Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Gemini Deep Research จะสร้าง Research Plan หรือแผนการค้นคว้า ให้ผู้ใช้ตรวจสอบก่อนเริ่มทำรายงานจริง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะแผนนี้กำหนดว่า Gemini จะไปค้นเรื่องอะไร วิเคราะห์ประเด็นไหน และวางขอบเขตของ Research อย่างไร
หาก Research Plan กว้างเกินไป ขาดหัวข้อสำคัญ หรือออกนอก Search Intent ผู้ใช้สามารถกด Edit plan แล้วสั่งให้ Gemini เพิ่ม ตัด หรือปรับทิศทางการค้นคว้าก่อนกด Start research ได้
ตัวอย่างเช่น เราต้องการวิเคราะห์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ Gemini วางแผนไปศึกษาตลาด EV ทั่วโลกมากเกินไป
แทนที่จะเริ่ม Research แล้วค่อยพบว่ารายงานไม่ตรงโจทย์ เราสามารถแก้แผนเป็น
“เน้นประเทศไทยเป็นหลัก ใช้ข้อมูล ASEAN เฉพาะสำหรับ Benchmark และไม่ต้องวิเคราะห์ตลาดสหรัฐอเมริกา”
Gemini จะปรับ Research Plan ก่อนเริ่มค้นคว้า
ดังนั้น การตรวจและแก้ Research Plan ก่อนเริ่ม Deep Research เป็นหนึ่งในวิธีง่ายที่สุดที่จะช่วยให้รายงานตรงโจทย์มากขึ้น
Research Plan คือแผนหลายขั้นตอนที่ Gemini สร้างขึ้นหลังจากผู้ใช้ส่ง Prompt ให้ Deep Research
สมมติเราถามว่า
“วิเคราะห์ตลาด Generative AI สำหรับ SME ในประเทศไทย”
Gemini อาจสร้าง Plan ประมาณว่า
① ศึกษาภาพรวมตลาด Generative AI
② วิเคราะห์การใช้งานใน SME
③ ศึกษาผู้ให้บริการหลัก
④ เปรียบเทียบราคาและบริการ
⑤ วิเคราะห์ประโยชน์และความเสี่ยง
⑥ ศึกษาแนวโน้มในอนาคต
⑦ สรุปโอกาสทางธุรกิจ
Research Plan ทำหน้าที่เหมือน สารบัญของสิ่งที่ AI กำลังจะไปค้น
ถ้าแผนถูกตั้งแต่ต้น รายงานสุดท้ายก็มีโอกาสตรงเป้าหมายมากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือ
เห็น Plan แล้วกด Start research ทันที
ทั้งที่จริงควรใช้เวลาอ่านก่อนว่า Gemini เข้าใจโจทย์ของเราถูกต้องหรือไม่
ให้ตรวจอย่างน้อยว่า
การแก้ Plan ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย แต่สามารถป้องกันการเสียเวลาทำ Deep Research ใหม่ทั้งหมด
Workflow โดยทั่วไปบน Gemini คือ
① เปิด Gemini
② เลือก Deep Research
③ เลือก Sources หากต้องการ
④ เขียน Prompt
⑤ ส่ง Prompt
⑥ Gemini สร้าง Research Plan
⑦ เลือก Edit plan
⑧ บอกสิ่งที่ต้องการแก้
⑨ ตรวจ Plan ใหม่
⑩ กด Start research
Google ระบุอย่างเป็นทางการว่า หลัง Gemini สร้าง Research Plan แล้ว ผู้ใช้สามารถเลือก Edit plan เพื่ออัปเดตแผนก่อนสร้างรายงานได้
ไม่จำเป็นต้องใช้ Command พิเศษ
สามารถบอก Gemini เป็นภาษาธรรมดา เช่น
“เพิ่มการวิเคราะห์ราคา”
“ตัดข้อมูลตลาดสหรัฐฯ ออก”
“เน้นประเทศไทย”
“เพิ่มคู่แข่งอีก 10 ราย”
“ใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา”
“เพิ่มข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ”
“แยก Historical Data กับ Forecast”
Google อธิบายว่า Edit plan สามารถใช้คำสั่งภาษาธรรมชาติเพื่อขอให้ Deep Research เพิ่มหัวข้อหรือเปลี่ยนทิศทางของแผนได้
สมมติ Research เรื่อง
ตลาดบริการ Web Hosting ประเทศไทย
Gemini สร้าง Plan ว่า
① Market Overview
② Major Providers
③ Pricing
④ Technology
⑤ Trends
แต่ไม่มี
Customer Pain Points
ให้กด Edit plan แล้วพิมพ์ว่า
“เพิ่มการศึกษาปัญหาที่ลูกค้า Hosting พบมากที่สุด เช่น เว็บช้า Server ล่ม Support Backup Security และการย้ายเว็บไซต์”
จากนั้นตรวจว่า Gemini เพิ่มหัวข้อนี้เข้า Plan หรือไม่
เทคนิคนี้ใช้ได้กับประเด็นอื่น เช่น
Research Plan ที่ยาวไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป
หากมีหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับ Objective ควรลบ
ตัวอย่างต้องการศึกษา
ตลาด Router สำหรับบ้าน
แต่ Plan มีหัวข้อ
“Enterprise Network Infrastructure”
สามารถแก้ว่า
“ตัด Enterprise Networking และ Data Center ออก เน้น Router และ Mesh Wi-Fi สำหรับผู้ใช้ตามบ้านเท่านั้น”
การตัด Scope ที่ไม่จำเป็นช่วยให้ Gemini ใช้เวลา Research กับสิ่งที่สำคัญกว่า
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ Deep Research คือ Prompt กว้างเกินไป
ตัวอย่าง:
“วิเคราะห์ตลาด AI”
หัวข้อนี้สามารถครอบคลุม
ถ้าต้องการเฉพาะ Generative AI สำหรับธุรกิจไทย ให้แก้ Plan ว่า
“จำกัด Scope เฉพาะ Generative AI Software และ AI Assistants ที่ใช้ในธุรกิจ SME ประเทศไทย ไม่รวม Robotics, Autonomous Vehicles และ Semiconductor”
ยิ่ง Scope ชัด Report ยิ่งมี Focus
Geo Scope สำคัญมาก
สมมติ Research Plan ให้ความสำคัญกับตลาดโลก แต่เราต้องการประเทศไทย
แก้ว่า
“ใช้ประเทศไทยเป็นตลาดหลัก ใช้ ASEAN เป็น Benchmark เท่านั้น และใช้ข้อมูล Global เฉพาะเมื่อไม่มีข้อมูลประเทศไทย”
ช่วยป้องกันปัญหาที่ Report เต็มไปด้วยข้อมูลสหรัฐฯ ทั้งที่โจทย์คือประเทศไทย
เรื่องที่เปลี่ยนเร็วควรกำหนด Time Range
ตัวอย่าง:
“เน้นข้อมูลตั้งแต่ปี 2025 ถึงปัจจุบัน”
หรือ
“สำหรับ Feature ของ Software ให้ใช้ข้อมูลปัจจุบันเป็นหลัก ส่วนข้อมูลก่อนปี 2024 ใช้เฉพาะ Background”
หรือ
“วิเคราะห์ Historical Data 2021–2025 และ Forecast 2026–2030 แยกจากกัน”
วิธีนี้เหมาะกับ
Research เรื่องเดียวกันสามารถแตกต่างกันมากตาม Audience
ตัวอย่างตลาด Cybersecurity
อาจวิเคราะห์สำหรับ
ถ้า Research Plan กว้างเกินไป ให้สั่งว่า
“เน้นธุรกิจ SME ที่มีพนักงาน 10–200 คน และตัด Enterprise กับ Government ออก”
จะช่วยให้ Gemini Research เรื่องที่ตรงกับลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น
หาก Plan พูดถึงตลาดแต่ไม่มี Competitor Analysis สามารถเพิ่มว่า
“เพิ่มการวิเคราะห์คู่แข่งหลักอย่างน้อย 10 ราย โดยเปรียบเทียบ Product, Pricing, Target Customer, USP, Positioning และจุดแข็งจุดอ่อน”
หากมีรายชื่อคู่แข่งอยู่แล้ว สามารถระบุชื่อหรือเว็บไซต์ให้ Gemini ใช้ประกอบ Research ได้
และควรตรวจข้อมูลสำคัญ เช่น ราคา จากเว็บไซต์ต้นฉบับอีกครั้งหลังรายงานเสร็จ
Market Research จำนวนมากพลาดเรื่องราคา
สามารถ Edit plan ว่า
“เพิ่ม Pricing Analysis โดยเปรียบเทียบ Entry-level, Mid-range และ Premium Package ของคู่แข่ง และตรวจราคาปัจจุบันจากเว็บไซต์บริษัทโดยตรงเมื่อเป็นไปได้”
ช่วยให้รายงานไม่หยุดแค่การบอกว่าใครคือคู่แข่ง แต่เห็นโครงสร้างการแข่งขันด้านราคาด้วย
สำหรับ Business Research ควรมีมุมมองของลูกค้า
คำสั่งตัวอย่าง:
“เพิ่มการศึกษา Customer Pain Points และจัดกลุ่มปัญหาตาม Theme พร้อมแยกว่าอะไรมี Evidence จากหลาย Source และอะไรเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน”
สามารถใช้กับ
แต่ต้องระวังอย่าใช้ความคิดเห็นเพียงไม่กี่คนแทนตลาดทั้งหมด
หลังมี Competitor และ Customer Research แล้ว สามารถเพิ่ม
“วิเคราะห์ Market Gap โดยเชื่อม Customer Pain Points กับสิ่งที่คู่แข่งปัจจุบันยังตอบได้ไม่ดี และระบุ Evidence ที่สนับสนุนแต่ละ Gap”
วิธีนี้ดีกว่าสั่งให้ AI
“หาไอเดียธุรกิจ”
เพราะบังคับให้ Opportunity เชื่อมกับหลักฐานก่อน
คนทำ Research มักสนใจ Opportunity มากกว่า Risk
ควรเพิ่มว่า
“ศึกษาความเสี่ยงที่อาจทำให้ตลาดหรือธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจด้วย เช่น การแข่งขัน ราคา Regulation Technology Change และ Substitute”
จะช่วยลด Confirmation Bias
โดยเฉพาะ Research ก่อนลงทุนหรือเปิดธุรกิจใหม่
ถ้า Research Question มีสมมติฐาน เช่น
“AI ช่วยเพิ่ม Productivity”
อย่าให้ Plan หาเฉพาะข้อมูลสนับสนุน
แก้ว่า
“ค้นทั้งหลักฐานที่สนับสนุนและคัดค้านว่า Generative AI เพิ่ม Productivity และเปรียบเทียบ Methodology ของงานที่ให้ผลต่างกัน”
เหมาะมากสำหรับ
Research Plan สามารถกำหนด Source Strategy ได้
ตัวอย่าง:
“เพิ่มขั้นตอนตรวจ Primary Sources ก่อน โดยให้ความสำคัญกับหน่วยงานรัฐ งานวิจัย เว็บไซต์บริษัท และ Documentation ทางการ”
หรือ
“สำหรับตัวเลข Market Size ให้ตรวจ Original Report และอย่าใช้ Blog ที่ไม่มี Source เป็นหลักฐานหลัก”
ช่วยให้ Research มีคุณภาพมากขึ้น
ถ้ามีเว็บไซต์เฉพาะ สามารถใส่ไว้ในการแก้ Plan เช่น
“เพิ่มการศึกษาข้อมูลจาก support.google.com และ blog.google สำหรับ Feature ของ Gemini”
หรือ
“ตรวจเว็บไซต์ของคู่แข่งทั้ง 5 รายนี้โดยตรงก่อนใช้เว็บไซต์ Review”
จากนั้นตรวจ Citation หลัง Research เพื่อยืนยันว่า Source ถูกใช้จริง
หากเปิด Gmail เป็น Source สามารถกำหนดบทบาทของ Gmail ได้
ตัวอย่าง:
“ใช้ Gmail เฉพาะเพื่อวิเคราะห์ Customer Requirements และ Feedback ไม่ต้องใช้ Email สำหรับข้อมูล Market Trend”
ช่วยไม่ให้ Source แต่ละประเภทถูกใช้ผิดหน้าที่
หากใช้ Drive สามารถกำหนดว่า
“ใช้เอกสาร Business Plan และ Pricing เวอร์ชันล่าสุดจาก Drive เป็นข้อมูลภายใน และใช้ Web สำหรับข้อมูลคู่แข่ง”
หรือ
“ถ้ามีหลาย Version ให้ใช้เอกสารใหม่ที่สุดและระบุหากข้อมูลขัดแย้งกับเอกสารเก่า”
วิธีนี้ช่วยลดปัญหา AI ใช้ไฟล์ผิด Version
ถ้ามี PDF หรือเอกสารของตัวเอง สามารถอัปโหลดก่อนเริ่ม Deep Research
จากนั้นแก้ Plan ให้ชัดว่าไฟล์มีบทบาทอะไร เช่น
“ใช้ Market Report ที่อัปโหลดเป็น Baseline และ Research ข้อมูลเว็บที่ใหม่กว่าวันเผยแพร่ Report”
หรือ
“ใช้ PDF เป็น Source หลัก และใช้เว็บเฉพาะ Fact-check”
หากมี Notebook ที่เก็บข้อมูล Project ไว้ สามารถเลือกเป็น Source ตามความสามารถของบัญชี
แล้วกำหนดว่า
“ใช้ Notebook นี้สำหรับ Historical Knowledge และใช้ Google Search เพื่อหา Update ใหม่ที่เกิดหลัง Source ใน Notebook”
เหมาะกับ Research ระยะยาวที่ไม่ต้องการเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง
ได้
Google Search ถูกเลือกเป็น Source เริ่มต้นของ Deep Research แต่ Google ระบุว่าสามารถยกเลิกการเลือกได้ หากต้องการจำกัด Research อยู่เฉพาะ Source อื่นที่เลือก
ตัวอย่างเช่น
ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลภายในบริษัทจาก
เท่านั้น
สามารถปิด Google Search เพื่อไม่ให้ข้อมูลสาธารณะบนเว็บเข้ามาปะปน
แม้ Research Plan เน้น “สิ่งที่จะค้น” เป็นหลัก แต่ Prompt และการแก้ Plan สามารถทำให้ Geminiเข้าใจ Output ที่เราต้องการได้
ตัวอย่าง:
“จัด Research เพื่อให้สามารถสรุปผลเป็น Executive Report ประกอบด้วย Market Overview, Competitor Analysis, Opportunities, Risks และ Recommended Actions”
ช่วยให้หัวข้อ Research สนับสนุน Report สุดท้ายได้ตรงขึ้น
หากต้องการ Comparison Table ให้ Research Plan หา Field ที่เหมือนกันของแต่ละตัวเลือก
ตัวอย่าง:
“สำหรับคู่แข่งแต่ละราย ให้ Research ข้อมูลชุดเดียวกัน ได้แก่ ราคา Target Customer, Features, USP, Guarantee และ Support เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบเป็นตารางได้”
ถ้าไม่กำหนด Field ล่วงหน้า Gemini อาจ Research คู่แข่งแต่ละรายคนละด้าน ทำให้เปรียบเทียบกันยาก
การ Research ตลาดและเทคโนโลยีมักมี Forecast จำนวนมาก
เพิ่มคำสั่งว่า
“แยก Current Data, Historical Data และ Forecast อย่างชัดเจน ห้ามนำ Forecast มาเขียนเหมือนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว”
นี่เป็นหนึ่งในคำสั่งที่ควรใช้บ่อยสำหรับ Business Research
แผนที่ดีไม่ควรมีเพียงสิ่งที่หาได้
ควรยอมรับสิ่งที่หาไม่ได้ด้วย
สามารถแก้ Plan ว่า
“หากข้อมูลสำคัญ เช่น Market Share หรือ Revenue ไม่มี Source ที่ตรวจสอบได้ ให้ระบุว่าไม่มีข้อมูลเพียงพอแทนการประมาณเอง”
ช่วยลด Hallucination ใน Report
แนวทางที่ดีคือปรับ Plan จนกว่าจะพอใจก่อนเริ่ม Research
ไม่จำเป็นต้องยอมรับ Plan แรกทันที
สามารถเพิ่มหรือเปลี่ยน Direction ด้วยคำสั่งภาษาธรรมชาติผ่าน Edit plan ก่อนเริ่มสร้าง Report
แต่ไม่ควรแก้ไปมาโดยไม่มี Objective
ก่อนแก้ควรถามว่า
การเปลี่ยนนี้ช่วยตอบ Research Question หลักหรือไม่
ถ้าไม่ช่วย ก็ควรตัดออก
ควรกด Start research เมื่อสามารถตอบ “ใช่” กับคำถามต่อไปนี้ได้
ถ้าประเด็นสำคัญยังผิด ให้ Edit plan ก่อน
Google ระบุว่า Deep Research โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที เพื่อวิเคราะห์ Source จำนวนมาก และงานที่ซับซ้อนอาจใช้เวลานานกว่า
ดังนั้นถ้า Plan ผิดตั้งแต่ต้น เราอาจเสียเวลา Research ไปกับข้อมูลที่ไม่ต้องการ
ตัวอย่าง:
โจทย์คือประเทศไทย
แต่ Report ไป Research Global Market เป็นหลัก
แม้จะสามารถถามต่อหรือปรับ Report ภายหลังได้ แต่การกำหนด Plan ให้ถูกตั้งแต่แรกมีประสิทธิภาพกว่า
แม้ Research Plan จะดี Report ก็อาจยังมีจุดที่ต้องแก้
หลังรายงานเสร็จสามารถถาม Gemini ต่อเพื่อ
ตัวอย่าง:
“ส่วน Pricing ยังมีข้อมูลน้อย ช่วยตรวจ Source เพิ่มและขยายส่วนนี้”
หรือ
“รายงานเน้น Global มากเกินไป ช่วยสรุป Findings เฉพาะประเทศไทย”
อย่างไรก็ตาม ถ้า Scope หลักผิดมาก การเริ่ม Research ใหม่ด้วย Plan ที่ปรับดีแล้วอาจให้ผลดีกว่าการพยายามแก้รายงานเดิมทุกส่วน
ก่อนกด Start research ให้ตรวจ
ต้องการตอบคำถามอะไร
เรื่องกว้างแค่ไหน
ประเทศหรือภูมิภาคไหน
ข้อมูลช่วงไหน
รายงานทำเพื่อใคร
ต้องใช้ข้อมูลจากไหน
ต้องการ Primary Source หรือไม่
ต้องเปรียบเทียบอะไร
มีการหา Evidence ฝั่งตรงข้ามหรือไม่
ผลลัพธ์สุดท้ายควรนำไปทำอะไร
ถ้า 10 ข้อนี้ชัด Plan มักมีคุณภาพสูงขึ้นมาก
“แก้ Research Plan ดังนี้
“ปรับ Plan ให้ศึกษาคู่แข่งแต่ละรายด้วยเกณฑ์เดียวกัน ได้แก่
ใช้เว็บไซต์ของบริษัทโดยตรงสำหรับ Product และ Pricing และใช้ Review/Community เฉพาะประสบการณ์ผู้ใช้งาน”
“เพิ่มขั้นตอน Literature Review โดยจัด Research ตาม Theme
ให้ค้นทั้งงานที่สนับสนุนและคัดค้านสมมติฐาน
สำหรับแต่ละ Study ให้ตรวจ
และระบุ Research Gap เฉพาะกรณีที่มี Evidence เพียงพอ”
“ปรับ Research Plan ให้เน้น
① Search Intent
② User Questions
③ Competitor Content
④ Entity
⑤ Content Gap
⑥ FAQ
⑦ Comparison Topics
⑧ Troubleshooting Topics
ไม่ต้องสร้าง Search Volume หรือ Ranking หากไม่มี Source จริงรองรับ”
“เน้น Official Documentation และ Standards Organization สำหรับ Specification
ใช้ข้อมูล 12 เดือนล่าสุดสำหรับ Software Features
ใช้ Community เฉพาะ Bug และ User Experience
แยก Feature ที่เปิดใช้งานแล้วออกจาก Feature ที่ประกาศหรืออยู่ใน Roadmap”
ทำให้ Scope ใหญ่มากจน Report กระจาย
AI เสียเวลา Research สิ่งที่ไม่ได้ใช้
ได้ข้อมูล Global ทั้งที่ต้องการ Local
ข้อมูลเก่าและใหม่ถูกปะปนกัน
Blog อาจถูกใช้แทน Documentation
ไม่ได้ Research Risk
ทำให้ AI มีแนวโน้มไปหา Evidence สนับสนุนคำตอบที่กำหนดไว้แล้ว
เป็นข้อผิดพลาดที่แก้ง่ายที่สุด
ตรวจครั้งสุดท้ายว่า
① Research Question ชัด
② Plan ตอบ Research Question
③ ไม่มีหัวข้อหลุด Scope
④ ประเทศถูกต้อง
⑤ ช่วงเวลาถูกต้อง
⑥ Audience ถูกต้อง
⑦ Source ถูกเลือกครบ
⑧ Primary Source ถูกให้ Priority
⑨ Competitor ครบ
⑩ Customer Perspective ครบ
⑪ Risk ครบ
⑫ มี Evidence ฝั่งตรงข้าม
⑬ ตารางที่ต้องการมีข้อมูลครบทุก Field
⑭ Forecast แยกจาก Fact
⑮ Missing Data จะไม่ถูกเดา
ถ้าครบแล้วจึงกด Start research
ได้ หลัง Gemini สร้าง Research Plan แล้ว สามารถเลือก Edit plan เพื่อแก้ไขก่อนกด Start research
จะปรากฏหลังส่ง Prompt และ Gemini สร้าง Research Plan ให้แล้ว โดยตำแหน่งอาจแตกต่างเล็กน้อยตามอุปกรณ์หรือหน้าตาของ Gemini ในขณะนั้น
ได้ สามารถใช้ภาษาธรรมชาติ เช่น “เพิ่มคู่แข่ง” “ตัดข้อมูลต่างประเทศ” หรือ “เน้นข้อมูลล่าสุด”
ได้ สามารถขอให้ Gemini เพิ่มประเด็นที่ขาดลงใน Research Plan ก่อนเริ่ม Research
สามารถสั่งให้ Gemini เปลี่ยน Direction หรือตัดประเด็นที่ไม่ต้องการออกจาก Plan ได้
ได้ เช่น จาก Global เป็นประเทศไทย หรือกำหนดให้ใช้ ASEAN เป็น Benchmark
สามารถเลือก Sources ก่อน Research เช่น Google Search, Gmail หรือ Drive รวมถึงไฟล์และ Notebook ตามความสามารถของบัญชี
ได้ Google Search เป็น Source เริ่มต้น แต่สามารถยกเลิกเพื่อจำกัด Research ไปยัง Source อื่นที่เลือก
ฟังก์ชัน Edit plan ที่ Google ระบุไว้ใช้สำหรับปรับ Research Plan ก่อนสร้างรายงาน ดังนั้นควรตรวจและแก้ให้เรียบร้อยก่อนกด Start research
ไม่มีจำนวนหัวข้อตายตัว ควรครอบคลุม Research Question โดยไม่กว้างเกินความจำเป็น
ไม่เสมอ สามารถถาม Gemini ต่อหรือขอขยายส่วนที่ขาดได้ แต่ถ้า Scope หลักผิด การสร้าง Research ใหม่ด้วย Plan ที่แก้แล้วอาจเหมาะกว่า
Research Plan เป็นขั้นตอนสำคัญที่อยู่ระหว่าง
Prompt → Research
และไม่ควรมองข้าม
Workflow ที่แนะนำคือ
① เลือก Deep Research
② เลือก Sources
③ เขียน Prompt
④ อ่าน Research Plan
⑤ กด Edit plan
⑥ เพิ่มหัวข้อที่ขาด
⑦ ตัดหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
⑧ จำกัด Scope
⑨ กำหนดประเทศและเวลา
⑩ กำหนด Source Priority
⑪ เพิ่ม Competitor, Customer, Risk หรือ Evidence ตามความจำเป็น
⑫ ตรวจ Plan อีกครั้ง
⑬ กด Start research
สิ่งสำคัญคืออย่าคิดว่า Research Plan ที่ Gemini สร้างครั้งแรกจะดีที่สุดโดยอัตโนมัติ
Gemini ช่วยวางแผนให้ แต่ผู้ใช้รู้เป้าหมายของงานดีกว่า AI
ถ้าต้องการรายงานสำหรับ SME ควรบอก SME
ถ้าต้องการประเทศไทยควรระบุประเทศไทย
ถ้าต้องการข้อมูลล่าสุดควรกำหนดช่วงเวลา
ถ้าต้องการ Primary Source ควรกำหนด Source Priority
และถ้าต้องการการวิเคราะห์ที่สมดุล ควรให้ Research ทั้ง Evidence ที่สนับสนุนและคัดค้าน
สูตรที่จำง่ายคือ
Prompt ให้ชัด → อ่าน Plan → ตัดสิ่งเกิน → เพิ่มสิ่งขาด → ตรวจ Source → Start Research
การใช้เวลาแก้ Research Plan ก่อนเริ่มเพียงเล็กน้อย สามารถช่วยลดงานแก้ Report ภายหลัง และทำให้ Gemini Deep Research ค้นข้อมูลได้ตรงกับคำถามที่เราต้องการจริงมากขึ้น