Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

คำตอบสั้น ๆ: Dofollow และ Nofollow คือคุณสมบัติของลิงก์ที่ช่วยบอก Search Engine ว่าควรพิจารณาลิงก์นั้นอย่างไร โดยทั่วไปลิงก์ Dofollow สามารถส่งสัญญาณด้านความน่าเชื่อถือระหว่างหน้าเว็บได้ ส่วน Nofollow เป็นการระบุว่าไม่ต้องการให้ใช้ลิงก์นั้นเป็นสัญญาณในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเภทมีบทบาทที่เหมาะสมและควรใช้งานตามวัตถุประสงค์
Dofollow เป็นคำที่ใช้เรียกลิงก์ปกติที่ ไม่มีการระบุ rel="nofollow"
เมื่อเว็บไซต์หนึ่งลิงก์ไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง ลิงก์ลักษณะนี้สามารถใช้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ Google นำมาประกอบการประเมินความเกี่ยวข้องและความน่าเชื่อถือของหน้าเว็บ
ตัวอย่างการใช้งาน
Nofollow คือการเพิ่มแอตทริบิวต์
rel="nofollow"
เพื่อบอก Search Engine ว่าลิงก์นี้ไม่ควรถูกใช้ในลักษณะเดียวกับลิงก์ปกติ
เดิมที Nofollow ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยลดปัญหาสแปมในระบบความคิดเห็น (Comment Spam)
ปัจจุบัน Google ระบุว่า Nofollow เป็น “Hint” หรือสัญญาณประกอบ ไม่ใช่คำสั่งที่ต้องปฏิบัติตามทุกกรณี
| Dofollow | Nofollow |
|---|---|
| ลิงก์ปกติ | มี rel="nofollow" |
| ใช้เป็นหนึ่งในสัญญาณด้านความน่าเชื่อถือ | เป็นสัญญาณประกอบ (Hint) |
| เหมาะกับการอ้างอิงเนื้อหาคุณภาพ | เหมาะกับลิงก์ที่ไม่ต้องการรับรองโดยตรง |
ทั้งสองแบบไม่ได้มีคำว่า “ดีกว่า” เสมอไป แต่ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์
Google ไม่ได้พิจารณาเฉพาะประเภทของลิงก์
แต่ยังดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น
ดังนั้น การมีแต่ Dofollow จำนวนมากจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ ไม่ได้ดีกว่าการมีลิงก์ที่หลากหลายจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
การเลือกใช้ให้เหมาะสมช่วยให้เว็บไซต์มีโครงสร้างลิงก์ที่เป็นธรรมชาติ
นอกจาก Nofollow แล้ว ยังมีค่า rel อื่นที่ควรรู้
ใช้กับ
UGC ย่อมาจาก User Generated Content
ใช้กับลิงก์ที่สร้างโดยผู้ใช้งาน เช่น
การเลือกใช้ค่าเหล่านี้ให้เหมาะสมช่วยให้ Search Engine เข้าใจบริบทของลิงก์ได้ดีขึ้น
เว็บไซต์ที่เติบโตตามธรรมชาติ มักมีลิงก์หลายรูปแบบ เช่น
ความหลากหลายมีความสำคัญมากกว่าการพยายามสร้าง Dofollow เพียงอย่างเดียว
หากต้องการเรียนรู้การวางกลยุทธ์ SEO ตั้งแต่โครงสร้างเว็บไซต์จนถึงการสร้างลิงก์ สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก คู่มือ SEO
Backlink ที่ดีที่สุดคือ Backlink ที่เกิดจากเนื้อหาคุณภาพและได้รับการอ้างอิงอย่างเป็นธรรมชาติ
หลายคนคิดว่า Nofollow ไม่มีประโยชน์ แต่ในความเป็นจริง ลิงก์ Nofollow ยังสามารถ
หากต้องการศึกษาเรื่องการสร้างลิงก์เชิงลึก รวมถึงการวางสัดส่วนลิงก์อย่างเหมาะสม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Backlink คุณภาพ
ไม่เสมอไป ทั้งสองประเภทมีหน้าที่ต่างกัน และเว็บไซต์ที่มีโปรไฟล์ลิงก์เป็นธรรมชาติมักมีทั้ง Dofollow และ Nofollow
สามารถตรวจสอบได้จากซอร์สโค้ดของหน้าเว็บ หรือใช้ส่วนขยาย (Extension) สำหรับเบราว์เซอร์ที่แสดงประเภทของลิงก์
ไม่ควร การมีลิงก์หลายประเภทจากแหล่งที่มีคุณภาพเป็นแนวทางที่เป็นธรรมชาติมากกว่า
ช่วยได้ หากลิงก์อยู่ในเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมจริง ผู้ใช้งานยังสามารถคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณได้
Dofollow และ Nofollow ไม่ใช่เรื่องของ “แบบไหนดีที่สุด” แต่เป็นเรื่องของการเลือกใช้ให้ถูกสถานการณ์ Dofollow เหมาะสำหรับการอ้างอิงเว็บไซต์ที่คุณต้องการรับรอง ส่วน Nofollow เหมาะสำหรับลิงก์โฆษณา ลิงก์ผู้ใช้งาน หรือกรณีที่ไม่ต้องการส่งสัญญาณในลักษณะเดียวกัน
การสร้างโปรไฟล์ Backlink ที่สมดุล มีความหลากหลาย และมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง คือแนวทางที่ comsiam ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืนบน Google
เมื่อคุณเข้าใจบทบาทของ Dofollow และ Nofollow พร้อมสร้างเนื้อหาคุณภาพควบคู่กัน เว็บไซต์ก็จะมีรากฐาน SEO ที่แข็งแรง และสามารถแข่งขันในผลการค้นหาได้ในระยะยาวตามแนวทางของ comsiam