Copilot Studio กับ Power Virtual Agents ต่างกันอย่างไร ทำไม Microsoft จึงเปลี่ยนชื่อ

Microsoft Copilot Studio กับ Power Virtual Agents ต่างกันอย่างไร? คำตอบคือ Microsoft Power Virtual Agents (PVA) เป็นแพลตฟอร์มเดิมสำหรับสร้าง Chatbot แบบ Low-Code ส่วน Microsoft Copilot Studio เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาต่อยอดจาก Power Virtual Agents โดยเพิ่มความสามารถด้าน Generative AI, AI Agents, Knowledge, Tools, Workflows และการเชื่อมต่อ Microsoft 365 Copilot

Microsoft ประกาศเปิดตัว Copilot Studio และรวมความสามารถของ Power Virtual Agents เข้าเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023 ในงาน Microsoft Ignite 2023 โดยมีเป้าหมายขยายจากเครื่องมือสร้าง Chatbot แบบดั้งเดิม ไปสู่แพลตฟอร์มสร้างและจัดการ AI Assistant ที่ทำได้มากกว่าการตอบคำถามตามบทสนทนาที่กำหนดไว้

ดังนั้น Copilot Studio จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนหน้าตาโปรแกรม แต่เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มให้รองรับการทำงานของ AI ที่ยืดหยุ่นขึ้น ตั้งแต่การตอบคำถามจากเอกสาร ไปจนถึงการเรียกเครื่องมือเพื่อดำเนินงานในระบบธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม Power Virtual Agents รุ่นเดิมก็มีความสามารถด้าน Generative Answers และการเชื่อม Actions บางส่วนก่อนเปลี่ยนชื่อแล้ว จึงไม่ควรเข้าใจว่าความสามารถ AI ทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นหลังการเปิดตัว Copilot Studio

บทความนี้ comsiam จะอธิบายประวัติ Power Virtual Agents เหตุผลที่ Microsoft เปลี่ยนมาใช้ Copilot Studio ความแตกต่างด้านฟีเจอร์ การสร้าง AI Agent การใช้งาน Topics, Generative Answers และ Power Automate รวมถึงวิธีตรวจสอบและย้าย Classic Bots มาสู่ Copilot Studio รุ่นใหม่

🤖 Microsoft Power Virtual Agents คืออะไร?

Microsoft Power Virtual Agents หรือ PVA เป็นเครื่องมือสร้าง Chatbot แบบ Low-Code ที่ Microsoft เปิดให้ใช้งานทั่วไปในเดือนธันวาคม 2019

จุดเด่นคือช่วยให้ผู้ใช้สร้าง Chatbot สำหรับตอบคำถามและดำเนินงานบางประเภทได้ โดยไม่ต้องพัฒนาโปรแกรมทั้งหมดด้วยตนเอง

Power Virtual Agents ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

  1. สร้าง Chatbot ตอบคำถาม
  2. ออกแบบบทสนทนาด้วย Topics
  3. กำหนด Trigger Phrases
  4. เพิ่ม Question Nodes
  5. เก็บข้อมูลใน Variables
  6. ใช้ Conditions เพื่อแยกขั้นตอน
  7. เชื่อม Power Automate
  8. รับข้อมูลจากผู้ใช้
  9. ส่งต่อบทสนทนาให้เจ้าหน้าที่
  10. เผยแพร่ Chatbot ผ่าน Channels ที่รองรับ

ตัวอย่างการใช้งาน

บริษัทต้องการสร้าง Chatbot รับแจ้งปัญหาคอมพิวเตอร์

ผู้ใช้พิมพ์ว่า:

“ต้องการแจ้งซ่อมคอมพิวเตอร์”

ระบบจะเริ่ม Topic รับแจ้งซ่อม แล้วถามข้อมูลตามขั้นตอน เช่น

  • คอมพิวเตอร์มีปัญหาอะไร?
  • อยู่แผนกใด?
  • ต้องการให้ติดต่อกลับอย่างไร?

หลังจากนั้น Chatbot สามารถส่งข้อมูลไปยัง Flow ที่เตรียมไว้ได้

จุดเด่นของ Power Virtual Agents

เหมาะกับงานที่มีขั้นตอนชัดเจนและสามารถออกแบบบทสนทนาไว้ล่วงหน้า

แต่หากผู้ใช้ถามนอกเหนือจาก Topics ที่เตรียมไว้ Chatbot แบบดั้งเดิมอาจต้องใช้ Fallback หรือความสามารถ AI เพิ่มเติมเพื่อจัดการคำถามนั้น

🚀 Microsoft Copilot Studio คืออะไร?

Microsoft Copilot Studio เป็นแพลตฟอร์ม Low-Code สำหรับสร้าง AI Agents, Workflows และความสามารถ AI ที่เชื่อมต่อกับข้อมูลและระบบธุรกิจ

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาต่อยอดจาก Power Virtual Agents โดยเพิ่มแนวทางการสร้าง Agent ที่ใช้ Generative AI เป็นส่วนสำคัญ

Copilot Studio ทำอะไรได้บ้าง?

  1. สร้าง AI Agent ด้วยภาษาธรรมชาติ
  2. ใช้ Generative Answers ตอบจาก Knowledge
  3. ใช้ Generative Orchestration เลือก Knowledge และ Tools
  4. สร้าง Topics สำหรับงานที่มีขั้นตอน
  5. เชื่อม SharePoint และ Dataverse
  6. เรียก Connectors และ APIs
  7. สร้างหรือเชื่อม Agent Flows
  8. เชื่อม Microsoft Teams
  9. ขยายความสามารถ Microsoft 365 Copilot
  10. ติดตามผลการทำงานของ Agent

ตัวอย่าง

พนักงานถามว่า:

“Wi-Fi สำนักงานใช้งานไม่ได้ ต้องแก้อย่างไร?”

Agent สามารถค้น Knowledge เพื่อแนะนำขั้นตอนตรวจสอบ

หากพนักงานต้องการแจ้งซ่อม Agent สามารถใช้ Tool ที่เตรียมไว้เพื่อสร้างรายการตามสิทธิ์และเงื่อนไขที่กำหนด

จุดเด่น

ช่วยให้นักพัฒนาและผู้สร้างระบบออกแบบ Agent ได้ทั้งแบบใช้ Knowledge อย่างยืดหยุ่น และแบบควบคุมบทสนทนาด้วย Topics

🕒 ประวัติ Power Virtual Agents ก่อนเปลี่ยนเป็น Copilot Studio

การเปลี่ยนชื่อไม่ได้เกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีการพัฒนาฟีเจอร์มาก่อน

ธันวาคม 2019 — Power Virtual Agents เปิดใช้งานทั่วไป

Microsoft เปิดให้ใช้ Power Virtual Agents สำหรับสร้าง Chatbot แบบ Low-Code

แนวทางหลักคือใช้ Topics และบทสนทนาที่ผู้สร้างกำหนด

พฤษภาคม 2023 — เพิ่ม Generative AI

ในงาน Microsoft Build 2023 Microsoft ประกาศความสามารถใหม่ของ Power Virtual Agents เช่น

  • Generative Answers
  • Generative Actions ในรูปแบบทดลอง
  • Copilot ช่วยสร้าง Chatbot
  • Unified Authoring Canvas

แสดงให้เห็นว่า Power Virtual Agents เริ่มเปลี่ยนจาก Chatbot ที่พึ่งกฎและ Topics ไปสู่การใช้ AI มากขึ้นก่อนการเปลี่ยนชื่อ

15 พฤศจิกายน 2023 — ประกาศ Microsoft Copilot Studio

Microsoft เปิดตัว Copilot Studio ที่งาน Microsoft Ignite 2023

พร้อมประกาศรวมความสามารถของ Power Virtual Agents เข้ามาใน Copilot Studio

ชื่อ Power Virtual Agents จึงถูกยุติการใช้เป็นชื่อผลิตภัณฑ์หลัก

หลังปี 2023 — พัฒนาความสามารถ AI Agents

Copilot Studio ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม เช่น

  • Generative Orchestration
  • Knowledge Integration
  • Tools
  • Agent Flows
  • Agent Management
  • Enterprise Security
  • Analytics
  • ความสามารถด้าน Automation

ปัจจุบันควรใช้ชื่ออะไร?

Microsoft Copilot Studio

ส่วน Power Virtual Agents เป็นชื่อเดิมที่อาจยังพบในเอกสารเก่า คลิปสอน หรือ URL ของเอกสาร Microsoft

🆚 ตารางเปรียบเทียบ Power Virtual Agents กับ Copilot Studio

หัวข้อPower Virtual Agents แบบเดิมMicrosoft Copilot Studio
สถานะชื่อผลิตภัณฑ์ชื่อเดิมชื่อปัจจุบัน
จุดเน้นสร้าง Chatbotสร้าง AI Agents และ Workflows
แนวทางพัฒนาLow-CodeLow-Code และ AI-Assisted
Topicsรองรับรองรับ
Trigger Phrasesใช้เป็นหลักใช้ได้ตาม Orchestration Mode
Knowledgeความสามารถเดิมและ Generative Answers บางรุ่นรองรับ Knowledge Sources หลากหลาย
Generative AIเพิ่มเข้ามาในช่วงหลังเป็นความสามารถสำคัญ
Generative Orchestrationไม่ใช่แนวทางหลักของ Classic Botsรองรับ
ToolsActions และการเชื่อมต่อTools, Connectors และ Flows
Power Automateรองรับรองรับ
Microsoft 365 Copilotไม่ใช่จุดเน้นเดิมรองรับการขยายความสามารถ
Analyticsมีพัฒนาต่อยอด
Securityใช้ระบบ Power Platformมี Governance และ Controls เพิ่มเติม
เหมาะกับChatbot ตามขั้นตอนAI Agents และระบบอัตโนมัติ

หมายเหตุ: ตารางเปรียบเทียบ Power Virtual Agents แบบดั้งเดิมกับ Copilot Studio รุ่นใหม่ ไม่ได้หมายความว่า Power Virtual Agents ทุกรุ่นขาด Generative AI เพราะ Microsoft เพิ่มความสามารถดังกล่าวก่อนการเปลี่ยนชื่อแล้ว

❓ ทำไม Microsoft จึงเปลี่ยนชื่อ Power Virtual Agents เป็น Copilot Studio?

มีเหตุผลสำคัญหลายประการ

1. เทคโนโลยี AI เปลี่ยนไป

Chatbot แบบเดิมมักทำงานตามบทสนทนาที่เตรียมไว้

แต่ Generative AI สามารถเข้าใจคำถามที่หลากหลายขึ้นและสร้างคำตอบจากข้อมูลได้

ชื่อ Copilot Studio จึงสะท้อนบทบาทที่กว้างกว่าการสร้าง Virtual Agent แบบเดิม

2. Microsoft ต้องการรวมเครื่องมือสร้าง Copilot

Microsoft พัฒนา Microsoft Copilot สำหรับการใช้งานหลายรูปแบบ

Copilot Studio จึงเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างและขยายความสามารถของ Copilot รวมถึงสร้าง Agent เฉพาะสำหรับองค์กร

3. รองรับ AI ที่ดำเนินงานได้

จากเดิมที่เน้นสนทนา ระบบขยายไปสู่การเรียก Tools และ Workflows เพื่อดำเนินงานจริง

4. เชื่อมข้อมูลธุรกิจได้มากขึ้น

เช่น SharePoint, Dataverse และบริการผ่าน Connectors

5. รองรับการสร้างด้วย AI

ผู้สร้างสามารถใช้ภาษาธรรมชาติเพื่อช่วยสร้างและปรับแต่งความสามารถบางส่วนได้

6. ขยายการใช้งานจาก Chatbot ไปสู่ AI Agent

AI Agent อาจต้องค้นข้อมูล เลือกเครื่องมือ และทำงานหลายขั้นตอน ไม่ใช่เพียงตอบคำถามตาม Script

7. สร้างแพลตฟอร์มบริหาร AI สำหรับองค์กร

เพิ่มความสำคัญของ Governance, Analytics และ Security

🧠 Topics ใน Power Virtual Agents กับ Copilot Studio ต่างกันอย่างไร?

Topics เป็นความสามารถที่มีมาตั้งแต่ Power Virtual Agents และยังมีบทบาทใน Copilot Studio

Topics คืออะไร?

Topics ใช้กำหนดรูปแบบการสนทนา เช่น

  • ถามข้อมูลผู้ใช้
  • ตรวจสอบเงื่อนไข
  • บันทึก Variables
  • เรียก Tools
  • แสดงข้อความ
  • ส่งต่อเจ้าหน้าที่

ตัวอย่าง Topic รับแจ้งซ่อม

  1. ผู้ใช้ขอแจ้งซ่อม
  2. ระบบถามประเภทปัญหา
  3. ระบบถามสถานที่
  4. ระบบถามอาการ
  5. ระบบสรุปข้อมูล
  6. ผู้ใช้ยืนยัน
  7. ระบบเรียก Tool สร้าง Ticket
  8. แสดงหมายเลข Ticket จริง

Power Virtual Agents แบบ Classic

เน้น Trigger Phrases และการออกแบบบทสนทนาด้วย Topics

Copilot Studio รุ่นใหม่

ยังรองรับ Topics แต่สามารถใช้ Generative Orchestration เลือกว่าจะตอบจาก Knowledge หรือเรียก Tool ตามคำขอได้

ควรใช้ Topics ต่อหรือไม่?

ควรใช้เมื่อกระบวนการต้องมีขั้นตอนแน่นอน เช่น

  • การแจ้งซ่อม
  • การขออนุมัติ
  • การเก็บข้อมูลลูกค้า
  • การยืนยันก่อนแก้ไขข้อมูล
  • การส่งต่อเจ้าหน้าที่

ไม่จำเป็นต้องยกเลิก Topics ทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนไปใช้ AI แบบ Generative

✨ Generative Answers เปลี่ยนการสร้าง Chatbot อย่างไร?

Generative Answers ช่วยให้ Chatbot ตอบคำถามจาก Knowledge ได้โดยไม่ต้องสร้าง Topic สำหรับทุกคำถาม

รูปแบบเดิม

ผู้สร้างกำหนดคำถาม:

“บริษัทรับติดตั้ง Wi-Fi หรือไม่?”

แล้วกำหนดคำตอบไว้

หากผู้ใช้ถามต่างรูปแบบ อาจต้องเตรียม Trigger Phrases เพิ่มเติม

Generative Answers

ผู้สร้างเพิ่มรายละเอียดบริการ Wi-Fi เป็น Knowledge

ผู้ใช้สามารถถาม เช่น

  • รับติดตั้ง Wireless สำหรับสำนักงานไหม?
  • มีบริการติดตั้ง Access Point หรือไม่?
  • บริษัทรับออกแบบระบบ Wi-Fi โรงงานไหม?

Agent สามารถค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้วสร้างคำตอบได้

ข้อดี

  1. ลดจำนวน Topics สำหรับ FAQ
  2. รองรับคำถามหลายรูปแบบ
  3. ใช้เอกสารเป็น Knowledge ได้
  4. ช่วยตอบข้อมูลเชิงลึก
  5. ปรับปรุงข้อมูลต้นทางได้โดยไม่ต้องแก้ทุกคำตอบ

ข้อควรระวัง

Generative Answers ไม่รับประกันคำตอบถูกต้องทุกครั้ง

ต้องตรวจสอบ Knowledge, Citations และการตีความข้อมูล

🛠️ Generative Orchestration คืออะไร?

Generative Orchestration เป็นความสามารถที่ช่วยให้ AI Agent เลือกและจัดลำดับการใช้ Knowledge, Topics และ Tools ตามคำขอ

ตัวอย่าง

ผู้ใช้ถาม:

“วิธีแก้ Wi-Fi ต่อไม่ได้ทำอย่างไร?”

Agent อาจใช้ Knowledge ตอบคำถาม

แต่หากถามว่า:

“ช่วยแจ้งซ่อม Wi-Fi ให้หน่อย”

Agent อาจใช้ Tool สำหรับสร้างรายการแจ้งซ่อม

ความแตกต่างจาก Chatbot เดิม

Chatbot แบบ Classic มักพึ่ง Trigger Phrases และ Flow ที่กำหนดไว้

Generative Orchestration มีความยืดหยุ่นในการเลือกความสามารถมากกว่า

ต้องตั้งค่าอย่างไร?

ขึ้นอยู่กับ Agent และ Harness ที่ใช้

ควรตรวจสอบ Generative AI Settings, ชื่อและ Description ของ Topics และ Tools

ข้อควรระวัง

การเปิด Generative Orchestration ไม่ได้ทำให้ Agent มีสิทธิ์ทำงานทุกอย่างโดยอัตโนมัติ

ยังต้องเพิ่ม Tools และกำหนด Authentication กับ Authorization ให้ถูกต้อง

🔌 Power Automate ใน Power Virtual Agents กับ Copilot Studio

Power Automate เป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมกับทั้งสองแพลตฟอร์ม

Power Virtual Agents

สามารถใช้ Flow เพื่อดำเนินงานตามขั้นตอนที่กำหนด เช่น สร้างรายการหรือส่งข้อความ

Copilot Studio

สามารถใช้ Agent Flows และ Tools เพื่อเรียกกระบวนการอัตโนมัติที่ซับซ้อนขึ้นตามความสามารถที่รองรับ

ตัวอย่าง

พนักงานแจ้งว่า:

“เครื่องพิมพ์สำนักงานใช้งานไม่ได้”

Agent สามารถเก็บข้อมูลแล้วเรียก Flow เพื่อ

  1. สร้าง Ticket
  2. บันทึกลง SharePoint
  3. แจ้ง Teams
  4. ส่งผลกลับ Agent

ข้อควรระวัง

การเปลี่ยนชื่อจาก Power Virtual Agents เป็น Copilot Studio ไม่ได้ทำให้ Flows เดิมถูกแปลงเป็น Agent Flows รุ่นใหม่โดยอัตโนมัติทุกกรณี

ควรตรวจสอบ Trigger, Response และ Connections ก่อนใช้งาน

📚 Knowledge ใน Copilot Studio ต่างจาก PVA เดิมอย่างไร?

Copilot Studio เน้นการเชื่อม Knowledge Sources ให้ AI ค้นและสร้างคำตอบได้

ตัวอย่าง Knowledge ได้แก่

  • Public Websites
  • SharePoint
  • OneDrive
  • Dataverse
  • Uploaded Documents
  • แหล่งข้อมูลอื่นที่รองรับ

ตัวอย่าง

บริษัทมีคู่มือการติดตั้ง Fiber Optic

พนักงานถาม:

“ก่อนทำ Fusion Splicing ต้องเตรียมอะไรบ้าง?”

Agent สามารถค้นหาคำตอบจากคู่มือที่ได้รับอนุญาต

จุดเด่น

ไม่จำเป็นต้องสร้าง Question-and-Answer Topic สำหรับทุกหัวข้อในคู่มือ

ข้อจำกัด

การเชื่อม Knowledge บางประเภทต้องใช้ Authentication และ Permissions

ไม่ควรเปิดเอกสารภายในให้อ่านได้สาธารณะเพียงเพื่อให้ AI ตอบคำถาม

🏢 ตัวอย่างที่ 1: จาก Chatbot FAQ แบบ PVA ไปสู่ AI Agent

ระบบเดิม

บริษัทมี Chatbot ตอบคำถามทั่วไป เช่น

  • เวลาเปิดทำการ
  • รายละเอียดบริการ
  • ช่องทางติดต่อ
  • ขั้นตอนแจ้งซ่อม

แต่ผู้สร้างต้องเตรียม Topics จำนวนมาก

แนวทางใหม่

ใช้ Copilot Studio เพิ่มข้อมูลบริการเป็น Knowledge

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

Agent รองรับคำถามที่หลากหลายขึ้นโดยไม่ต้องเขียนบทสนทนาสำหรับทุกคำถาม

สิ่งที่ยังควรใช้ Topic

การรับแจ้งซ่อมที่ต้องเก็บข้อมูลและยืนยันก่อนดำเนินงาน

🏢 ตัวอย่างที่ 2: IT Helpdesk Agent สำหรับพนักงาน

Power Virtual Agents แบบเดิม

Chatbot มี Topic เช่น

  • Password Reset
  • Printer Problem
  • Wi-Fi Troubleshooting
  • Create Ticket

Copilot Studio

สามารถใช้ Knowledge จากคู่มือ IT และ Tools สำหรับสร้าง Ticket

ตัวอย่างคำถาม

“Windows 11 ต่อ Wi-Fi ไม่ได้ ต้องทำอย่างไร?”

Agent ใช้ Knowledge ตอบ

“ช่วยเปิด Ticket แจ้งซ่อมให้หน่อย”

Agent ใช้ Tool หลังเก็บข้อมูลที่จำเป็น

ข้อดี

ลดการต้องออกแบบ Topics สำหรับปัญหาย่อยจำนวนมาก แต่ยังควบคุมขั้นตอนที่สำคัญได้

🌐 ตัวอย่างที่ 3: สร้าง AI Chatbot สำหรับเว็บไซต์บริษัท

บริษัทมีเว็บไซต์ให้บริการ

  • ติดตั้ง LAN
  • Wi-Fi Solutions
  • Fiber Optic
  • CCTV
  • Maintenance

แนวทาง Power Virtual Agents

สร้าง Topics สำหรับตอบคำถามบริการ

แนวทาง Copilot Studio

ใช้ Knowledge จากเว็บไซต์เพื่อรองรับคำถามหลากหลายขึ้น

ตัวอย่าง

ลูกค้าถาม:

“ถ้าต้องการติดตั้ง Fiber Optic ในโรงงานต้องเตรียมข้อมูลอะไร?”

Agent ค้น Knowledge และอธิบายข้อมูลเบื้องต้น

ข้อควรระวัง

หากต้องการให้ Agent ส่งคำขอสำรวจหน้างานจริง ต้องมี Tool หรือ Flow ที่รองรับเพิ่มเติม

🔄 Power Virtual Agents เดิมยังใช้งานได้หรือไม่?

ความสามารถของ Power Virtual Agents ถูกรวมเข้ามาใน Microsoft Copilot Studio แล้ว

แต่หากองค์กรมี Classic Bots ที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้ อาจยังพบรูปแบบการสร้างเดิมหรือข้อกำหนดสำหรับการย้ายระบบ

ควรทำอย่างไร?

  1. ตรวจสอบ Bot เดิม
  2. ตรวจสอบ Topics
  3. ตรวจสอบ Connections
  4. ตรวจสอบ Power Automate Flows
  5. ตรวจสอบ Channels
  6. ตรวจสอบ Authentication
  7. ตรวจสอบ Knowledge
  8. วางแผนย้ายหรือสร้างใหม่ตามความเหมาะสม

จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมดหรือไม่?

ไม่เสมอไป

Microsoft มีแนวทางสำหรับ Clone และ Convert Classic Bots ที่เข้าเงื่อนไข เพื่อย้ายเข้าสู่ Unified Authoring Experience

อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดบางประเภทที่อาจทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องมือแปลงอัตโนมัติได้

🚀 วิธีตรวจสอบและย้าย Power Virtual Agents Classic Bot ไป Copilot Studio

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบ Bot เดิม

เปิด Classic Bot ที่ต้องการย้าย

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบความเข้ากันได้

พิจารณาภาษา ฟีเจอร์ และการเชื่อมต่อที่ใช้อยู่

ขั้นตอนที่ 3: สำรองข้อมูลและบันทึกการตั้งค่า

เก็บรายละเอียด Topics, Variables, Connections และ Channels ก่อนดำเนินการ

ขั้นตอนที่ 4: เปิด Bot ใน Copilot Studio

สำหรับ Bot ที่รองรับการย้าย จะมีตัวเลือกสำหรับคัดลอกและแปลง

ขั้นตอนที่ 5: เลือก Copy this chatbot

ขั้นตอนที่ 6: เลือก Copy and convert this bot

ขั้นตอนที่ 7: ตั้งชื่อ Bot ใหม่

ควรใช้ชื่อแยกจาก Bot Production

ขั้นตอนที่ 8: กด Create

ขั้นตอนที่ 9: เปิด Bot ที่แปลงแล้ว

ตรวจสอบองค์ประกอบที่ถูกย้าย

ขั้นตอนที่ 10: ตรวจสอบ Topics

ทดสอบลำดับการสนทนา

ขั้นตอนที่ 11: ตรวจสอบ Variables

ตรวจสอบชนิดและค่าข้อมูล

ขั้นตอนที่ 12: ตรวจสอบ Tools และ Flows

ทดสอบการเรียก Connections

ขั้นตอนที่ 13: ตรวจสอบ Authentication

ขั้นตอนที่ 14: ทดสอบ Channels

ขั้นตอนที่ 15: Publish เมื่อพร้อม

ข้อควรระวังสำคัญ

Classic Bots ที่มีคุณสมบัติบางประเภทอาจไม่มีสิทธิ์ Clone เช่น

  • ใช้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
  • มี Handoff ไปยัง Omnichannel for Customer Service
  • ใช้ Knowledge Management Extensions

หาก Bot ไม่เข้าเงื่อนไข ระบบอาจแนะนำให้สร้าง Agent ใหม่แทน

ดังนั้น Bot ภาษาไทยไม่ควรถูกสมมติว่าสามารถแปลงอัตโนมัติได้เสมอไป ต้องตรวจสอบข้อจำกัดในเครื่องมือย้ายของ Microsoft ก่อนดำเนินการ

📋 สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนย้าย Classic Bot

รายการเหตุผล
Bot Languageมีผลต่อความเข้ากันได้
Topicsต้องทำงานถูกต้อง
Trigger Phrasesต้องตรวจสอบหลังย้าย
Variablesอาจมีการเปลี่ยนรูปแบบ
Power Automateต้องตรวจ Connections
Authenticationต้องตั้งค่าถูกต้อง
Channelsต้องทดสอบอีกครั้ง
Knowledgeต้องตรวจสอบแหล่งข้อมูล
Handoffอาจมีข้อจำกัด
Analyticsควรวางแผนเก็บข้อมูล
Securityต้องทดสอบสิทธิ์
Productionไม่ควรเปลี่ยนทันทีโดยไม่ทดสอบ

🔐 Security ของ Power Virtual Agents กับ Copilot Studio ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองอยู่ในระบบนิเวศ Microsoft Power Platform และเกี่ยวข้องกับการจัดการ Identity, Permissions และ Governance

Copilot Studio รุ่นใหม่มีการพัฒนาความสามารถเพิ่มเติมสำหรับควบคุม Agent, Knowledge และ Tools

สิ่งที่ควรตรวจสอบ

  1. Authentication
  2. Microsoft Entra ID
  3. SharePoint Permissions
  4. Dataverse Security Roles
  5. Data Policies
  6. Connector Permissions
  7. Maker Credentials
  8. Tool Authorization
  9. Publishing Channels
  10. Monitoring

ทำไมต้องตรวจสอบหลังย้าย?

เพราะการเปลี่ยนรูปแบบการสร้าง Agent อาจทำให้เกิดความแตกต่างด้านการเชื่อมต่อหรือขั้นตอน Authentication

ไม่ควรถือว่า Bot ใหม่มีระดับความปลอดภัยเหมือนระบบเดิมโดยไม่ทดสอบ

💰 ราคา Power Virtual Agents กับ Copilot Studio ต่างกันอย่างไร?

Power Virtual Agents เป็นชื่อผลิตภัณฑ์เดิม จึงไม่ควรนำราคาแพ็กเกจเก่ามาใช้เป็นราคาปัจจุบันโดยตรง

ปัจจุบัน Copilot Studio มีรูปแบบการคิดค่าใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ Copilot Credits และสิทธิ์การใช้งานขององค์กร

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ต้องพิจารณา

  • Copilot Credits
  • License ที่เกี่ยวข้อง
  • Premium Connectors
  • Power Automate
  • Dataverse
  • บริการที่เชื่อมต่อ
  • ค่าใช้จ่ายพัฒนาและดูแล

ควรตรวจอะไร?

  1. มี License เดิมหรือไม่?
  2. องค์กรมี Copilot Studio Capacity หรือไม่?
  3. ต้องใช้จำนวน Sessions เท่าไร?
  4. มี Tools ที่เรียกบริการเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่?
  5. ต้องใช้งานกับผู้ใช้ภายนอกหรือไม่?
  6. ต้อง Publish ผ่าน Channel ใด?
  7. มีค่าใช้จ่ายระบบปลายทางหรือไม่?

ข้อควรระวัง

จำนวน Sessions ไม่จำเป็นต้องเท่ากับจำนวน Copilot Credits

ควรประเมินจากรูปแบบการใช้ความสามารถจริงก่อนเลือกแพ็กเกจ

🛠️ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อเปลี่ยนจาก Power Virtual Agents มา Copilot Studio

1. หาเมนู Power Virtual Agents ไม่พบ

เพราะผลิตภัณฑ์รวมเข้ามาใน Copilot Studio แล้ว

2. หน้าจอไม่เหมือนคู่มือเก่า

ตรวจสอบว่าคู่มือใช้ Classic Authoring หรือ Unified Authoring

3. ไม่พบ Trigger Phrases เหมือนเดิม

ตรวจสอบ Orchestration Mode และรูปแบบ Topic

4. Classic Bot ไม่สามารถ Clone ได้

ตรวจสอบภาษาและฟีเจอร์ที่ไม่รองรับ

5. Topics ทำงานต่างจากเดิม

ทดสอบ Trigger และลำดับบทสนทนา

6. Variables เปลี่ยนหรือไม่ถูกต้อง

ตรวจสอบชนิดข้อมูลและ Mapping

7. Power Automate Flow ไม่ทำงาน

ตรวจสอบ Trigger, Response และ Connection

8. Knowledge ไม่ตอบ

ตรวจสอบ Authentication และ Knowledge Source

9. Generative Answers ตอบไม่ตรง

ตรวจสอบ Description และแหล่งข้อมูล

10. Agent เลือก Tool ผิด

ปรับ Tool Name และ Description

11. Authentication ไม่ผ่าน

ตรวจสอบ Identity Provider และสิทธิ์ผู้ใช้งาน

12. Microsoft Teams ไม่พบ Agent

ตรวจสอบการ Publish และ Channel

13. Website Chatbot ไม่แสดง

ตรวจสอบ Embed Code และ Authentication

14. Analytics ไม่เหมือนระบบเดิม

ตรวจสอบนิยามตัวชี้วัดและประเภท Agent

15. การคิดค่าบริการเปลี่ยนไป

ตรวจสอบ License และ Copilot Credits ปัจจุบัน

📈 10 ข้อดีของ Copilot Studio เมื่อเทียบกับ Power Virtual Agents แบบเดิม

1. รองรับการสร้าง AI Agents ที่ยืดหยุ่นกว่า

2. ใช้ Generative Answers อย่างเป็นระบบ

3. รองรับ Generative Orchestration

4. เพิ่ม Knowledge Sources ได้หลากหลาย

5. เชื่อม Tools และ Connectors

6. สร้าง Workflows ร่วมกับ Agent

7. ใช้ AI ช่วยสร้างหรือแก้ไขบางส่วน

8. ขยายความสามารถ Microsoft 365 Copilot

9. มีเครื่องมือทดสอบและ Monitoring เพิ่มเติม

10. รองรับการบริหาร AI Agents ในระดับองค์กร

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์แต่ละอย่างอาจมีข้อกำหนด License, Harness และ Environment แตกต่างกัน ควรตรวจสอบความพร้อมใช้งานก่อนเลือกนำมาใช้

❓ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Copilot Studio กับ Power Virtual Agents

Power Virtual Agents เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร?

ปัจจุบันใช้ชื่อ Microsoft Copilot Studio โดยความสามารถของ Power Virtual Agents ถูกรวมเข้ามาในแพลตฟอร์มนี้

Microsoft เปลี่ยนชื่อ Power Virtual Agents เมื่อไร?

Microsoft ประกาศ Copilot Studio เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023

ทำไม Microsoft ถึงเปลี่ยนชื่อ?

เพื่อสะท้อนความสามารถที่ขยายจาก Chatbot ไปสู่ Generative AI และการสร้าง AI Agents

Copilot Studio กับ Power Virtual Agents เป็นโปรแกรมเดียวกันไหม?

Copilot Studio เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาต่อยอดจาก Power Virtual Agents ไม่ใช่สองแพลตฟอร์มใหม่ที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง

Power Virtual Agents ยังใช้งานได้ไหม?

ความสามารถเดิมถูกรวมไว้ใน Copilot Studio แต่ Classic Bots อาจต้องพิจารณาการย้ายระบบและข้อจำกัดตามรุ่น

Copilot Studio ดีกว่า Power Virtual Agents ไหม?

Copilot Studio มีความสามารถใหม่มากกว่า โดยเฉพาะ Generative AI และ Agent Orchestration แต่ระบบเดิมที่ทำงานตามขั้นตอนชัดเจนอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสถาปัตยกรรมทั้งหมดทันที

Copilot Studio ต้องเขียนโค้ดไหม?

ไม่จำเป็นสำหรับการสร้าง Agent และ Chatbot พื้นฐาน

Power Virtual Agents ใช้ Generative AI ได้ไหม?

Power Virtual Agents มีความสามารถ Generative AI บางส่วนก่อนเปลี่ยนชื่อแล้ว โดย Microsoft ประกาศเพิ่มในปี 2023

Copilot Studio ยังมี Topics ไหม?

มี และยังเหมาะกับกระบวนการที่ต้องควบคุมลำดับบทสนทนา

Copilot Studio ใช้ Trigger Phrases ได้ไหม?

ได้ตามรูปแบบ Topic และ Orchestration Mode ที่รองรับ

Copilot Studio มี Generative Answers ไหม?

มี สำหรับสร้างคำตอบจาก Knowledge Sources

Copilot Studio มี Generative Orchestration ไหม?

มี เพื่อช่วยเลือก Knowledge, Topics และ Tools ตามคำขอ

Copilot Studio ใช้ Power Automate ได้ไหม?

ได้ผ่าน Flows และ Tools ที่รองรับ

Copilot Studio ใช้ SharePoint ได้ไหม?

ได้ตามการตั้งค่า Knowledge, Authentication และ Permissions

Copilot Studio ใช้กับ Microsoft Teams ได้ไหม?

ได้ โดยเผยแพร่ Agent ผ่าน Channel ที่รองรับ

Classic Bot ย้ายมา Copilot Studio ได้ไหม?

บางกรณีสามารถใช้วิธี Copy and Convert ได้ แต่มีข้อจำกัดตามคุณสมบัติของ Bot

Classic Bot ภาษาไทย Clone ได้ไหม?

คู่มือการย้าย Classic Bot ของ Microsoft ระบุว่าบอทที่ใช้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษไม่เข้าเงื่อนไขการ Clone แบบดังกล่าว จึงควรตรวจสอบทางเลือกการย้ายหรือสร้างใหม่

ย้าย Bot แล้วต้องทดสอบใหม่ไหม?

ควรทดสอบ Topics, Variables, Connections, Authentication และ Channels ทั้งหมดที่สำคัญ

ราคา Power Virtual Agents กับ Copilot Studio เท่ากันไหม?

ไม่ควรเปรียบเทียบจากแพ็กเกจเก่าโดยตรง เพราะรูปแบบ License และ Billing เปลี่ยนแปลงไป

ควรเริ่มเรียน Power Virtual Agents หรือ Copilot Studio?

สำหรับผู้เริ่มต้นในปัจจุบัน ควรเรียน Microsoft Copilot Studio เป็นหลัก และศึกษาคำว่า Power Virtual Agents เพื่อเข้าใจเอกสารหรือระบบเดิม

✅ สรุป Copilot Studio กับ Power Virtual Agents ต่างกันอย่างไร

Microsoft Power Virtual Agents เป็นแพลตฟอร์มสร้าง Chatbot แบบ Low-Code ที่เปิดใช้งานทั่วไปตั้งแต่ปี 2019

ต่อมา Microsoft เพิ่มความสามารถ Generative AI และประกาศเปิดตัว Microsoft Copilot Studio เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023 โดยนำความสามารถของ Power Virtual Agents มารวมไว้ในผลิตภัณฑ์ใหม่

Copilot Studio จึงเป็นการพัฒนาต่อยอด ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อโปรแกรม เพราะรองรับการสร้าง AI Agents ที่ใช้ Knowledge, Topics, Tools และ Workflows ได้อย่างยืดหยุ่นขึ้น

สำหรับองค์กรที่มี Classic Bots อยู่แล้ว ควรตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อนย้าย และไม่ควรสมมติว่า Bot ทุกภาษาและทุกฟีเจอร์สามารถแปลงอัตโนมัติได้

สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ แนะนำให้ศึกษา Copilot Studio โดยตรง เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ Microsoft ใช้พัฒนาความสามารถ AI Agents และระบบอัตโนมัติในปัจจุบัน

comsiam แนะนำให้ใช้แนวทาง สำรวจระบบเดิม → ตรวจสอบ Topics และ Flows → ประเมินความเข้ากันได้ → วางแผนย้าย → ทดสอบ Knowledge และ Tools → ตรวจสอบ Security → Publish → ติดตาม Analytics → ปรับปรุงต่อเนื่อง

การเข้าใจความแตกต่างของ Power Virtual Agents กับ Copilot Studio จะช่วยให้เลือกเทคโนโลยีได้เหมาะสม วางแผนย้าย Chatbot เดิมอย่างรอบคอบ และต่อยอดสู่การสร้าง AI Agent สำหรับงานธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ