เราป้อน
ใช้
ใช้เฉพาะข้อมูลที่ฉันให้ ก่อนตอบให้ตรวจว่าคุณไม่ได้สร้างตัวเลข ชื่อ ราคา หรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเอง
เหมาะกับ
ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้สั่งว่า
ให้เขียนว่า “ข้อมูลไม่เพียงพอ” แทนการเดา
บางครั้ง Content ถูกแต่ Format ผิด
ตัวอย่าง เราสั่ง 5 คอลัมน์แต่ Gemini สร้าง 6 คอลัมน์
ใช้
ก่อนส่ง ให้ตรวจว่า Output ตรงกับ Format ที่กำหนดทุกข้อ
หรือ
ตรวจว่าตารางมีเฉพาะคอลัมน์ Keyword, Intent, Category และ Priority
เหมาะมากกับ Structured Output
ใช้ Prompt เช่น
ตรวจว่ามีประเด็นสำคัญใดที่จำเป็นต่อการตอบคำถามนี้แต่ยังตกหล่นหรือไม่
ถ้ามี ให้
เพิ่มเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและห้ามสร้างหัวข้อซ้ำ
ช่วยเพิ่ม Completeness โดยไม่ทำให้เนื้อหาฟุ่มเฟือย
ตัวอย่าง
ตรวจทุกหัวข้อและรวมส่วนที่มีความหมายซ้ำกัน
หรือ
ทุก Section ต้องเพิ่มข้อมูลใหม่ ห้ามพูดประเด็นเดียวกันซ้ำเพื่อเพิ่มความยาว
เหมาะกับบทความยาวมาก
Prompt
หลังเขียนเสร็จ ให้ตัดคำซ้ำ คำเกริ่น และข้อความที่ไม่ได้เพิ่มสาระ
หรือ
ตรวจว่าทุกย่อหน้ามีเหตุผลที่จะอยู่ในคำตอบ หากไม่ช่วยตอบคำถามให้ตัดออก
คำสั่งนี้ช่วยให้บทความแน่นขึ้น
หากเป็นงานภาษาไทย
ก่อนส่ง ให้ตรวจคำสะกด ไวยากรณ์ คำซ้ำ และประโยคที่อ่านไม่เป็นธรรมชาติ
เพิ่มได้ว่า
ใช้ภาษาไทยเป็นธรรมชาติและไม่แปลโครงสร้างภาษาอังกฤษตรงตัวเกินไป
เหมาะกับ
Prompt
ตรวจว่าทุกส่วนใช้น้ำเสียงมืออาชีพแต่เป็นกันเองเหมือนกันทั้งข้อความ
หรือ
ตรวจว่าไม่มีส่วนใดใช้ภาษาขายของเกินกว่าน้ำเสียงที่กำหนด
ช่วยให้ข้อความมี Style สม่ำเสมอ
ตัวอย่าง
บทความนี้เขียนสำหรับมือใหม่ ก่อนส่งให้ตรวจว่ามีศัพท์เทคนิคใดที่ไม่ได้อธิบายหรือไม่
หรือ
ตรวจว่าคำอธิบายทุกส่วนเหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่ไม่มีพื้นฐานด้าน IT
นี่ช่วยป้องกันคำตอบยากเกิน Audience
สำหรับงาน SEO ใช้ Prompt ว่า
ก่อนส่ง ให้ตรวจว่าทุก H2 และ H3 ช่วยตอบ Search Intent ของ Keyword หลักหรือไม่
หรือ
ตรวจว่ามี Intent ใดที่ผู้ค้นหาคาดหวังแต่บทความยังไม่ได้ตอบ
สามารถเพิ่มว่า
ห้ามเพิ่มหัวข้อที่เกี่ยวข้องเพียงทางอ้อมเพื่อทำให้บทความยาวขึ้น
Prompt
ตรวจว่า Title สื่อ Search Intent ชัด ไม่คลุมเครือ และไม่สัญญาสิ่งที่บทความไม่ได้ตอบ
มีประโยชน์กับ SEO และ Content
ไม่จำเป็นต้องรอจนบทความเสร็จ
ใช้
ก่อนเขียนบทความ ให้ตรวจ Outline ว่าไม่มีหัวข้อซ้ำ ไม่มี Intent ชนกัน และเรียงลำดับจากพื้นฐานไปสู่คำตอบที่ผู้ใช้ต้องการ
การตรวจตั้งแต่ Outline ลดการแก้ทั้งบทความภายหลัง
ตัวอย่าง Prompt
หลังเขียนโค้ด ให้ตรวจ Syntax, Logic, Edge Cases และ Error Handling ก่อนส่ง
หรือ
ตรวจว่าโค้ดทำตาม Requirement ทุกข้อและไม่มีตัวแปรที่ไม่ได้ใช้
สามารถเพิ่ม
สร้าง Test Case สำหรับตรวจพฤติกรรมสำคัญ
การตรวจด้วย Test มีประโยชน์กว่าการอ่านโค้ดอย่างเดียว
Prompt
ก่อนส่ง Query ให้ตรวจ Syntax, JOIN Condition, Filter และความเสี่ยงที่จะทำให้ได้แถวซ้ำ
สำหรับคำสั่งที่แก้ไขข้อมูล ควรตรวจอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
หลังสร้างแผน ให้ตรวจว่า Recommendation ทุกข้อสอดคล้องกับงบ กลุ่มลูกค้า ทรัพยากร และ Goal ที่ฉันกำหนด
หากเกิน Constraint ให้แก้ก่อนส่ง
ตรวจว่าแต่ละกิจกรรมในแผนมี Audience, Goal, Channel และ KPI ที่สอดคล้องกัน และไม่มี Action ใดเกินงบ
วิธีนี้ช่วยจับแผนที่ดูดีแต่ทำจริงไม่ได้
Prompt
ก่อนส่งตาราง ให้ตรวจว่า
- จำนวนแถวครบ
- ทุกแถวมีข้อมูลครบทุกคอลัมน์
- ไม่มีรายการซ้ำ
- ไม่เพิ่มข้อมูลที่ไม่มีต้นฉบับ
- เรียงตามเกณฑ์ที่กำหนด
เหมาะกับงานจำนวนมาก เช่น Keyword List และ Content Plan
ตัวอย่าง
ตรวจ 100 หัวข้อนี้ว่ามีหัวข้อที่ Search Intent ซ้ำกันหรือไม่ หากซ้ำให้ระบุและปรับก่อนส่ง Final
หรือ
ตรวจว่าหัวข้อแต่ละข้อมีมุมค้นหาที่แตกต่างจริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนคำ
ฟังดูเหมือน Checklist ตรวจ Checklist แต่มีประโยชน์
ตรวจว่า Checklist ครอบคลุมตั้งแต่เริ่มจนจบ ไม่มีรายการซ้ำ และทุกข้อเป็น Action ที่ตรวจได้จริง
Prompt
ตรวจ Summary กับข้อมูลต้นฉบับว่าไม่มีสาระสำคัญ ตัวเลข หรือข้อสรุปที่จำเป็นตกหล่น
และ
ห้ามเพิ่มข้อสรุปที่ไม่มีในต้นฉบับ
หลัง Rewrite ให้เปรียบเทียบกับต้นฉบับและตรวจว่าความหมาย ตัวเลข ชื่อ และข้อเท็จจริงยังเหมือนเดิม
เหมาะมากกับการปรับภาษาโดยไม่ต้องการให้สาระเปลี่ยน
ใช้สูตรนี้ได้
ตัวอย่าง
ทำงานตาม Prompt นี้ให้เสร็จก่อน จากนั้นตรวจผลลัพธ์กับ Requirement ทุกข้อ หากพบสิ่งที่ผิด ขาด ซ้ำ หรือไม่ตรงเงื่อนไข ให้แก้ก่อนส่ง Final Answer
สามารถใช้ Checklist นี้ได้แทบทุกงาน
ก่อนส่ง ให้ตรวจ 5 ด้าน:
- Accuracy — มีข้อผิดพลาดหรือไม่
- Completeness — ตอบครบหรือไม่
- Relevance — ทุกส่วนตรงคำถามหรือไม่
- Consistency — มีส่วนใดขัดแย้งกันหรือไม่
- Format — ทำตามรูปแบบที่กำหนดหรือไม่
นี่เป็น Prompt ตรวจงานที่กระชับและครอบคลุมมาก
ถ้างานสำคัญขึ้น ใช้
ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจ:
- ความถูกต้อง
- ความครบถ้วน
- ความเกี่ยวข้องกับคำถาม
- ความสอดคล้องกันภายใน
- การทำตาม Constraints
- รูปแบบ Output
- ข้อมูลหรือสมมติฐานที่ยังไม่แน่นอน
จากนั้น
หากพบปัญหา ให้แก้ก่อนส่งคำตอบสุดท้าย
เขียนบทความเรื่อง “[Keyword]” สำหรับ [Audience] ตาม Search Intent [Intent]
ก่อนส่ง Final ให้ตรวจว่า:
- ทุก H2 เกี่ยวข้องกับ Intent
- ตอบคำถามหลักครบ
- ไม่มีเนื้อหาซ้ำ
- ไม่มีการยัด Keyword
- ไม่มีข้อมูลที่ขัดแย้งกัน
- ภาษาเหมาะกับ Audience
- ไม่มีหัวข้อที่ใส่มาเพียงเพื่อเพิ่มความยาว
หากพบปัญหาให้แก้ก่อนส่ง
วิเคราะห์ข้อมูลด้านล่าง จากนั้นตรวจคำตอบอีกครั้งว่า:
- ข้อสรุปทุกข้ออ้างอิงจากข้อมูลที่มี
- ไม่มีการสร้างตัวเลขเพิ่ม
- แยก Correlation ออกจาก Causation
- หากข้อมูลไม่พอ ให้ระบุสิ่งที่ยังสรุปไม่ได้
เปรียบเทียบสินค้าจากข้อมูลที่ฉันให้เท่านั้น ก่อนส่งให้ตรวจว่าสเปก ราคา และคุณสมบัติทุกข้อมีอยู่ในข้อมูลต้นฉบับ หากไม่มีก็ห้ามเติมเอง
สร้าง Action Plan แล้วตรวจว่าทุก Action มี Owner, Priority, Deadline และ Expected Outcome ครบ หากช่องใดไม่มีข้อมูลจริงให้ระบุว่า “ต้องกำหนด” แทนการเดา
สร้าง Prompt ตาม Goal ที่ฉันให้ จากนั้นตรวจ Prompt เองว่า Task, Context, Audience, Output Format และ Constraints ชัดเจนครบหรือไม่ ก่อนส่งเวอร์ชันสุดท้าย
ได้
Prompt เช่น
ก่อนเริ่มงาน ให้สร้าง Checklist เกณฑ์ที่คุณจะใช้ตรวจผลลัพธ์ จากนั้นทำงานและตรวจคำตอบสุดท้ายด้วย Checklist เดียวกัน
ตัวอย่าง
ถ้างานคือบทความ อาจได้เกณฑ์
วิธีนี้ช่วยกำหนด Definition of Done ก่อนทำงาน
Rubric คือเกณฑ์ประเมินงาน
ตัวอย่าง
ประเมินคำตอบของคุณเองจากคะแนน 1–5 ในด้าน Accuracy, Relevance, Completeness และ Clarity หากด้านใดต่ำกว่า 4 ให้ปรับคำตอบก่อนส่ง Final
นี่ใช้ได้กับงานเขียน วิเคราะห์ และวางแผน
แต่คะแนนที่ Gemini ให้ตัวเองเป็นเพียงเครื่องช่วยทบทวน ไม่ใช่การวัดคุณภาพแบบอิสระ
Prompt
สร้าง Draft ก่อน จากนั้นวิจารณ์ Draft ว่ามีจุดอ่อนอะไร และสร้าง Final Version ที่แก้จุดอ่อนเหล่านั้น
เหมาะกับ
Prompt
หลังเขียนเสร็จ ให้ตรวจอีกครั้งจากมุมของ [Audience] ว่ามีส่วนใดอ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่ตอบคำถาม หรือยังต้องถามต่อ
ช่วยให้ Self-Review ไม่ได้มองจากมุมผู้เขียนอย่างเดียว
ตัวอย่าง
หลังสร้างรายงาน ให้ทำหน้าที่เป็น Editor ตรวจรายงานนั้นอีกครั้ง
หรือ
หลังเขียนโค้ด ให้เปลี่ยนบทบาทเป็น Code Reviewer และตรวจก่อนส่ง Final
เป็นการเปลี่ยนกรอบการประเมินภายใน Prompt
สำหรับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจหรือแผนงาน สามารถใช้
พยายามหาจุดอ่อนในข้อเสนอของคุณเอง เช่น สมมติฐานที่ไม่แข็งแรง ความเสี่ยงที่มองข้าม และกรณีที่แผนอาจล้มเหลว
จากนั้นให้
ปรับข้อเสนอโดยแก้ปัญหาที่พบ
ช่วยให้ Recommendation รอบสุดท้ายรอบคอบขึ้น
Prompt เช่น
ระบุข้อมูลใดในคำตอบที่ขึ้นอยู่กับเวลา เช่น ราคา รุ่นสินค้า กฎหมาย ฟีเจอร์ หรือตำแหน่งเมนู และควรตรวจข้อมูลล่าสุดก่อนใช้งาน
นี่สำคัญมากสำหรับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ไม่ได้
นี่คือจุดสำคัญที่สุด
การให้ Gemini ตรวจตัวเองช่วยจับปัญหา เช่น
แต่ถ้า Gemini มีข้อมูลผิดตั้งแต่ต้น การตรวจด้วยโมเดลเดียวกันอาจไม่สามารถค้นพบข้อผิดพลาดนั้นได้ทุกครั้ง
ดังนั้นสำหรับข้อเท็จจริงสำคัญ ควรตรวจจากแหล่งข้อมูลอื่นด้วย
เช่น
Self-Review ช่วยเพิ่มคุณภาพ แต่ไม่ใช่หลักฐานยืนยันข้อเท็จจริง
ไม่จำเป็นกับทุกคำถาม
คำถามง่าย เช่น
1 กิโลเมตรมีกี่เมตร
ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตรวจงานซับซ้อน
แต่ Self-Review มีประโยชน์มากกับงาน
ไม่จำเป็นต้องสร้าง Checklist 20 ข้อทุกครั้ง
งานทั่วไปใช้แค่
ก่อนส่ง ให้ตรวจ Accuracy, Completeness, Relevance และ Format
ก็เพียงพอได้
งานซับซ้อนค่อยเพิ่มเกณฑ์เฉพาะ
ก่อนตอบ ให้ตรวจคำตอบอีกครั้งว่าถูกต้อง ครบถ้วน ตรงคำถาม ไม่มีข้อมูลขัดแย้งกัน และทำตามเงื่อนไขทั้งหมด หากพบปัญหาให้แก้ก่อนส่ง Final
ทำงานตามคำสั่งก่อน จากนั้นทำ Quality Check โดยตรวจ:
- ตอบครบทุก Task
- ตรง Goal และ Scope
- ไม่มีข้อมูลขัดแย้งกัน
- ไม่มีรายการซ้ำ
- ทำตาม Constraints
- Output Format ถูกต้อง
- ไม่มีการเดาข้อมูลสำคัญ
หากพบข้อผิดพลาด ให้แก้ก่อนส่งคำตอบสุดท้าย
หลังเขียนบทความเสร็จ ให้ตรวจเหมือนเป็น Editor โดยตรวจ Search Intent, ความครบถ้วน, ความซ้ำ, ภาษา, โครงสร้าง และส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง จากนั้นแก้ไขก่อนส่ง Final Version
หลังวิเคราะห์เสร็จ ให้ตรวจว่าข้อสรุปทุกข้อมีข้อมูลรองรับหรือไม่ แยกข้อเท็จจริงออกจากสมมติฐาน และระบุส่วนที่ข้อมูลยังไม่เพียงพอ
ตรวจการคำนวณทั้งหมดอีกครั้ง รวมถึงหน่วย ผลรวม เปอร์เซ็นต์ และการปัดเศษ หากพบความผิดพลาดให้แก้ก่อนส่ง
ก่อนส่ง ให้ตรวจจำนวนแถว คอลัมน์ ข้อมูลซ้ำ ช่องที่ขาด และการเรียงลำดับให้ตรงกับ Requirement ทุกข้อ
หลังเขียนโค้ด ให้ Review อีกครั้งด้าน Syntax, Logic, Error Handling, Edge Cases และ Requirement จากนั้นแก้ Bug ที่พบก่อนส่ง Final Code
ทำงานเป็น 3 ขั้น:
Step 1 — Draft: สร้างคำตอบแรก
Step 2 — Critique: ตรวจ Draft ในด้าน Accuracy, Completeness, Relevance, Consistency และ Constraints
Step 3 — Final: แก้ปัญหาที่พบและส่งเฉพาะ Final Version
โครงสร้างนี้เหมาะกับงานที่ต้องการตรวจคุณภาพมากกว่าปกติ
ถ้าไม่ต้องการตรวจทุกอย่าง
ก่อนส่ง ให้ตรวจเฉพาะตัวเลข วันที่ ชื่อ ข้อสรุป และข้อความที่อาจเป็นสมมติฐาน
ช่วยให้คำสั่งกระชับขึ้น
ไม่ระบุเกณฑ์
ไม่ได้รับประกัน
Prompt ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
Gemini อาจแค่รายงานข้อผิดพลาด
ควรใช้
ตรวจและแก้ก่อนส่ง
คำตอบอาจดูดีแต่ไม่ตรงสิ่งที่สั่ง
ทำให้ข้อมูลคาดการณ์ดูเหมือนข้อเท็จจริง
ควรมี External Verification เพิ่มเมื่อจำเป็น
ถามตัวเองว่า
① จุดที่ผิดได้ง่ายที่สุดคืออะไร
② ต้องตอบ Task กี่ข้อ
③ มีข้อมูลที่ห้ามเดาหรือไม่
④ มีตัวเลขหรือไม่
⑤ มี Constraint สำคัญอะไร
⑥ Output ต้องตรง Format แค่ไหน
⑦ ต้องตรวจความซ้ำหรือไม่
⑧ ต้องตรวจ Search Intent หรือ Audience หรือไม่
⑨ มีข้อมูลที่ต้องตรวจจากแหล่งอื่นหรือไม่
⑩ หลังพบปัญหาต้องแก้อัตโนมัติหรือรายงานให้เราดูก่อน
วิธีพื้นฐานที่สุดคือเพิ่มคำสั่งว่า
ก่อนส่งคำตอบ ให้ตรวจทานอีกครั้ง
แต่ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น ควรกำหนด เกณฑ์ตรวจสอบ ให้ชัด
อย่างน้อยควรตรวจ
① Accuracy — มีข้อผิดพลาดหรือไม่
② Completeness — ตอบครบหรือไม่
③ Relevance — ตรงคำถามหรือไม่
④ Consistency — มีส่วนใดขัดแย้งกันหรือไม่
⑤ Constraints — ทำตามเงื่อนไขหรือไม่
⑥ Format — รูปแบบถูกต้องหรือไม่
⑦ Assumptions — มีสิ่งใดถูกเดาขึ้นมาหรือไม่
Prompt พร้อมใช้คือ
ก่อนส่ง Final Answer ให้ตรวจคำตอบของคุณกับ Prompt ของฉันอีกครั้ง ตรวจว่าตอบครบทุกข้อ ตรง Goal และ Scope ไม่มีข้อมูลขัดแย้งหรือซ้ำ ทำตาม Constraints และ Output Format ครบ หากพบข้อผิดพลาดให้แก้ก่อนส่ง และหากมีข้อมูลที่ไม่สามารถยืนยันได้ให้ระบุอย่างชัดเจนแทนการเดา
การเพิ่ม Self-Review ไม่ได้ทำให้ Gemini ถูกต้อง 100% แต่ช่วยสร้าง รอบตรวจคุณภาพอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์มากกับ Prompt ที่ซับซ้อน งานวิเคราะห์ งานเขียน งานที่มีตัวเลข และงานที่มีข้อกำหนดหลายข้อ