Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

Microsoft Copilot vs GitHub Copilot ต่างกันอย่างไร และถ้าต้องเขียนโปรแกรมควรเลือกตัวไหนในปี 2026? แม้ชื่อจะมีคำว่า Copilot เหมือนกันและเป็นผลิตภัณฑ์ในระบบ Microsoft แต่ทั้งสองถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานต่างกัน
Microsoft Copilot เป็นผู้ช่วย AI สำหรับงานทั่วไป เช่น ตอบคำถาม สรุปเอกสาร เขียนบทความ อธิบายโค้ด ค้นคว้าข้อมูล และช่วยทำงานใน Microsoft 365 ตามสิทธิ์ ส่วน GitHub Copilot เป็นผู้ช่วย AI ที่เน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ สามารถแนะนำโค้ดขณะพิมพ์ ช่วยแก้ไขหลายไฟล์ วิเคราะห์ Codebase ตรวจสอบ Pull Request และใช้ Coding Agent ตามแพ็กเกจที่รองรับ
สรุปคำตอบ: หากต้องเขียนโค้ดทุกวันใน Visual Studio Code, Visual Studio หรือ IDE ที่รองรับ ให้เริ่มทดลอง GitHub Copilot เพราะทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมการพัฒนาได้โดยตรง แต่หากต้องการถามวิธีเขียนโปรแกรม อธิบาย Error สร้างตัวอย่าง PowerShell หรือช่วยงานไอทีทั่วไป Microsoft Copilot ก็อาจเพียงพอโดยไม่ต้องซื้อ GitHub Copilot เพิ่ม
สิ่งสำคัญคือ การสมัคร Microsoft 365 หรือมี Microsoft Copilot ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับ GitHub Copilot Pro โดยอัตโนมัติ เพราะมีระบบแพ็กเกจและสิทธิ์ใช้งานแยกกัน
บทความนี้จาก comsiam จะเปรียบเทียบ Microsoft Copilot กับ GitHub Copilot แบบละเอียด ครอบคลุมการเขียนโค้ดใน VS Code, Code Completion, Agent Mode, Code Review, GitHub Repository, การแก้บั๊ก ภาษาโปรแกรม ราคา และความคุ้มค่าสำหรับนักเรียน โปรแกรมเมอร์ และผู้ดูแลระบบไอที
Microsoft Copilot เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ AI ที่ Microsoft พัฒนาเพื่อช่วยผู้ใช้ทำงานหลากหลายประเภท
ตัวอย่างความสามารถ ได้แก่
ได้
ผู้ใช้สามารถสั่งให้เขียนตัวอย่างโค้ด อธิบาย Error หรือช่วยแก้ไข Script ได้
ตัวอย่าง Prompt:
“เขียน Python Script สำหรับอ่านไฟล์ CSV แล้วสรุปจำนวนรายการในแต่ละหมวดหมู่ พร้อมอธิบายวิธีใช้งาน”
แต่การสร้างโค้ดผ่านแชตทั่วไปไม่เหมือนการมีผู้ช่วย AI ที่ทำงานอยู่ใน IDE พร้อมบริบทของไฟล์โปรเจกต์
GitHub Copilot เป็นผู้ช่วย AI สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่เชื่อมต่อกับเครื่องมือเขียนโปรแกรมและแพลตฟอร์ม GitHub
ความสามารถสำคัญ ได้แก่
ตัวอย่างสภาพแวดล้อมที่รองรับ ได้แก่
ความสามารถอาจแตกต่างตาม IDE เวอร์ชันและแพ็กเกจ
| หัวข้อ | Microsoft Copilot | GitHub Copilot |
|---|---|---|
| จุดประสงค์หลัก | ผู้ช่วย AI อเนกประสงค์ | ผู้ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ |
| ผู้ให้บริการ | Microsoft | GitHub ในเครือ Microsoft |
| ถามตอบทั่วไป | เหมาะ | ทำได้โดยเน้นบริบทงานพัฒนา |
| เขียนโค้ดตัวอย่าง | ได้ | ได้ |
| Inline Code Completion | ไม่ใช่ฟีเจอร์หลักของแชตทั่วไป | เป็นความสามารถหลัก |
| ใช้ใน VS Code | ไม่ใช่รูปแบบ IDE Integration เดียวกัน | รองรับโดยตรง |
| วิเคราะห์ Codebase | จำกัดตามเครื่องมือ | มีความสามารถตาม IDE และสิทธิ์ |
| แก้ไขหลายไฟล์ | ไม่ใช่จุดเน้นของ Copilot Chat ทั่วไป | รองรับผ่านเครื่องมือและ Agents |
| Code Review | ช่วยตรวจโค้ดที่ส่งให้ | มีระบบตรวจ Review บน GitHub |
| Pull Request | ไม่ใช่ความสามารถหลัก | รองรับการช่วยตรวจและสร้าง PR |
| งาน Word/Excel | รองรับตามไลเซนส์ | ไม่ใช่จุดประสงค์หลัก |
| สร้างภาพประกอบ | รองรับตามฟีเจอร์ | ไม่ใช่เครื่องมือสร้างภาพทั่วไป |
| แพ็กเกจฟรี | มี | มี |
| แพ็กเกจเสียเงิน | มี | มี |
ข้อสรุป: หากงานหลักคือพัฒนาซอฟต์แวร์ GitHub Copilot มีเครื่องมือที่ออกแบบมาตรงงานมากกว่า ส่วน Microsoft Copilot เหมาะกับการสนับสนุนงานด้านอื่นร่วมกับการเขียนโค้ด
ผู้ใช้พิมพ์คำถามหรือคำสั่งในหน้าสนทนา แล้วนำผลลัพธ์ไปใช้ในโปรแกรมอื่นตามต้องการ
ตัวอย่าง:
“เขียน JavaScript สำหรับตรวจสอบว่าอีเมลมีรูปแบบถูกต้องหรือไม่”
เมื่อได้โค้ดแล้วต้องตรวจและนำไปใช้งานด้วยตนเอง
ทำงานร่วมกับ Editor หรือ IDE โดยสามารถใช้บริบทที่เครื่องมือได้รับอนุญาตให้เข้าถึง เพื่อช่วยเสนอหรือแก้ไขโค้ด
ตัวอย่าง:
กำลังเขียนฟังก์ชันใน VS Code แล้ว GitHub Copilot แนะนำโค้ดต่อจากบริบทที่กำลังทำงาน
ถ้าเขียน Script เป็นครั้งคราว Microsoft Copilot อาจเพียงพอ
ถ้าทำงานกับ Codebase ทุกวัน GitHub Copilot มีรูปแบบที่เหมาะสมกว่า
Code Completion คือความสามารถแนะนำและเติมโค้ดขณะพิมพ์
นี่เป็นหนึ่งในจุดแข็งหลักของ GitHub Copilot
สมมุติเขียน Python:
def calculate_total(prices):
GitHub Copilot อาจแนะนำเนื้อหาของฟังก์ชันต่อจากบริบท
ผู้ใช้สามารถพิจารณาข้อเสนอและยอมรับเฉพาะโค้ดที่ต้องการ
Microsoft Copilot Chat สำหรับงานทั่วไปสามารถเขียนตัวอย่างฟังก์ชันให้ได้ แต่ไม่ได้มีประสบการณ์ Inline Completion ภายใน IDE แบบ GitHub Copilot โดยตรง
ไม่ควร
โค้ดที่แนะนำอาจมี Bug ใช้ API เก่า หรือไม่ตรงมาตรฐานโปรเจกต์
นักพัฒนาต้องอ่านก่อนยอมรับ
ทั้งสองช่วยอธิบายโค้ดได้
เหมาะกับการคัดลอกโค้ดบางส่วนมาถาม เช่น
“อธิบาย Python Script นี้ทีละบรรทัด พร้อมระบุจุดที่อาจเกิด Error”
สามารถช่วยอธิบายโค้ดในบริบทของไฟล์หรือ Workspace ตามเครื่องมือที่รองรับ
“อธิบายว่าฟังก์ชันนี้ทำอะไร มี Input, Output และ Side Effects อะไรบ้าง พร้อมระบุส่วนที่อาจทำให้ระบบทำงานช้า”
หากต้องการเข้าใจตัวอย่างโค้ดสั้น ๆ ทั้งสองใช้ได้
หากต้องการถามความสัมพันธ์ของหลายไฟล์ในโปรเจกต์ GitHub Copilot มีข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึงบริบทของงานพัฒนา
สามารถวิเคราะห์ข้อความ Error หรือโค้ดที่ผู้ใช้ส่งให้
ตัวอย่าง:
“PowerShell แจ้ง Access Denied ขณะเขียนไฟล์ เกิดจากอะไร และควรตรวจสอบอย่างไร?”
สามารถช่วยวิเคราะห์และแก้โค้ดในสภาพแวดล้อมพัฒนา โดยอาศัยบริบทของไฟล์และเครื่องมือที่เข้าถึงได้
“วิเคราะห์ Error นี้ โดยแยกสาเหตุที่เป็นไปได้ 3 ข้อ ระบุวิธีพิสูจน์แต่ละสาเหตุ แล้วเสนอวิธีแก้ที่กระทบระบบน้อยที่สุด”
ไม่ได้
ต้องทดสอบกับสภาพแวดล้อมจริงและตรวจ Regression หลังแก้ไข
Unit Tests ช่วยตรวจสอบว่าฟังก์ชันให้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
สามารถช่วยเขียนตัวอย่าง Test จากโค้ดที่ส่งให้
สามารถช่วยสร้าง Test โดยอาศัยบริบทของโค้ดและ Framework ในโปรเจกต์ เมื่อเครื่องมือรองรับ
“สร้าง Unit Tests สำหรับฟังก์ชันนี้ โดยครอบคลุมค่าปกติ ค่าว่าง ข้อมูลผิดรูปแบบ และกรณีขอบเขต พร้อมอธิบายผลลัพธ์ที่คาดหวัง”
AI อาจสร้าง Test ที่ยืนยันพฤติกรรมผิดหรือทำให้ Test ผ่านโดยไม่ตรวจปัญหาจริง
นักพัฒนาควรตรวจ Test Cases ด้วยตนเอง
Refactoring คือการปรับโครงสร้างโค้ดโดยพยายามรักษาพฤติกรรมเดิม
เหมาะกับการส่งฟังก์ชันมาให้ AI เสนอวิธีปรับปรุง
เหมาะกับการทำ Refactoring ภายใน Codebase ที่มีหลายไฟล์ โดยใช้เครื่องมือแก้ไขโค้ดที่รองรับ
“ปรับโครงสร้างโค้ดนี้ให้มีฟังก์ชันย่อยชัดเจน ลดโค้ดซ้ำ และรักษาผลลัพธ์เดิม ห้ามเปลี่ยนชื่อ Public API โดยไม่จำเป็น”
Agent Mode เป็นความสามารถให้ AI ดำเนินงานเขียนโค้ดหลายขั้นตอนโดยใช้เครื่องมือที่รองรับ
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สั่งให้แก้ Bug ในโปรเจกต์ แล้ว Agent ตรวจไฟล์ที่เกี่ยวข้อง เสนอหรือแก้ไขโค้ด และใช้เครื่องมือทดสอบตามสิทธิ์ที่ได้รับ
ไม่ควรปล่อยให้ทำงานกับระบบจริงโดยไม่มีการกำกับ
AI สามารถเสนอการแก้ไขผิด และการใช้ Terminal หรือเครื่องมืออัตโนมัติอาจเปลี่ยนไฟล์และข้อมูลได้
“วิเคราะห์ก่อนว่า Bug นี้เกิดจากอะไร เสนอแผนแก้ไข และแก้เฉพาะไฟล์ที่เกี่ยวข้อง อย่าลบข้อมูลหรือเปลี่ยน Dependency โดยไม่จำเป็น จากนั้นรัน Tests และสรุป Diff”
Microsoft Copilot บางผลิตภัณฑ์มี Agents เช่นกัน แต่เป็นคนละประสบการณ์กับ GitHub Copilot Agent Mode สำหรับงานพัฒนาซอฟต์แวร์
GitHub Copilot Cloud Agent ช่วยทำงานกับ Repository บน GitHub ในบริการและแพ็กเกจที่รองรับ
Agent Mode: เน้นการทำงานกับ IDE และ Workspace ตามเครื่องมือที่ใช้
Cloud Agent: ทำงานบนสภาพแวดล้อมที่ GitHub จัดเตรียมให้สำหรับ Repository
ต้องตรวจ
การที่ Cloud Agent สร้าง Pull Request ได้ ไม่ได้หมายความว่าโค้ดนั้นถูกต้อง ปลอดภัย หรือพร้อมใช้งาน Production
GitHub Copilot มีฟีเจอร์ช่วยตรวจสอบ Pull Request ตามสิทธิ์และการตั้งค่าของ Repository
สามารถช่วยตรวจโค้ดที่นำไปให้วิเคราะห์ได้ แต่ไม่ได้แทนระบบ Code Review ที่เชื่อมกับ GitHub Pull Request โดยตรง
ต้องปฏิบัติตามนโยบาย Repository และตรวจสอบผลกระทบจริง
ไม่ควรใช้ความคิดเห็น AI เป็นหลักฐานเดียวว่าการเปลี่ยนแปลงปลอดภัย
Codebase คือชุดซอร์สโค้ดและไฟล์ที่ประกอบเป็นโปรเจกต์
ช่วยวิเคราะห์โค้ดที่ผู้ใช้ส่งให้หรือผ่านเครื่องมือที่ได้รับสิทธิ์
สามารถใช้บริบทของไฟล์ Workspace และ Repository ผ่านเครื่องมือที่รองรับ ช่วยให้ถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโค้ดหลายส่วนได้สะดวกกว่า
“อธิบายเส้นทางการทำงานตั้งแต่รับ HTTP Request จนถึงการบันทึกลง Database โดยระบุไฟล์และฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง”
AI อาจไม่เข้าถึงไฟล์ทั้งหมดหรืออ่านบริบทได้ไม่ครบ
ควรตรวจคำตอบกับโครงสร้างและ Source Code จริง
ทั้งสองสามารถช่วยเกี่ยวกับภาษาโปรแกรมหลายประเภทได้ แต่ GitHub Copilot เน้นการนำความสามารถไปใช้ใน IDE โดยตรง
ใช้ได้กับงานหลายภาษา แต่คุณภาพการแนะนำโค้ดขึ้นอยู่กับบริบท ไลบรารี รุ่นโมเดล และความพร้อมของเครื่องมือ
“สร้าง WordPress Plugin เบื้องต้นที่เพิ่ม Shortcode โดยใช้ WordPress APIs ที่เหมาะสม ตรวจสอบและ Escape Output ตามประเภทข้อมูล”
อย่าให้ AI สร้างโค้ดที่รับข้อมูลผู้ใช้แล้วนำไปใช้กับ Database โดยไม่ตรวจเรื่อง Validation, Sanitization, Escaping และสิทธิ์ผู้ใช้
Visual Studio Code เป็นหนึ่งใน IDE ที่รองรับ GitHub Copilot
“อธิบายโครงสร้างโปรเจกต์นี้ และแนะนำไฟล์ที่ควรแก้หากต้องเพิ่มระบบ Login โดยยังไม่เปลี่ยนโค้ด”
ได้ในเวอร์ชันและสภาพแวดล้อมที่รองรับ
“ตรวจสอบ ASP.NET Core Controller นี้ว่ามีปัญหา Input Validation และ Error Handling หรือไม่ พร้อมเสนอวิธีแก้ที่ไม่เปลี่ยน Public API”
ไม่ได้ทั้งหมด
ต้องใช้ Debugger, Unit Tests, Logs และการตรวจสอบของนักพัฒนาร่วมด้วย
ผู้ดูแลระบบ Windows มักใช้ PowerShell เพื่อจัดการไฟล์ เครื่องคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย
“เขียน PowerShell เปลี่ยนชื่อรูปภาพทั้งหมดในโฟลเดอร์เป็น fiber-201, fiber-202 ต่อเนื่องไป โดยรักษานามสกุลเดิม และเพิ่มโหมด Preview ที่ไม่เปลี่ยนไฟล์จริง”
ควรทดลองกับโฟลเดอร์สำเนาก่อน
Script ที่เปลี่ยนชื่อ ลบ หรือย้ายไฟล์อาจทำให้ข้อมูลเสียหายหากทำงานผิดพลาด
เจ้าของเว็บไซต์ WordPress อาจต้องแก้ไข PHP, CSS, JavaScript และ Plugin
เหมาะกับงาน เช่น
เหมาะกับผู้ที่พัฒนา Theme หรือ Plugin ด้วย VS Code และใช้ Git Repository
“เพิ่มระบบแสดง Breadcrumb ใน WordPress Child Theme โดยไม่แก้ Parent Theme และตรวจสอบการ Escape ข้อความ”
หากปรับเว็บไซต์ผ่าน Dashboard เป็นหลักและเขียนโค้ดนาน ๆ ครั้ง Microsoft Copilot อาจเพียงพอ
หากพัฒนา Plugin และ Child Theme เองอย่างต่อเนื่อง GitHub Copilot เป็นตัวเลือกที่น่าประเมินกว่า
ห้ามนำโค้ดที่ AI สร้างไปวางใน Production โดยไม่สำรองไฟล์และทดสอบก่อน โดยเฉพาะไฟล์ functions.php หรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
ตามหน้าราคาทางการของ GitHub เดือนตุลาคม 2026 มีแพ็กเกจสำหรับบุคคลดังนี้
| แพ็กเกจ | ราคา USD ต่อเดือน |
|---|---|
| GitHub Copilot Free | $0 |
| GitHub Copilot Pro | $10 |
| GitHub Copilot Pro+ | $39 |
| GitHub Copilot Max | $100 |
ราคาข้างต้นเป็นราคาดอลลาร์สหรัฐตามหน้า GitHub ไม่ใช่ราคาสุทธิเงินบาท
จำนวนเงินจริงอาจเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยน ภาษี และช่องทางชำระเงิน
Pro+ มีสิทธิ์เข้าถึงโมเดลระดับ Premium และการจัดสรรการใช้งาน AI มากกว่า Pro
เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่มีการใช้ Agent และเครื่องมือ AI ปริมาณสูง และต้องการขีดจำกัดเพิ่มเติมตามแพ็กเกจ
GitHub Copilot Free เหมาะสำหรับทดลองเริ่มต้นเขียนโค้ดด้วย AI
ตามหน้าราคาทางการ GitHub ระบุว่าแพ็กเกจฟรีมี Code Completion สูงสุด 2,000 ครั้งต่อเดือน พร้อมการใช้ Chat และ Agent แบบจำกัดตามนโยบายปัจจุบัน
ไม่จำเป็น
หากยังใช้ไม่ถึงโควตาและฟีเจอร์ฟรีเพียงพอ สามารถใช้ต่อได้
ในโครงสร้างการคิดค่าบริการ GitHub Copilot ปี 2026 GitHub ใช้ระบบ GitHub AI Credits สำหรับการใช้งานความสามารถ AI หลายประเภท
ตัวอย่าง ได้แก่
ตามหน้าราคาทางการ
| แพ็กเกจ | AI Credits รวมต่อเดือน |
|---|---|
| Free | จำกัดตามบริการ |
| Pro | มูลค่า $15 |
| Pro+ | มูลค่า $70 |
| Max | มูลค่า $200 |
ไม่ใช่
เป็นวงเงินหรือหน่วยวัดการใช้งานบริการ AI ตามข้อกำหนด GitHub ไม่ใช่เงินสดที่ผู้ใช้ถอนมาใช้ทั่วไปได้
ตรวจสอบยอดใช้งาน ขีดจำกัด และการตั้งค่างบประมาณก่อนเปิดการใช้งานเพิ่มเติมที่มีค่าใช้จ่าย
แพ็กเกจองค์กรมีความสามารถด้านการจัดการเพิ่มเติมจากบัญชีส่วนบุคคล
เหมาะกับทีมที่ต้องการใช้ Copilot ภายใต้การจัดการขององค์กร
เหมาะกับองค์กรที่ต้องการความสามารถและการกำกับดูแลขั้นสูงตามเงื่อนไขของ GitHub
ไม่ได้โดยอัตโนมัติ
ต้องตรวจสอบ Subscription และ GitHub Copilot License แยกต่างหาก
ทั้งสองมีผลิตภัณฑ์และมาตรการข้อมูลตามลักษณะบริการที่ใช้งาน
ต้องแยก Microsoft Copilot สำหรับบุคคลออกจาก Microsoft 365 Copilot สำหรับองค์กร ซึ่งมีการจัดการข้อมูลและสิทธิ์ต่างกัน
สำหรับองค์กร มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการข้อมูล การควบคุมการใช้ฟีเจอร์ และการตรวจสอบตามแผนบริการ
.envอย่าอนุญาตให้ Agent รันคำสั่งที่มีผลกระทบสูงโดยไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนข้อมูลอะไรบ้าง
GitHub Copilot ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าโค้ดที่แนะนำปลอดภัย
ไม่เพียงพอสำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง
ควรมีผู้รับผิดชอบตรวจและใช้เครื่องมือทดสอบความปลอดภัยเพิ่มเติม
ได้
ทั้งสองสามารถทำหน้าที่ต่างกันภายใน Workflow เดียวกัน
Microsoft Copilot
ใช้วางแผนระบบและจัดทำเอกสาร
GitHub Copilot
ใช้เขียนและแก้ไขโค้ดภายใน IDE
ไม่จำเป็น
ควรพิจารณาจากปริมาณงานและความสามารถที่จำเป็นจริง
| ประเภทผู้ใช้ | ตัวเลือกที่ควรทดลองก่อน |
|---|---|
| ผู้ใช้ Windows ทั่วไป | Microsoft Copilot |
| คนเขียน Script เป็นครั้งคราว | Microsoft Copilot |
| โปรแกรมเมอร์มือใหม่ | GitHub Copilot Free |
| นักพัฒนา VS Code | GitHub Copilot |
| นักพัฒนา .NET | GitHub Copilot |
| โปรแกรมเมอร์ PHP/WordPress | GitHub Copilot |
| ผู้ดูแลระบบที่ใช้ PowerShell | ทั้งสอง ตาม Workflow |
| ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ | GitHub Copilot Business/Enterprise |
| พนักงานที่ใช้ Word และ Excel | Microsoft 365 Copilot |
| เจ้าของเว็บไซต์ที่ไม่เขียนโค้ดมาก | Microsoft Copilot |
ควรทดลอง GitHub Copilot กับโปรเจกต์จริง เพราะข้อได้เปรียบหลักไม่ได้อยู่ที่การตอบคำถามเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำงานใน IDE และ Codebase
สำหรับการเปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม ควรทดสอบงานที่ทั้งสองสามารถทำได้ และแยกฟีเจอร์เฉพาะของ GitHub Copilot ออกจากคะแนนทั่วไป
“เขียน Python Function ตรวจสอบอีเมลพร้อม Unit Tests”
“ตรวจสอบ Error จากโค้ดตัวอย่างและระบุวิธีแก้”
“เขียน Script ค้นหาไฟล์ซ้ำโดยไม่ลบข้อมูล”
“ลดโค้ดซ้ำในฟังก์ชันนี้โดยรักษาผลลัพธ์เดิม”
“เขียน README สำหรับโปรเจกต์นี้ โดยอธิบายการติดตั้งและวิธีใช้งาน”
| เกณฑ์ | Microsoft Copilot | GitHub Copilot |
|---|---|---|
| ความถูกต้องของโค้ด | 1–5 | 1–5 |
| การทำตาม Prompt | 1–5 | 1–5 |
| การอธิบาย Error | 1–5 | 1–5 |
| ความสะดวกในการแก้โค้ด | 1–5 | 1–5 |
| การทำงานกับโปรเจกต์ | 1–5 | 1–5 |
ตัวเลขในตารางเป็นช่องให้คะแนนหลังทดลอง ไม่ใช่ผล Benchmark ที่ดำเนินการแล้ว
Microsoft Copilot เน้นช่วยงานทั่วไปและ Microsoft 365 ส่วน GitHub Copilot เน้นการเขียนและดูแลโค้ดภายใน IDE และ GitHub
ได้ สามารถเขียนตัวอย่างโค้ด อธิบาย Script และวิเคราะห์ Error
สำหรับ Workflow การพัฒนาซอฟต์แวร์ใน IDE GitHub Copilot มีเครื่องมือที่เหมาะสมกว่า แต่ความแม่นยำของโค้ดแต่ละงานยังต้องทดสอบ
มีแพ็กเกจ Free พร้อมโควตาการใช้ Code Completion และฟีเจอร์ AI แบบจำกัด
หน้าราคาทางการระบุ Code Completion สูงสุด 2,000 ครั้งต่อเดือน และมีการใช้ Chat หรือ Agent แบบจำกัดตามเงื่อนไข
ราคาอ้างอิงอยู่ที่ $10 ต่อเดือน สำหรับบัญชีส่วนบุคคล
ราคาอ้างอิงอยู่ที่ $39 ต่อเดือน
ราคาอ้างอิงอยู่ที่ $100 ต่อเดือน
ได้ GitHub Copilot รองรับ VS Code และมีความสามารถ Chat, Code Completion และ Agent ตามเวอร์ชันกับสิทธิ์
ได้ในเวอร์ชันที่รองรับ เหมาะกับงาน C# และ .NET รวมถึงภาษาอื่นในสภาพแวดล้อมที่รองรับ
รองรับการช่วยเขียนโค้ด PHP ภายใน IDE ที่รองรับ จึงสามารถใช้กับงาน WordPress Development ได้
ได้ เหมาะกับการเขียน Script ภายใน Editor รวมถึงการอธิบายและปรับปรุงโค้ด
เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้ AI ดำเนินงานพัฒนาโค้ดหลายขั้นตอนโดยใช้เครื่องมือที่รองรับภายใน IDE
เป็น Agent ที่ช่วยทำงานกับ Repository บน GitHub เช่น วิเคราะห์งาน แก้ไขโค้ดและสร้าง Pull Request ตามเงื่อนไขบริการ
ได้ มีความสามารถ Code Review ตามสิทธิ์และการตั้งค่าของ Repository
ไม่รวมโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์และระบบ Subscription แยกกัน
ได้ สามารถใช้ Microsoft Copilot สำหรับงานวางแผนหรือเอกสาร และ GitHub Copilot สำหรับพัฒนาโค้ด
มีความสามารถด้านการจัดการและนโยบายตามแพ็กเกจ แต่โค้ดที่สร้างยังต้องตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบก่อนใช้งานจริง
Microsoft Copilot และ GitHub Copilot ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เดียวกัน แม้จะมีชื่อ Copilot เหมือนกัน
Microsoft Copilot เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป พนักงานสำนักงาน และช่าง IT ที่ต้องการ AI ช่วยอธิบายปัญหา เขียน Script ตัวอย่าง สรุปข้อมูล และทำงานร่วมกับ Microsoft 365
GitHub Copilot เหมาะกับนักพัฒนาที่ทำงานใน VS Code, Visual Studio และ IDE ที่รองรับ เพราะมี Code Completion, Copilot Chat, Agent Mode, Code Review และความสามารถเกี่ยวกับ Repository
หากเพิ่งเริ่มเขียนโปรแกรม ควรทดลอง GitHub Copilot Free ก่อน
หากเขียนโค้ดเป็นงานประจำและใช้ Agent หรือ Code Review บ่อย ควรพิจารณาแพ็กเกจเสียเงินตามปริมาณการใช้งาน
หากใช้ AI เพื่อถามคำสั่ง PowerShell หรือแก้ปัญหา IT เป็นครั้งคราว Microsoft Copilot อาจเพียงพอแล้ว
ข้อแนะนำจาก comsiam: ถ้าต้องเลือกเพียงหนึ่งตัว ให้ดูว่าเวลาทำงานส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน หากอยู่ใน VS Code และ Source Code ให้เริ่มจาก GitHub Copilot แต่ถ้าอยู่ใน Windows, Word, Excel และงานแก้ปัญหา IT ทั่วไป ให้เริ่มจาก Microsoft Copilot และไม่ว่าใช้ตัวไหน ต้องทดสอบโค้ดก่อนใช้งานกับระบบจริงเสมอ
ComSiam Professional Team