มือถือกินแบตเพราะแอปทำงานเบื้องหลัง ปิดอย่างไรไม่ให้การแจ้งเตือนหาย

มือถือกินแบตเพราะแอปทำงานเบื้องหลังแก้ได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดทุกแอป ให้ตรวจว่าแอปใดใช้พลังงานสูง แล้วตั้งเป็นโหมด Optimized หรือปิดเฉพาะกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การอัปโหลดอัตโนมัติ ตำแหน่งตลอดเวลา และการแจ้งเตือนโฆษณา

แอปข้อความ นาฬิกาปลุก ระบบความปลอดภัย แอปสุขภาพ และแอปติดตามตำแหน่งที่จำเป็นไม่ควรถูกตั้งเป็น Restricted หรือ Deep sleeping เพราะอาจทำให้การแจ้งเตือนและการทำงานเบื้องหลังหยุดลง บทความจาก comsiam นี้จะแนะนำวิธีประหยัดแบตโดยยังรับข้อความและการแจ้งเตือนสำคัญได้ตามปกติ

สรุปวิธีลดแอปทำงานเบื้องหลังโดยการแจ้งเตือนไม่หาย

① ตรวจ Battery Usage เพื่อหาแอปต้นเหตุ
② ตั้งแอปทั่วไปเป็น Optimized ก่อน
③ อย่าตั้งแอปข้อความสำคัญเป็น Restricted
④ เปิดสิทธิ์การแจ้งเตือนของแอปไว้
⑤ เปิด Background Data สำหรับแอปที่ต้องแจ้งเตือนทันที
⑥ ลดเฉพาะการแจ้งเตือนโฆษณาและโปรโมชัน
⑦ ปรับตำแหน่งเป็น “ขณะใช้แอป” หากเหมาะสม
⑧ ใส่แอปที่ไม่ค่อยใช้ใน Sleeping apps
⑨ ห้ามใส่แอปสำคัญใน Deep sleeping apps
⑩ ทดสอบส่งข้อความหลังเปลี่ยนการตั้งค่า

หลักสำคัญคือปรับแอปทีละตัวและทดสอบทุกครั้ง ไม่ควรปิดการทำงานเบื้องหลังทั้งหมดพร้อมกัน เพราะจะไม่ทราบว่าการตั้งค่าใดทำให้การแจ้งเตือนหาย

แอปทำงานเบื้องหลังคืออะไร

แอปทำงานเบื้องหลังหมายถึงแอปหรือบางส่วนของแอปยังทำงานขณะที่ไม่ได้แสดงอยู่บนหน้าจอ ตัวอย่างกิจกรรม ได้แก่

  • รับข้อความและการแจ้งเตือน
  • ซิงก์อีเมล
  • สำรองรูปและวิดีโอ
  • เล่นเพลง
  • ติดตามตำแหน่ง
  • นำทาง
  • ดาวน์โหลดและอัปโหลดไฟล์
  • อัปเดตวิดเจ็ต
  • เชื่อมต่อนาฬิกาหรืออุปกรณ์สวมใส่
  • ตรวจสอบข้อมูลสุขภาพ
  • เชื่อมต่อ VPN
  • ซิงก์บัญชีและปฏิทิน

กิจกรรมเบื้องหลังไม่ได้เป็นสิ่งไม่ดีทั้งหมด บางงานจำเป็นต่อการแจ้งเตือนและคุณสมบัติหลักของแอป จึงควรจำกัดเฉพาะส่วนที่ไม่จำเป็นหรือผิดปกติ

แอปเบื้องหลังกินแบตมากดูอย่างไร

บน Android

ไปที่เมนูประมาณนี้

การตั้งค่า > แบตเตอรี่ > การใช้แบตเตอรี่ > ดูตามแอป

แตะแอปเพื่อดู

  • เปอร์เซ็นต์พลังงานที่ใช้
  • เวลาบนหน้าจอ
  • เวลาทำงานเบื้องหลัง
  • การใช้แบตตั้งแต่ชาร์จครั้งล่าสุด
  • ตัวเลือกการใช้แบตของแอป

บน iPhone

ไปที่

การตั้งค่า > แบตเตอรี่

เลื่อนดูการใช้แบตของแอปและระบบ แตะแอปหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเปรียบเทียบกิจกรรมบนหน้าจอกับกิจกรรมเบื้องหลัง

ควรสงสัยแอปเมื่อ

  • ใช้แบตสูงทั้งที่แทบไม่ได้เปิด
  • ทำงานเบื้องหลังหลายชั่วโมง
  • แบตลดเร็วขณะปิดหน้าจอ
  • เครื่องอุ่นทั้งที่ไม่ได้ใช้งาน
  • ใช้ตำแหน่งต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น
  • อัปโหลดหรือดาวน์โหลดข้อมูลตลอดเวลา
  • อาการเริ่มหลังติดตั้งหรืออัปเดตแอปนั้น

เปอร์เซ็นต์สูงไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป หากเป็นแอปที่เปิดใช้งานนานที่สุดในวันนั้น

แบ่งแอปก่อนตั้งค่าการทำงานเบื้องหลัง

เพื่อป้องกันการแจ้งเตือนหาย ควรแบ่งแอปเป็นสามกลุ่ม

กลุ่มที่ 1: ต้องแจ้งเตือนทันที

ตัวอย่างเช่น

  • โทรศัพท์และข้อความ
  • แอปสนทนาที่ใช้ติดต่อเป็นประจำ
  • แอปงานหรือการเรียน
  • นาฬิกาปลุก
  • ปฏิทินและการนัดหมาย
  • ระบบรักษาความปลอดภัย
  • แอปค้นหาโทรศัพท์
  • แอปติดตามตำแหน่งที่จำเป็น
  • แอปสุขภาพหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์
  • แอปบ้านอัจฉริยะที่มีสัญญาณเตือน

กลุ่มนี้ควรใช้ Optimized ก่อน หากแจ้งเตือนยังล่าช้าค่อยพิจารณา Unrestricted เฉพาะแอปที่จำเป็น

กลุ่มที่ 2: แจ้งเตือนได้แต่ไม่ต้องทันที

ตัวอย่างเช่น

  • โซเชียลมีเดีย
  • ร้านค้าออนไลน์
  • ข่าว
  • เกม
  • วิดีโอสตรีมมิง
  • แอปแต่งรูป
  • แอปท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้งาน

กลุ่มนี้สามารถใช้ Optimized, Sleeping apps หรือปิดหมวดแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นได้

กลุ่มที่ 3: แทบไม่ได้ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น

  • เกมที่ไม่ได้เล่นแล้ว
  • แอปทดลอง
  • แอปของร้านค้าที่ไม่ใช้
  • แอปกิจกรรมที่จบไปแล้ว
  • แอปที่มีเว็บไซต์ทดแทน
  • แอปซ้ำหน้าที่กัน

กลุ่มนี้สามารถใช้ Restricted, Deep sleeping apps หรือถอนการติดตั้ง โดยต้องตรวจสอบก่อนว่าไม่มีข้อมูลสำคัญเก็บอยู่ในแอป

Optimized, Restricted และ Unrestricted ต่างกันอย่างไร

โหมดการทำงานผลต่อแบตผลต่อการแจ้งเตือน
Optimizedระบบควบคุมตามรูปแบบการใช้งานสมดุลโดยทั่วไปเหมาะกับแอปส่วนใหญ่
Restrictedจำกัดการทำงานเบื้องหลังมากประหยัดกว่าอาจแจ้งเตือนช้าหรือไม่แจ้ง
Unrestrictedอนุญาตทำงานเบื้องหลังมากขึ้นอาจกินแบตเพิ่มเหมาะกับแอปที่ต้องทำงานต่อเนื่อง

ควรเลือก Optimized เป็นค่าเริ่มต้น ไม่ควรตั้งทุกแอปเป็น Unrestricted เพราะแบตจะหมดเร็ว และไม่ควรตั้งทุกแอปเป็น Restricted เพราะข้อความกับการซิงก์อาจหยุดทำงาน

วิธีตั้งค่าบน Android ไม่ให้การแจ้งเตือนหาย

ตำแหน่งเมนูอาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต โดยทั่วไปทำได้ดังนี้

① ตั้งการใช้แบตเป็น Optimized

ไปที่

การตั้งค่า > แอป > เลือกแอป > การใช้แบตของแอป

เลือก Optimized หรือ เพิ่มประสิทธิภาพ

หลังตั้งค่าให้ล็อกหน้าจอและส่งข้อความทดสอบ หากแจ้งเตือนมาปกติ ไม่จำเป็นต้องเลือก Unrestricted

② ใช้ Unrestricted เฉพาะแอปจำเป็น

หากแอปข้อความ นาฬิกา ระบบความปลอดภัย หรืออุปกรณ์สวมใส่แจ้งเตือนล่าช้า ให้ทดลองเลือก Unrestricted หรือ ไม่จำกัด

การตั้งค่านี้อาจเพิ่มการใช้พลังงาน จึงควรใช้เฉพาะแอปที่ต้องทำงานเบื้องหลังจริง ไม่ควรเปิดให้ทุกแอป

③ เปิดสิทธิ์การแจ้งเตือน

ไปที่

การตั้งค่า > การแจ้งเตือน > การแจ้งเตือนของแอป

เลือกแอปและตรวจว่าเปิด อนุญาตการแจ้งเตือน พร้อมเปิดหมวดข้อความ สายเรียกเข้า หรือการแจ้งเตือนสำคัญตามต้องการ

Android รุ่นใหม่อาจขอสิทธิ์แจ้งเตือนเมื่อเปิดแอปครั้งแรก หากเคยกดไม่อนุญาต ต่อให้แอปทำงานเบื้องหลังได้ก็ยังไม่แสดงการแจ้งเตือน

④ เปิด Background Data

ไปที่เมนูประมาณนี้

การตั้งค่า > แอป > เลือกแอป > ข้อมูลมือถือและ Wi‑Fi

ตรวจว่าอนุญาต ข้อมูลเบื้องหลัง หรือ Background data

หากเปิด Data Saver อยู่ ให้เพิ่มสิทธิ์ Unrestricted data usage เฉพาะแอปที่ต้องรับข้อความทันที มิฉะนั้นแอปอาจรอจนกว่าจะเปิดหน้าจอหรือเชื่อมต่อ Wi‑Fi

⑤ ลดหมวดแจ้งเตือนแทนการปิดทั้งหมด

แอปหนึ่งอาจมีหลายหมวด เช่น

  • ข้อความส่วนตัว
  • กลุ่ม
  • สายเรียกเข้า
  • ข่าว
  • โปรโมชัน
  • คำแนะนำ
  • กิจกรรม
  • การดาวน์โหลด

ควรเปิดข้อความและสายเรียกเข้าไว้ แต่ปิดโปรโมชัน ข่าว และคำแนะนำที่ไม่ต้องการ วิธีนี้ลดการปลุกหน้าจอโดยไม่ทำให้การติดต่อสำคัญหาย

⑥ ปรับสิทธิ์ตำแหน่ง

ไปที่

การตั้งค่า > ตำแหน่ง > สิทธิ์ตำแหน่งของแอป

สำหรับแอปที่ไม่ต้องติดตามตำแหน่งต่อเนื่อง ให้เลือก อนุญาตขณะใช้แอป

อย่าปรับแอปนำทาง ระบบค้นหาเครื่อง ระบบความปลอดภัย หรือแอปติดตามครอบครัว หากยังต้องใช้คุณสมบัติแบบต่อเนื่อง

⑦ ตรวจ Data Saver และ Battery Saver

โหมดประหยัดข้อมูลและประหยัดแบตสามารถจำกัดเครือข่ายหรือกิจกรรมเบื้องหลัง ทำให้การแจ้งเตือนบางแอปล่าช้า

หากเปิดโหมดเหล่านี้แล้วแอปสำคัญไม่แจ้งเตือน ให้เพิ่มข้อยกเว้นเฉพาะแอป แทนการปิดโหมดประหยัดทั้งหมด

วิธีตั้งค่าบน Samsung Galaxy

Samsung Galaxy มีระบบ Sleeping apps หลายระดับ เข้าได้จาก

การตั้งค่า > แบตเตอรี่ > ขีดจำกัดการใช้งานเบื้องหลัง

บางรุ่นอาจอยู่ภายใน การดูแลแบตเตอรี่และอุปกรณ์

Sleeping apps

แอปจะถูกลดการทำงานเบื้องหลัง แต่ยังอาจทำงานเมื่อผู้ใช้เปิดแอปหรือระบบอนุญาต การแจ้งเตือนอาจล่าช้าในบางกรณี

เหมาะกับ

  • เกม
  • แอปร้านค้า
  • แอปแต่งรูป
  • แอปที่ไม่ต้องรับข้อมูลทันที

Deep sleeping apps

แอปจะไม่ทำงานเบื้องหลังและมักทำงานเมื่อผู้ใช้เปิดเท่านั้น จึงมีโอกาสสูงที่การแจ้งเตือนจะไม่มาจนกว่าจะเปิดแอป

ไม่ควรใส่แอปเหล่านี้ใน Deep sleeping apps

  • แอปสนทนา
  • อีเมลสำคัญ
  • นาฬิกาปลุก
  • แอปกล้องวงจรปิด
  • แอปอุปกรณ์สวมใส่
  • ระบบบ้านอัจฉริยะ
  • แอปติดตามตำแหน่ง
  • ระบบความปลอดภัย
  • แอปสุขภาพที่ต้องบันทึกต่อเนื่อง

Never sleeping apps

แอปในรายการนี้จะไม่ถูกนำเข้าสู่โหมดพักโดยอัตโนมัติ ช่วยลดปัญหาแจ้งเตือนล่าช้า แต่อาจเพิ่มการใช้แบต

ควรเพิ่มเฉพาะแอปสำคัญที่มีปัญหาจริง ไม่ควรเพิ่มแอปทั้งหมด

วิธีนำแอปออกจาก Sleeping apps

① เปิด การตั้งค่า
② เลือก แบตเตอรี่
③ แตะ ขีดจำกัดการใช้งานเบื้องหลัง
④ เปิด Sleeping apps
⑤ กดค้างหรือเลือกเมนูเพิ่มเติม
⑥ เลือกแอปที่ต้องการ
⑦ แตะ นำออก

ทำซ้ำใน Deep sleeping apps หากไม่พบแอปในรายการแรก

ตรวจการแจ้งเตือน Samsung

ไปที่

การตั้งค่า > การแจ้งเตือน > การแจ้งเตือนของแอป

เปิดการแจ้งเตือนของแอปและตรวจหมวดที่จำเป็น หากต้องการปรับเป็นรายหมวด อาจต้องเปิดตัวเลือก จัดการหมวดหมู่การแจ้งเตือนสำหรับแต่ละแอป ในการตั้งค่าขั้นสูงก่อน

วิธีปิดแอปเบื้องหลังบน iPhone โดยแจ้งเตือนยังอยู่

① ตรวจแอปที่ใช้ Background Activity

ไปที่

การตั้งค่า > แบตเตอรี่

ดูรายการแอปและแตะแอปเพื่อดูรายละเอียด หากแอปมี Background Activity สูงทั้งที่ไม่ได้ใช้งาน ควรตรวจ Background App Refresh, ตำแหน่ง การแจ้งเตือน และการอัปโหลดข้อมูล

② ปิด Background App Refresh เฉพาะแอป

ไปที่

การตั้งค่า > ทั่วไป > ดึงข้อมูลแอปอยู่เบื้องหลัง

ปิดเฉพาะแอปที่ไม่จำเป็นต้องเตรียมเนื้อหาหรือซิงก์ข้อมูลก่อนเปิดใช้งาน

การปิด Background App Refresh ไม่ได้เท่ากับปิดการแจ้งเตือนแบบพุชทุกกรณี แต่คุณสมบัติบางอย่าง เช่น การดึงข้อมูลใหม่ การอัปโหลด และการทำงานต่อเนื่อง อาจล่าช้าหรือหยุดตามวิธีที่แอปพัฒนาไว้ จึงต้องทดสอบแอปสำคัญหลังเปลี่ยนค่า

③ เปิด Allow Notifications

ไปที่

การตั้งค่า > การแจ้งเตือน > เลือกแอป

เปิด อนุญาตการแจ้งเตือน แล้วเลือกว่าจะให้แสดงบน

  • หน้าจอล็อก
  • ศูนย์การแจ้งเตือน
  • แบนเนอร์
  • เสียง
  • ป้ายบนไอคอน

หากต้องการลดการปลุกหน้าจอ ให้ปิดเฉพาะเสียงหรือหน้าจอล็อก แต่ยังเก็บการแจ้งเตือนไว้ใน Notification Center ได้

④ ตรวจ Scheduled Summary

การสรุปการแจ้งเตือนตามกำหนดเวลาอาจทำให้เข้าใจว่าแอปแจ้งเตือนช้า เพราะระบบรวบรวมการแจ้งเตือนไว้ส่งตามเวลาที่กำหนด

ตรวจจาก

การตั้งค่า > การแจ้งเตือน > สรุปตามกำหนดเวลา

ไม่ควรใส่แอปข้อความ สายเรียกเข้า ระบบความปลอดภัย หรือแอปเร่งด่วนไว้ใน Scheduled Summary

⑤ ตรวจ Focus

Focus หรือโหมดห้ามรบกวนสามารถซ่อนหรือเลื่อนการแจ้งเตือน แม้แอปจะทำงานตามปกติ

ไปที่

การตั้งค่า > โฟกัส

ตรวจตารางเวลา แอปที่อนุญาต รายชื่อติดต่อที่อนุญาต และตัวกรอง Focus หากข้อความหายเฉพาะบางช่วงเวลา สาเหตุอาจอยู่ที่ Focus มากกว่าการทำงานเบื้องหลัง

⑥ ปรับสิทธิ์ตำแหน่ง

ไปที่

การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > บริการหาตำแหน่ง

แอปที่ไม่จำเป็นต้องรู้ตำแหน่งตลอดเวลาให้เลือก ขณะใช้แอป แต่ไม่ควรปิดตำแหน่งของระบบค้นหาเครื่อง แอปนำทาง หรือระบบความปลอดภัยที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง

Background App Refresh กับ Push Notification เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนกัน

Background App Refresh

ช่วยให้แอปดึงข้อมูลหรือเตรียมเนื้อหาใหม่ขณะที่ไม่ได้เปิดอยู่ เช่น อัปเดตฟีด ดาวน์โหลดข้อมูล หรือซิงก์เนื้อหา

Push Notification

เป็นการส่งการแจ้งเตือนผ่านบริการแจ้งเตือนของระบบ เช่น ข้อความใหม่ สายเรียกเข้า หรือเหตุการณ์จากเซิร์ฟเวอร์

การปิด Background App Refresh บน iPhone จึงไม่ได้ปิด Push Notification โดยตรงเสมอไป แต่พฤติกรรมของแต่ละแอปไม่เหมือนกัน บางแอปอาจต้องทำงานเพิ่มเติมหลังได้รับการแจ้งเตือน จึงควรทดสอบจริงก่อนใช้กับแอปสำคัญ

ปัดปิดแอปทั้งหมดช่วยประหยัดแบตหรือไม่

การปัดปิดแอปจากหน้าแอปล่าสุดทั้งหมดเป็นประจำไม่ได้ช่วยประหยัดแบตเสมอไป Android และ iOS สามารถพักแอปที่ไม่ได้ใช้งานได้เอง

เมื่อเปิดแอปที่ถูกปิดใหม่ ระบบอาจต้องโหลดโปรแกรมและข้อมูลอีกครั้ง ทำให้ใช้พลังงานเพิ่ม ควรปิดหรือบังคับหยุดเฉพาะแอปที่

  • ค้าง
  • ใช้แบตผิดปกติ
  • ใช้ตำแหน่งต่อเนื่อง
  • อัปโหลดข้อมูลไม่หยุด
  • ทำให้เครื่องร้อน
  • ไม่ตอบสนอง

การบังคับหยุดแอปอาจทำให้ไม่ได้รับการแจ้งเตือนจนกว่าจะเปิดแอปใหม่

ปิดอะไรได้โดยไม่กระทบข้อความสำคัญมากนัก

แทนที่จะปิดการทำงานเบื้องหลังทั้งหมด ให้เริ่มจาก

  • ปิดการแจ้งเตือนโฆษณา
  • ปิดการแจ้งเตือนโปรโมชัน
  • ปิดเสียงของกลุ่มที่ไม่สำคัญ
  • ลดวิดเจ็ตที่อัปเดตบ่อย
  • ปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ
  • ปิดการดาวน์โหลดอัตโนมัติ
  • จำกัดการสำรองรูปให้ทำผ่าน Wi‑Fi
  • ปรับตำแหน่งเป็นขณะใช้แอป
  • ปิดการซิงก์บัญชีที่ไม่ได้ใช้
  • ลบแอปที่ไม่จำเป็น
  • ใช้ Optimized แทน Unrestricted
  • ปิดการรีเฟรชเบื้องหลังเฉพาะแอปที่ไม่สำคัญ

แนวทางนี้ลดกิจกรรมที่สิ้นเปลืองโดยรักษาช่องทางข้อความสำคัญไว้

วิธีทดสอบว่าการแจ้งเตือนยังทำงาน

หลังปรับค่าแต่ละแอป ให้ทดสอบดังนี้

① ปิดแอปและล็อกหน้าจอ
② รอประมาณ 5–10 นาที
③ ใช้อุปกรณ์หรือบัญชีอื่นส่งข้อความทดสอบ
④ ทดสอบทั้ง Wi‑Fi และข้อมูลมือถือ
⑤ ตรวจว่าเปิด Focus หรือห้ามรบกวนอยู่หรือไม่
⑥ ตรวจว่าข้อความมาทันทีหรือหลังเปิดแอป
⑦ ปล่อยเครื่องไว้นานขึ้นแล้วทดสอบซ้ำ

หากแจ้งเตือนมาหลังเปิดแอปเท่านั้น ให้ตรวจว่าแอปอยู่ใน Restricted, Sleeping apps หรือ Deep sleeping apps หรือไม่ พร้อมตรวจ Background Data และสิทธิ์การแจ้งเตือน

ถ้าการแจ้งเตือนหายหลังเปิดโหมดประหยัดแบต

Battery Saver, Power Saving และ Low Power Mode สามารถลดกิจกรรมเบื้องหลัง การดึงข้อมูล และการซิงก์บางประเภท

หากแอปสำคัญแจ้งเตือนล่าช้า ให้ทำดังนี้

① เพิ่มแอปเป็นข้อยกเว้นของการประหยัดแบต
② ตั้งการใช้แบตเป็น Optimized หรือ Unrestricted
③ เปิด Background Data
④ นำออกจาก Sleeping และ Deep sleeping
⑤ ตรวจสิทธิ์การแจ้งเตือน
⑥ ทดสอบอีกครั้งขณะเปิดโหมดประหยัดแบต

หากระบบไม่รองรับข้อยกเว้น อาจต้องปิดโหมดประหยัดแบตในช่วงที่ต้องรอการแจ้งเตือนสำคัญ

ถ้าแอปยังกินแบตแม้ตั้งเป็น Optimized

ให้ดำเนินการตามลำดับนี้

① อัปเดตแอป
② รีสตาร์ตโทรศัพท์
③ ตรวจตำแหน่ง กล้อง ไมโครโฟน และ Bluetooth
④ ตรวจการสำรองและอัปโหลดข้อมูล
⑤ ล้างเฉพาะแคชของแอปใน Android
⑥ ออกจากระบบและเข้าสู่ระบบใหม่เมื่อจำข้อมูลบัญชีได้
⑦ ถอนและติดตั้งแอปใหม่หลังสำรองข้อมูล
⑧ ใช้ Restricted ชั่วคราวเพื่อทดสอบ
⑨ ถอนแอปหากปัญหายังเกิดและไม่จำเป็นต้องใช้

ไม่ควรล้างข้อมูลแอปหากยังไม่ได้สำรองข้อมูลหรือไม่แน่ใจว่าจำรหัสผ่านได้

การแจ้งเตือนหายอาจไม่ได้เกิดจากการประหยัดแบต

ควรตรวจสาเหตุอื่นร่วมด้วย ได้แก่

  • ปิด Allow Notifications
  • ปิดหมวดการแจ้งเตือนบางประเภท
  • เปิด Do Not Disturb
  • เปิด Focus
  • เปิด Scheduled Summary
  • ปิดเสียงของห้องสนทนา
  • ออกจากระบบบัญชี
  • อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร
  • Data Saver ปิดกั้นแอป
  • เวลาและวันที่ของเครื่องไม่ถูกต้อง
  • แอปหรือระบบไม่ได้อัปเดต
  • เซิร์ฟเวอร์ของแอปมีปัญหา
  • แอปถูกบังคับหยุด
  • บัญชีถูกใช้บนอุปกรณ์อื่น
  • แบตเตอรี่ต่ำและระบบจำกัดการทำงาน

แอปใดไม่ควรถูกจำกัดโดยไม่ตรวจสอบก่อน

  • แอปโทรศัพท์
  • แอปข้อความหลัก
  • แอปนาฬิกาปลุก
  • แอปปฏิทินที่ใช้เตือนนัดหมาย
  • แอปกล้องวงจรปิด
  • แอปบ้านอัจฉริยะที่แจ้งเตือนเหตุการณ์
  • แอปค้นหาอุปกรณ์
  • แอปติดตามตำแหน่งที่จำเป็น
  • แอปสุขภาพ
  • แอปเชื่อมต่อนาฬิกา
  • แอปงานหรือการเรียนที่ต้องตอบทันที
  • แอประบบและบริการหลักของโทรศัพท์

การจำกัดแอปเหล่านี้อาจส่งผลมากกว่าแค่การแจ้งเตือน เช่น หยุดบันทึกข้อมูล หยุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ หรือไม่แจ้งเหตุการณ์สำคัญ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • อย่าตั้งทุกแอปเป็น Restricted
  • อย่าใส่ทุกแอปใน Deep sleeping apps
  • อย่าตั้งทุกแอปเป็น Unrestricted
  • อย่าปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดเพียงเพื่อประหยัดแบต
  • อย่าบังคับหยุดแอปข้อความเป็นประจำ
  • อย่าปิด Google Play Services
  • อย่าปิดบริการระบบของผู้ผลิต
  • อย่าติดตั้ง Battery Booster แบบสุ่ม
  • อย่าปรับหลายค่าในครั้งเดียว
  • อย่ารีเซ็ตเครื่องก่อนตรวจการตั้งค่า

คำถามที่พบบ่อย

ตั้งแอปเป็น Restricted แล้วแจ้งเตือนจะหายไหม

มีโอกาสแจ้งเตือนล่าช้าหรือไม่แจ้งจนกว่าจะเปิดแอป โดยเฉพาะแอปที่ต้องทำงานเบื้องหลัง จึงควรใช้ Optimized ก่อน

Optimized ยังได้รับข้อความทันทีหรือไม่

โดยทั่วไปเหมาะกับแอปส่วนใหญ่และควรรับการแจ้งเตือนได้ แต่ผลจริงขึ้นอยู่กับแอป ผู้ผลิตโทรศัพท์ และโหมดประหยัดพลังงาน ควรทดสอบหลังตั้งค่า

Unrestricted ทำให้แบตหมดเร็วไหม

อาจเพิ่มการใช้แบตเพราะแอปได้รับอนุญาตให้ทำงานเบื้องหลังมากขึ้น ควรใช้เฉพาะแอปที่จำเป็นและมีปัญหาแจ้งเตือนล่าช้า

Deep sleeping apps ยังแจ้งเตือนไหม

โดยทั่วไปแอปจะไม่ทำงานเบื้องหลังและอาจไม่แจ้งเตือนจนกว่าจะเปิดแอป จึงไม่เหมาะกับแอปข้อความหรือระบบเตือนสำคัญ

ปิด Background App Refresh บน iPhone แล้ว LINE หรือแอปแชตยังแจ้งไหม

การแจ้งเตือนแบบพุชอาจยังทำงานได้ แต่พฤติกรรมขึ้นอยู่กับแต่ละแอปและคุณสมบัติที่ใช้ ควรปิดเฉพาะแอปที่ต้องการและส่งข้อความทดสอบก่อนใช้งานจริง

ปิดข้อมูลเบื้องหลังแล้วจะได้รับข้อความไหม

เมื่อแอปไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเบื้องหลัง การแจ้งเตือนและการซิงก์อาจล่าช้าหรือมาหลังเปิดแอป จึงไม่ควรปิดสำหรับแอปที่ต้องรับข้อความทันที

ปิดการแจ้งเตือนช่วยประหยัดแบตหรือไม่

ช่วยลดการปลุกหน้าจอ เสียง และการสั่นได้ โดยเฉพาะแอปที่ส่งบ่อย แต่ควรปิดเฉพาะหมวดโฆษณาและโปรโมชันแทนข้อความสำคัญ

ต้องใช้แอป Battery Saver เพิ่มหรือไม่

ไม่จำเป็นในโทรศัพท์รุ่นใหม่ เพราะระบบมีเครื่องมือจัดการแบตอยู่แล้ว แอปเสริมบางตัวทำงานเบื้องหลังและอาจเพิ่มการใช้แบต

สรุป

วิธีลดแอปทำงานเบื้องหลังโดยไม่ให้การแจ้งเตือนหายคือใช้ Optimized เป็นค่าเริ่มต้น เปิดสิทธิ์การแจ้งเตือนและ Background Data ของแอปสำคัญ พร้อมลดเฉพาะตำแหน่ง การซิงก์ และหมวดแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

ใช้ Restricted หรือ Deep sleeping apps เฉพาะแอปที่ไม่ต้องแจ้งเตือน ส่วนแอปข้อความ ระบบความปลอดภัย นาฬิกาปลุก และแอปสุขภาพควรได้รับสิทธิ์ทำงานตามความจำเป็น หลังเปลี่ยนการตั้งค่าต้องส่งข้อความทดสอบและปรับทีละแอป สามารถติดตามวิธีลดปัญหาแบตหมดเร็วเพิ่มเติมจาก comsiam ได้อย่างต่อเนื่อง