วิธีเปลี่ยนเสียงพูดของ Gemini และ Gemini Live

ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเสียงที่ Google Gemini ใช้พูดตอบได้จากแอป Gemini บนโทรศัพท์ โดยเข้าเมนู Settings > Gemini’s Voice ทดลองฟังเสียงแต่ละแบบ แล้วกด Confirm

เสียงที่เลือกจะถูกใช้กับ Gemini Live และฟังก์ชันอ่านคำตอบออกเสียง แต่ปัจจุบันต้องเข้าไปเปลี่ยนผ่านแอป Gemini บนมือถือ เนื่องจากเว็บไซต์ยังไม่มีเมนูเลือกเสียงโดยตรง

สรุปวิธีเปลี่ยนเสียง Gemini

  1. เปิดแอป Gemini
  2. เปิดเมนูบัญชี
  3. แตะรูปโปรไฟล์
  4. เลือก Settings
  5. เลือก Gemini’s Voice
  6. แตะชื่อเสียงเพื่อทดลองฟัง
  7. เลือกเสียงที่ต้องการ
  8. แตะ Confirm

หลังจากนั้นให้เปิด Gemini Live หรือแตะปุ่มฟังคำตอบเพื่อทดสอบเสียงใหม่

เสียง Gemini ใช้กับส่วนไหนบ้าง

การตั้งค่า Gemini’s Voice มีผลกับความสามารถที่ Gemini ตอบเป็นเสียง เช่น

  • Gemini Live
  • การอ่านคำตอบออกเสียง
  • การตอบเมื่อเรียกผู้ช่วยด้วยเสียง
  • การสนทนาที่ Gemini พูดกลับ
  • ฟีเจอร์เสียงอื่นภายใน Gemini Apps ที่รองรับ

การเปลี่ยนเสียงไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหา ภาษา โมเดล หรือรูปแบบคำตอบ เป็นเพียงการเปลี่ยนลักษณะเสียงที่ใช้พูดออกมา

① วิธีเปลี่ยนเสียง Gemini บน Android

ขั้นตอนใช้ได้กับโทรศัพท์ Android หลายยี่ห้อ เช่น Samsung, OPPO, realme, Xiaomi, Redmi, vivo และ Google Pixel

  1. เปิดแอป Gemini
  2. แตะปุ่มเมนู
  3. แตะรูปโปรไฟล์หรืออักษรย่อของบัญชี
  4. เลือก Settings
  5. เลือก Gemini’s Voice
  6. แตะชื่อเสียงแต่ละแบบเพื่อฟังตัวอย่าง
  7. เลือกเสียงที่ชอบ
  8. แตะ Confirm
  9. กลับไปเปิด Gemini Live เพื่อทดสอบ

หากไม่เห็นปุ่ม Confirm ให้เลือกเสียงแล้วออกจากเมนู จากนั้นตรวจสอบว่าแอปบันทึกตัวเลือกให้อัตโนมัติหรือไม่ เพราะรูปแบบหน้าจออาจต่างกันตามเวอร์ชัน

② วิธีเปลี่ยนเสียง Gemini บน Samsung

  1. เปิด Gemini
  2. เปิดเมนูบัญชี
  3. แตะรูปโปรไฟล์
  4. เลือก Settings
  5. เลือก Gemini’s Voice
  6. ทดลองฟังเสียง
  7. เลือกเสียงที่ต้องการ
  8. แตะ Confirm

การตั้งค่าไม่ได้อยู่ในเมนู Galaxy AI หรือ Bixby เพราะเสียง Gemini เป็นการตั้งค่าของบริการ Google

หากเปิด Bixby แล้วได้เสียงเดิมของ Samsung แสดงว่ากำลังใช้งานคนละผู้ช่วย ต้องเปิดแอป Gemini หรือเปลี่ยนผู้ช่วยเริ่มต้นเป็น Gemini ก่อน

③ วิธีเปลี่ยนเสียงบน OPPO, realme, Xiaomi และ vivo

โทรศัพท์เหล่านี้ใช้ขั้นตอนภายในแอป Gemini เหมือนกัน

  1. เปิดแอป Gemini
  2. เปิดเมนู
  3. แตะบัญชี Google
  4. เลือก Settings
  5. แตะ Gemini’s Voice
  6. แตะเสียงเพื่อทดลองฟัง
  7. กด Confirm

ColorOS, realme UI, HyperOS และ Funtouch OS ไม่มีผลต่อรายชื่อเสียงโดยตรง แต่ระบบอาจควบคุมระดับเสียง ลำโพง และการทำงานเบื้องหลังของแอป

④ วิธีเปลี่ยนเสียง Gemini บน iPhone และ iPad

  1. เปิดแอป Gemini
  2. เปิดเมนู
  3. แตะรูปโปรไฟล์หรืออักษรย่อ
  4. เลือก Settings
  5. เลือก Gemini’s Voice
  6. แตะชื่อเสียงเพื่อฟังตัวอย่าง
  7. เลือกเสียงที่ต้องการ
  8. แตะ Confirm
  9. เปิด Gemini Live เพื่อทดสอบ

เสียงของ Gemini ไม่ใช่เสียงเดียวกับ Siri การเปลี่ยนเสียง Siri ในการตั้งค่า iPhone จึงไม่ทำให้เสียง Gemini เปลี่ยนตาม

เช่นเดียวกัน การเปลี่ยน Gemini’s Voice จะไม่เปลี่ยนเสียง Siri, VoiceOver หรือเสียงอ่านหน้าจอของ iOS

⑤ เปลี่ยนเสียง Gemini บนเว็บไซต์ได้ไหม

ปัจจุบันเมนูสำหรับเลือก Gemini’s Voice ต้องเข้าผ่านแอป Gemini บนมือถือ เว็บไซต์ยังไม่มีหน้าตั้งค่าเลือกเสียงโดยตรงในทุกบัญชี

หากต้องการเปลี่ยนเสียงที่ใช้กับบัญชีบนคอมพิวเตอร์ ให้ทำดังนี้

  1. เปิดแอป Gemini บนโทรศัพท์
  2. เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดียวกับคอมพิวเตอร์
  3. เปลี่ยน Gemini’s Voice
  4. กด Confirm
  5. กลับไปเปิด Gemini บนคอมพิวเตอร์
  6. รีเฟรชหน้า
  7. ทดลองใช้ฟังก์ชันอ่านคำตอบออกเสียง

การตั้งค่าได้รับการออกแบบให้ใช้กับความสามารถด้านเสียงของ Gemini Apps แต่การแสดงผลจริงอาจขึ้นอยู่กับฟีเจอร์และบัญชีที่กำลังใช้งาน

⑥ เปลี่ยนเสียงใน Gemini Live

Gemini Live ใช้เสียงจากเมนู Gemini’s Voice จึงไม่จำเป็นต้องตั้งเสียงแยกสำหรับ Live

วิธีเปลี่ยนคือ

  1. จบหรือพักการสนทนา Live
  2. กลับไปหน้าหลักของ Gemini
  3. เปิด Settings
  4. เลือก Gemini’s Voice
  5. เลือกเสียงใหม่
  6. แตะ Confirm
  7. กลับไปเปิด Gemini Live
  8. เริ่มการสนทนาใหม่เพื่อทดสอบ

หากเสียงเดิมยังทำงานอยู่ ให้ปิดแอปจาก Recent apps แล้วเปิดใหม่

⑦ ทดลองฟังเสียงก่อนเลือก

เมื่อเปิด Gemini’s Voice ระบบจะแสดงตัวเลือกเสียงหลายแบบให้ทดลองฟัง

ควรเลือกจากคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งาน เช่น

  • ฟังชัด
  • ความเร็วเหมาะสม
  • โทนเป็นธรรมชาติ
  • แยกคำง่าย
  • เหมาะกับการสนทนานานๆ
  • เข้าใจกับลำโพงหรือหูฟังที่ใช้
  • เหมาะกับภาษาและสำเนียงที่ต้องการ

ชื่อ จำนวน และลักษณะของเสียงอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อ Google ปรับปรุงระบบ จึงไม่ควรยึดติดว่าทุกบัญชีต้องเห็นรายการเหมือนกัน

⑧ ฟังคำตอบของ Gemini ด้วยเสียง

หลัง Gemini ตอบเป็นข้อความ ผู้ใช้อาจแตะปุ่ม Listen หรือไอคอนลำโพงเพื่อให้ระบบอ่านคำตอบ

ขั้นตอนทั่วไปคือ

  1. เปิดบทสนทนา
  2. ส่งคำถาม
  3. รอให้ Gemini ตอบ
  4. เปิดเมนูของคำตอบหากจำเป็น
  5. แตะ Listen
  6. ฟังเสียงที่เลือกไว้

หากกดแล้วไม่มีเสียง ให้เพิ่มระดับ Media volume ไม่ใช่เพิ่มเฉพาะระดับเสียงเรียกเข้า

⑨ เปลี่ยนภาษาแล้วเสียงเปลี่ยนตามไหม

ภาษาและเสียงเป็นการตั้งค่าคนละส่วน แต่มีความเกี่ยวข้องกัน

การเปลี่ยนภาษาอาจทำให้

  • รายชื่อเสียงเปลี่ยน
  • บางเสียงหายไป
  • เมนู Gemini’s Voice ไม่ปรากฏ
  • สำเนียงเปลี่ยน
  • ระบบเลือกเสียงเริ่มต้นใหม่
  • การออกเสียงชื่อเฉพาะเปลี่ยนไป

เสียงบางแบบอาจรองรับเฉพาะบางภาษา หากสลับภาษาระหว่างการสนทนา Gemini อาจใช้เสียงหรือการออกเสียงแตกต่างจากตัวอย่างที่เลือกไว้

เปลี่ยนเสียงกับเปลี่ยนภาษาต่างกันอย่างไร

การตั้งค่าสิ่งที่เปลี่ยน
Gemini’s Voiceลักษณะเสียงที่ใช้พูด
Languagesภาษาเมนู การพูด และการรับคำสั่งบางประเภท
ภาษาของ Promptภาษาที่ Gemini ใช้ตอบตามคำสั่ง
เสียงของระบบ Androidเสียงอ่านหน้าจอและ Text-to-Speech ของเครื่อง
เสียง Siriเสียงผู้ช่วยของ Apple
VoiceOver หรือ TalkBackเสียงสำหรับการช่วยการเข้าถึง

การเปลี่ยนเสียง Text-to-Speech ของโทรศัพท์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Gemini’s Voice เพราะ Gemini ใช้ระบบเสียงของตนในฟีเจอร์ที่รองรับ

⑩ ตั้งให้ Gemini พูดภาษาไทยได้ไหม

สามารถพูดกับ Gemini เป็นภาษาไทยและสั่งให้ตอบเป็นภาษาไทยได้ เช่น

กรุณาตอบและพูดเป็นภาษาไทยทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เมนูเลือกเสียงอาจไม่รองรับทุกภาษา และเสียงที่ได้อาจเปลี่ยนตามภาษาของบทสนทนา

หาก Gemini ตอบเป็นภาษาอังกฤษ ให้ตรวจสอบ

  • ภาษาของแอป Gemini
  • ภาษาหลักของโทรศัพท์
  • ภาษาที่ใช้ในคำถาม
  • บริบทของบทสนทนาก่อนหน้า
  • การตั้งค่า Digital assistant
  • ภาษาและภูมิภาคของบัญชี

การตั้งค่าเสียงภาษาไทยโดยละเอียดจะขึ้นอยู่กับเวอร์ชันแอปและความพร้อมของฟีเจอร์ในบัญชี

วิธีเปลี่ยนภาษาบน Android

  1. เปิด Gemini
  2. เปิดเมนู
  3. แตะรูปโปรไฟล์
  4. เลือก Settings
  5. เลือก Languages
  6. เลือกภาษาที่ต้องการ
  7. กลับไปตรวจสอบ Gemini’s Voice

การเปลี่ยนภาษาอาจส่งผลต่อ “Hey Google” และคำสั่งควบคุมอุปกรณ์ด้วย

วิธีเปลี่ยนภาษาบน iPhone และ iPad

แอป Gemini ใช้ภาษาหลักที่กำหนดใน iPhone หรือ iPad

  1. เปิด Settings
  2. เลือก General
  3. เลือก Language & Region
  4. เพิ่มภาษาที่ต้องการ
  5. กำหนดเป็นภาษาหลัก
  6. ปิดและเปิด Gemini ใหม่
  7. ตรวจสอบเมนู Gemini’s Voice

ไม่ควรเปลี่ยนภาษาทั้งเครื่องเพียงเพื่อทดลองเสียง หากไม่สะดวกกับเมนูระบบที่เปลี่ยนตาม

เมนู Gemini’s Voice ไม่มี แก้อย่างไร

① ตรวจสอบภาษา

ตัวเลือกเปลี่ยนเสียงไม่รองรับบางภาษา ให้ทดลองตรวจสอบภาษาของ Gemini และอุปกรณ์

② ตรวจสอบว่าใช้แอปมือถือ

ปัจจุบันต้องเข้าเมนูนี้ผ่านแอป Gemini ไม่ใช่เว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์

③ เข้าสู่ระบบ

ผู้ใช้ต้องเข้าสู่ระบบ Gemini Apps ก่อนจึงจะเปลี่ยนเสียงได้

④ อัปเดต Gemini

เปิด Play Store หรือ App Store แล้วติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด

⑤ อัปเดตแอป Google

บน Android ความสามารถผู้ช่วยหลายส่วนทำงานผ่านแอป Google จึงควรอัปเดตด้วย

⑥ ปิดและเปิดแอปใหม่

นำ Gemini ออกจาก Recent apps แล้วเปิดใหม่

⑦ รีสตาร์ทโทรศัพท์

ช่วยให้การตั้งค่าและบริการเสียงโหลดใหม่

⑧ ตรวจสอบประเภทบัญชี

บัญชีเด็ก บริษัท หรือโรงเรียนอาจได้รับฟีเจอร์ไม่เหมือนบัญชีส่วนตัว

⑨ รอการทยอยเปิดฟีเจอร์

Google อาจปล่อยเมนูหรือเสียงใหม่เป็นระยะ ทำให้ผู้ใช้แต่ละบัญชีได้รับไม่พร้อมกัน

⑩ ถอนและติดตั้งใหม่

ใช้เมื่อวิธีอื่นไม่สำเร็จ และควรติดตั้งจากร้านค้าอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เลือกเสียงแล้วไม่เปลี่ยน แก้อย่างไร

  1. กลับไปที่ Gemini’s Voice
  2. แตะเสียงที่ต้องการอีกครั้ง
  3. แตะ Confirm
  4. ปิด Gemini Live
  5. ปิดแอป Gemini
  6. เปิดแอปใหม่
  7. เริ่ม Live Chat ใหม่
  8. ทดลองแตะ Listen ที่คำตอบ
  9. ตรวจสอบว่ากำลังใช้บัญชีเดียวกัน
  10. รีสตาร์ทโทรศัพท์

หากเปลี่ยนภาษาในระหว่างสนทนา ระบบอาจใช้เสียงเริ่มต้นที่เหมาะกับภาษานั้นแทนเสียงที่ได้ยินตอนทดลอง

เสียงเปลี่ยนเองระหว่างสนทนา

สาเหตุที่เป็นไปได้ ได้แก่

  • เปลี่ยนภาษากลางบทสนทนา
  • Gemini ตรวจพบว่ากำลังพูดอีกภาษา
  • เสียงที่เลือกไม่รองรับภาษานั้น
  • แอปกลับไปใช้เสียงเริ่มต้น
  • การสนทนา Live เดิมยังไม่โหลดค่าล่าสุด
  • บัญชีถูกสลับ
  • แอปได้รับการอัปเดต
  • เสียงเดิมถูกปรับเปลี่ยนหรือยกเลิก

ให้จบ Live Chat ตรวจสอบภาษา เลือกเสียงใหม่ แล้วเริ่มการสนทนาอีกครั้ง

เสียง Gemini เบาเกินไป

Android

  1. เปิด Gemini Live หรือกด Listen
  2. กดปุ่มเพิ่มเสียง
  3. ปรับ Media volume
  4. ตรวจสอบว่าไม่ได้เชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth
  5. ปิด Silent mode หากจำเป็น

iPhone

  1. เปิด Gemini ขณะกำลังพูด
  2. กดปุ่มเพิ่มเสียง
  3. เปิด Control Center
  4. ตรวจสอบระดับเสียงสื่อ
  5. ตรวจสอบ AirPlay หรือ Bluetooth

ระดับเสียง Gemini มักใช้ช่องเสียงสื่อ ไม่ใช่เสียงเรียกเข้า

เสียงออกหูฟังแทนลำโพง

  1. ตรวจสอบ Bluetooth
  2. เปิดเมนู Media output
  3. เลือกลำโพงโทรศัพท์
  4. ตัดการเชื่อมต่อหูฟังที่ไม่ใช้
  5. ปิดและเปิด Gemini Live ใหม่

หากใช้รถยนต์ สมาร์ตวอตช์ หูฟัง หรืออุปกรณ์ Bluetooth หลายชิ้น ระบบอาจส่งเสียงไปยังอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อล่าสุด

Gemini ได้ยินเสียงเราแต่ไม่พูดตอบ

ตรวจสอบตามลำดับต่อไปนี้

  1. เพิ่ม Media volume
  2. ปิดโหมด Silent ชั่วคราว
  3. ตรวจสอบ Output device
  4. ปิด Bluetooth
  5. ตรวจสอบอินเทอร์เน็ต
  6. ปิดและเปิด Gemini Live
  7. อัปเดตแอป
  8. ล้างแคชบน Android
  9. รีสตาร์ทโทรศัพท์
  10. ทดลองเปลี่ยนเสียงอื่น

หากข้อความตอบปรากฏแต่ไม่มีเสียง ปัญหาอาจอยู่ที่ลำโพง เส้นทางเสียง หรือการตั้งค่า Media ไม่ใช่ไมโครโฟน

เสียง Gemini พูดเร็วหรือช้าเกินไป

Gemini’s Voice อาจไม่มีตัวเลือกปรับความเร็วโดยตรงในทุกบัญชี วิธีที่ทำได้คือทดลองเสียงอื่น เพราะแต่ละเสียงอาจมีจังหวะและน้ำเสียงต่างกัน

สามารถพูดกับ Gemini ว่า

  • พูดช้าลง
  • อธิบายทีละประโยค
  • เว้นช่วงระหว่างหัวข้อ
  • พูดให้กระชับขึ้น
  • ทวนประโยคเมื่อฉันขอ

Gemini อาจปรับลักษณะการตอบให้เหมาะกับคำสั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าความเร็วเสียงจะถูกบันทึกเป็นค่าถาวร

เปลี่ยนเป็นเสียงผู้หญิงหรือผู้ชายได้ไหม

รายการเสียงอาจไม่ได้จัดหมวดด้วยคำว่าเสียงผู้หญิงหรือเสียงผู้ชายอย่างชัดเจน ผู้ใช้ควรแตะทดลองฟังและเลือกเสียงที่เหมาะกับตนเอง

ไม่ควรตัดสินจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากรายชื่อและลักษณะเสียงอาจเปลี่ยนเมื่อระบบได้รับการอัปเดต

เปลี่ยนสำเนียงของ Gemini ได้ไหม

สำเนียงอาจขึ้นอยู่กับภาษาหลัก ภูมิภาค และเสียงที่เลือก

หากต้องการสำเนียงเฉพาะ สามารถทดลอง

  1. เปลี่ยนภาษาหลักเป็นรูปแบบภูมิภาคที่ต้องการ
  2. ปิดและเปิด Gemini ใหม่
  3. ตรวจสอบรายการ Gemini’s Voice
  4. ทดลองเสียงแต่ละแบบ
  5. สั่งให้ Gemini ใช้การออกเสียงแบบที่ต้องการ

การสั่งด้วยข้อความอาจมีผลกับรูปแบบคำตอบ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเปลี่ยนระบบเสียงหรือสำเนียงทุกคำได้อย่างสมบูรณ์

การตั้งค่าเสียงมีผลกับทุกบัญชีไหม

การเลือกเสียงเชื่อมโยงกับประสบการณ์ Gemini ของบัญชีที่กำลังใช้ จึงควรตรวจสอบบัญชีที่มุมโปรไฟล์ก่อนตั้งค่า

หากสลับบัญชี เสียงอาจกลับไปเป็นค่าเริ่มต้นหรือใช้ตัวเลือกที่ตั้งไว้สำหรับบัญชีนั้น

กรณีใช้บัญชีเดียวกันหลายเครื่อง การตั้งค่าอาจซิงก์กับความสามารถ Gemini Apps แต่ควรเปิดแอปใหม่เพื่อโหลดค่าล่าสุด

ความเป็นส่วนตัวเมื่อใช้ Gemini Live

ก่อนเปิด Gemini Live ควรระวังข้อมูลที่ได้ยินรอบตัว เช่น

  • บทสนทนาของบุคคลอื่น
  • ชื่อและข้อมูลลูกค้า
  • รหัสผ่าน
  • ที่อยู่
  • หมายเลขโทรศัพท์
  • ข้อมูลทางการเงิน
  • เนื้อหาการประชุม
  • เอกสารบนหน้าจอ
  • ภาพจากกล้อง

ควรขออนุญาตบุคคลอื่นก่อนนำเสียง ภาพ หรือบทสนทนาของเขาเข้ามาในการสนทนา Live

คำถามที่พบบ่อย

เปลี่ยนเสียง Gemini ได้ไหม

ได้ โดยเปิดแอป Gemini ไปที่ Settings > Gemini’s Voice เลือกเสียงแล้วกด Confirm

เปลี่ยนเสียงบนคอมพิวเตอร์โดยตรงได้ไหม

ปัจจุบันเมนูเลือกเสียงเปิดให้เข้าถึงผ่านแอป Gemini บนมือถือ ควรเปลี่ยนจากโทรศัพท์ด้วยบัญชีเดียวกัน

เสียงที่เลือกใช้กับ Gemini Live ไหม

ใช้ การตั้งค่า Gemini’s Voice มีผลกับ Gemini Live และฟังก์ชันอ่านคำตอบออกเสียง

ทำไมไม่มีเมนู Gemini’s Voice

มักเกิดจากภาษาไม่รองรับ ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ แอปเก่า ประเภทบัญชี หรือฟีเจอร์ยังไม่เปิดให้บัญชีนั้น

เปลี่ยนเสียง Siri แล้ว Gemini จะเปลี่ยนไหม

ไม่เปลี่ยน เสียง Siri และเสียง Gemini เป็นคนละระบบ

เปลี่ยนเสียง Text-to-Speech ของ Android แล้ว Gemini เปลี่ยนไหม

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม เพราะ Gemini ใช้การตั้งค่า Gemini’s Voice สำหรับฟีเจอร์เสียงของตน

ทำไมเปลี่ยนภาษาแล้วเสียงกลับเป็นค่าเดิม

เสียงที่เลือกอาจไม่รองรับภาษาใหม่ ระบบจึงเปลี่ยนไปใช้เสียงเริ่มต้นที่รองรับภาษานั้น

เปลี่ยนเสียงแล้วลบประวัติแชตหรือไม่

ไม่ลบ การตั้งค่าเสียงไม่มีผลต่อประวัติการสนทนา

สรุป

วิธีเปลี่ยนเสียงพูดของ Gemini คือเปิดแอปบน Android, iPhone หรือ iPad แล้วไปที่ Settings > Gemini’s Voice ทดลองฟัง เลือกเสียง และแตะ Confirm

เสียงที่เลือกจะใช้กับ Gemini Live และการอ่านคำตอบออกเสียง หากเมนูไม่ปรากฏ ให้ตรวจสอบภาษา บัญชี เวอร์ชันแอป และการทยอยเปิดฟีเจอร์ ส่วนเว็บไซต์ยังต้องอาศัยการตั้งค่าผ่านแอปมือถือด้วยบัญชีเดียวกัน