Contact
Line : comsiam
Contact
Line : comsiam

วิธีดูว่าแอปไหนกินแบตมากที่สุดคือเปิดเมนูการใช้แบตเตอรี่ในมือถือ แล้วตรวจทั้งเปอร์เซ็นต์การใช้พลังงาน เวลาที่เปิดบนหน้าจอ และเวลาทำงานเบื้องหลัง หากแอปที่แทบไม่ได้ใช้กลับมี Background Activity สูง เครื่องอุ่นหรือแบตลดขณะปิดหน้าจอ แอปนั้นอาจเป็นต้นเหตุ
ไม่ควรปิดการทำงานเบื้องหลังของทุกแอปพร้อมกัน เพราะอาจทำให้ข้อความ อีเมล นาฬิกาปลุก และการแจ้งเตือนสำคัญล่าช้า ควรจัดการเฉพาะแอปที่ใช้แบตผิดปกติ โดยเริ่มจากอัปเดต จำกัดตำแหน่ง ลดการซิงค์ และตั้งการใช้แบตเป็นแบบประหยัดตามคำแนะนำของ comsiam ในบทความนี้
แอปสามารถใช้พลังงานได้แม้ไม่ได้เปิดอยู่บนหน้าจอ เพราะยังอาจทำงานต่อไปนี้
แอปที่มีโอกาสใช้แบตสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นแอปไม่ดี แต่ขึ้นอยู่กับวิธีใช้งานและสิทธิ์ที่ได้รับ
| ประเภทแอป | สาเหตุที่อาจกินแบต |
|---|---|
| เกม | ใช้ชิปประมวลผล กราฟิก หน้าจอ และเครือข่าย |
| วิดีโอและสตรีมมิง | เปิดหน้าจอนานและรับส่งข้อมูลสูง |
| โซเชียลมีเดีย | โหลดวิดีโอ รับแจ้งเตือน และซิงค์เบื้องหลัง |
| แอปแชต | เชื่อมต่อเพื่อรับข้อความตลอดเวลา |
| แผนที่และนำทาง | ใช้ GPS หน้าจอ และข้อมูลมือถือ |
| กล้องและตัดต่อวิดีโอ | ใช้หน่วยประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บสูง |
| แอปคลาวด์ | สำรองและดาวน์โหลดไฟล์ |
| แอปสุขภาพ | ใช้เซ็นเซอร์ ตำแหน่ง และ Bluetooth |
| แอปพยากรณ์อากาศ | ตรวจตำแหน่งและอัปเดตวิดเจ็ต |
| VPN | รักษาการเชื่อมต่อเครือข่ายตลอดเวลา |
| แอปซื้อของ | ส่งแจ้งเตือนและอัปเดตข้อมูลเบื้องหลัง |
| แอปที่มีข้อผิดพลาด | ทำงานวนซ้ำและไม่เข้าสู่โหมดพัก |
เปอร์เซ็นต์ที่แสดงข้างชื่อแอปมักหมายถึงสัดส่วนพลังงานที่แอปนั้นใช้ในช่วงเวลาที่เลือก ไม่ได้หมายความว่าแอปทำให้แบตหายไปเท่ากับตัวเลขนั้นเสมอไป
ตัวอย่างเช่น หากเกมแสดง 40% อาจหมายถึงเกมใช้พลังงานคิดเป็น 40% ของพลังงานทั้งหมดที่ถูกใช้ในช่วงนั้น ไม่ได้หมายความว่าเกมลดแบตจาก 100% เหลือ 60% โดยตรง
ควรพิจารณาข้อมูลร่วมกันสามส่วน
หากแอปใช้แบตสูงเพราะเปิดใช้งานหลายชั่วโมงอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าไม่ได้เปิดและยังมี Background Activity สูง ควรตรวจสอบ
บน Android ให้เปิดการตั้งค่าแล้วค้นหาคำว่า
บน iPhone ให้เปิดการตั้งค่าแล้วเข้าเมนูแบตเตอรี่ จากนั้นเลือกดูข้อมูลตามช่วงเวลาที่ระบบมีให้
ชื่อและตำแหน่งเมนูอาจแตกต่างกันตามยี่ห้อ รุ่น และเวอร์ชันระบบ
ดูกราฟว่าแบตเตอรี่ลดเร็วในช่วงใด แล้วตรวจว่าแอปใดทำงานตรงกับช่วงเวลานั้น
สังเกตข้อมูลต่อไปนี้
การตรวจตามช่วงเวลาจะช่วยไม่ให้สรุปผิดว่าแอปอันดับหนึ่งเป็นต้นเหตุเสมอ
หากแอปใช้แบตสูงและมี Screen Time สูงใกล้เคียงกัน แสดงว่าแบตถูกใช้ระหว่างเปิดแอป ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมปกติ
หากแอปมี Screen Time ต่ำแต่ Background Activity สูง ให้ตรวจว่าแอปกำลังทำอะไร เช่น
ควรเริ่มจัดการแอปที่ทำงานเบื้องหลังสูงโดยไม่จำเป็นก่อน
เปิดร้านค้าแอปและตรวจอัปเดต แอปเวอร์ชันเก่าอาจมีข้อผิดพลาดหรือไม่เข้ากับระบบปัจจุบัน ทำให้ใช้พลังงานสูง
หลังอัปเดตให้รีสตาร์ตเครื่อง แล้วสังเกต Battery Usage อีกระยะหนึ่ง หากอาการเริ่มหลังอัปเดตแอปเวอร์ชันล่าสุด ให้ตรวจว่ามีอัปเดตแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่
ไม่ควรดาวน์โหลดไฟล์แอปจากแหล่งที่ไม่รู้จักเพื่อย้อนเวอร์ชัน เพราะอาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูลและความปลอดภัย
เปิดข้อมูลของแอป แล้วตรวจเมนูแบตเตอรี่หรือ App Battery Usage ตัวเลือกที่พบอาจมีชื่อแตกต่างกัน เช่น
แนวทางทั่วไปคือ
หลังตั้งเป็น Restricted แอปอาจไม่อัปเดตข้อมูลหรือส่งการแจ้งเตือนจนกว่าจะเปิดใช้งาน
เปิดการตั้งค่าและค้นหา Background App Refresh จากนั้นปิดเฉพาะแอปที่ไม่จำเป็นต้องอัปเดตข้อมูลอยู่เบื้องหลัง
ไม่จำเป็นต้องปิดทุกแอปพร้อมกัน เพราะแอปบางประเภทอาจต้องใช้เพื่อแสดงข้อมูลล่าสุด ควรเริ่มจากแอปซื้อของ เกม แอปที่ไม่ค่อยใช้ และแอปที่ Battery Usage แสดง Background Activity สูงผิดปกติ
การปิด Background App Refresh ไม่ได้หยุดการแจ้งเตือนทุกประเภทเสมอไป เพราะระบบแจ้งเตือนอาจใช้ช่องทางอื่น แต่ควรทดสอบผลกับแอปสำคัญ
เปิดเมนูความเป็นส่วนตัวหรือสิทธิ์ของแอป แล้วตรวจว่าแอปเข้าถึงสิ่งใดอยู่
ควรตั้งตำแหน่งตามความจำเป็น เช่น
ควรใช้ “อนุญาตตลอดเวลา” เฉพาะแอปที่จำเป็นจริง เช่น บริการติดตามหรือความปลอดภัยที่ผู้ใช้ตั้งใจใช้
ตรวจสิทธิ์อื่นเพิ่มเติม ได้แก่
การจำกัดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นช่วยลดทั้งการทำงานเบื้องหลังและการเข้าถึงข้อมูล
แอปที่ส่งการแจ้งเตือนบ่อยอาจปลุกหน้าจอและประมวลผลข้อมูลตลอดวัน ให้ปิดเฉพาะการแจ้งเตือนที่ไม่สำคัญ
สิ่งที่ควรตรวจ ได้แก่
ไม่ควรปิดการแจ้งเตือนจากแอปที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อ การเรียน นาฬิกาปลุก หรือความปลอดภัยโดยไม่ตรวจผลกระทบก่อน
หากอัปเดตและปรับการตั้งค่าแล้วแอปยังใช้แบตผิดปกติ สามารถลบและติดตั้งใหม่ได้ แต่ควรตรวจว่าข้อมูลภายในแอปได้รับการสำรองหรือผูกกับบัญชีแล้ว
ก่อนลบควรตรวจสิ่งต่อไปนี้
หากเป็นแอประบบที่ไม่สามารถลบได้ ไม่ควรใช้เครื่องมือที่ไม่รองรับเพื่อบังคับลบ ให้เลือกปิดใช้งานหรือจำกัดการทำงานตามตัวเลือกของเครื่องเท่านั้น
หลังปรับการตั้งค่าให้รีสตาร์ต แล้วใช้งานตามปกติเป็นระยะหนึ่งก่อนเปิด Battery Usage เพื่อตรวจผล
ควรเปลี่ยนเพียงไม่กี่รายการในแต่ละครั้ง เพื่อให้รู้ว่าการตั้งค่าใดช่วยแก้ปัญหา หากเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกันจะระบุต้นเหตุได้ยาก
หากไม่มีแอปใดใช้แบตผิดปกติ แต่แบตยังลดเร็ว เครื่องร้อน เปอร์เซ็นต์กระโดด หรือดับเอง ควรตรวจสุขภาพแบตเตอรี่และฮาร์ดแวร์
ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่
Android บางรุ่นแสดงการใช้พลังงานแยกระหว่างแอปและระบบ ควรตรวจ Mobile Network, Screen, Wi‑Fi และ System ร่วมด้วย เพราะแบตหมดเร็วอาจไม่ได้เกิดจากแอป
ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่
ข้อความที่ควรสังเกต ได้แก่
หากแอปแสดง Background Activity สูง ให้ตรวจ Background App Refresh ตำแหน่ง และการซิงค์ของแอปนั้น
| พฤติกรรม | การวิเคราะห์ |
|---|---|
| เล่นเกมนานและเกมใช้แบตอันดับหนึ่ง | มักเป็นเรื่องปกติ |
| ดูวิดีโอนานและแอปวิดีโอใช้แบตสูง | สอดคล้องกับการใช้งาน |
| ไม่ได้เปิดแอปแต่ Background Activity สูง | ควรตรวจสอบ |
| แอปแผนที่ใช้แบตสูงระหว่างนำทาง | มักเป็นเรื่องปกติ |
| แอปแผนที่ใช้ตำแหน่งตลอดคืน | ควรตรวจสิทธิ์ |
| แอปคลาวด์ใช้แบตขณะสำรองไฟล์ | อาจเป็นงานชั่วคราว |
| แอปใช้แบตสูงหลังอัปเดต | อัปเดต รีสตาร์ต และติดตามผล |
| ไม่มีแอปผิดปกติแต่แบตไหล | ตรวจเครือข่าย ระบบ และสุขภาพแบต |
ไม่จำเป็นต้องบังคับปิดทุกแอปเป็นประจำ ระบบมือถือออกแบบมาให้จัดการหน่วยความจำและแอปที่พักอยู่เบื้องหลังโดยอัตโนมัติ
ควรบังคับปิดเมื่อ
การปัดปิดแอปทุกตัวบ่อยๆ อาจไม่ได้ประหยัดแบตอย่างที่คาด เพราะเมื่อต้องเปิดใหม่ ระบบต้องโหลดข้อมูลอีกครั้ง
โดยทั่วไปไม่จำเป็น แอป Task Killer อาจปิดแอปที่ระบบต้องเปิดใหม่ ทำให้เกิดวงจรปิดแล้วเปิดซ้ำและใช้พลังงานเพิ่ม
แอปไม่สามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้จริง
ควรใช้เครื่องมือ Battery Usage ที่มีอยู่ในระบบก่อนติดตั้งแอปเพิ่มเติม
ได้ หากแอปใช้ชิปประมวลผล GPS กล้อง เครือข่าย หรือทำงานวนซ้ำอยู่เบื้องหลัง เครื่องอาจอุ่นหรือร้อนทั้งที่ปิดหน้าจอ
หากพบว่าแอปใดใช้แบตสูงพร้อมเครื่องร้อน ให้หยุดแอป อัปเดต และรีสตาร์ต หากยังเกิดซ้ำให้ถอนการติดตั้งชั่วคราวเพื่อทดสอบ
ไม่ควรทำให้เครื่องเย็นด้วยตู้เย็น น้ำแข็ง หรือของเย็นจัด ควรวางในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท
ควรระวังเป็นพิเศษกับ
หลังจำกัดแอปควรทดสอบว่าการแจ้งเตือนและฟังก์ชันสำคัญยังทำงาน
ควรตรวจสุขภาพแบตเตอรี่หรือฮาร์ดแวร์เมื่อ
ไม่จำเป็น หากใช้แอปนั้นนาน เปอร์เซ็นต์สูงอาจเป็นเรื่องปกติ ควรลบเมื่อแอปทำงานเบื้องหลังผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือแก้ด้วยการอัปเดตและจำกัดแล้วไม่หาย
อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะแอปแชตและอีเมล จึงควรเริ่มจากโหมด Optimized และทดสอบก่อนใช้ Restricted
แอปอาจรับแจ้งเตือน ซิงค์ข้อมูล ใช้ตำแหน่ง สำรองไฟล์ หรืออัปเดตวิดเจ็ตอยู่เบื้องหลัง ให้ตรวจ Activity และสิทธิ์ของแอป
โดยทั่วไปเป็นสัดส่วนการใช้พลังงานในช่วงเวลาที่เลือก ไม่ได้แปลว่าแอปทำให้เปอร์เซ็นต์แบตลดลงเท่ากับตัวเลขนั้นโดยตรง
ไม่จำเป็นต้องปิดตลอดเวลา ให้ตรวจ Battery Usage และปิดเฉพาะเมื่อไม่ได้ใช้หรือกำลังทดสอบหาสาเหตุ แบตหมดเร็วอาจเกิดจากปัจจัยอื่นมากกว่า
อาจช่วยได้หากเกิดจากระบบหรือข้อมูลแอปผิดปกติ แต่ควรอัปเดต จำกัด หรือติดตั้งแอปใหม่ก่อน การรีเซ็ตต้องสำรองข้อมูลและใช้เป็นขั้นตอนท้ายๆ
วิธีดูว่าแอปไหนกินแบตมากคือเปิด Battery Usage แล้วตรวจเปอร์เซ็นต์ Screen Time และ Background Activity ร่วมกัน แอปที่ใช้แบตสูงเพราะเปิดใช้งานนานอาจเป็นเรื่องปกติ แต่แอปที่ไม่ได้เปิดและทำงานเบื้องหลังหลายชั่วโมงควรได้รับการตรวจสอบ
ให้เริ่มจากอัปเดตแอป จำกัด Background Activity ปรับสิทธิ์ตำแหน่ง ลดการซิงค์ และติดตามผลหลังรีสตาร์ต ไม่ควรปิดบริการระบบหรือใช้ Task Killer แบบสุ่ม หากไม่มีแอปผิดปกติแต่แบตยังลดเร็ว ควรตรวจเครือข่ายและสุขภาพแบตเตอรี่ สำหรับบทความถัดไปของ comsiam จะอธิบายสาเหตุที่มือถือแบตลดเร็วหลังเปลี่ยนแบตเตอรี่และวิธีตรวจว่าแบตใหม่มีปัญหาหรือไม่